RSS

Category Archives: แก้ปัญหาผู้บริโภค

อย่ากิน! “ลีน”อาหารเสริมลดความอ้วน..อันตราย..หยุดกิน-หยุดซื้อ-หยุดขาย..เสี่ยงตายได้

เขียนบล็อก : 1 พฤษภาคม 2561

อย. เผยผลพิสูจน์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลดความอ้วน “ลีน เอฟเอส-ทรี” และ“ลีน บล้อค เบิร์น เบรก บิวท์ ”ลักลอบใส่ยาแผนปัจจุบัน บิซาโคดิลและไซบูทรามีน เข้าข่ายเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ อย่าซื้อมาบริโภคอาจได้รับผลข้างเคียงถึงขั้นเสียชีวิตได้

นายแพทย์พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่ากรณีของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “Lyn ลีน” นั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ติดตามเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องมาระยะหนึ่งแล้ว

– โดยเจ้าหน้าที่ สสจ.ชลบุรีและตำรวจ สภ.เมืองชลบุรี เข้าตรวจสอบพร้อมเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสถานที่จำหน่ายและแบ่งบรรจุอาหาร ณ บ้านเลขที่ 109/8-9 หมู่ที่ 3 ถนนพระยาสัจจา ต.บ้านสวน อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี

– ส่งตรวจวิเคราะห์ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 6 ชลบุรี

– ฉลากผลิตภัณฑ์ระบุ “ลีน เอฟเอส-ทรี” (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) Lyn FS-Three (Dietary supplement product by Pim) เลขสารบบอาหาร 13-1-05459-5-0017

– ผลิตโดย Food Science Supply Service Co.Ltd. 99/29 หมู่ 2 ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี 12160

– จัดจำหน่ายโดย Lyn by Pim วันที่ผลิต 10/12/2017 วันหมดอายุ 10/12/2019

– ลักษณะแคปซูลสีเขียว ในแผงอลูมิเนียมพลาสติก แผงละ 10 แคปซูล ห่อด้วยซองอลูมิเนียมปิดผนึกบรรจุกล่องกระดาษ

– ผลการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ พบยาแผนปัจจุบัน บิซาโคดิล (Bisacodyl) ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาระบาย

– และได้เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ “ลีน บล้อค เบิร์น เบรก บิวท์” Lyn Block Burn Break Build (Dietary supplement product) by Pim

– ฉลากระบุ เลขสารบบอาหาร 13-1-05459-5-0006 ผลิตโดย บริษัท ฟู้ด ซายน์ ซัพพลาย เซอร์วิส จำกัด 99/29 หมู่ 2 ต. สามโคก อ. สามโคก จ. ปทุมธานี

– จัดจำหน่ายโดย บริษัท เอกอัครินทร์ จำกัด 109/8 หมู่ 3 ถนนพระยาสัจจา ต.บ้านสวน อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี Lot.1801 MFG 05-01-18 EXP. 05-01-20

– ลักษณะแคปซูลสีขาวในแผงอลูมิเนียมพลาสติก แผงละ 10 แคปซูล ห่อด้วยซองอลูมิเนียมปิดผนึกบรรจุกล่องกระดาษ

– ผลการตรวจวิเคราะห์พบ ไซบูทรามีน (Sibutramine) ซึ่งออกฤทธิ์ต่อการทำงานของสมองทำให้อยากอาหารลดลงและอิ่มเร็วขึ้น

– วันที่ 25 เมษายน 2561 อย. ออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเรื่อง ประกาศผลการตรวจพิสูจน์อาหาร เตือนประชาชนให้ระมัดระวังในการซื้อและบริโภคอาหารดังกล่าวแล้ว

– ผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 รายการ เข้าข่ายเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ และเป็นอาหารที่น่าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรืออนามัยของประชาชน ผู้ใดผลิต จำหน่ายมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

– อย. ยังร่วมกับตำรวจ บก.ปคบ. เข้าตรวจสอบสถานที่ผลิตอาหาร บริษัท ฟู้ด ซายน์ ซัพพลาย เซอร์วิส จำกัด จ.ปทุมธานี โดยสุ่มเก็บตัวอย่างวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ทั้งสองรายการส่งตรวจวิเคราะห์คุณภาพ

– และเข้าตรวจสอบการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ “Lyn ลีน” ณ บ้านเลขที่ 109/8 หมู่ 3 ถนนพระยาสัจจา ต.บ้านสวน อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี ซ้ำ

– พบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว แสดงฉลากไม่ถูกต้อง

– เจ้าหน้าที่จึงยึดผลิตภัณฑ์ เพื่อส่งตรวจวิเคราะห์และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

– สำหรับกรณีที่เป็นข่าวเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2561 พบผู้ชายอายุ 47 ปี เสียชีวิตที่ จ.ปทุมธานี โดยพี่สาวผู้ตายให้การว่าผู้ตายไม่มีโรคประจำตัว แต่ที่ผ่านมาได้กินยาลดความอ้วนมา 2 เดือน

เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ พบผลิตภัณฑ์ Lyn DTOX fS3 (ลีนกล่องสีดำ) ฉลากระบุเลขสารบบอาหาร 13-1-05459-5-0017 Lot No.1801 วันที่ผลิต (Mfg.) 05-01-18 วันหมดอายุ (Exp.) 05-04-20

และผลิตภัณฑ์ Lyn BLOCK BURN BREAK BUILD (ลีนกล่องสีขาว) ระบุเลขสารบบอาหาร 13-1-05459-5-0006 Lot 1802 วันที่ผลิต (Mfg.) 10-01-2561 วันหมดอายุ (Exp.) 10-01-2563

จึงได้เก็บผลิตภัณฑ์ลีนทั้งสองรายการที่พบภายในห้องผู้ตายไปตรวจสอบว่ามีสารอันตรายหรือไม่

– สำหรับสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงอยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์ของเจ้าหน้าที่

– วันเดียวกันเจ้าหน้าที่จาก อย. สสจ.ปทุมธานี ทหารจากกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 4 และเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.สามโคก จ.ปทุมธานี ได้สนธิกำลังร่วมกันตรวจสอบ ณ สถานที่ผลิตผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อหาข้อมูลและพยานหลักฐานเพิ่มเติม

– จากการดำเนินการที่ผ่านมา พบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อ้าง ลดความอ้วนมักลักลอบใส่สารไซบูทรามีนซึ่งเป็นอันตรายและมีผลข้างเคียงร้ายแรง

