RSS

Tag Archives: แถลงการณ์

แถลงการณ์! พีเน็ต เสนอแนะ 8 ข้อ หลังผลประชามติ

8 สิงหาคม 2559 

มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) ออกแถลงการณ์วันนี้ เสนอทุกฝ่ายเรียนรู้บทเรียนการออกเสียงประชามติ 7 สิงหา เพื่อพัฒนาการเมืองการเลือกตั้งไทยอย่างต่อเนื่อง ผู้สังเกตการณ์องค์กรกลางใน 35 จังหวัดที่กระจายอยู่ทุกภาคจำนวน 400 กว่าคนมีความเห็นต่อการออกเสียงประชามติ 7 สิงหาคม 2559 ซึ่งเป็นครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย 
โดยเห็นพ้องกันว่าการออกเสียงประชามติครั้งนี้เป็นไปอย่างสันติ ไร้ความรุนแรง ไม่ได้รับรายงานเรื่องการโกงการออกเสียง หรือมีการข่มขู่จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง  และผู้มาออกเสียงส่วนใหญ่สามารถลงคะแนน “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” ต่อร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงได้โดยราบรื่น  แต่มีข้อสังเกตและข้อเสนอต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแนะดังนี้ 

1. เห็นว่าการออกเสียงประชามติเป็นการแสดงออกต่ออนาคตของประเทศครั้งสำคัญ ไม่ว่าผลการออกเสียงจะออกมาอย่างไร สมควรให้ เป็นจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ อีกครั้งหนึ่ง  และถือเป็นประสบการณ์บทเรียนที่สำคัญที่ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมแต่เริ่มแรกเพื่อทำให้องค์ประกอบของกระบวนการให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
2. ผู้สังเกตการณ์เห็นความไม่พร้อมบางประการในการจัดการลงประชามติ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ยังไม่สามารถทำให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสารขั้นพื้นฐาน รวมถึงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่มากพอ โดยในหลายพื้นที่ร่างรัฐธรรมนูญเผยแพร่ผ่านกลไกของรัฐเท่านั้น ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประสังคมและเอกชน และเอกสาร อส 7 ที่ส่งไม่ถึงบ้านเรือนประชาชนทำให้เกิดความขลุกขลักในการหารายชื่อที่หน่วยในช่วงเช้า 

3.  การจัดการหน่วยเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ได้รับการอบรมที่ไม่มีมาตรฐานเดียวกัน โดยเฉพาะเอกสารเพื่อให้ข้อมูลผู้มาใช้สิทธิที่หน้าหน่วย การขานชื่อ การไม่ดูหน้าผู้ถือบัตรประชาชน ไม่ตรวจบัตรอื่นใด ในบางพื้นที่มีรายชื่อผู้ใช้สิทธิมากกว่าปกติ ทำให้เกิดความล่าช้าและทำให้ผู้มาใช้สิทธิออกเสียง ไม่สามารถใช้สิทธิได้ เป็นต้น การทำงานดังกล่าวต้องได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น และทำให้ประชาชนมีความมั่นใจในกระบวนการ รวมทั้งได้รับการรับรองจากทุกฝ่ายทั้งในและนอกประเทศ

4.  จากการที่มีผู้ฉีกบัตรโดยไม่เจตนาหรือเข้าใจผิดในหลายหน่วย คณะกรรมการการเลือกตั้งควรศึกษาการออกแบบบัตรที่จะใช้เพื่อการออกเสียง อย่างรอบคอบ ทดลองใช้ก่อนการนำมาใช้จริงเพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าใจผิด  และเร่งระดมทำความเข้าใจกับประชาชน  สื่อมวลชน  และผู้ที่เกี่ยวข้อง

5.   เสนอให้ต่อไปต้องกำชับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในการทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นผู้ให้ข้อมูล ให้เผยแพร่เอกสารให้แก่ผู้มีสิทธิออกเสียงลงประชามติ และขอตั้งข้อสังเกตที่ใช้บ้านของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นสถานที่เก็บรักษาอุปกรณ์การจัดการออกเสียงในบางพื้นที่

