RSS

Tag Archives: สุทธิพล

“ถ้าการประมูล #3G ครั้งนี้ถูกล้ม..หายนะมาแน่”กสทช.ประสานเสียงเร่งประมูล ฉุดศก.ปท. ไม่หวั่น 6ปม ฟ้องระงับประมูล

7 ตุลาคม 2555 – มีความเป็นไปได้ว่า วันที่ 9 ตุลาคม 2555 ซึ่งเป็นวันประกาศรายชื่อบริษัทที่มีสิทธิ์เข้าร่วมการประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ 3 จี  หากทางกสทช.ไม่ประกาศเงื่อนไขว่าผู้ชนะประมูลต้องจะต้องทำแผนอะไรที่ชัดเจนบ้าง  ทางนายอานุภาพ ถิรลาภ นักวิชาการอิสระด้านโทรคมนาคม จะเป็นผู้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในวันที่ 10 ตุลาคม ใน 6 ประเด็น โดยเห็นว่ากสทช.ไม่รักษาผลประโยชน์ให้ประชาชน และการฟ้องครั้งนี้ จะเป็นการฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับการประมูลไว้ก่อน

 

โดยทั้ง 6 ประเด็นได้แก่ 1.พื้นที่ครอบคลุมและระยะเวลากสทช.กำหนด 2 ปีแรก 50% และครอบคลุม 80% ใน 4 ปีแต่ญี่ปุ่นกำหนด 2 ปีได้ 100% และไทยจะทำแค่หัวเมืองใหญ่ซึ่งคนในต่างจังหวัดและคนห่างไกลจะไม่ได้ใช้บริการเป็นความไม่ทัดเทียมกันทั่วประเทศ

2. คุณภาพการให้บริการต้องครอบคลุมความเสถียรของสัญญาณมือถือที่ต้องกำหนดไว้ขั้นสูงสุดทางเทคนิคแต่กสทช.กลับกำหนดไว้แค่ขั้นต่ำ

 

3.กลุ่มคนที่ได้รับบริการต้องคลอบคลุมถึงคนด้อยโอกาส / พื้นที่ห่างไกลเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศโดยไม่มีข้อจำกัดด้านค่าบริการแม้กสทช.อ้างว่าโครงข่ายไปถึงแต่โอกาสที่คนกลุ่มนี้จะใช้บริการมีน้อยและกสทช.ไม่ได้กำหนด

4. อัตราค่าบริการขั้นสูงที่ผู้ให้บริการจะเรียกเก็บและการได้รับค่าชดเชยจากปัญหาสัญญาณล่มโดยกสทช.ไม่ได้กำหนดไว้ชัดเจนท่ามกลางการประมูลที่เป็นตลาดผูกขาดจากค่ายมือถือ 3 ราย

5.สัญญามาตรฐานการให้บริการยังไม่มีการประกาศใช้ไทยกำลังเข้าสู่ยุคการประมูลเป็นทางการแต่กสทช.ยังไม่ออกประกาศหรือระบุว่าผู้ให้บริการต้องทำให้เกิดสัญญามาตรเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและ

6.กสทช.ยังไม่มีประกาศ / ระเบียบที่ระบุถึงการจัดสรร / จัดส่งรายได้ที่ได้รับการประมูลไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนทำให้กสทช.ไม่มีแผนชัดเจนว่าจะนำมาใช้ประโยชน์กับประชาชนอย่างไร

 

ผมหวังว่ากสทช.จะออกกฎเกณฑ์และเงื่อนไขเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์กับประชาชนแต่หากกสทช.ไม่ทำอะไรเลยก็อาจมีความจำเป็นต้องพึ่งอำนาจศาลให้ศาลไต่สวนว่าไม่ชอบด้วยกฏหมายหรือไม่อย่างไรผมยืนยันว่าเห็นด้วยการต้องจัดสรรคลื่นความถี่แต่ควรจะต้องจัดทำเงื่อนไขเหล่านี้ให้เสร็จสิ้นก่อนการประมูลเท่านั้นเองไม่ได้มีความประสงค์ที่จะล้มประมูลใดๆทั้งสิ้นซึ่งหากกสทช.ระบุเงื่อนไขเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์กับประชาชนก็จะทำให้การประมูลคุ้มค่ามากเพราะประโยชน์ตกกับประชาชนและก็จะไม่มีการร้องเรียนใดๆทั้งสิ้นแต่หากไม่ทำจะทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนายอานุภาพกล่าว