– อย.ขอย้ำว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่สามารถลดความอ้วนได้ หากผู้บริโภคต้องการลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและควบคุมอาหาร ไม่ทานอาหารพร่ำเพรื่อ

ควรเลือกรับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารรส หวาน มัน เค็ม รวมทั้งออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

หากผู้บริโภคต้องการใช้ยาลดความอ้วน จะต้องใช้ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์ หรือเภสัชกรเท่านั้น

ไม่ควรหาซื้อยามารับประทานเอง เพราะอาจส่งผลกระทบกับสุขภาพและชีวิต

การใช้ยาลดความอ้วนไม่สามารถทำให้หายจากโรคอ้วนได้ เมื่อหยุดยาไประยะหนึ่งแล้ว จะทำให้น้ำหนักกลับมาเพิ่มมากยิ่งขึ้น หรือที่เรียกว่า YO – YO Effect

หากผู้บริโภคพบเห็นเบาะแสการโฆษณา การผลิต/จำหน่ายยาลดความอ้วนผิดกฎหมาย ขอให้แจ้งมาได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือ รองเรียนผาน Oryor Smart Application หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวดต่อไป

Advertisements
 

พิษ..ยาฝาแฝด! อันตรายใกล้ตัว“ยารูปพ้อง-มองคล้าย” มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค-ชมรมเภสัชชนบท เตือนผู้บริโภคเสี่ยงใช้ยาผิด อันตรายถึงชีวิต

9 ธันวาคม 2559 

พิษ..ยาฝาแฝด! อันตรายใกล้ตัว มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ชมรมเภสัชชนบท เตือนผู้บริโภคเสี่ยงใช้ยาผิดอันตรายถึงชีวิต ได้รับยาซ้ำซ้อน ยาไม่ตรงกับโรค เรียกร้อง อย.จัดการด่วนทั้งระบบ ตั้งแต่ขึ้นทะเบียนยา จนถึงควบคุมตามกฎหมาย

วันนี้ (9 ธันวาคม 2559) ณ ห้องประชุมมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ชมรมเภสัชชนบท ร่วมกับนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ร่วมกันจัดแถลงข่าวเปิดเผยรายชื่อ “ยาฝาแฝด” ปัญหาที่ยังไม่ได้รับการจัดการ โดยนำเสนอให้เห็นว่า ฉลากยาเป็นเครื่องมือที่กฎหมายกำหนดให้แสดงไว้ข้างภาชนะบรรจุยา วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้สั่งใช้ และผู้ที่จะต้องใช้ยา ได้อ่านเพื่อที่จะได้ใช้ยาอย่างถูกต้องปลอดภัย 

ทั้งนี้กฎหมายกำหนดให้ฉลากยาจะต้องมีรายละเอียดที่จำเป็นครบถ้วน ได้แก่ ชื่อสามัญทางยา  / ชื่อทางการค้า /  เลขทะเบียนยา  / สรรพคุณของยา / วันผลิตและวันหมดอายุ    

แต่บางครั้งพบว่าฉลากยาหลายรายการกลับมีรูปแบบที่ใกล้เคียงกันมาก มากจนอาจเรียกได้ว่าเป็น “ ยาฝาแฝด จนทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสน  หรือเกิดความเสี่ยงในการใช้ยาอย่างผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ เภสัชกร จากชมรมเภสัชชนบท  ได้สำรวจและทำการศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้น จากความสับสนเหล่านี้ มีดังนี้

ตัวอย่างที่ 1

ภาพยาชนิดที่ 1 ภาพยาชนิดที่ 2 ภาพยาชนิดที่ 3 รายละเอียดที่อาจก่อให้เกิดความสับสน

  -ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทาน มีช่วงห่างของขนาดยาที่ให้ผลในการรักษาและการก่อให้เกิดพิษที่แคบ ยานี้จึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด

ความคล้ายกันของบรรจุภัณฑ์

-แผงยาเป็นแบบบลิสเตอร์ (blister) สีเงิน  มีขนาดเท่ากันทั้งจำนวนเม็ดยาและขนาด

-การวางอักษรบนแผงยารูปแบบและตำแหน่งเหมือนกัน

ความแตกต่างของบรรจุภัณฑ์

-สีตัวอักษรแสดงขนาดยาต่างกัน คือ ขนาดยา 2 mg   สีส้ม , ขนาด 3 mg สีม่วง และขนาด 5 mg สีชมพู

ชื่อการค้า MAFORAN 2 mg ชื่อสามัญ Warfarin Sodium 2 mg ชื่อการค้า MAFORAN 3 mg ชื่อสามัญ Warfarin Sodium 3 mg ชื่อการค้า MAFORAN 5 mg 

ชื่อสามัญ Warfarin Sodium 3 mg

บริษัท เภสัชกรรมศรีประสิทธิ์ จำกัด บริษัท เภสัชกรรมศรีประสิทธิ์ จำกัด บริษัท เภสัชกรรมศรีประสิทธิ์ จำกัด

************

ตัวอย่างที่ 2

ภาพยาชนิดที่ 1  ภาพยาชนิดที่ 2

รายละเอียดที่อาจก่อให้เกิดความสับสน

-ยาทั้งสองชนิดเป็นยาฉีด ใช้เพื่อรักษาอาการจิตเภทหรือความผิดปกติทางอารมณ์ ความคิด

ความคล้ายกันของบรรจุภัณฑ์

-กล่องบรรจุหลอดยาสีขาวขนาดเท่ากัน หลอดยาภายในสีชาขนาดเท่ากัน

-แถบสีด้านล่างกล่องสีแดงและวางตำแหน่งเหมือนกัน

-ตัวอักษรบนกล่องยาสีดำเหมือนกัน

ความแตกต่างของบรรจุภัณฑ์

-ชื่อยา DECA 25mg/ml ขนาดหนาและเข้มแตกต่างจากชื่อยา HARIDOL-D

-หลอดยาภายในกล่อง DECA ตัวอักษรสีดำ ส่วนหลอดยา HARIDOL-D สีฟ้า ชื่อการค้า DECA 25mg/ml  ชื่อสามัญ Fluphenazine Decanoate 25mg/ml ชื่อยา HARIDOL-D Injection ชื่อสามัญ Haloperidol Decanoate  50mg/ml

บริษัท Atlantic Laboratories  Corporatuib Ktd., บริษัท Atlantic Laboratories  Corporatuib Ktd.,