6.   ผู้สังเกตการณ์เห็นพัฒนาการของการให้บริการผู้พิการ และผู้สูงวัย ที่ดีขึ้น แต่ยังมีสถานที่ตั้งของหน่วยบางแห่งยังเดินทางไปลำบาก และในบางหน่วยออกเสียงมีแสงสว่างในขณะที่มีการออกเสียงประชามติ

7.   ควรมีการกวดขันจับกุมลงโทษผู้ที่ยังซื้อเหล้าหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอร์ในห้วงเวลาห้ามการจำหน่าย มีรายงานว่าบางร้านยังแอบขายเหล้าในเย็นของวันก่อนวันเลือกตั้ง  และวันเลือกตั้ง 

8.  สำหรับการนับคะแนน ผู้สังเกตการณ์รายงานว่ามีความเรียบร้อยและราบรื่นดี ถึงแม้จะมีการขานคะแนนที่ผิดพลาดในบางหน่วยออกเสียง นอกจากนี้ยังมีรายงานเรื่องแสงสว่างในหลายหน่วยออกเสียงว่ามีไม่เพียงพอ มีประชาชนเข้าร่วมสังเกตการณ์นับคะแนนแต่มีปริมาณน้อยกว่าปกติ 

สุดท้ายผู้สังเกตการณ์องค์กรกลาง พบว่าผู้มาใช้สิทธิในหลายจังหวัดน้อยกว่าปกติเป็นเพราะประชาชนให้ความสนใจน้อย คณะกรรมการการเลือกตั้ง เปิดให้มีการรณรงค์ล่าช้า ประชาชนจำนวนไม่น้อยได้รับข้อมูลข่าวสารไม่เพียงพอ  ไม่เปิดให้ใช้สิทธิออกเสียงล่วงหน้า และเลือกนอกอาณาจักร  รวมถึงบางพื้นที่ฝนตกหนัก  จึงควรให้มีมาตรการรองรับปัญหาดังกล่าวในการเลือกตั้งที่จะมีมาถึง และโดยที่ผลการออกเสียงประชามติครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิเกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิทั้งหมด มีจำนวนเสียงเห็นขอบทั้งสองประเด็นทิ้งห่างจำนวนเสียงไม่เห็นชอบอย่างเด่นชัด จึงขอให้ประชาชนทุกฝ่ายยอมรับผลของประชามติเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไป

หมายเหตุ – องค์กรกลางจะมีการเผยแพร่ข้อมูลและสถิติจากการสังเกตการณ์การออกเสียงอีกหลังมีการตรวจสอบความถูกต้อง

โฆษณา
 

ป้ายกำกับ: , , ,

แถลงการณ์ ฉ.3..สภาทนายความ ติงนิติราษฎร์ ยุติแสดงความเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาลรธน.

17ก.ค.2555 นายเจษฎา อนุจารี อุปนายก ฝ่ายนโยบายและแผนงาน รักษาการประธานกรรมการสำนักวิจัย และ พัฒนากฎหมายสภาทนายความ ออกแถลงการณ์สภาทนายความ ฉบับที่ 3/2555 เรียกร้องให้นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ ยุติการแสดงความคิดเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จนกว่าจะได้ตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้องครบถ้วนเป็นที่ยุติเสียก่อน
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2555 ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยกรณีมีบุคคลยื่นคำร้องเพื่อใช้สิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ซึ่งมีนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ได้ออกแถลงการณ์ให้ความเห็นในลักษณะไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว โดยเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญและจัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์รัฐธรรมนูญขึ้น เพื่อทำหน้าที่ให้เป็นไปตามระบอบรัฐธรรมนูญและหลักนิติรัฐประชาธิปไตย

นายเจษฎา กล่าวว่า สภาทนายความยังคงยืนยันว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ภายใต้กรอบแห่งกฎหมายตามที่บัญญัติในมาตรา ๔๕ ของรัฐธรรมนูญ แต่ในฐานะนักกฎหมายการที่จะแสดง ความคิดเห็นในทางวิชาการ ควรได้รับข้อเท็จจริงที่ถูกต้องครบถ้วนเป็นที่ยุติเสียก่อน จึงจะนำตัวบทกฎหมาย มาปรับใช้กับข้อเท็จจริงอันเป็นที่ยุติ นั้น หากข้อเท็จจริงนั้นไม่ถูกต้อง ครบถ้วนและไม่เป็นที่ยุติ ตัวบท กฎหมายที่นำมาปรับใช้นั้นย่อมคลาดเคลื่อนไปด้วย ทั้งนี้ ตามหลักวิชาข้อเท็จจริงของวิชาชีพทนายความ ที่สั่งสมกันมา

