RSS

Tag Archives: TDRI

บทความพิเศษ: ค่านิยมหลงใบปริญญา..ทำแรงงานวิกฤต โดย ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ TDRI

นักวิชาการทีดีอาร์ไอ เผย การศึกษามีความสำคัญแต่ค่านิยมหลงใหลใบปริญญาจนเกินเหตุ กำลังทำตลาดแรงงานไทยวิกฤต จากระบบการศึกษานิยมปริญญาและความไม่สอดคล้องของการผลิตกำลังคนกับความต้องการแท้จริง “เรียนนาน ได้ปริญญา ติดข้างฝา และตกงาน” ระบุปัจจุบันแรงงานขาดแคลนวิกฤติ ไม่พอใช้ แต่ยังมี 70% ของผู้ว่างงานปีละ 2.8 แสนคนในทุกระดับการศึกษาที่ไม่ยอมหางานทำ

ดู yongyuth.jpg แบบการแสดงภาพสไลด์

ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผอ.วิจัยการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

โครงสร้างตลาดแรงงานไทยในปัจจุบันยังคงใช้แรงงานระดับล่างและระดับกลางเป็นหลัก  และสถานการณ์การใช้แรงงานปัจจุบันค่อนข้างตึงตัว  มีความต้องการแรงงานแต่หาไม่ได้ ขณะเดียวกันก็มีแรงงานบางส่วนตกงาน ว่างงาน โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานระดับสูง ป.ตรีขึ้นไป   จากสถิติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเรามีผู้ว่างงานลดลงอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 55,000 คน นับเป็นประเทศที่มีอัตราการว่างงานต่ำสุดประเทศหนึ่ง   หมายความว่าต่อให้ส่งเสริมอย่างไรเราก็ไม่มีคนกลับเข้าไปสู่ตลาดแรงงานได้เพียงพอ

เมื่อดูว่าในขณะที่ประเทศไทยอยู่ในภาวะขาดแคลนแรงงานขั้นวิกฤต  ก็ยังมีคนว่างงานปีละ 2.8 แสนคน พร้อมกับมีความต้องการแรงงานปีละ 2.5 แสนคน ซึ่งน่าจะทดแทนกันได้ แต่เราไม่สามารถเอามาใช้งานได้ เพราะ 70% ของผู้ว่างงานไม่ยอมทำงานหรือหางานทำ  เราจึงมีภาวะขาดแรงงานตึงตัว นอกจากนี้ยังต้องมาเสียวัยแรงงานส่วนหนึ่งที่ควรใช้ประโยชน์อยู่ในตลาดแรงงานไปกับคนที่มีปัญหา พฤติกรรมไม่เหมาะสม อยู่ในสถานพินิจ หลายหมื่นคนและมีอายุไม่ถึง 30 ปีที่ถูกจำคุก อีกกว่า 1 แสนคน

ดร.ยงยุทธ กล่าวว่า ปัญหาขาดแคลนแรงงานนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร  การเกิดน้อยลง วัยแรงงานมีน้อยลง และระบบการศึกษาปัจจุบันเป็นระบบที่กักเขาไว้ในโรงเรียนยาวนานในลักษณะยืดเวลาว่างงานออกไป เพราะเมื่ออยู่ในโรงเรียนนานหมายถึงการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่คือสายสามัญ แล้วไปต่ออุดมศึกษา ป.ตรี โท เอก ซึ่งตลาดแรงงานมีความต้องการน้อยกว่าสายอาชีวะหรือวิชาชีพเฉพาะ ซึ่งเป็นแรงงานระดับกลางลงมา  ซึ่งหากเทียบกับช่วงชีวิตการทำงาน(Lifetime Earning)ของผู้มีอายุ24ปีขึ้นไป ผู้จบมัธยมปลายมีรายได้น้อยกว่าผู้จบอาชีวศึกษา

การนิยมใบปริญญา  ผู้ปกครองอยากให้ลูกได้ปริญญาจึงส่งเสริมให้เรียนสายสามัญแล้วก็ไปรอตกงานในระดับปริญญาตรีและสูงกว่าซึ่งทุกปีมีว่างงานปีละกว่า 1 แสนคน  หากเข้าใจความต้องการแท้จริงของตลาดแรงงานก็ไม่ควรหลงใหลใบปริญญาที่ได้มาติดข้างฝา(จนเกินเหตุ)แล้วก็กลายมาเป็นคนว่างงาน”

โฆษณา
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กรกฎาคม 11, 2012 in ทั่วไป

 

ป้ายกำกับ: , , ,

บทความพิเศษ TDRI : ผลกระทบสังคมสูงอายุในภาคอุตสาหกรรมการผลิต

บทความพิเศษ TDRI : ผลกระทบสังคมสูงอายุในภาคอุตสาหกรรมการผลิต

image

โดย : ดร.สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันเพื่อการวิจัย และพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

18พ.ค.55-ความไม่สอดคล้องของกำลังแรงงานและคุณภาพการศึกษากับความต้องการของตลาดแรงงาน เป็นปัญหาใหญ่ที่ปรากฏชัดจนนำมาสู่การปฎิรูปการศึกษาอีกครั้งในปัจจุบัน  นอกจากนั้นแล้วโครงสร้างประชากร อายุ การศึกษา เพศ และภูมิลำเนาและการเปลี่ยนแปลงลักษณะต่างๆดังกล่าวก็มีผลอย่างสำคัญต่อกำหนดนโยบายหรือการวางแผนการใช้กำลังคนที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ ทีดีอาร์ไอได้วิเคราะห์ผลกระทบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรกับประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานภาคอุตสาหกรรมพบว่าลักษณะทางประชากรของแรงงานมีผลต่อประสิทธิภาพการผลิตอย่างมาก

ดร.สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์ นักวิชาการอาวุโสและคณะ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย  ได้ศึกษาเรื่องดังกล่าวให้โครงการ การจัดทำฐานข้อมูลอุปสงค์อุปทานกำลังคนเพื่อรองรับการวางแผนพัฒนาภาคอุตสาหกรรม หรือโครงการ LEED-X+ ซึ่งสำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สำนักเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษา สำนักงานสถิติแห่งชาติ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันจัดทำ  นำมาใช้วิเคราะห์สถานการณ์และพฤติกรรมของตลาดแรงงานภาคอุตสาหกรรม