**************

ตัวอย่างที่ 3

ภาพยาชนิดที่ 1 ภาพยาชนิดที่ 2

รายละเอียดที่อาจก่อให้เกิดความสับสน  

ชื่อการค้า Risperidone GPO 1 mg

 ชื่อสามัญ Risperidone 1 mg  บริษัท องค์การเภสัชกรรม (GPO)

 ชื่อการค้า Risperidone GPO 2 mg

 ชื่อสามัญ Risperidone 2 mg

 บริษัท องค์การเภสัชกรรม (GPO)

-เป็นยาสำรักษาโรคจิตเภทชนิดเฉียบพลันและเรื้อรังรวมทั้งโรคจิตอื่นๆ ที่มีกลุ่มอาการทางบวก และบรรเทาอาการต่างๆเช่นซึมเศร้า วิตกกังวล 

ความคล้ายกันของบรรจุภัณฑ์

-แผงยาเป็นแบบบลิสเตอร์ (blister) สีเงิน  มีขนาดเท่ากันทั้งจำนวนเม็ดยาและขนาด 

-การวางรายละเอียดตัวอักษรบนแผงยารูปแบบและตำแหน่งเหมือนกัน ตัวหนังสือขนาดเท่ากัน ใช้สีตัวอักษรโทนอ่อนเหมือนกัน

ความแตกต่างของบรรจุภัณฑ์

-สีตัวอักษรต่างกัน โดย Risperidone 1 mg ตัวอักษรมีสีม่วง ส่วนขนาด 2 mg ตัวอักษรสีส้ม

*****************

ตัวอย่างเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น

ผู้ป่วยชายไทย อายุ 41 ปี มารับยาจิตเภท (Schizophrenia) ตามนัด หลังจากเภสัชกรได้ตรวจสอบยาเดิมที่ผู้ป่วยนำติดตัวมา โดยผู้ป่วยรายนี้ได้รับยาชนิดเดียวกัน แต่ 2 ความแรง คือ Risperidone 1 mg และ Risperidone 2 mg

โดยเวลารับประทานยาทั้ง 2 เหมือนกันคือ ครั้งละ 1 เม็ด ก่อนนอน จากการสอบถามผู้ป่วยและญาติเข้าใจผิดคิดว่าอันเดียวกัน

เนื่องจากดูเหมือนๆกันจึงเก็บยาทั้ง 2 ความแรงไว้ในซองเดียวกัน โดยหยิบรับประทานครั้งละ 2 เม็ด ก่อนนอนและไม่ทราบว่าเป็นยาคนละความแรง

*ตัวอย่างยาฝาแฝดที่พบในโรงพยาบาล 

ภก.ภาณุโชติ ทองยัง ประธานชมรมเภสัชชนบท กล่าวถึงข้อเสนอในการแก้ปัญหาฉลากยาฝาแฝดว่า “ปัญหาจากกลุ่ม “ยาฝาแฝด” หรือ “ยารูปพ้อง-มองคล้าย” ต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาร่วมกันจากทุกส่วน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายถึงผู้ใช้ยา 

นอกจากนี้ แม้ว่าโรงพยาบาลทุกแห่งจะมีมาตรการจัดการด้านยา “ชื่อพ้องมองคล้าย”อย่างจริงจังแล้วก็ตาม  ตัวผู้ใช้ยาหรือผู้ดูแลผู้ป่วยเอง ก็ต้องมีการทบทวนยาที่ตนใช้ให้ละเอียดรอบครอบทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด 

ที่สำคัญที่สุด คือ “การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุตั้งแต่การขอขึ้นทะเบียนยา” ควรกำหนดเกณฑ์การพิจารณาฉลากยาและบรรจุภัณฑ์ของยา( เช่น แผงยา ขวดยา หลอดยา ฯลฯ)ให้รัดกุมในการป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงจากอันตราย เช่น ไม่ให้มีฉลาก หรือบรรจุภัณฑ์ มีความเหมือน หรือคล้ายคลึงกับยาอื่น  นอกจากนี้  ไม่ควรอนุญาตให้ใช้ชื่อทางการค้าเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน  

โดยที่ส่วนประกอบของตำรับยาเป็นคนละชนิดกัน และไม่ควรอนุญาตให้ยาชนิดเดียวกัน  ที่มีความแรงของยาที่ไม่เท่ากัน ใช้ชื่อทางการค้าเดียวกัน 

“อย.ต้องกล้าแสดงตัวให้เห็นว่า ตนเลือกที่จะคุ้มครองผู้บริโภคให้ปลอดภัย มากกว่าจะอ้างว่าระเบียบเป็นข้อจำกัด เพราะกฎระเบียบมันแก้ไขได้ หากแก้แล้วผู้บริโภคได้รับความปลอดภัย และต้องเริ่มทำทันทีเพราะรูปธรรมปัญหาที่ปรากฎชัดเจนแล้ว”  

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง บรรณาธิการนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวเสริมว่า “จากการลงพื้นที่สำรวจตัวอย่างยาที่มีฉลากคล้ายกัน หรือยาฝาแฝดนั้น โดยทีมงานนิตยสารฉลาดซื้อนั้นเราพบว่า มีการขายยาอันตรายตามร้านชำทั่วไปหลายรายการ เช่น ยาแก้หวัดยี่ห้อ ทิฟฟี่เดย์ หรือยาอันตรายอื่นๆอีกหลายชนิด โดยผู้บริโภคและพ่อค้าเข้าใจว่าเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ซื้อขายได้ทั่วไป จึงขอให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องมีมาตรการดูแลและจัดการโดยด่วนที่สุดด้วย” หากได้รับอันตรายจากการใช้ยาผู้บริโภคสามารถใช้สิทธิได้

ด้านผศ.ภญ.ดร.นิยดา   เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมว่าส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากมียาที่ไม่เหมาะสม  จึงเสนอเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องฉลากยาฝาแฝด เป็น หนึ่งในหลายข้อเสนอเรื่องยาไม่เหมาะสม 
โดยให้มองทั้งระบบเริ่มตั้งแต่การขึ้นทะเบียน และยังเสนอให้เร่งการทบทวนทะเบียนตำรับยาที่มีส่วนผสมของยาต้านแบคทีเรียอย่างไม่เหมาะสม และเสนอให้มีจัดการตามกฎหมายโดยด่วน เนื่องจากยาต้านแบคทีเรียที่ไม่เหมาะสมนั้นก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ โรคติดเชื้อที่เป็นอยู่ไม่ได้รับการรักษา และเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา 
ทั้งนี้ กพย.ได้ส่งจดหมายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไปแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559  จึงขอติดตามผลการดำเนินงาน เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทยหาก

****************

*หมายเหตุ

ยาที่ไม่เหมาะสม หมายรวมถึง

(1) สูตรตำรับไม่เหมาะสม (ไม่มีประสิทธิผล ไม่ปลอดภัย ไม่มีที่ใช้ในทางวิชาการในปัจจุบัน ยาที่มีการถอนทะเบียนตำรับยาในต่างประเทศแล้วจากเหตุไม่ปลอดภัยหรือไม่มีประสิทธิภาพ (อย่างน้อย 5 ประเทศ ดูจากรายการ UN/WHO)
(2) รูปแบบยาไม่เหมาะสม ยาไม่คงตัว ก่อให้เกิดการเข้าใจผิด เกิดการใช้ยาอย่างไม่ถูกต้อง หรือก่อให้เกิดการดื้อยา เช่น ยาอมผสมยาปฏิชีวนะ/ยาต้านแบคทีเรีย  ยาผงบรรจุในซองกระดาษ ยาเคลือบน้ำตาลบางชนิดที่ทำให้ยาไม่คงตัวหรือไม่ละลายออกมา 

 

(3) บรรจุภัณฑ์ไม่เหมาะสม เสี่ยงต่อความเข้าใจผิด หรือเกิดความเสี่ยงในการใช้ เช่น ยาปฏิชีวนะผงในซองกระดาษ 

 

(4) ยาที่มีรูปคล้าย-เสียงพ้อง (Look-Alike, Sound-Alike (LASA), Look Twin Sound Twin (LTST))

 

(5) ข้อมูลของยาที่อนุญาตไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม เช่น ข้อบ่งใช้ คำเตือน อาการไม่พึงประสงค์ ขนาดยา ระยะเวลาการใช้ยา
สำหรับภาพตัวอย่างยาเหล่านี้ ถูกนำมาแสดงไว้ระหว่างแถลงข่าวที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

 

คำต่อคำ..! ผู้เสียหาย วิงวอน “AIS” หาเบื้องหลัง พนง.ขโมยข้อมูล ส่วนตัวลูกค้า -ละเมิดสิทธิ์ ไม่ปลอดภัย

15 กันยายน 2559 

“AIS..ควรชี้แจงข้อมูลทั้งหมดว่า เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นคนทำ ทำกันคนเดียว หรือขบวนการ มีคนสมรู้ร่วมคิดด้วยหรือไม่..”

เสียงวิงวอนจาก “พล” มัณฑนากร วัย 41 ปี บอกกับทีมข่าว”ไทยพีบีเอส” ถึงสิ่งที่ต้องการให้
AIS แสดงความรับผิดชอบมากกว่า การให้ข้อมูลว่า ไล่ออกพนักงาน หรือ แสดงความเสียใจ ต่อกรณี ข้อมูลส่วนตัวของ “พล” ถูกพนักงานขโมยออกไปขายให้คนนอกองค์กร

วันนี้ ทีมข่าวได้พูดคุยกับชายผู้นี้ ซึ่งดูจากภาษากายแล้ว มีความเครียด และ กังวลไม่น้อย..

ประเด็นที่เริ่มต้น คงเหมือนที่หลายคนสงสัย คือ “ได้เอกสารมาอย่างไร”

“พล” บอกว่า “ไม่ทราบว่าใครส่งมาให้ผม แต่ได้รับทรัมพ์ไดร์ ถูกวางไว้ในกล่องตู้รับจดหมายหน้าบ้าน พยายามสอบถามข้อมูลจาก รปภ.หมู่บ้าน ก็ไม่พบข้อมูลว่าใคร หรืออะไร”

คำถาม ที่สนใจเพิ่มเติมคือ “ในนั้น มีข้อมูลอะไรบ้าง”

คำตอบที่ได้คือ “ในทรัมพ์ไดร์ มีรายละเอียดไฟล์เอ็กเซล ระบุข้อมูลการโทรเข้า-ออกของเบอร์ผม รวมทั้งตำแหน่งโลเคชั่น เสาสัญญาณที่อยู่รอบๆ ตัว ทำให้รู้ว่าผมอยู่ที่ไหน กำลังจะเดินทางไหน
ทำให้รู้ว่าตอนนั้นใครโทรหาผม หรือ ผมโทรหาใคร”

ถาม: ในเอกสารพอจะเห็นรายละเอียดหรือไม่ว่า มีย้อนหลังนานแค่ไหน

“เท่าที่ดูมีข้อมูลเฉพาะเบอร์ของผมมีย้อนหลังไป 3-4 เดือน”

ถาม: ในไฟล์เอ็กซ์เซลนี้ มีเบอร์อื่นที่รู้จัก และไม่รู้จักหรือไม่

“ผมประเมินคร่าวๆ ด้วยสายตา ไม่ได้นับเป๊ะๆ ยังมีเบอร์โทรคนอื่นๆ ที่ผมไม่รู้จักในหลัก 100 เบอร์ ซึ่งย้อนหลังตั้งแต่ปี 2013 หรือ 2-3 ปีที่ผ่านมา”

ถาม: “ได้เห็นหรือไม่ว่า มีชื่อของใครในเอกสาร”

“ผมตรวจสอบข้อมูลในไฟล์เอกสารที่ไดัรับ พบว่ามีการะบุชื่อ พนักงานคนหนึ่ง (ชื่อพนักงาน) ระบุชื่อบริษัท ทุกไฟล์ที่มีข้อมูลย้อนหลังในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถูกระบุเหมือนกัน แต่ไม่ทราบว่า
เป็นระดับไหนอย่างไร”

หลังจากได้รับเอกสาร… นี่คือสิ่งที่ “พล” บอกว่า เค้าติดตามสอบถามไปยังฝ่ายเกี่ยวข้อง

“ผมเริ่มโทรไปที่ เอไอเอส เซเรเนด ซึ่งเจ้าหน้าที่โทรกลับมาในวันเดียวกัน บอกว่า ไม่สามารถทำอะไรได้ แม้กระทั่งรับเรื่องไว้ตรวจสอบ หลังจากวางสายไปวันนั้นผมยังงงๆ ไม่รู้ว่า จะทำอย่างไรต่อไป…
วันรุ่งขึ้น ผมไปพบผู้จัดการสาขา ที่ช็อปเอไอเอสแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ผู้จัดการสาขา บอกว่า จะรับเรื่องส่งไปให้ และจะตามเรื่องให้ แต่ผมเองก็ตามเรื่องอยู่ทุกวัน แต่ก็ได้รับคำตอบว่า ได้ตามเรื่องให้อยู่

..ผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น..