 

นายแพทย์ ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ระบุว่า ประเด็นการฟ้องนั้น ไม่น่าจะมีน้ำหนักพอที่ทำให้ศาลรับไว้ ขณะเดียวกันนายอานุภาพก็ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงจากการประมูล เพราะเห็นตัวอย่างได้จากการฟ้องระงับการประมูลเมื่อปี 2553 คนที่ฟ้องนั้นจะต้องเป็นหน่วยงานของรัฐที่เสียประโยชน์เช่นบริษัทกสท.โทรคมนาคม หรือบริษัททีโอที เหมือนที่ผ่านมา

 

พลอากาศเอกธเรศ ปุณศรีประธานกสทช.ระบุว่ารับทราบแล้วเรื่องที่นายอานุภาพเตรียมฟ้องล้มประมูลแต่ก็เป็นเรื่องที่คาดการณ์มาก่อนแล้วว่าต้องมีคนที่ไม่เห็นด้วยซึ่งเค้าก็สามารถดำเนินการตามช่องทางของกฏหมายได้แต่กสทช.ทุกคนมั่นใจเต็มร้อยว่าจะเดินหน้าการประมูลต่อไปได้และไม่คิดว่าจะเกิดปัญหาซึ่งหากจัดการประมูลไม่ได้จะเกิดความเสียหายมากโดยเฉพาะประชาชนที่รอคอยการใช้โทรศัพท์ได้สะดวกมากขึ้นและต่างประเทศก็จับตาดูการลงทุนต่างๆในประเทศไทยซึ่งเรื่อง 3 จีเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญของบ้านเราหากปล่อยเกิดความล่าช้าออกไปก็จะยิ่งเกิดความเสียหายมาก

 

นายสุทธิพล ทวีชัยการ กสทช.ด้านกฎหมาย ระบุว่ากสทช.ได้อุดช่องโหว่ที่เคยเกิดขึ้นจากการล้มประมูล 3จีเมื่อปี 2553 ไว้หมดแล้วและในการประมูลครั้งนี้สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศหรือไอทียูและจากเวทีการประชุมระดับโลกของคณะกรรมการผู้กำกับดูแลโทรคมนาคมพบว่าไอทียูได้ชื่มชมการรูปแบบประมูล 3จีของประเทศไทยโดยไอทียูยืนยันว่าไทยมีราคาตั้งต้นการประมูลได้มาตรฐานและเป็นเรื่องที่ดีพร้อมย้ำว่าหากประเทศไทยมีอุปสรรคในการประมูลเหมือน 2 ปีที่ผ่านมาจะเป็นเรื่องที่เป็นมหันตภัยใหญ่หลวงมาก

 

ขณะนี้เราต้องยอมรับว่า ยังมี 2 กลุ่มที่ยังสุดขั้วคือที่ต่อว่าเราทำราคาตั้งต้นสูงไปอีกกลุ่มก็ต่ำไปถ้าเราเป๋ไปเป๋มาไม่ยึดมั่นในหลักการหรือพิจารณาอย่างรอบคอบเราก็ไม่สามารถมั่นคงในหลักการได้วันนี้เราต้องเดินไปข้างหน้าแล้วมองผ่านข้ามการประมูล 3 จีไปอนาคตแล้วว่าเราจะทำเพื่อประชาชนเพื่อประเทศชาติอย่างไรจะทำยังไงให้สามจีที่ประมูลได้ได้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมส่วนใครจะไปฟ้องก็เป็นสิทธิ์ที่จะทำได้

 

แต่อยากบอกว่าเรามั่นใจว่ากระบวนการต่างๆเราเดินหน้าอย่างเต็มที่เราไม่ได้ทำเพื่อจะไปช่วยใครทุกคนเหนื่อยครับทุกคนทำกันเต็มที่เพื่อจะนำพาไปซึ่งประโยชน์ของประเทศชาติเราไม่มีเจตนาจะช่วยผู้ประกอบการรายหนึ่งรายใดเราไม่ได้อะไรเลยถ้าเราช่วยประเทศชาติเราจะได้การโทรคมนาคมที่ดีการสื่อสารที่ดีเราต้องมองไปข้างหน้าลาวเวียดนามศรีลังกาเค้าก็มี 3 จีแล้วเหลือประเทศไทยประเทศเดียวยืนยันว่าทำตามกฎกติกาอย่างรอบด้านและทุกคนต้องช่วยกันเพื่อประเทศชาติ