จากการวิเคราะห์ย้อนหลัง 20 ปี (2543-2553) พบว่า แรงงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากร (อายุ เพศ การศึกษา ฯลฯ) โดยในปี 2553  มีจำนวนแรงงานทั้งประเทศ 38.1 ล้านคน  เป็นแรงงานภาคอุตสาหกรรมราว 7.8 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานในสาขาอุตสาหกรรมการผลิตจริง ๆ ราว 5.4 ล้านคน ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ในสาขาต่าง ๆ  ได้แก่ การไฟฟ้า ก๊าซและการประปา,การก่อสร้าง,การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน   การจ้างแรงงานภาคอุตสาหกรรมในอดีตใช้แรงงานที่มีอายุฐานนิยม(อายุแรงงานส่วนใหญ่)ต่ำกว่าแรงงานในภาคเกษตรหรือภาคบริการ ในแง่ของเพศอุตสาหกรรมบางชนิดจะใช้แรงงานชายหญิงในสัดส่วนไม่เท่ากัน  ในขณะที่อุตสาหกรรมแต่ละชนิดใช้กำลังคนในการศึกษาระดับต่างๆ กัน  เช่นอุตสาหกรรมสิ่งทอหรือเครื่องนุ่งห่มจะใช้แรงงานระดับล่าง(มีการศึกษาน้อย)ในสัดส่วนที่มากกว่าอุตสาหกรรมอื่น

โครงสร้างอายุแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเดิมเป็นแรงงานวัยหนุ่มสาว แต่ในระยะหลัง อายุแรงงานในภาคอุตสาหกรรมก็เริ่มสูงขึ้น  ซึ่งเป็นลักษณะของประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างประเทศไทยที่สัดส่วนประชากรวัยเด็กลดลงในขณะที่สัดส่วนประชากรวัยสูงอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลให้โครงสร้างอายุแรงงานในภาคอุตสาหกรรมจะเป็นแรงงานสูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (จากข้อมูลในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา(2534-2553) มีสัดส่วนของแรงงานผู้เยาว์ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากประมาณร้อยละ55 ในปี 2534 เป็นร้อยละ 20.7 ในปี 2553 ในขณะที่แรงงานผู้สูงอายุ เพิ่มจากประมาณร้อยละ 12 เป็นประมาณร้อยละ 20 หรือเกือบเท่าตัว  สาเหตุมาจากอัตราเกิดลดลงและการขยายการศึกษาทำให้ประชากรวัยรุ่นเข้าสู่ตลาดลดลงโดยทั่วไป (มิใช่แต่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตเท่านั้น)  ทำให้สัดส่วนของแรงงานผู้ใหญ่และผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น

ข้อมูลผลสำรวจภาวะการมีงานทำของประชากร พบว่าระหว่างปี 2547 และ ปี 2553 อายุเฉลี่ยของแรงงานภาคอุตสาหกรรมได้เพิ่มขึ้นจากประมาณ 27 ปี เป็น ประมาณ 32 ปี) จากการทดสอบทางสถิติพบว่าสัดส่วนของแรงงานสูงอายุที่เพิ่มขึ้นจะมีผลทางลบต่อประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานโดยเฉลี่ยดังนั้นการเพิ่มอัตราการใช้แรงงานที่สูงอายุขึ้นจำเป็นต้องมีการพัฒนาแรงงานดังกล่าวมากขึ้นด้วย  ด้านการศึกษา โครงสร้างการศึกษาของแรงงานภาคอุตสาหกรรมการผลิตดีกว่าโครงสร้างการศึกษาของแรงงานทั้งประเทศ โดยโครงสร้างของแรงงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตจำแนกตามการศึกษามีสัดส่วนแรงงานที่มีการศึกษาปานกลางและระดับสูงเพิ่มขึ้น

สัดส่วนแรงงานการศึกษาน้อยหรือระดับล่าง(มัธยมต้นหรือต่ำกว่า) ลดลงจากประมาณร้อยละ 86 ในปี 2534 เหลือร้อยละ 68 ในปี 2553   แรงงานระดับกลาง(มัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า)เพิ่มจากประมาณร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 17.4 และแรงงานระดับสูง(ตั้งแต่อนุปริญญาขึ้นไป) เพิ่มจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 14    ขณะเดียวกันกำลังแรงงานระดับล่างซึ่งจะมีผู้สำเร็จการศึกษาที่จะเข้ามาเติมปีละไม่ถึงแสนคนก็ยังไม่เพียงพอเพราะมีอัตราการเรียนต่อสูง และในแต่ละปีตลาดแรงงานจะสูญเสียกำลังแรงงานไปด้วยสาเหตุต่าง ๆ ทั้งการเสียชีวิตและเกษียณอายุไม่ต่ำกว่า 4 แสนคน  ทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มที่จะขาดแคลนแรงงานระดับล่าง ในขณะที่มีการผลิตแรงงานระดับปริญญาตรีออกมามากมายแต่มีปัญหาด้านคุณภาพไม่ได้รับคัดเลือกจากนายจ้าง จึงทำให้มีปัญหาว่างงานและขาดแคลนแรงงานไปพร้อมกัน

อย่างไรก็ตามผลการทดสอบทางสถิติระหว่ างความสัมพันธ์ของระดับการศึกษาของแรงงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตกับประสิทธิภาพการผลิตยังไม่ชัดเจน           ปัจจัยเรื่องเพศ  ประเทศไทยมีประชากรหญิงมากกว่าชาย โดยมีจำนวนประชากรหญิง 34.3 ล้านคนต่อประชากรชาย 33.1 ล้านคน  แต่ถ้าดูที่แรงงาน กลับมีแรงงานหญิงน้อยกว่าแรงงานชายเนื่องจากอัตราการเข้าร่วมแรงงาน (จำนวนแรงงาน/ประชากรในวัยแรงงาน) ของหญิงน้อยกว่าชาย คือประมาณ ร้อยละ 63.5 เทียบกับ 80.3 (เนื่องจากสตรีจำนวนไม่น้อยทำหน้าที่แม่บ้านโดยไม่ได้ออกหางานทำ) ทำให้สัดส่วนแรงงานหญิงต่อแรงงานชายประมาณ ร้อยละ 45.5 ต่อ  54.5