จากนั้น ภรรยาผมจึงตัดสินใจโพสต์เว็บพันทิพ (ลิ้งค์นี้  http://m.pantip.com/topic/35589452? )

ซึ่งภรรยาเป็นเจ้าของเบอร์ ..แต่ผม เป็นผู้ใช้งาน..
หลังจากโพสต์ มีผู้บริหารติดต่อมาขอพบผมที่บ้าน แต่ผมไม่ต้องการให้ใครไปบ้าน จึงไปพบผู้บริหาร ที่สำนักงานใหญ่ บริษัทAIS (ปากซอยพหลโยธิน 8) ภายในห้องที่พบกัน มีฝั่งเอไอเอส 4 คน เป็นชาย 1 คนอยู่ฝ่ายกฏมาย อีก 3 คน เป็นผู้หญิง เค้าแนะนำตัว แต่ผมจำไม่ได้แน่ชัดว่า ฝ่ายอะไรบ้าง

ทาง AIS เริ่มต้นด้วยการกล่าวแสดงความเสียใจ และแจ้งว่าบริษัทได้ทำการสืบสวน และไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งบริษัทได้ไล่พนักงานออกไปแล้ว พร้อมอธิบายให้ฟังเกี่ยวกับระบบการตรวจสอบ ว่า บริษัทมีการวางระบบป้องกันดีเยี่ยมอยู่แล้ว แต่ผมก็ถามกลับว่า ถ้าระบบมันดีเยี่ยมอยู่แล้ว
แล้วข้อมูลหลุดมาได้อย่างไร

ผมฟังอยู๋ประมาณ ครึ่งชั่วโมง เห็นว่าไม่มีอะไรคืบหน้าแล้ว จึงขอตัวกลับ และจนถึงวันนี้ บริษัท ก็ไม่ได้ติดต่ออะไรมาอีก”

ถามว่า : จนถึงวันนี้ มีการแจ้งความแล้วหรือไม่

“ที่ผ่านมา ยังไม่ได้คิดแจ้งความ เพราะไม่คิดว่าจะมีเหตถุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเรา และอยากได้ความชัดเจนก่อนว่า มันเกิดอะไร และเป็นมายังไง แต่เมื่อยังไม่มีความกระจ่าง ก็จะเตรียมแจ้งความ
รวมถึงเข้าให้ข้อมูลกับ ทาง กสทช. ด้วย ก็พร้อมและยินดีให้ความร่วมมือ ให้ข้อมูลเช่นกัน”

ถามว่า: ต้องการให้ AIS แก้ปัญหา อย่างไร

“มาถึงขั้นนี้แล้ว เบอร์ผมหลุดออกมาแล้ว ก็ไม่รู้จะแก้อย่างไรได้ แต่อยากขอให้เอไอเอส ชี้แจงให้ชัดเจนว่า ทำไมพนักงานบางคนถึงได้เอาข้อมูลออกไปสู่ภายนอกบริษัท ต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน
เพราะดูจากเอกสารแล้วมันมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2013 มันมีผลประโยชน์ตอบแทนกันอย่างไร และทำให้ผมสงสัยว่าแล้วพนักงานที่กำลังทำงานกันอยู่ ในขณะนี้ กำลังมีใครทำแบบนี้อยู่อีกหรือไม่ และการที่เรื่องมันเงียบไป หรือ ไม่ได้รับการติตต่ออีก ยิ่งทำให้สงสัยว่า ผู้บริหารมีส่วนเกี่ยวข้อง
หรือรู้เรื่อง หรือพยายามจะปกปิดหรือไม่..

ตอนนี้ ผมไม่เชื่อมั่นในระบบสักระบบ ไม่ว่าจะเป็นค่ายมือถืออื่นๆ เครือข่ายใดก็ตาม เพราะหากลองค้นดูกูเกิ้ล จะเห็นข้อมูลที่มีคนโพสต์ว่า รับจ้างสืบข้อมูลหลายราย อยากรู้ว่า คนเหล่านี้
เค้าประสานกับใคร และทำได้อย่างไร ถึงได้ข้อมูลลูกค้าเหล่านี้มาได้เพื่อตามสืบ..

ส่วนมาตรการเข้าถึงข้อมูลลูกค้านั้น เอไอเอสควรชี้แจงข้อมูลทั้งหมดว่า เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นคนทำ ทำกันคนเดียว หรือขบวนการ มีคนสมรู้ร่วมคิดด้วยหรือไม่ และอยากให้มีวิธีการที่ลูกค้าทั่วไปของเอไอเอสจะตรวจสอบได้
อยากรู้ว่ามีพนักงานคนไหนที่เข้ามาค้นหาข้อมูลเบอร์ของเราได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเท่าที่ติดตามข้อมูลตามสื่อต่างๆ เอไอเอส พยายามตอบกลับว่า ไม่มีข้อมูลหลุด แต่ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้..

อยากฝากถึงเอไอเอสว่า อย่าเงียบ และช่วยแอคชั่นอะไรออกมาให้เป็นรูปธรรมมากกว่านี้”


ถามว่า ..AIS ชี้แจงแล้วว่าจะปรับปรุงให้รัดกุม รอบคอบมากขึ้น เพิ่มคนเข้ารหัส 2 คน จากเดิมหนึ่งคน

“ผมไม่มั่นใจ เพราะกลายเป็นว่า คนว่าจ้างให้ขโมยข้อมูล แทนที่จะจ้างวานจ่ายให้คนเดียว ก็กลายเป็นจ่ายให้สองคนก็ได้ และหากหนึ่งในสองคนนี้ร่วมกันทุจริตขึ้นมา ก็อาจทำให้เพื่อนร่วมงานที่ไม่รู้เรื่องซวยไปด้วย

ส่วนการห้ามพนักงานนำโทรศัพท์มือถือ ทรัมพ์ไดร์ ยูเอสบี เข้าไปให้ห้องที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่เข้าถึงข้อมูลลูกค้านั้น ผมมองว่า หากจะห้ามแบบนั้น ก็ต้องห้ามเอากระดาษปากกา ดินสอเข้าไปด้วย
คนขโมยต้องใช้วิธีดูหน้าจอแล้วจำเอา อาจต้องใช้คนที่มีความสามารถมากหน่อย การแก้ปัญหาแบบนี้ ไม่ได้ช่วยสร้างความมั่นใจมากนัก..