สภาทนายความเห็นว่า การแสดงความคิดเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยยังมิได้ ตรวจสอบคำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้ยังมิได้มีการเผยแพร่ คำวินิจฉัยดังกล่าว ย่อมอาจก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้

สำหรับข้อเสนอให้ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญและจัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ ขึ้นนั้น สภาทนายความเห็นว่า สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากพรรคการเมืองที่มี เสียงข้างมากและได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะรัฐมนตรีด้วย ซึ่งเท่ากับเสียงข้างมากของคณะตุลาการพิทักษ์ ระบอบรัฐธรรมนูญเป็นของพรรคการเมืองเสียงข้างมากจำนวนถึง ๖ คน ในจำนวนตุลาการทั้งหมด ๘ คน อันอาจทำให้คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญขาดความเที่ยงธรรมได้ และขัดกับบทความเรื่อง “โครงสร้างและกลไกในรัฐธรรมนูญกับอำนาจของนายกฯ ทักษิณ” ซึ่งนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้เขียนลง ตีพิมพ์ในหนังสือ “รู้ทันทักษิณ ๒” เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๔๗ โดยในขณะนั้น รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้สร้างกลไกการตรวจสอบอำนาจรัฐขึ้นมากมาย นายวรเจตน์ พบว่า มีปัญหาทั้งในแง่ของขั้นตอน และ กระบวนการในการตรวจสอบ และในแง่ของการคัดเลือกบุคคลเข้าสวมตำแหน่งในองค์กรที่เป็นกลไกการ ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ อันเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระในสมัยนั้น ไม่อาจทำหน้าที่ ตรวจสอบการอำนาจรัฐได้เลย การเสนอให้ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญและจัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบ รัฐธรรมนูญ จึงเป็นการสร้างปัญหาการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐขึ้นอีก ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญนี้ ได้มี คำวินิจฉัยคดีที่พิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายคดี เช่น การเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดย นำเงินได้ภริยารวมกับเงินได้ของสามี ทำให้ภริยาต้องเสียภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น เป็นการเลือกปฏิบัติมีปัญหา เกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ และพระราชบัญญัติขายตรงและการ ตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๕๔ มาตรา ๕๔ ที่กำหนดให้กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงาน ของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตน มิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น เป็นข้อสันนิษฐานให้จำเลยมีความผิดและต้องรับโทษ ทางอาญาขัดต่อหลักนิติธรรมและขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๙ วรรคสอง และพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ ศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง (๑๐) ที่บัญญัติให้ผู้สมัคร สอบคัดเลือกผู้สมัครทดสอบความรู้ หรือผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกพิเศษ เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการ ตุลาการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาต้องไม่เป็นผู้มีกายหรือจิตใจไม่เหมาะสมที่จะเป็น ข้าราชการตุลาการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ วรรคสาม

สภาทนายความขอเรียกร้องให้กลุ่มนักวิชาการกฎหมายยุติการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวข้างต้น จนกว่าจะได้ตรวจสอบคำวินิจฉัยกลาง และคำวินิจฉัยส่วนตน ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดยถูกต้องครบถ้วนก่อน และการนำเสนอความคิดเห็นของนักวิชาการด้าน กฎหมายต้องเป็นความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์ ไม่มุ่งร้ายทำลายบุคคลใดด้วยอารมณ์ หรือมีเจตนา แอบแฝงอื่น

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กรกฎาคม 17, 2012 in ทั่วไป

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ผู้บริโภค ออกคำแถลงการณ์ “สังคมไทยไม่ต้องมีฟรีทีวีจอดำอีกต่อไป‏