อย่างไรก็ตาม ในปี 2553  ในขณะที่โดยทั่วไปสัดส่วนแรงงานหญิงน้อยกว่าชาย  แต่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตกลับมีการจ้างงานแรงงานหญิงในสัดส่วนสูงกว่าชายเล็กน้อย (ร้อยละ 52 ต่อ ร้อยละ 48) ซึ่งในระยะยาวตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมาสัดส่วนเพศของแรงงานภาคอุตสาหกรรมการผลิตค่อนข้างคงที่  โดยสัดส่วนแรงงานหญิงเพิ่มขึ้นตั้งแต่ ปี2545 เป็นต้นมา และลดลงเล็กน้อยช่วงปี 2552-2553 ทั้งนี้มีอุตสาหกรรมที่นิยมใช้แรงงานหญิง เช่น สิ่งทอ เสื้อผ้าสำเร็จรูป และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

จากการทดสอบทางสถิติสัดส่วนของแรงงานหญิงในอุตสาหกรรมการผลิตมีผลดีต่อประสิทธิภาพการผลิตของแรงงาน สำหรับภูมิลำเนาของแรงงาน  แรงงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตเกินครึ่ง (ร้อยละ 62.8) อยู่ในชนบท (นอกเขตเทศบาล) แสดงว่าอุตสาหกรรมการผลิตมิได้กระจุกอยู่ในตัวเมือง และอุตสาหกรรมบางอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมการผลิตอาหารจะอยู่ในนอกเขตเทศบาล โดยแนวโน้มในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาสัดส่วนแรงงานภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่อยู่ในชนบทเพิ่มจากประมาณร้อยละ 44.0 ในปี 2534 เป็น ร้อยละ 62.8 ในปี 2553

จากการทดสอบทางสถิติพบว่าสัดส่วนของแรงงานอุตสาหกรรมการผลิตที่อยู่นอกเขตเทศบาลจะมีผลดีต่อประสิทธิภาพการผลิตของแรงงาน ผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างทางประชากรของแรงงานมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตดังนั้นการเลือกใช้แรงงานในอายุ เพศ ระดับการศึกษาหรือภูมิลำเนาต่างๆจึงควรเป็นไปอย่างมีแบบแผน มิฉะนั้นจะมีผลเสียต่อประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตดังนั้นการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อการเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้จึงเป็นความสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , ,

TDRI หวั่นฮั้วประมูล #3G สูตร 3:3:3 กสทช.เคาะรูปแบบประมูล 45MHz แข่งราคาสูงสุด 9 ใบอนุญาตพร้อมกัน

หมดหน้าตัก! กสทช.เลือกรูปแบบประมูล 3 จี กวาดคลื่น2.1 กิ๊กฯ ที่เหลือ 45 MHz ในไทย ซอยแบ่งประมูลพร้อมกัน 9 ใบอนุญาต TDRI หวั่น ส่อฮั้วประมูลสูตร 3:3:3

15 พฤษภาคม 2555 – พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมบริหารคลื่นความถี่  2.1 กิ๊กกะเฮิร์ต เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติสรุปรูปแบบการประมูล สำหรับให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี ที่คาดว่าเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้

โดยรูปแบบการจัดช่องความถี่ครั้งนี้ มีรวมทั้งหมด 45 เมกะเฮิร์ต โดยแบ่งออกเป็น 9 ชุด (สล็อต) หรือ  9 ใบอนุญาต หนึ่งสล็อตมี 5 เมกะเฮิร์ต และกำหนดให้ผู้เข้าประมูลจะสามารถยื่นขอประมูลคลื่นได้สูงสุดไว้ที่ 20 เมกะเฮิร์ต หรือ 4 ใบอนุญาต ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับได้กับทุกเทคโนโลยี ตั้งแต่ 3G ไปจนถึง LTE

สำหรับวิธีการประมูล จะเป็นแบบ Simultaneous ascending bid auction หรือ “การประมูลด้วยวิธีเพิ่มราคาการประมูลทุกสล็อตในเวลาเดียวกัน”

“การประมูลก็จะเสนอราคากันไปเรื่อยๆๆ เราจะอนุญาตให้เสนอราคาก่อนประมุลได้เต็มที่รายละไม่เกิน 20 เมกกะเฮิร์ต แต่เวลาประมูลจริงผู้ร่วมประมูลอาจปรับลดสล็อตให้เหลือน้อยลงก็ได้ เพราะสู้ราคากันไม่ไหว ซึ่งการประมูลแบบนี้ จะเป็นการเพิ่มราคาขึ้นไปเรื่อยๆๆๆๆ ในเวลาเดียวกัน พร้อมกันทั้ง 9 ล็อต ราคาจะเพิ่มไปเรื่อยๆจนกว่าดีมาน และซับพลายเท่ากับ 9 ล็อต พอราคาประมูลเพิ่ม ผู้ประมูลจะเริ่มลดจำนวนล็อตลงเพราะราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ  และเมื่อผู้เข้าร่วมประมูลทั้งหมดที่มี ก็จะเหลือแค่ 9 ล็อตที่เรามี ก็จะหยุดการประมูลด้วยราคาสูงที่สุด ก็จะเป็นราคาขาย ซึ่งรูปแบบนี้ เป็นวิธีไม่ซับซ้อนมีความสอดคล้องกับวิธีการที่เคยจะนำมาใช้ในการประมูลครั้งที่ผ่านมา” พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าว

ขั้นตอนหลังจากนี้ จะต้องทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ก่อนจะเสนอที่ประชุมใหญ่ กสทช.เพื่อประกาศให้มีผลบังคับใช้ต่อไป สำหรับราคาตั้งต้นการประมูลนั้น กสทช.จะสรุปได้ในช่วงปลายเดือนนี้ หรือ ต้นเดือนหน้า

ทั้งนี้ คลื่นความถี่ 2.1 กิ๊กกะเฮิร์ต จำนวน 45 เมกฯ เป็นจำนวนที่มีเหลืออยู่ในขณะนี้ที่จะนำมาประมูล จากเดิมที่มีอยู่จำนวน 60 เมกฯ แต่ได้ให้สัมปทานบริษัท ทีโอทีไแล้ว 15 เมกฯ

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการวิจัยและพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เสนอว่ากสทช.ควรกำหนดราคาตั้งต้นการประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ 3 จีให้มีมูลค่ามากกว่า 12,800 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาเดียวกันที่เคยจัดการประมูลเมื่อปี 2553 แต่ถูกบริษัท กสท.โทรคมนาคม ฟ้องล้มประมูลในเวลาต่อมา

wqmksm.jpg

“ราคาตั้งต้นสำหรับบริการ 3 จีนั้น เป็นผลประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้ประโยชน์จากการให้บริการสื่อสารความเร็วสูง และรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบ 3 จี ซึ่งจากการคำนวนของกทช.ในอดีต อยู่ที่ประมาณ 12,800 ล้านบาท ต่อคลื่นความถี่ 15 เมกกะเฮิร์ต หรือประมาณ 4,300 ล้านบาท ต่อ คลื่นความถี่ 1 สล็อต หรือ 5 เมกกะเฮิร์ตแต่ผลประโยชน์นี้เป็นเพียงส่วนเดียวที่ผู้ประกอบการจะได้รับ