ผมเชื่อว่าที่ผ่านมา ภายในทำงานของเอไอเอส หละหลวมมาก เป็นที่ระบบของเอไอเอส ไม่เช่นนั้นจะตรวจพบแล้ว มีการนำข้อมูลออกมาเป็นระยะเวลาหลายปี ซึ่งสวนทางกับสิ่งที่ผู้บริหารเอไอเอสชี้แจงว่า
มีระบบออดิด ตรวจสอบกันอยู่บ่อยๆ ตลอดเวลา แต่ผมบอกว่า มันไม่ใช่ เพราะไม่เช่นนั้น พนักกงานคนนี้จะถูกจับได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ เป็นระบบที่ไร้การตรวจสอบสิ้นเชิง จากการที่เอไอเอสเงียบอยู่แบบนี้ ผมเชื่อว่า น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ หรือ ผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่เป็นระดับใหญ่โตมากกว่านั้นหรือไม่”

 

(เสวนา) 3ส.ค.59 กสทช.จัด “การเยียวยาความเสียหายของผู้บริโภค : กรณีผู้ประกอบการยกเลิกการให้บริการช่องรายการ/ทีวีดาวเทียมและเคเบิ้ล”

13872625_1195573167130475_1944168749_n

เวทีเสวนา NBTC Public Forum 3/2559
“การเยียวยาความเสียหายของผู้บริโภค : กรณีผู้ประกอบการยกเลิกการให้บริการช่องรายการ/ทีวีดาวเทียมและเคเบิ้ล”
วันพุธที่ 3 สิงหาคม 2559 เวลา 08.30 – 13.30 น.
ณ หอประชุมชั้น 1 สำนักงาน กสทช. (ซอยสายลม)

กำหนดการ

09.00 – 09.30 น. เปิดการเสวนาและกล่าวต้อนรับ โดย นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา และ นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช.

09.30 – 12.00 น. เสวนา “ความรับผิดชอบต่อผู้เสียหายกรณียกเลิกการให้บริการช่องรายการ /ทีวีดาวเทียมและเคเบิ้ล”
วิทยากร

• ชัยรัตน์ แสงอรุณ อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์

• อำนาจ เนตยสุภา อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์

• นิพนธ์ นาคสมภพ นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม (ประเทศไทย)

• วิริยา ธรรมเรืองทอง นายกสมาคมเคเบิ้ลทีวีแห่งประเทศไทย

• รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

• วชิร พฤกษ์ไพบูลย์ ทนายความมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

• สุดารัตน์ ก้องประวัติ ตัวแทนผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบ

• ภาคภูมิ ว่องสันตติวานิช ตัวแทนผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบ

ผู้ดำเนินรายการ : กรรณิการ์ กิจติเวชกุล
12.00-12.30 น. สรุปการประชุมและแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคในประเด็นการยกเลิกกิจการสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิ้ลทีวี และปิดการประชุม

 

(บทความพิเศษ) ตอบโจทย์ให้ตรงจุด: ลดอ้วน-หวานคนไทย ด้วยภาษี โดย นณริฏ พิศลยบุตร TDRI

นณริฏ พิศลยบุตร

บทความโดย นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

ภาษีเครื่องดื่มน้ำตาล เป็นความพยายามของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาการบริโภคน้ำตาลที่เกินพอดี ซึ่งนำไปสู่ปัญหาทางด้านสุขภาพ เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน เป็น 2 ใน 5 โรคฮิตที่คร่าชีวิตคนไทยสูงที่สุด การขึ้นภาษียังทำให้ภาครัฐจัดเก็บภาษีได้เพิ่มมากขึ้น และมีส่วนช่วยในการลดต้นทุนรายจ่ายทางด้านสวัสดิการภาครัฐในการดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาจากการบริโภคน้ำตาลดังกล่าว

ข้อโต้แย้งในการขึ้นภาษีเครื่องดื่มน้ำตาล มีอยู่ด้วยกัน 2 ประการหลักๆ คือ หนึ่ง การขึ้นภาษีจะไม่ทำให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือ การขึ้นภาษีไม่อาจตอบโจทย์การควบคุมการบริโภคน้ำตาลได้ สอง กลุ่มผู้ค้าปลีก ซึ่งมักจะเป็นผู้ค้ารายย่อย อาจจะเป็นผู้แบกรับต้นทุน เนื่องจากมีอำนาจต่อรองน้อยกว่าธุรกิจรายใหญ่ การขึ้นภาษีจึงอาจจะส่งผลเสียต่อธุรกิจขนาดกลางและย่อมทำให้ธุรกิจอยู่ได้ยากลำบากมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี บทเรียนจากต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลที่สนับสนุนการขึ้นภาษีเครื่องดื่มน้ำตาล โดยมีงานศึกษาวิจัย เช่น การขึ้นภาษีของประเทศเม็กซิโกในปี 2556-57 ที่บ่งชี้ว่าการเก็บภาษีช่วยให้ผู้บริโภคมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลจริง โดยหลังจากการขึ้นภาษี พบว่า ปริมาณการผลิตเครื่องดื่มน้ำอัดลมมีจำนวนที่ค่อนข้างจะคงที่ ในขณะที่การผลิตน้ำดื่มแบบขวดกลับมีปริมาณเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างก้าวกระโดด ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากการบริโภคน้ำอัดลมมาเป็นน้ำดื่มแบบขวดแทน

pic ตัวอย่างเม็กซิโก

ในขณะเดียวกัน กรณีศึกษาของประเทศฝรั่งเศส ก็พบว่าภาระของภาษีก็ไม่ได้ตกกับผู้ค้าปลีก ที่มักจะมีอำนาจต่อรองต่ำกว่าผู้ผลิตและผู้บริโภค กลับเป็นผู้บริโภคที่จะได้รับผลของภาษีโดยตรง โดยพบว่าร้านค้าปลีกได้เพิ่มราคาสูงกว่าอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นเสียอีก ซึ่งเมื่อผู้บริโภคได้รับภาระทางภาษีที่เพิ่มขึ้น ก็จะมีส่วนทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ผู้เขียนมีความเห็นว่าการขึ้นภาษีเครื่องดื่มน้ำตาล ควรที่จะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบในหลายประเด็น ดังนี้