ผู้บริโภค ออกคำแถลงการณ์ “สังคมไทยไม่ต้องมีฟรีทีวีจอดำอีกต่อไป‏

28มิ.ย.2555- ที่ศาลแพ่ง  เวลา 14.00 น. นางสาวสารี  อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ผู้ฟ้องคดี พร้อมด้วย นางสาวบุญยืน  ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค นางสาวเรณู  ภู่อาวรณ์  นายขวัญมนัส  พูลมิน และนายเฉลิมพงษ์  กลับดี เข้ายื่นฟ้องต่อศาลแพ่งรัชดา ยื่นเรื่องฟ้องบริษัท บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลยที่ 1 กองทัพบก เป็นจำเลยที่ 2 บริษัท อสมท.จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลยที่ 3 และบริษัท จีเอ็มเอ็ม แซท จำกัด เป็นจำเลยที่ 4 ออกคำแถลงการณ์ “สังคมไทยไม่ต้องมีฟรีทีวีจอดำอีกต่อไป” รายละเอียดดังนี้

 

๑.       ฟ้องคดีในฐานะส่วนตัว

                โจทก์ที่ ๑ เป็นเลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซึ่งเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมไทยมานาน โจทก์ที่สองเป็นประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคซึ่งเป็นเครือข่ายขององค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศ โจทก์ที่สามเป็นหัวหน้าศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดสมุทรสงคราม โจทก์ที่สี่เป็นผู้ประสานงานศูนย์คุ้มครองสิทธิจังหวัดราชบุรี โจทก์ที่ห้าเป็นหัวหน้าทนายอาสาของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค โจทก์ไม่ได้ต้องการฟ้องคดีในฐานะส่วนตัวและมีความต้องการให้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคช่วยดำเนินคดีแทนผู้บริโภคจำนวน ๑๑ ล้านครัวเรือนที่ไม่สามารถดูฟรีทีวีในครั้งนี้ได้ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ ไม่ได้ให้อำนาจหรืออนุญาตให้มูลนิธิฯ ดำเนินการฟ้องคดีแทนผู้บริโภคได้ซึ่งแตกต่างจากคดีปกครองและพ.ร.บ. ความรับผิดต่อสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๑ จึงจำเป็นต้องฟ้องคดีนี้ในฐานะส่วนตัวที่เป็นผู้เสียหาย

                การฟ้องครั้งนี้ขององค์กรผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียงแค่การดูถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโร แต่ในฐานะองค์กรที่ทำงานคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเห็นว่าปรากฏการณ์จอดำครั้งนี้นับเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคมากกว่าครึ่งประเทศในการเข้าถึงบริการสาธารณะในการดูฟรีทีวี ซึ่งสถานีโทรทัศน์ในฐานะผู้รับใบอนุญาตให้บริการฟรีทีวีไม่ควรสมยอมกับเอกชนในการหยุดดำเนินการให้บริการสาธารณะกับผู้บริโภค และสัญญาใดที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยย่อมเป็นสัญญาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เอกชนย่อมกระทำไม่ได้

 

๒.      พฤติการณ์ของจำเลย

            บริษัทแกรมมี่ได้ร่วมกันกับช่อง ๓, ๕ และ ๙ สมคบกันทำธุรกิจละเมิดสิทธิและเอาเปรียบผู้บริโภคในการเข้าถึงบริการสาธารณะฟรีทีวีอันเป็นสิทธิพื้นฐานของผู้บริโภค ด้วยการตัดสัญญาณการถ่ายทอดรายการฟรีทีวีผ่านจานรับสัญญาณดาวเทียม ทั้งๆที่รู้ดีว่า ผู้บริโภคและประชาชนชาวไทยในฐานะผู้บริโภคสื่อมากกว่า ๑๑ ล้านครัวเรือนทั่วประเทศใช้การดูฟรีทีวีด้วยอุปกรณ์จานดาวเทียมที่ในปัจจุบันมีราคาถูกกว่าเสาอากาศแบบเดิมและคุณภาพดีกว่าอุปกรณ์ประเภทอื่นๆ ด้วยเล่ห์เหลี่ยมทางธุรกิจกีดกันกันเข้าถึงสิทธิพื้นฐานของผู้บริโภคในการรับชมฟรีทีวีเพื่อให้ได้มาซึ่งการขยายฐานลูกค้าและช่องทางการจำหน่ายกล่องรับสัญญาณดาวเทียม GMMZ  ในราคาประมาณ ๑,๕๙๐ บาท ของตนเองได้ ทำให้ผู้บริโภคเดือดร้อนเสียหายจากการปิดกั้นผู้บริโภคมิให้เข้าถึงฟรีทีวี โดยหวังประโยชน์ในการขายกล่องสัญญาณดาวเทียม GMMZ ซึ่งมียอดจำหน่ายไม่น้อยกว่า ๘๐๐,๐๐๐ กล่องในปัจจุบัน เป็นมูลค่าสูงถึง ๑,๒๗๒ ล้านบาท  ขณะที่ค่าธรรมเนียมกล่องสัญญาณรวมค่าภาษี เพียง ๒๑๔ บาทเท่านั้น นอกจากนี้ GMMZ ยังได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น สปอนเซอร์ ค่าโฆษณาสินค้าในรายการฟรีทีวี อีกมากมาย