แต่ผลประโยชน์อีกส่วนคือการโอนถ่ายลูกค้า จากโครงข่าย 2 จี ไปยัง 3 จี ซึ่งตรงนี้มีผลประโยชน์ที่คิดเป็นค่าสัมปทานในส่วนที่ต้องจ่ายให้รัฐปีละ 48,000 ล้านบาท  แต่หลังจากมีประมูล 3 จีแล้วไม่ต้องจ่ายส่วนนี้ ดังนั้น ส่วนตัวจึงเห็นว่าราคาตั้งต้นการประมูล 3 จี ไม่ควรน้อยกว่าการกำหนดราคาประมูลครั้งที่ 12,800 ล้านบาท ต่อ 15 เมกฯ  หรือ 4,300 ล้านบาท ต่อใบอนุญาต 1 สล็อต  5 เมกกะเฮิร์ต”

ซึ่งราคาประมูลนี้ เป็นสิ่งที่จะไม่กระทบต่อการให้บริการต่อผู้บริโภค

สำหรับการออกแบบการประมูล สำหรับกสทช.ภายในเงื่อนไขที่ยังไม่มีการเปิดเสรีโทรคมนาคมในปัจจุบัน ก็มีความเสี่ยงที่อาจเกิดฮั้วประมูลกันได้ ซึ่งวิธีที่แบ่งใบอนุญาตแบบที่กสทช.เลือกนั้น อาจทำให้เกิดแข่งขันในการประมูล แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงว่า ผู้ประกอบการอาจสมคบกัน ตกลงกันเอาคนละ 3 สล็อต  3 ราย ซึ่งจะได้เท่ากัน จึงไม่มีความจำเป็นต้องแข่งขันกัน และทำให้ได้คลื่นความถี่ไปเท่ากัน  แต่ทำให้เกิดการฮั้วเกิดขึ้นได้ ซึ่งวิธีแบบนี้กสทช.ยิ่งต้องกำหนดราคาตั้งต้นประมูลไม่ให้ต่ำกว่าการประมูลครั้งที่แล้ว ซึ่งผลประโยชน์ที่เอกชนจะได้รับ เฉพาะ 3 จีนั้น ก็มีผลประโยชน์จำนวนมาก

“นี่คือการเอาทรัพย์สินของประชาชน ของประเทศชาติไปให้เอกชนใช้ประโยชน์ จึงเป็นหน้าที่ของกสทช.จะต้องรักษามูลค่าเม็ดเงินที่จะเข้าสู่รัฐและประชาชนให้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย และกำหนดราคาประมูลให้เป็นไปอย่างเหมาะสม” นายสมเกียรติ กล่าว

พร้อมกันนี้ ยังเสนอว่า กสทช.ควรกำหนดหลักเกณฑ์ที่จะเป็นเงื่อนไขร่วมกับการประมูลไปด้วย เช่น การกำหนดสิทธิแห่งทาง, หลักเกณฑ์การใช้โครงข่ายร่วมกัน โดยผลการศึกษาพบว่าต้นทุนการให้บริการโทรศัพท์เคลืื่อนที่ 3 จี และ 2 จี ต้นทุนส่วนใหญ่อยู่ที่งานโยธา มากกว่าการลงทุนด้านอุปกรณ์ ซึ่งวิธีทำให้ 3 จีมีราคาถูก คือการอำนวยความสะดวกในการวางโครงสร้างพื้นฐานที่ดี สะดวกที่สุด  และสนับสนุนให้เกิดการใช้โครงข่ายร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการ ซึ่งควรกำหนดระเบียบชัดเจนว่า ผู้ประมูลคลื่น 3 จี มีหน้าที่ให้ผู้อื่นใช้โครงสร้างพื้นฐานหรือเสาต้นเดียวกันได้ แล้วไปแข่งขันที่การให้บริการ จะเป็นวิธีลดการลงทุนซ้ำซ้อนเรื่องการลงทุนเสา และทำให้การวางโครงข่ายทั่วประเทศเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และให้บริการผู้บริโภคในราคาที่ถูกลง

fy0ux.jpg

นายดามพ์ สุคนธทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร”ดีแทค” ระบุว่า การประมูลครั้งที่แล้ว มีราคาเริ่มต้น 12,000 ล้านบาท แต่ปีนี้คิดว่ามูลค่าน่าจะลดลง เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาการวางโครงข่ายต่างๆ ค่อนข้างมีความพร้อมมากกว่า 2 ปีที่แล้ว ซึ่งดีแทคเองก็มีความพร้อมในการเข้าร่วมประมูลครั้งนี้ แต่ต้องดูเงื่อนไข หรือตัวแปรหลายอย่างประกอบ เช่น การตั้งราคามูลค่าเริ่มต้น , เงื่อนไข เช่น การให้ใช้โครงการสร้างพื้นฐานร่วมกันหรือไม่, ค่าธรรมเนียมอื่นๆ เป็นอย่างไร ซึ่งมูลค่าของคลื่นความถี่จะผันแปรไปตามเงื่อนไขเหล่านี้

“เรามั่นใจในความตั้งใจของกระทรวงไอซีที และกสทช.ว่าต้องการจะเห็นการประมูลครั้งนี้เกิดขึ้น ผมคิดว่าคนไทยทุกคนรอคอยว่าเมื่อไหร่ประเทศไทยจะมี 3 จีใช้อย่างแพร่หลายและทั่วถึง ซึ่งตอนนี้มีไทยเพียงประเทศเดียวที่ยังไม่มี 3 จีใช้อย่างแพร่หลาย และทั่วถึงเมื่อเปรียบเทียบกับในภูมิภาคเอเชีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่หลายประเทศกำลังก้าวไปสู่ 4 จีเต็มรูปแบบ”

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 15, 2012 in กสทช., เรื่องราว 3G

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , ,

TDRI จัดสัมมนา“แนวทางการเปิดเสรีอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่เหมาะสม” 8พ.ค.55

“แนวทางการเปิดเสรีอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่เหมาะสมกับประเทศไทย”