 

“การฟ้องเป็นสิทธิ์ของท่าน แต่ถ้าเราไม่ได้สามจีเราเสียหาย เพราะบริการเราขณะนี้มีปัญหาเรื่องคุณภาพการให้บริการ, เรามีคลื่นไม่พอ, เราต้องเอาคลื่น 2 จีมาแปลงเป็น 3 จี ซึ่งใครก็ตามที่ขณะนี้ชาติกำลังเดินหน้าไปเพื่อทำให้การบริการที่ดีขึ้น ใครก็ตามที่ไม่ทำให้มันเกิดขึ้น ถ้าช้ากว่าคู่แข่งขันเราในเวทีโลก มันเสียหายตอนนี้คนมองว่าการประมูล 3 จี ก็ไปมองที่เม็ดเงินเท่านั้น  แต่ในอีก 2 ปีข้างหน้าเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนต้องการการแข่งขัน ยิ่งเราช้าเท่าไหร่ความสูญเสียยิ่งเกิดขึ้น ตอนนี้เศรษฐกิจไทยดิ่งลง, น้ำท่วม, อุทกภัยเกิด ขณะที่ประเทศอื่นๆเติบโต เราเคยส่งออกสินค้าข้าวรายใหญ่ แต่ขณะนี้ไม่ใช่แล้ว แต่สิ่งที่เราทำได้คือการทำอุตสาหกรรมโทรคมนาคมให้เข้มแข็ง แต่ไม่ใช่ว่าเราจัดประมูลแล้วจะต้องได้ราคาที่มากที่สุด แต่สิ่งที่จะตามมา คืออุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องผู้บริโภคก็จะได้รับการบริการที่ดี มีการใช้คลื่นมากขึ้น  แข่งขันมากขึ้น  เมื่อบริษัทต่างๆแข่งขันกันก็ต้องมีแรงจูงใจในการแข่งขัน  มีแรงจูงใจให้บริการคุณภาพ การบริการที่ดีขึ้น การจ้างงานมากขึ้น เศรษฐกิจโต ขึ้นถ้าคุณช้าเมื่อไหร่หายนะจะมา ผมบอกไว้เลยถ้าการประมูลสามจีครั้งนี้ถูกล้มไป หายนะมาแน่ แล้วคนที่ยับยั้งการประมูลต้องรับผิดชอบเพราะประชาชนเสียหาย” นายสุทธิพล กล่าว

+++++++++++++++

ปล.วันนี้ 7 ตุลาคม 2555 ครบรอบ 1 ปี โปรดเกล้าฯ กสทช.
 11 คน และเริ่มปฎิบัติหน้าที่วันแรก 10 ตุลาคม 2554 

 

 

 

โฆษณา
 
 

ป้ายกำกับ: , , , , , , ,

ระเอียดยิบ! กสทช.แจงร่างประกาศครอบงำกิจการสู่เวทีสาธารณะ

ระเอียดยิบ! กสทช.แจงร่างประกาศครอบงำกิจการสู่เวทีสาธารณะ

ดู IMG_2761.JPG แบบการแสดงภาพสไลด์
18 พ.ค.2555- ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ด้านกฎหมาย ในฐานะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เปิดเผยว่า จากการที่บอร์ดกสทช.มีมติในการประชุมครั้งที่ 7/2555 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยรับทราบ การแก้ไขประกาศ กสทช. เรื่อง การกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ. 2554 ตามที่บอร์ด กทค. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการของร่างประกาศ กสทช.เรื่องการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ. …

 

โดยมอบหมายให้ กทค. จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนทั่วไป ตามวิธีการดำเนินการที่สำนักงานฯเสนอ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มาตร 28 ระบุให้ กสทช. จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนทั่วไปเพื่อนำความคิดเห็นที่ได้มาประกอบการพิจารณาก่อนออกระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่ง เกี่ยวกับการกำกับดูแลการประกอบ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ที่มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปและเกี่ยวข้องกับการแข่งขันในการประกอบกิจการหรือมีผลกระทบต่อประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ

 

โดยต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นมา เหตุผล ความจำเป็น และสรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องที่จะรับฟังความคิดเห็น ตลอดจนประเด็นที่ต้องการรับฟังความคิดเห็น ทั้งนี้ระยะเวลาในการรับฟังความคิดเห็นต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวันฯ โดยสำนักงานฯจะทำการรับฟังความคิดเห็นผ่าน 2 ช่องทาง คือ นำร่างประกาศพร้อมข้อมูลที่เกี่ยวข้องเผยแพร่ผ่านเว็ปไซด์ของสำนักงานกสทช.ไม่น้อยกว่า 30 วัน ซึ่งเริ่มดำเนินการแล้ว และจะได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อไป

ขณะนี้มีหลายฝ่ายได้แสดงความกังวลและมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อร่างประกาศฉบับนี้ในหลายประเด็น จึงขอชี้แจงให้เข้าใจตรงกัน กล่าวคือ 

1. ร่างประกาศฯฉบับใหม่ยังคงหลักการของประกาศเดิมไว้คือการกำกับดูแลเพื่อป้องปรามมิให้มีการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าวซึ่งประเด็นที่เป็นปัญหาของตัวประกาศเดิมก็คือการเข้าไปกำกับดูแลเกินเลยกว่ากรอบอำนาจของกฎหมายแม่ตามมาตรา8 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นฐานในการใช้อำนาจออกประกาศฉบับนี้และโยงไปเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติการประกอบกิจการของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ดังนั้นร่างประกาศฉบับใหม่จึงจำเป็นต้องตัดประเด็นเรื่องความมั่นคงและการขอความเห็นจากหน่วยงานด้านความมั่นคงออก เพราะหากยังคงไว้นอกจากจะเป็นการกำหนดกติกาเกินเลยไปจากกรอบของกฎหมายแม่แล้ว ยังไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของการออกประกาศฯ ซึ่งต้องการป้องปรามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว อันเป็นคนละประเด็นกับเรื่องความมั่นคงของรัฐ
ทั้งนี้แม้จะเห็นว่าประเด็นเรื่องความมั่นคงของชาติมีความสำคัญและมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจการโทรคมนาคมก็ตามแต่เนื่องจากกฎหมายแม่ที่ใช้เป็นฐานในการออกประกาศมิได้ครอบคลุมไปถึงประเด็นเรื่องความมั่นคง จึงเห็นว่าประเด็นเรื่องความมั่นคงควรจะอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานด้านความมั่นคง ซึ่งมีกฎหมายรองรับอำนาจหน้าที่อย่างชัดเจน อย่างไรก็ดีหากมีประเด็นเรื่องความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องกิจการโทรคมนาคมและต้องการสนับสนุนในเรื่องความรู้เฉพาะทางด้านนี้ กสทช.ก็ยินดีให้ความรวมมืออย่างเต็มที่

 

2.ร่างประกาศฯมีการปรับปรุงประกาศ กสทช. เดิม โดยกำหนดนิยามคำว่า “การครอบงำกิจการ” ให้หมายถึง การมีอำนาจควบคุมหรือมีอิทธิพลไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมโดยคนต่างด้าวในการกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการ การดำเนินงาน การแต่งตั้งกรรมการ การแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง อันอาจมีผลต่อการบริหารกิจการหรือการประกอบกิจการโทรคมนาคมของผู้ขอรับใบอนุญาต หรือผู้รับใบอนุญาต ทั้งนี้ โดยการถือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงตั้งแต่กึ่งหนึ่งของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมด การมีอำนาจควบคุมคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมผู้ถือหุ้น หรือการแต่งตั้งหรือการถอดถอนกรรมการตั้งแต่กึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด

ซึ่งเมื่อพิจารณาจากนิยามดังกล่าวข้างต้นแล้วจะเห็นได้ว่า การครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าวตามร่างประกาศฯ ฉบับนี้ต้องเข้าลักษณะครอบงำตามนิยาม “การครอบงำกิจการ” ก่อน ซึ่งเกิดขึ้นได้ 3 กรณีกล่าวคือ กรณีแรก การถือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงตั้งแต่กึ่งหนึ่งของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมด กรณีที่สอง การมีอำนาจควบคุมคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมผู้ถือหุ้น และกรณีที่สาม การแต่งตั้งหรือการถอดถอนกรรมการตั้งแต่กึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดอันหมายถึง กสทช.จะต้องพิจารณาว่าการกระทำ พฤติการณ์ หรือข้อเท็จจริงใดตามบัญชีท้ายประกาศฯ เข้าลักษณะ “ข้อห้าม” ตามร่างประกาศฯ โดยจะต้องพิจารณาก่อนว่า การกระทำ พฤติการณ์ หรือข้อเท็จจริงนั้น เกิดจากการที่คนต่างด้าวเข้าไปครอบงำกิจการตามนิยาม “การครอบงำกิจการ” หรือไม่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวปฎิบัติตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ทั้งยังอาจตรวจสอบได้จากรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น โดยตามบัญชีท้ายประกาศฯ ได้กำหนดการกระทำ พฤติการณ์ หรือข้อเท็จจริงรวมทั้งสิ้น 8กรณี ซึ่งเป็นกรณีตัวอย่างเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาลักษณะของข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว

3.สำหรับความจำเป็นที่จะต้องจัดให้มีบัญชีท้ายประกาศฯนั้นก็เนื่องจากจะได้ใช้เป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการและเป็นกรอบในการพิจารณาของ กสทช. ว่ากรณีใดเป็นข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำโดยคนต่างด้าว อย่างไรก็ดี ตัวอย่างตามบัญชีท้าย มิใช่ข้อห้ามเด็ดขาดในตัวเอง (per se rule) กล่าวคือ มิใช่ว่ามีพฤติการณ์หรือข้อเท็จจริงตามบัญชีท้ายขึ้นมาแล้วจะเข้าลักษณะครอบงำทันที หากแต่ต้องผ่านลักษณะครอบงำตามนิยาม “การครอบงำกิจการ” มาก่อน

4. กรณีประเด็นเหตุผลรองรับในการออกประกาศอันเป็นผลให้จำเป็นต้องคงประกาศฉบับนี้ไว้ แต่ให้มีการปรับปรุงแก้ไขให้ชัดเจน ก็เนื่องจาก มาตรา 8 วรรคสาม (1) แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2549 บัญญัติไว้ว่า “ผู้ขอรับใบอนุญาตแบบที่สองและผู้ขอรับใบอนุญาตแบบที่สามต้องมิใช่เป็นคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ในการนี้คณะกรรมการอาจกำหนดให้ผู้ขอรับใบอนุญาตสำหรับการประกอบกิจการบางลักษณะหรือบางประเภทที่เป็นนิติบุคคลจะต้องกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าวด้วยก็ได้”

ซึ่งกสทช.มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคมตามที่กฎหมายบัญญัติไว้กสทช. จึงได้ออกประกาศฯ ดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้เป็นการทั่วไปในการกำหนดขอบเขตและสัดส่วนการลงทุนของคนต่างด้าว ขณะที่ตามร่างประกาศฯ เป็นการเสริมหรืออุดช่องว่างเรื่องการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าวในกิจการโทรคมนาคมเป็นการเฉพาะอันเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการกำกับดูแลของ กสทช. อีกทั้ง สาระสำคัญของร่างประกาศฯ มีขึ้นเพื่อมุ่งให้เกิดการเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใสในการประกอบกิจการโทรคมนาคมตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้เกิดการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

การลงทุนในกิจการโทรคมนาคมเป็นกิจการที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง (capital intensive industry) เพื่อป้องกันมิให้คนต่างด้าวซึ่งเป็นผู้ได้เปรียบทางการเงินสูงเข้ามาครอบงำกิจการโทรคมนาคมอันใช้คลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรสาธารณะของชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด และมีผลกระทบต่อผู้ใช้บริการในวงกว้าง ดังนั้นการกำกับดูแลการลงทุนจากต่างชาติซึ่งมีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว ตามร่างประกาศฯ จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น

นอกจากนี้จากการรับฟังความคิดเห็น เสียงส่วนใหญ่มองเห็นประโยชน์ในการคงประกาศนี้ไว้ แต่เห็นควรให้ปรับปรุงเพื่อให้เกิดความชัดเจนและให้การบังคับใช้เกิดประสิทธิภาพ