1. การขึ้นภาษีเฉพาะเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่ตอบโจทย์การลดการบริโภคน้ำตาลที่ตรงเป้าหมายเสียทีเดียว เนื่องจาก ผู้บริโภคสามารถที่จะบริโภคน้ำตาลจากสินค้าชนิดอื่นนอกเหนือจากเครื่องดื่มได้ เช่น การบริโภคอาหาร ดังนั้น หากต้องการที่จะให้ตรงกับเป้าหมายอย่างแท้จริง อาจจะต้องพิจารณาเก็บเป็นภาษีจากการผลิตหรือขายน้ำตาลแทน อาจจะตรงกับโจทย์มากกว่า

2. บทเรียนจากต่างประเทศบ่งชี้ว่า ผู้ผลิตจะมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีเช่นเดียวกัน ซึ่งหากเป็นการปรับเปลี่ยนไปผลิตเครื่องดื่มที่ปราศจากน้ำตาล หรือลดปริมาณน้ำตาลลงเพียงอย่างเดียว ก็น่าจะเป็นไปตามเป้าหมายของนโยบายภาครัฐ แต่ก็มีความเป็นไปได้เช่นเดียวกัน ที่ผู้ผลิตจะใช้สารแทนความหวานที่อาจจะเป็นภัยต่อผู้บริโภคแทน ดังนั้น การขึ้นภาษีเครื่องดื่มน้ำตาลจะต้องพิจารณาล่วงหน้าไปถึงการควบคุมสารแทนความหวานชนิดอื่นๆที่อาจจะเป็นอันตรายด้วยเช่นกัน.

 

น่าสน! พรุ่งนี้ mai – กสทช. จัดเสวนา “โลกการเงินใหม่ในยุค 4G” กำหนดการ ตามนี้ ..

image

โลกการเงินยุค 4G!  ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ร่วมกับ สถานีโทรทัศน์ Money Channel และ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดสัมมนา    “โลกการเงินใหม่ในยุค 4G” วันจันทร์ 29 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 9.30-16.00 น. ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ชั้น 7 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เลขที่ 93 ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

9.30 น.   ลงทะเบียน

10.00 น.   กล่าวต้อนรับโดย   นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

10.05 น.   กล่าวเปิดงานโดย พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

10.10 น.  ปาฐกถา “เงินจะปลอดภัยได้อย่างไร บน Mobile Payment” โดย  นายฐากร  ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ 

10.40 น. สัมมนา “e-Payment โอกาสหรือความท้าทายในธุรกิจการเงิน” โดย    คุณทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

คุณระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)                                    
คุณปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท แอสเซนด์ กรุ๊ป จำกัด

13.30 น.  สัมมนา “เปิดหุ้นเด็ด 4 เด้งในยุค 4G” โดย  คุณกวี ชูกิจเกษม  รองกรรมการผู้จัดการสายงานวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

คุณมยุรี โชวิกรานต์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด

14.45 น.  สัมมนา “ธุรกิจพันธุ์ใหม่ในยุค 4G”
โดย    คุณเรืองโรจน์ พูนผล (กระทิง)

Godfather of Thai Tech Startup   
คุณมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์)

คุณประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)

คุณอมฤทธิ์ เจริญพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  HUBBA ป๋าดันแห่งวงการ Startup

16.00 น. เสร็จสิ้นสัมมนา

 

บทความพิเศษ : ซิมดับ ย้ายค่าย และโปรลับ สถานการณ์ผู้บริโภคหลังประมูล 4G โดย”ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา”

image

บทความพิเศษ : ซิมดับ ย้ายค่าย และโปรลับ
สถานการณ์ผู้บริโภคหลังประมูล 4G

โดย นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

 
“ผ่านพ้นการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz นานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว สื่อมวลชนต่างมุ่งความสนใจไปที่การยังไม่ชำระเงินของผู้ชนะการประมูลทั้งสองราย ซึ่งตามหลักเกณฑ์แล้วมีเวลาชำระได้ถึง 90 วันหลังการรับรองผลการประมูล และทั้งสองรายยังอยู่ระหว่างกระบวนการประสานวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงิน โดยยังไม่มีสัญญาณใดๆ แม้แต่น้อย ว่าสถาบันการเงินได้ปฏิเสธการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อ เพียงแต่ต้องพิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบรัดกุม และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การกำกับดูแลที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควร อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างจะมีข้อสรุปก่อนครบกำหนด 90 วันอย่างแน่นอน

แต่สำหรับผู้บริโภคแล้ว คำถามที่สำคัญกว่าก็คือ ผู้ใช้งานในระบบ 2G บนคลื่นความถี่ 900 MHz เดิมซึ่งอยู่ในช่วงมาตรการเยียวยาจะใช้งานได้ถึงเมื่อใด และต้องเตรียมการรับมืออย่างไร จะมีการขยายระยะเวลาเยียวยาออกไปอีกหรือไม่

ตัวเลขผู้ใช้บริการในระบบ 2G ตามที่ผู้ให้บริการให้ข่าวคือประมาณ 1 ล้านราย นอกจากนี้ยังมีผู้ใช้บริการที่ย้ายค่ายไประบบ 3G แล้ว แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนเครื่องมือถือให้รองรับ 3G ทำให้ต้องใช้งานโรมมิ่งบนระบบ 2G อีกประมาณ 10 ล้านราย หากปิดระบบ 2G บนคลื่นนี้แล้ว จะพลอยใช้งานไม่ได้ไปด้วยหากไม่เปลี่ยนมือถือใหม่

ทางออกของผู้บริโภคกลุ่มที่ยังไม่ได้ย้ายค่าย หากต้องการใช้บริการต่อเนื่องหรือใช้งานหมายเลขเดิมต่อไป ก็จะต้องย้ายค่าย มิเช่นนั้นก็จะเจอเหตุการณ์ซิมดับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งการย้ายค่ายอาจย้ายไปค่ายเดิมบนระบบ 3G หรือเปลี่ยนไปค่ายอื่นเลยก็ได้ เป็นสิทธิของผู้บริโภค แต่ต้องคำนึงถึงอุปกรณ์มือถือว่ารองรับบริการของค่ายที่ย้ายไปหาด้วย ซึ่งในปัจจุบันหลายค่ายต่างก็ออกโปรโมชั่นแจกเครื่องหรือขายเครื่องราคาถูก