3 พ.ค.55- การสื่อสารได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้น โทรคมนาคมเป็นองค์ประกอบหนึ่งของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่รัฐต้องให้ความสำคัญในการพัฒนา   สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI)ได้รับมอบหมายจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทำการศึกษาวิจัยเพื่อจัดทำกรอบนโยบายโทรคมนาคมแห่งชาติทั้งในระยะกลาง (3-5 ปี) และระยะยาว (10 ปี)  โดยประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญ คือ แนวทางการเปิดเสรีอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่เหมาะสมกับประเทศไทย  จึงกำหนดจัดการสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็น  เรื่อง “แนวทางการเปิดเสรีอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่เหมาะสมกับประเทศไทย”  ขึ้นในวันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2555 เวลา 9.30-12.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 2 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ซอยรามคำแหง 39 กรุงเทพฯ  โดยในการสัมมนาครั้งนี้จะมีการนำเสนอผลการศึกษาในประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย ความเป็นมาในการเปิดเสรีโทรคมนาคมในประเทศไทยที่ผ่านมา  ผลกระทบจากการเปิดเสรีโทรคมนาคม  ประกาศครอบงำคนต่างด้าวกับการเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคม  โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ และ ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์  ผู้ร่วมร่วมงานประกอบด้วยผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน

กำหนดการสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 3

แนวทางการเปิดเสรีอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่เหมาะสม

กับประเทศไทย

วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 เวลา 9.30 – 12.30 น.

ห้องประชุมชั้น 2 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

ซอยรามคำแหง 39 กรุงเทพ

******************************************************

09.30 – 10.00 น.        ลงทะเบียน

10.00 – 11.00 น.        เปิดการสัมมนาและนำเสนอผลการศึกษา

 

·        ความเป็นมาในการเปิดเสรีโทรคมนาคมในประเทศไทยที่ผ่านมา

·        ผลกระทบจากการเปิดเสรีโทรคมนาคม

·       ประกาศครอบงำโดยคนต่างด้าวกับการเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคม

 

                             โดย     ดร.สมเกียรติ  ตั้งกิจวานิชย์

                                      ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์

                                      สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

 

11.00-12.30 น.      รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมสัมมนา

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 3, 2012 in เรื่องราว 3G, ไอที

 

ป้ายกำกับ: , , ,

บทความพิเศษ.. ธุรกิจโทรคมนาคมไทย : ถอยหลังลงคลอง? โดย อ.เดือนเด่น TDRI

ธุรกิจโทรคมนาคมไทย : ถอยหลังลงคลอง ?

เดือนเด่น นิคมบริรักษ์
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

” ธุรกิจโทรคมนาคมเป็นเสาหลักของการพัฒนาทางเศรษฐกิจในยุคสารสนเทศที่ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลและความสามารถในการแพร่กระจายข้อมูลเป็นปัจจัยที่สร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน การมีบริการการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสูงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการที่ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลาง (middle income trap) ไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง แต่ผู้เขียนมองสภาพตลาดโทรคมนาคมในประเทศไทยแล้ว กลับอยู่ในสภาวะถดถอยเนื่องจากการแข่งขันในตลาดมีจำกัด และยังอาจเกิดการผูกขาดในอนาคตอีกด้วย ผู้ประกอบการต่างชาติไม่สนใจที่จะเข้ามาลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคมไทยด้วยเหตุผลดังนี้

ประการแรก การแข่งขันในธุรกิจโทรคมนาคมไทยยังคงจมปลักกับการช่วงชิงความได้เปรียบ เสียเปรียบกันจากระบบสัมปทาน ดังจะเห็นได้จากการแก้ไขเงื่อนไขในสัญญาสัมปทานหลายฉบับในอดีต และล่าสุดกรณีการทำสัญญาเพื่อให้บริการ 3G ระหว่างกลุ่มทรูกับ กสท. ที่ถูกมองว่าเป็นสัมปทานจำแลง การทำสัญญาในลักษณะดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้นอีกสูง เนื่องจากผู้ประกอบการที่มีสายสัมพันธ์กับทางการเมืองย่อมเล็งเป้าไปที่การใช้ช่องทางของสัมปทานในการได้มาซึ่งคลื่นความถี่โดยการทำสัญญากับรัฐวิสาหกิจซึ่งอยู่ภายใต้อาณัติของฝ่ายการเมือง หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ธุรกิจโทรคมนาคมไทยก็ไม่มีวันที่จะพัฒนาได้ เพราะการแข่งขันจะไม่มีวันเสรีและเป็นธรรม ผู้ประกอบการที่ไม่มีเส้นสายทางการเมืองก็ไม่สามารถสร้างความได้เปรียบจากระบบสัมปทานได้ ทำให้แข่งขันได้ยากและอาจถูกบีบออกจากตลาดในที่สุด

ประการที่สอง กฎ กติกาในการกำกับดูแลไม่คุ้มครองผู้ประกอบการรายย่อย ในปี พ.ศ. 2553 ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เอกชนรายที่ 4 คือ Hutch ต้องถอนตัวออกไปจากตลาด (ส่งผลให้กลุ่มทรูเข้ามาเทคโอเวอร์) เนื่องจากประสบผลขาดทุนจากการที่ไม่สามารถเชื่อมต่อโครงข่ายของตนกับโครงข่ายของผู้ให้บริการรายใหญ่ คือ AIS DTAC และ TRUE ซึ่งเรียกร้องค่าเชื่อมต่อโครงข่ายในอัตราที่สูงมาก คือ 1 บาทต่อนาทีได้ ลูกค้าของ Hutch จึงไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นนอกโครงข่าย กว่า กทช . จะเข้ามาแก้ไขปัญหาโดยการกำหนดอัตราค่าเชื่อมต่ออ้างอิงที่ 50 สตางค์ต่อนาทีเมื่อกลางปี พ.ศ. 2553 ซึ่งเวลาก็ล่วงเลยไปแล้วกว่า 2 ปี ก็สายเกินไปเสียแล้ว ตัวอย่างของ Hutch ที่ต้องม้วนเสื่อไปคงทำให้ผู้ประกอบการต่างชาติรายอื่นๆ รวมทั้งผู้ประกอบการไทยรายใหม่ไม่กล้าเข้ามาในตลาดโทรคมนาคมไทย เพราะไม่มั่นใจว่า กฎ กติกาในการกำกับดูแลจะให้ความเป็นธรรมแก่เขาได้เพียงใด