 

5.สำหรับประเด็นที่ว่าร่างประกาศฯขัดต่อพันธกรณีของประเทศไทยที่ให้ไว้ในองค์การการค้าโลกหรือไม่นั้นในเรื่องนี้สำนักงานกสทช.ได้มีหนังสือหารือไปยังกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้มีหนังสือตอบข้อหารือลงวันที่ 23 เมษายน 2555 แล้วว่า ประกาศฯ (เดิม) ได้ระบุเป็นข้อยกเว้นเอาไว้อย่างชัดแจ้งในข้อ 2 วรรคสอง ให้การบังคับใช้ความแห่งประกาศสามารถกระทำได้เพียงเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับความตกลงหรือสนธิสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคีหรือมีความผูกพันตามพันธกรณี ดังนั้น โดยหลักการแล้วความไม่สอดคล้องหรือความสุ่มเสี่ยงที่จะขัดต่อพันธกรณีดังกล่าวจึงไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในทางปฏิบัติแต่อย่างใด

นอกจากนี้ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศยังได้ให้ข้อสังเกตว่าหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบกำกับดูแล โดยเฉพาะการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาของ กสทช. ในประเด็นดังกล่าว หากมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการใช้ดุลพินิจและการพิจารณาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความสมเหตุสมผล มีลักษณะชัดเจนเป็นภาวะวิสัยและเสมอภาคไม่ลำเอียง ย่อมก่อให้เกิดความโปร่งใส สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น ซึ่งขอชี้แจงว่าร่างประกาศใหม่ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และถ้อยคำให้เป็นไปในแนวทางที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศให้ข้อเสนอแนะแล้ว

ทั้งนี้ ร่างประกาศ กสทช. ฉบับนี้ออกโดยฐานอำนาจตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ซึ่งโยงไปสัมพันธ์กับพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
พ.ศ.2542 รวมทั้งมาตรการบังคับหากมีการฝ่าฝืนก็โยงไปใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคมฯ ซึ่งหากมองว่าขัดพันธกรณีของประเทศไทยที่ให้ไว้ในองค์การการค้าโลกแล้วก็แสดงว่าพระราชบัญญัติประกอบกิจการโทรคมนาคมฯและพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯขัดต่อพันธกรณีด้วยซึ่งมิได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากไม่เคยมีประเด็นว่ากฎหมายทั้งสองฉบับขัดหรือไม่สอดคล้องต่อพันธกรณีระหว่างประเทศแต่อย่างใด

 

6.ร่างประกาศฯนี้ไม่ได้ไปกำกับบริษัทต่างด้าวแต่ไปกำกับบริษัทไทย เนื่องจากพ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม อนุญาตให้นิติบุคคลสัญชาติไทยเท่านั้นที่ขออนุญาตได้ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ประเทศไทยแจ้งต่อองค์การการค้าโลกในช่วงที่เป็นภาคีสมาชิกแล้ว ซึ่งเป็นเงื่อนไขเดิม จึงไม่มีประเด็นการเลือกปฏิบัติต่อบริษัทต่างชาติและไม่ฝ่าฝืนต่อกฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศที่ประเทศไทยไปผูกพันไว้

 

7. ร่างประกาศฯ นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการไปอนุญาตหรือการห้ามคนต่างด้าวซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาที่จะเข้ามาทำงานในประเทศไทย เนื่องจากร่างประกาศฯ ฉบับนี้ไม่ได้กำกับดูแลในส่วนการประกอบอาชีพของบุคคลธรรมดา ในกรณีนั้นต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง โดยจำเป็นต้องพิจารณาว่าอาชีพที่คนต่างด้าวจะเข้ามาทำงานเป็นอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทยหรือไม่ ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจของ กสทช.