                การอ้างการคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่ได้มา มีเพียงข้อห้ามเรื่องการเผยแพร่และทำซ้ำ แต่ระบบลิขสิทธิ์มีขึ้นมาเพื่อสร้างสมดุลระหว่างความคุ้มครองเจ้าของสิทธิและผลประโยชน์สาธารณะและการคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาทั้งของไทยและต่างประเทศต่างกำหนดข้อยืดหยุ่นเพื่อไม่ให้การคุ้มครองสิทธิ  มารุกล้ำสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การศึกษาและประโยชน์ของสาธารณะ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้จะมีความพยายามในการแก้ไขเพื่อคุ้มครองเจ้าของสิทธิให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้นภายใต้ข้อตกลงใหม่ (Anti Counterfeit Trade Agreement, ACTA) จนกระทบสิทธิผู้บริโภค ก็ยังไม่สามารถใช้บังคับได้ในประเทศไทยและแม้แต่สหภาพยุโรปซึ่งเป็นผู้ผลักดันการเจรจา ล่าสุดคณะกรรมาธิการค้าสหภาพยุโรปก็มีมติไม่เห็นด้วยกับความตกลงดังกล่าว เพราะเห็นว่าความตกลงใหม่นี้ละเมิดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ความรู้ของประชาชนผู้บริโภค

 

๓.      หน่วยงานที่รับผิดชอบและเกี่ยวข้องโดยตรงไม่สามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้จริง

นับตั้งแต่วันที่ ๘ มิถุนายนจนถึงวันฟ้องคดี(วันที่ ๒๕ มิถุนายนที่ผ่านมา) โจทก์ได้มีบทบาทและดำเนินการเรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบและเกี่ยวข้องทั้งหลายแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการสาธารณะ กรณีบริการฟรีทีวี(จอดำของฟุตบอลยูโร) ให้ทำงานตามกฎหมายและบทบาทของตนเองอย่างเต็มที่ เช่น การจัดประชุมองค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศ ๓๐๒ องค์กรเพื่อพิจารณาเรื่องนี้และทำจดหมายถึงคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) จำนวน ๒ ฉบับเพื่อเรียกร้องให้แก้ปัญหาจอดำ และมีคำสั่งทางปกครองกับช่อง ๓ , ๕ และ ๙ และบริษัทแกรมมี่เพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้แต่ไม่สามารถดำเนินได้เพียงและกรรมการกสท.ที่เห็นด้วยกลับเป็นเพียงเสียงข้างน้อย พร้อมทั้งได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหากับคณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภคของสภาผู้แทนราษฎร การจัดประชุมร่วมกับนักวิชาการและสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) การเข้าพบเพื่อขอความร่วมมือและหาทางออกเรื่องนี้กับผู้บริหารระดับสูงของสคบ.

การจัดเวทีด้วยตนเอง การมีส่วนร่วมกับการจัดเวทีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง การสื่อสารสาธารณะเท่าที่มีโอกาสและช่องทางเอื้ออำนวยในเรื่องนี้ และเมื่อเห็นว่าไม่มีความคืบหน้าใดๆในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ได้ดำเนินการร้องเรียนเพื่อให้มีการตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของ กสท. ผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ผลการตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหน้าที่อาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิผู้บริโภคพื้นฐานในการเข้าถึงฟรีทีวีในครั้งนี้ได้ และยังมีผู้เสียหายสองกลุ่มที่เป็นผู้บริโภคทั่วไปได้ดำเนินการใช้สิทธิฟ้องคดี กสท.ต่อศาลปกครองกลาง แต่ไม่มีคำสั่งให้มีการคุ้มครองชั่วคราวให้แก้ปัญหาและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคได้