ประการที่สาม กฎ กติกาของ กทช. นอกจากไม่คุ้มครองรายย่อยแล้วยังจำกัดการแข่งขันในตลาดอีกด้วย ดังจะเห็นได้จาก ประกาศ กทช. ว่าด้วยการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ ๒๕๕๔ ซึ่งได้กำหนดนิยามของคนต่างด้าวที่เข้มงวดกว่าที่ปรากฎอยู่ใน พ.ร.บ. การประกอบกิจการของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ อย่างมาก การดำเนินการดังกล่าวมีความผิดปกติอยู่มาก เนื่องจากมีการเร่งรีบและรวบรัดก่อนที่กรรมการชุดดังกล่าวจะหมดวาระ ทำให้มีการตั้งข้อสงสัยว่า ทั้งหมดนี้เป็นการดำเนินการเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการรายหนึ่งในตลาดที่มีเส้นสายทางการเมืองแน่นแฟ้นกับรัฐบาลในสมัยนั้นหรือไม่

ผู้เขียนได้ฝากความหวังไว้กับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่ว่าคงจะปรับปรุงกฎ กติกา ในการกำกับดูแลให้เอื้อต่อการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดมากกว่าในอดีต บททดสอบแรก คือ ร่างประกาศฯ ว่าด้วยการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว ฉบับใหม่ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของ กทค. ในเร็ววันนี้ ผู้เขียนได้เห็นร่างที่จะมีการนำเสนอแล้วก็มีความเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า หากมีการเห็นชอบร่างดังกล่าวแล้ว ตลาดโทรคมนาคมไทยอาจถอยหลังเข้าคลองในอนาคตอันใกล้ ด้วยเหตุผลดังนี้
ประการแรก แม้ร่างดังกล่าวได้ตัดสาระที่เกี่ยวกับความมั่นคงออกไปหมดแล้ว (ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วยว่าการอ้างเรื่องความมั่นคงนั้นเลื่อนลอย) หากแต่ยังคงบัญชีข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าวทั้ง 8 ข้อ ซึ่งรวมถึงการครอบงำผ่านแหล่งเงินทุน สัญญาจัดซื้อจัดจ้าง การถ่ายโอนค่าใช้จ่าย การทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา การโอนราคา ฯลฯ การวินิจฉัยว่าการประกอบธุรกรรมกับคนต่างด้าวในลักษณะใดจึงจะถือว่าเป็นการครอบงำนั้นขาดหลักเกณฑ์ หรือวิธีการพิจารณาที่ชัดเจนจึงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ กสทช. เป็นหลัก

ภาพประกอบจาก : technology.thaiza.com

ประการที่สอง ประกาศฉบับนี้ไม่มีเหตุผลรองรับที่ชัดเจนว่าทำไปเพื่ออะไร ธุรกิจโทรคมนาคมไทยมีปัญหาที่เกี่ยวกับการถูกคนต่างด้าวครอบงำหรือ และการครอบงำดังกล่าวทำให้ผู้ใช้บริการเสียประโยชน์หรือถ่วงพัฒนาการของธุรกิจโทรคมนาคมไทยอย่างไร จึงต้องมีประกาศฉบับนี้ กรรมการชุดที่แล้วบอกว่าเป็นเรื่องความมั่นคง กรรมการชุดนี้บอกไม่เกี่ยวกับเรื่องความมั่นคง แต่ก็ไม่ยกเลิกและไม่สามารถชี้แจงเหตุผลในการออกประกาศฉบับนี้ได้ รวมทั้งไม่มีการทำรายงานที่แสดงผลดี ผลเสียต่อธุรกิจโทรคมนาคม และผู้บริโภคตามข้อกำหนดของ กสทช. เองตามเดิมจากที่ผู้เขียนเคยท้วงติงเมื่อกว่าครึ่งปีที่แล้ว

ประการที่สาม จนบัดนี้แล้ว กสทช. ก็ยังไม่สามารถชี้แจงได้ว่าประกาศดังกล่าวขัดกับพันธกรณีของประเทศไทยที่ให้ไว้ในองค์การการค้าโลกหรือไม่ เพียงแต่เขียนไว้ในร่างประกาศฉบับใหม่ว่า ประกาศฉบับนี้สามารถบังคับใช้ได้ “เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับความตกลงหรือสนธิสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคีหรือมีความผูกพันตามพันธกรณี” หากเนื้อหาเกี่ยวกับการครอบงำกิจการของคนต่างด้าวทั้งหมดขัดกับพันธกรณีของไทยในองค์การการค้าโลกแล้ว ประกาศนี้จะเป็นเพียงแค่เศษกระดาษที่แสดงถึงความไม่รอบคอบในการออก กฎ กติกา ของ กสทช. เท่านั้น เพราะไม่สามารถบังใช้กับนักลงทุนจากประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก 153 ประเทศได้ แล้วจะออกมาเพื่ออะไร หรือคิดว่าจะใช้สำหรับนักลงทุนจากประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก เช่น อัฟกานิสถาน ลิเบีย หรือ เกาหลีเหนือ ?

ผู้เขียนเห็นว่า ประกาศฉบับนี้แท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องของการป้องกันการครอบงำธุรกิจโทรคมนาคมของคนต่างด้าว หากแต่เป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ที่อาจสนใจเข้ามาแข่งขันในการประมูลคลื่น 3G และเป็นการเปิดช่องให้การเมืองเข้าครอบงำธุรกิจโทรคมนาคมไทยมากกว่า เนื่องจากประกาศนี้ทำให้ กสทช. สามารถใช้ดุลยพินิจได้อย่างเต็มที่ในการชี้ว่าผู้ประกอบการรายใดเป็นคนต่างด้าวและรายใดมิใช่คนต่างด้าว ผู้ประกอบการที่ไร้เส้นสายทางการเมืองอาจถูกบีบให้ออกจากตลาดเหมือนที่ Hutch เคยโดนมาแล้ว ณ เวลานั้นคนไทยก็คงจะต้องเตรียมควักกระเป๋าสตางค์จ่ายค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่แพงลิบลิ่วเหมือนในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2543 ที่มีผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (สัญชาติไทยแท้ ณ เวลานั้น) เพียงสองรายในตลาด
แม้ประกาศนี้จะกระตุ้นต่อม “รักชาติ” ของคนไทย แต่เราต้องไม่ลืมว่าที่ผ่านมานั้น การครอบงำของการเมืองที่มุ่งแสวงหากำไรจากการผูกขาดได้สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศมากกว่าการครอบงำของคนต่างด้าวที่แสวงหากำไรจากการแข่งขันในตลาด

 
 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

(บทความพิเศษ) แนวคิดประมูลคลื่น 3G สูตรใหม่ของกสทช. โดย TDRI

23 เมษายน 2555

ข้อคิดเห็นเบื้องต้นต่อแนวคิดการประมูลคลื่น 3G สูตรใหม่ของ กสทช.