 

8. ร่างประกาศฯ ฉบับนี้ไม่ได้ไปห้ามการครอบงำโดยคนต่างด้าวโดยตรง แต่ไปกำกับดูแลบริษัทไทยที่อยู่หรือจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. ให้ไปกำหนดลักษณะข้อห้ามการครอบงำโดยคนต่างด้าว และให้รายงานว่ามีกรณีฝ่าฝืนข้อห้ามที่บริษัทเองเป็นผู้กำหนดไว้หรือไม่ ซึ่งการกำหนดข้อห้ามนั้นเป็นดุลพินิจของบริษัทเอง ที่จะต้องทำตามแนวทางที่ กสทช. กำหนด หากมีกรณีที่เห็นว่า อาจมีการฝ่าฝืนข้อห้ามที่กำหนดไว้ ก็ให้รายงานเข้ามาให้ กสทช. พิจารณา เมื่อ กสทช. พบว่าไม่ถูกต้องก็จะแจ้งให้แก้ไขให้ถูกต้อง หากไม่ปฏิบัติตามก็เป็นกรณีที่จะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ต่อไป

 

9. หลักการตามร่างประกาศฯ นี้ เป็นหลักการเดิมตาม พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ซึ่งกำหนดเงื่อนให้ กสทช. ดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จึงไม่มีประเด็นการสร้างข้อกีดกันในการมาลงทุนของคนต่างด้าวเพิ่มเติม แต่เป็นการทำให้หลักการที่มีอยู่เดิมมีการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ

 

10. ร่างประกาศฯ นี้จะช่วยดูแลไม่ให้บริษัทไปฝ่าฝืน พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯโดยกสทช.ไปกำกับดูแลผู้ประกอบกิจการฯตามอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคมเป็นลักษณะการตัดไฟแต่ต้นลม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฝ่าฝืน พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ เพราะหากมีการฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวมีบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรง

 

11. ร่างประกาศฯ นี้ไม่มีผลย้อนหลังต่อกรณีการกระทำหรือพฤติกรรมที่อาจเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว แต่จะใช้บังคับกับผู้ขอรับใบอนุญาตที่ยื่นขอรับใบอนุญาตและผู้รับใบอนุญาต เมื่อประกาศฯ นี้มีผลใช้บังคับแล้วเท่านั้น

 

12. ร่างประกาศฯจะส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและแข่งขันอย่างเป็นธรรมบนพื้นฐานเดียวกัน เพราะ player ทุกรายที่เข้ามาลงทุนจะอยู่ภายใต้กรอบกฎเกณฑ์เดียวกัน ไม่มีการปฏิบัติต่อผู้เล่นรายใดรายหนึ่งอย่างพิเศษเพื่อให้สมเจตนารมณ์ที่ต้องการให้การแข่งขันเสรี และเป็นธรรมอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริม และสนับสนุนให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมให้เป็นไปอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ จึงเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการรายเล็กที่จะไม่ถูกเอาเปรียบในแง่ธุรกิจโดยผู้ประกอบการรายอื่นที่อาศัยการหลบหลีกกฎหมายและให้คนต่างด้าวเข้ามาครอบงำกิจการ ดังนั้น ร่างประกาศฯจึงเป็นเรื่องการป้องกันการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว และมิใช่มาตรการกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ที่อาจสนใจเข้ามาแข่งขันในการประมูลคลื่น 3G แต่อย่างใด

“การที่หลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อเกี่ยวกับร่างประกาศกสทช. เรื่องการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว ในหลายประเด็นนั้นถือเป็นเรื่องที่ดี และเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมอง อันจะเป็นประโยชน์ต่อการนำข้อคิดเห็นต่างๆไปถกกันบนเวทีแสดงความคิดเห็นสาธารณะที่จะจัดขึ้นในราวเดือนมิ.ย.ศกนี้ และผมยืนยันว่าจะจัดร่างประกาศฉบับนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน” ดร.สุทธิพลกล่าวในที่สุด

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 18, 2012 in กสทช.