กลุ่มองค์กรผู้บริโภคโจทก์ทั้งห้าจึงได้มีมติดำเนินการสองเรื่องที่สำคัญคือ ๑. นำเรื่องมาฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้มีการคุ้มครองก่อนมีคำพิพากษา ๒. การบอยคอตสินค้าและบริการของบริษัทแกรมมี่ทั้งหมด

ซึ่งนั่นคงเป็นคำตอบได้อย่างดีว่า ทำไมถึงเพิ่งจะมาฟ้องเพราะฟุตบอลใกล้จะจบแล้ว เกือบสามอาทิตย์ที่ผ่านมาผู้บริโภคหมดเวลาไปกับการกดดันให้กลไกหน่วยงานของรัฐทุกส่วนได้ทำหน้าที่ แต่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามกฎหมายหรือทำหน้าที่บกพร่อง ไม่มีประสิทธิภาพ มีเพียงกสท.เสียงข้างน้อยที่ต้องการให้มีการดำเนินการแก้ปัญหาการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเท่านั้น ผู้บริโภคประชาชนจึงไม่มีที่พึ่งที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนจึงนำคดีมาสู่ศาลเพื่อให้คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคในเรื่องนี้

 

๔.      องค์กรผู้บริโภคต้องการอะไรในการฟ้องคดี

                เพื่อให้ศาลคุ้มครองสิทธิพื้นฐานของผู้บริโภคในการดูฟรีทีวี และห้ามการกระทำละเมิดผู้บริโภคมากกว่า ๑๑ ล้านครัวเรือนในการดูฟรีทีวี ซึ่งมีมาก่อนการทำสัญญาบุคคลของแกรมมี่ จะล้มล้างไม่ได้ หรือสัญญาบุคคลจะละเมิดสิทธิของการคุ้มครองผู้บริโภค(มหาชน)ไม่ได้

                ชดเชยความเสียหายให้กับผู้บริโภคที่ฟ้องทั้งหมดคนละ ๑,๕๙๐ บาท ซึ่งต้องถือว่า เป็นความเสียหายที่น้อยมากเมื่อเทียบกับความเสียหายของผู้บริโภค ผลประโยชน์ที่ผู้ประกอบธุรกิจได้รับ สถานะทางการเงินของผู้ประกอบธุรกิจ

            ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเชิงลงโทษเนื่องจากบริษัทแกรมมี่และช่อง ๓,๕และ๙ ทราบดีว่า ผู้บริโภคไม่น้อยกว่า ๑๑ ล้านครัวเรือนใช้ดาวเทียมเป็นอุปกรณ์ในการดูฟรีทีวี แต่จงใจให้ผู้บริโภคเสียหายและไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภค ทั้งๆ ที่สามารถจัดการในทางเทคนิคต่อการแพร่ภาพที่ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ได้

                ขอให้มีคำแนะนำไปยังรัฐบาลให้เร่งผลักดันให้เกิดองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อเป็นกลไกเสริมให้สามารถคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคได้จริงในสังคมไทย

                สุดท้ายปัจจุบันธุรกิจการแพร่ภาพและกระจายเสียง  ผ่านเทคนิคต่างๆ หลากหลายช่องทาง และเป็นธุรกิจอนาคตที่สามารถทำกำไรสูง  ดังนั้นผู้บริโภคจึงหนีไม่พ้นการถูกละเมิดสิทธิจากธุรกิจด้านนี้มากขึ้น  การฟ้องคดีในครั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้ผู้ประกอบธุรกิจไปทำสัญญาเพื่อประโยชน์ส่วนตน แต่ละเมิดสิทธิพื้นฐานของประชนส่วนใหญ่ในประเทศอย่างเช่นปัจจุบัน   และเพื่อให้เกิดคำตัดสินที่เป็นบรรทัดฐานในการเข้าถึงบริการฟรีทีวีในอนาคต  หากไม่ดำเนินการในครั้งนี้ก็มิสามารถป้องกันการเกิดเหตุการณ์เช่นนี้แบบซ้ำซากได้

 

ป้ายกำกับ: , , , ,