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์  สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

 ดู somkiat.jpg แบบการแสดงภาพสไลด์

กสทช. กำลังอยู่ในขั้นตอนของการกำหนดหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ 3G ครั้งใหม่หลังจากที่การประมูลคลื่นความถี่ 3G ครั้งก่อนไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากคำสั่งของศาลปกครอง ในการประมูลคลื่นครั้งใหม่นี้ พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) แสดงความคิดเห็น ซึ่งน่าจะเป็นความเห็นส่วนตัวว่า จะยกเลิกเงื่อนไขการประมูลแบบลดจำนวนใบอนุญาตให้น้อยกว่าผู้ประกอบการที่เข้าประมูล 1 ใบ เพื่อเก็บไว้จัดสรรภายหลังใน 3-6 เดือน หรือที่เรียกว่า การประมูลแบบ N-1 ที่ กทช. ชุดก่อนเคยกำหนดไว้

พ.อ.เศรษฐพงค์ ยังแสดงความเห็นว่า ควรแบ่งคลื่น 3G ที่มีอยู่ 45 MHZ ออกเป็น 9 สลอต สลอตละ 5 MHz แทนการประมูลใบอนุญาต 3 ใบ ใบละ 15 MHz ตามแนวคิดใหม่นี้ ผู้เข้าประมูลจะสามารถประมูลคลื่นโดยเลือกจำนวนสลอตที่ต้องการได้ เช่น หากประมูล 4 สลอตก็จะได้คลื่น 20 MHz แต่ถ้าประมูลเพียง 2 สลอตก็จะได้คลื่น 10 MHz เป็นต้น

ก่อนที่จะวิเคราะห์ถึงข้อดีข้อเสียของแนวคิดใหม่ดังกล่าว ผู้เขียนขอทบทวนประเด็นที่มีความสำคัญในการประมูลคลื่นความถี่ แต่มักถูก (แกล้ง) ลืมไป 3 ประเด็นคือ

หนึ่ง การประมูลคลื่นความถี่ไม่ได้ทำให้อัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แพงขึ้น เพราะเม็ดเงินในการประมูลของผู้ประกอบการเป็นส่วนที่เอามาจากกำไรที่คาดว่าจะได้รับจากการประกอบการ ไม่ใช่มาจากส่วนของต้นทุนที่จะมาคิดเป็นค่าบริการ (ผู้เขียนได้เคยอธิบายเรื่องนี้ไว้โดยละเอียดแล้วในบทความชื่อ “จริงหรือ ถ้าค่าประมูลคลื่น 3G แพงแล้ว ผู้บริโภคจะเดือดร้อน” ซึ่งผู้สนใจสามารถค้นหาได้จากเว็บไซต์ของทีดีอาร์ไอ หรือ Google ดูได้) ประชาชนจึงไม่ต้องเป็นห่วงหากผู้ประกอบการต้องประมูลคลื่นในราคาสูงๆ แต่ควรดีใจเพราะจะได้เงินเข้ารัฐเอาไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ มากยิ่งขึ้น ในทางกลับกัน ต่อให้ผู้ประกอบการได้คลื่น 3G ไปประกอบการฟรีๆ ก็อย่าหวังว่า ราคาค่าบริการจะถูกลง เพราะผู้ประกอบการจะคิดค่าบริการเท่าไรนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพการแข่งขันในตลาด ถ้าตลาดไม่แข่งขัน ค่าบริการก็จะสูง แต่ถ้าตลาดแข่งขันกัน ค่าบริการก็จะอยู่ในระดับที่เหมาะสม

สอง หัวใจของการประมูลใดๆ รวมทั้งประมูลคลื่นความถี่คือ การแข่งขันในการประมูล หากไม่มีการแข่งขันเพราะผู้ประกอบการสามารถสมคบหรือ “ฮั้ว” กันได้ การประมูลก็จะหมดความหมาย ผลก็คือรัฐเอาทรัพยากรสาธารณะมูลค่ามหาศาลไปขายถูกๆ ให้เอกชนทำกำไร การออกแบบการประมูลใดๆ จึงต้องเน้นให้เกิดการแข่งขันในการประมูลมากที่สุด ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในกรณีของประเทศไทย เพราะประเทศไทยไม่เคยเปิดเสรีโทรคมนาคมอย่างแท้จริงเหมือนหลายประเทศ ทำให้มีผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ที่สามารถแข่งขันได้อย่างแท้จริงเพียง 3 ราย และหากจะออกใบอนุญาต 3G จำนวน 3 ใบที่เหมือนกันหมด ก็จะไม่เกิดการแข่งขันในการประมูล เหมือนกับเราไม่สามารถเล่นเก้าอี้ดนตรีที่มีคน 3 คน และเก้าอี้ 3 ตัวได้

สาม การประมูลควรทำให้เกิดการแข่งขันอย่างมีประสิทธิผลในตลาด นั่นก็คือ ผู้ได้รับใบอนุญาตแต่ละรายควรมีโอกาสในการแข่งขันกันอย่างทัดเทียมกันที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้บริการได้รับราคาค่าบริการและคุณภาพที่ดีที่สุด

จากแนวคิดข้างต้น เราจะเห็นว่า วิธีประมูลแบบ N-1 และวิธีประมูลสูตรใหม่ มีความเหมือนกันตรงที่พยายามทำให้ใบอนุญาตแต่ละใบมีความแตกต่างกัน เพื่อสร้างให้เกิดการแข่งขันในการประมูล ส่วนที่ทั้งสองวิธีมีความแตกต่างกันก็คือ วิธีประมูลแบบ N-1 ทำให้ผู้ประกอบการได้สิทธิในการประกอบการเร็วหรือช้าต่างกัน โดยผู้ได้รับใบอนุญาตใบสุดท้ายจะได้ประกอบการช้ากว่ารายอื่น 3-6 เดือน แต่ทุกรายได้คลื่นเท่ากัน ในขณะที่การประมูลแบบสล็อต อาจทำให้ผู้ประกอบการได้คลื่นความถี่ปริมาณแตกต่างกัน เช่น อาจทำให้ผู้ประกอบการแต่ละรายได้คลื่น 20 MHz, 15 MHz และ 10 MHz ตามลำดับ แต่ทุกรายได้ประกอบการพร้อมกัน