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , ,

เดิมพันทรัพยากรชาติ! กสทช.ดึงเอกชนทำสัตยาบัน ป้องกันฮั้วประมูลราคา 3G

เดิมพันทรัพยากรชาติ! กสทช.ดึงเอกชนทำสัตยาบัน ป้องกันฮั้วประมูลราคา 3G 

95nno.jpg

27เม.ย.2555- สุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกฎหมาย ในฐานะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เปิดเผยว่า การจัดประมูลคลื่นความถี่ 3G ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายไตรมาสสามของปีนี้ มีความสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เศรษฐกิจของชาติ และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการเดิมพันด้วยทรัพยากรของประเทศชาติและผลประโยชน์ของสาธารณะอีกด้วย ดังนั้นบทบาทของบอร์ดกทค. จึงจำเป็นต้องหาทุกวิถีทางเพื่อทำให้การประมูลครั้งนี้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะกับประเด็นที่สังคมและประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ก็คือ ประเด็นการฮั้วราคาประมูล เพราะหากฮั้วราคาประมูลกันจริงๆ อาจทำให้การแข่งขันลดลง ส่งผลต่อรายได้ของรัฐที่จะได้รับจากการประมูล

ซึ่งการประชุมคณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมสำหรับการบริหารคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz เพื่อรองรับเทคโนโลยี IMT-2000 หรือ IMT Advanced  เมื่อวันที่ 24 เมษายน2555  ได้เชิญผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่นที่ทั้งค่ายเล็ก กลาง และใหญ่ เข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการในเรื่องขนาดของคลื่นความถี่ที่จะให้อนุญาต และจำนวนใบอนุญาตที่เหมาะสมกับสภาพตลาดโทรคมนาคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนประเด็นอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตนได้จุดประกายแนวคิดเกี่ยวกับการลงสัตยาบันของผู้ประกอบการเพื่อยืนยันว่าจะทำให้การประมูล3G เป็นไปด้วยความโปร่งใส ไม่ฮั้วราคาประมูล ซึ่งผู้ประกอบการทั้งรายเล็ก กลาง และใหญ่ ต่างก็ขานรับแนวคิดนี้  โดย กทค.จะหารือเพื่อกำหนดวันทำพิธีลงสัตยาบันร่วมกัน ซึ่งการทำสัตยาบันดังกล่าวจะเป็นเหมือนสัญญาประชาคมที่ผู้ประกอบการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันว่าจะเข้าประมูล 3G ด้วยความสุจริต ไม่ฮั้วราคากัน และจะช่วยสนับสนุนทำให้การประมูล 3G สามารถขับเคลื่อนไปได้
“ไม่ว่าจะนำวิธีการใดๆมาใช้ในการประมูลคลื่นความถี่ 3G ก็มิอาจห้ามการฮั้วประมูลได้ เพียงแต่จากการศึกษาข้อมูลในหลายๆมิติ พบว่าวิธีการแบ่งซอยคลื่นเป็น 5 MHz จำนวน 9 สล็อต เป็นวิธีการที่หลายประเทศใช้แล้วได้ผลและยืนยันว่าทำให้การประมูลคลื่นความถี่เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม รวมทั้งทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้ามาแข่งขันได้ ฉะนั้นนอกเหนือจากการที่จะต้องเลือกวิธีการประมูลที่เหมาะสมแล้ว ยังมีประเด็นที่ควรจะต้องให้ความสำคัญคือจะใช้มาตรการใดมาป้องปรามการฮั้ว ซึ่งมาตรการป้องกันการฮั้วที่กำหนดไว้ในประกาศกทช.เรื่องหลักเกณฑ์ในการประมูลคลื่นความถี่ 3Gเดิม ยังไม่เข้มข้นเพียงพอ จึงจำเป็นต้องปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายสุทธิพล กล่าว

 

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว ต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ซึ่งขณะนี้กำลังศึกษามาตรการป้องกันการฮั้วประมูลที่ใช้ได้ผลในหลายประเทศเพื่อนำมากำหนดไว้ในประกาศ กสทช.เรื่องหลักเกณฑ์ในการประมูลคลื่นความถี่ 3G ที่กำลังยกร่างอยู่ ส่วนการจัดให้มีการลงสัตยาบันร่วมกันระหว่างผู้ประกอบกิจการนั้นก็เป็นมาตรการเสริมจากมาตรการทางกฎหมาย เพื่อขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการ และให้สังคมช่วยกันตรวจสอบผู้ประกอบการใดที่ไม่ปฎิบัติตามสิ่งที่ให้สัตยาบันไว้ อันเป็นเรื่องของการใช้ Social Sanction เข้ามาเสริมมาตรการการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเป็นการป้องกันการฮั้วอีกชั้นหนึ่ง

 

ป้ายกำกับ: , , , , ,