จากมุมมองดังกล่าว เราสามารถประเมินข้อดีและข้อเสียของการประมูลทั้งสองวิธีได้ดังนี้คือ

· วิธี N-1 มีข้อดีคือ สามารถป้องกันการฮั้วกันได้ค่อนข้างดี หากระยะเวลาในการออกใบอนุญาตใบสุดท้ายเกิดขึ้นหลังจากการประมูลนานพอสมควร เช่น 6 เดือน เพราะผู้ประกอบการย่อมต้องการความได้เปรียบในการเข้าสู่ตลาดก่อน (first mover advantage) อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของวิธีนี้ก็คือ ในช่วงแรก การแข่งขันจะไม่เกิดขึ้นเต็มที่เพราะมีผู้ประกอบการเพียง 2 ราย นอกจากนี้ วิธีนี้ต้องพยายามป้องกันไม่ให้มีผู้ประกอบการ “ตัวปลอม” แฝงตัวมา เพื่อหลอกให้ กสทช. ออกใบอนุญาตทั้งสามใบ การประมูลที่เกือบเกิดขึ้นครั้งก่อน ก็มีกรณีที่สงสัยได้ว่าอาจมีผู้ประกอบการ “ตัวปลอม” เข้ามาสมัครด้วย เพราะไม่เคยประกอบกิจการโทรคมนาคมเลย

· วิธีการประมูลแบบสลอตละ 5 MHz มีข้อดีคือ สร้างการแข่งขันมากขึ้น และไม่ต้องห่วงว่าจะมีผู้ประกอบการตัวปลอมแฝงตัวเข้ามา แต่ก็มีข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นใน 2 สถานการณ์คือ หนึ่ง ไม่มีหลักประกันในการป้องกันการฮั้ว โดยผู้ประกอบการอาจสมคบกันเพื่อตกลงว่าจะประมูลคลื่นความถี่ปริมาณเท่ากันคือ รายละ 15 MHz (3 สล็อต) ทำให้ไม่มีการแข่งขัน และ สอง อาจเกิดสถานการณ์ที่ทำให้ผู้ประกอบการแต่ละรายได้คลื่นแตกต่างกันมาก เช่น 2 รายได้คลื่นไปรายละ 20 MHz ส่วนรายสุดท้ายเหลือคลื่นเพียง 5 MHz ซึ่งไม่พอที่จะสร้างการแข่งขันเพราะคุณภาพบริการของรายสุดท้ายจะแย่กว่ารายอื่น โดยผลกระทบด้านลบดังกล่าวจะคงอยู่นาน 15 ปีจนหมดอายุใบอนุญาต

จะเห็นว่า ทั้งสองวิธีมีจุดดีและจุดด้อยทั้งคู่ ไม่ได้มีวิธีใดที่ดีกว่าอีกวิธีหนึ่งอย่างเห็นได้ชัดเจน โชคดีที่มีอีกกลไกหนึ่งที่จะช่วยลดความเป็นห่วงในการฮั้วประมูล โดยไม่กระทบการแข่งขัน และไม่เพิ่มภาระให้ผู้บริโภค กลไกที่ว่านั้นก็คือ การกำหนดราคาประมูลตั้งต้นให้สูง

ที่ผ่านมา กทช. ได้กำหนดราคาประมูลตั้งต้นของคลื่น 3G ปริมาณ 15 MHz ไว้ที่ 1.28 หมื่นล้านบาท ในความเห็นของผู้เขียน ราคาตั้งต้นดังกล่าวค่อนข้างต่ำ ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ในปี 2554 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งสามรายจ่ายค่าสัมปทานในการให้บริการ 2G แก่รัฐรวมกันถึง 4.8 หมื่นล้านบาท การได้คลื่น 3G นอกจากจะทำให้ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถให้บริการใหม่ๆ โดยเฉพาะบริการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วจากความแพร่หลายของสมาร์ทโฟน และแทบเล็ตต่างๆ แล้ว ใบอนุญาต 3G ยังทำให้ผู้ประกอบการสามารถโอนถ่ายลูกค้าจากบริการ 2G ซึ่งต้องจ่ายค่าสัมปทาน 4.8 หมื่นล้านบาทต่อปี มายังบริการ 3G โดยจ่ายค่าประมูลคลื่นความถี่ครั้งเดียว และค่าธรรมเนียมรายปีในอัตราที่ไม่สูง ทั้งนี้ หากประมูลได้ที่ราคาตั้งต้น เนื่องจากการฮั้วกัน มูลค่าดังกล่าวจะอยู่ที่เพียง 3.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเกินคุ้มตั้งแต่ปีแรกเลย

ราคาค่าประมูลตั้งต้นดังกล่าวจึงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับ ทั้งที่ ผู้ประกอบการเองก็ให้ข่าวว่าพร้อมที่จะจ่ายค่าคลื่นความถี่สูงขึ้น เช่น DTAC เชื่อว่าราคาประมูลที่เหมาะสมอยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท ส่วน AIS เชื่อว่าผู้ให้บริการแต่ละรายน่าจะใช้เงินประมูลรายละ 1.7 หมื่นล้านบาทและตนพร้อมสู้ทุกราคา กสทช. บางคนกลับแสดงท่าทีเหมือนต้องการที่จะลดราคาประมูลลงมาอีก ซึ่งไม่น่าจะเป็นการรักษาประโยชน์สาธารณะตามหน้าที่ แต่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งจะเข้าประมูลมากกว่า

นอกจากราคาประมูลตั้งต้นแล้ว ยังมีอีกสองเรื่องซึ่ง กสทช. ต้องเร่งดำเนินการให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนก่อนการประมูลคลื่น 3G เรื่องแรกคือ การพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของสัญญาบริการ 3G ระหว่าง CAT และกลุ่ม TRUE ซึ่งจะมีผลอย่างยิ่งว่าการแข่งขันให้บริการ 3G ที่จะเกิดขึ้นจะมีความเสมอภาคหรือไม่ เรื่องที่สองคือ การแก้ไขประกาศการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว ไม่ให้มีบทบัญญัติที่กีดกันการแข่งขัน และสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งกันระหว่างผู้ประกอบการ

 

ป้ายกำกับ: , , , , ,