ส่วนผู้บริโภคกลุ่มหลังที่ยังไม่ได้เปลี่ยนมือถือ ทำให้ยังคงใช้งานเครือข่าย 2G ได้เท่านั้น ทั้งที่ย้ายไปค่าย 3G แล้ว หากยังรักค่ายเดิมก็ต้องติดต่อขอรับมือถือใหม่หรือซื้อมือถือใหม่แล้วแต่สะดวก แต่หากจะย้ายค่ายไปหาระบบ 2G ที่เหลืออยู่ ก็ต้องสอบถามแต่ละค่ายให้ดี ว่าค่ายใดยังให้บริการ 2G อยู่บ้าง เช่นถ้าเป็นค่ายที่ยังไม่หมดสัมปทาน 2G หรือค่ายที่นำคลื่นที่ชนะการประมูลหรือคลื่นที่มีอยู่เดิมมาแบ่งให้บริการ 2G ก็อาจจะไม่ต้องเปลี่ยนมือถือ แต่ต้องยอมรับว่าบริการ 2G คงมีระยะเวลาเหลืออีกเพียงประมาณ 1-2 ปี สุดท้ายแล้วบริการ 2G ในประเทศไทยก็จะหยุดลง และเราก็ต้องเปลี่ยนมือถืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ส่วนคำถามที่ว่า การย้ายค่ายไป 3G จำนวน 10 ล้านราย โดยที่ยังใช้เครื่อง 2G เกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่หน่วยงานตรวจสอบต้องร่วมกันหาคำตอบ แต่ปัญหาเฉพาะหน้าในปัจจุบัน คือทำอย่างไรให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้ใช้บริการได้ต่อเนื่อง แม้ว่าหากเกิดปัญหาขึ้นจริง ผู้ให้บริการจะต้องรับผิดชอบโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม และตามหลักกฎหมายแล้ว ผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ถือว่าเป็นผู้ใช้บริการตามมาตรการเยียวยา เพราะได้ย้ายค่ายออกไปก่อนแล้ว

ที่ผ่านมา มีผู้เสนอให้ขยายระยะเวลาเยียวยา คือให้คงบริการ 2G บนคลื่นนี้ออกไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้ผู้บริโภคมีเวลาย้ายค่ายนั้น โดยทางเทคนิคแล้ว แต่ละค่ายมีความสามารถในการย้ายได้วันละประมาณ 60,000 ราย หากมีการย้ายอย่างจริงจังหลังสิ้นสุดการประมูลคลื่น  ในวันนี้เราก็จะไม่เหลือผู้ใช้บริการในระบบ 2G (ที่เคยมีจำนวน 1 ล้านราย) เลย โดยไม่ต้องขยายเวลาแม้แต่น้อย ปัญหาจึงอยู่ที่การลงมือปฏิบัติ ตั้งแต่ การแจ้งเตือนผู้บริโภค การเตรียมระบบรับมือกับการย้ายค่ายปริมาณมาก ปัญหามิได้อยู่ที่ระยะเวลาไม่เพียงพอ เพราะหากค่ายมือถือยังคงไม่แจ้งเตือนอย่างทั่วถึงและจริงจัง ต่อให้ขยายระยะเวลาก็ยังมีผู้บริโภคตกค้างจนต้องเผชิญปัญหาซิมดับโดยไม่รู้ตัวอยู่ดี

ที่สำคัญกว่านั้น คือสิทธิในการใช้คลื่นย่านนี้ ย่อมตกเป็นของผู้ชนะการประมูลที่มาชำระเงินและได้รับใบอนุญาตแล้ว หากมีการขยายระยะเวลาเยียวยาออกไปเกินกว่านั้น ย่อมเป็นการกระทบสิทธิการใช้คลื่นโดยชอบด้วยกฎหมาย และจะก่อปัญหาตามมาอีกมากมาย จึงสรุปได้แต่เพียงว่า มาตรการเยียวยาผู้บริโภคบนคลื่นความถี่ 900 MHz จะสิ้นสุดในวันที่มีการชำระเงินประมูลและออกใบอนุญาตแล้ว บนบรรทัดฐานเดียวกับการเยียวยาบนคลื่นความถี่ 1800 MHz

แต่สำหรับผู้บริโภคที่ขอย้ายค่ายนั้น (ไม่ว่าจะกรณีการหลีกเลี่ยงซิมดับหรือกรณีทั่วไป) อาจพบอุปสรรคบางอย่าง เช่น การย้ายค่ายไม่สำเร็จ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักเกิดจากค่ายเดิมไม่อนุมัติให้ย้ายออกโดยยกสาเหตุต่างๆ นานา หรือค่ายเดิมมีข้อเสนอพิเศษเพื่อจูงใจให้ใช้งานค่ายของตนต่อไป หรือที่เรียกกันว่าโปรลับ เช่น ลดราคาให้ถึง 50% หรือเพิ่มการใช้งานให้จนไม่อยากย้ายค่าย ก็มีผู้สอบถามว่าพฤติการณ์เหล่านี้ถูกกฎหมายไหม

ตามประกาศ กทช. เรื่องหลักเกณฑ์บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น การย้ายค่ายเป็นสิทธิของผู้บริโภค ค่ายมือถือจะกีดกัน ขัดขวาง หรือหน่วงเหนี่ยวการย้ายค่ายไม่ได้ เช่น การอ้างว่ายังใช้บริการไม่ครบ 90 วันไม่สามารถย้ายออกได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง เงื่อนไขที่ปฏิเสธการย้ายได้คือ เลขหมายที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เลขหมายที่อยู่ระหว่างดำเนินคดีหรือถูกอายัด เลขหมายที่ยกเลิกบริการแล้ว เลขหมายที่มิใช่ของเราหรืออยู่ระหว่างเปลี่ยนชื่อผู้ใช้หรือยังไม่ลงทะเบียน และเลขหมายที่อยู่ระหว่างโอนย้ายอยู่แล้ว รวมถึงการที่ผู้ขอย้ายค่ายยังไม่ส่งเอกสารหลักฐานประกอบการย้าย โดยสรุป ผู้ให้บริการไม่สามารถยกสาเหตุอื่นนอกจากสาเหตุเหล่านี้ได้ ส่วนความสับสนที่พบบ่อยอีกประเด็นคือการมีค่าบริการค้างชำระ ซึ่งผู้บริโภคควรชำระหนี้ที่ค้างก่อนการย้าย ยกเว้นค่าบริการเดือนสุดท้ายที่ยังไม่ครบรอบบิล ให้ชำระเมื่อย้ายออกได้แล้ว หากผู้บริโภคพบพฤติการณ์ที่กีดกัน ขัดขวาง หรือหน่วงเหนี่ยวการย้ายค่ายสามารถร้องเรียนได้

กรณีที่มีข่าวว่า ค่ายมือถือบางค่ายบังคับให้ผู้บริโภคที่จะโทรไปศูนย์บริการของค่ายมือถืออื่น ต้องฟังข้อความประชาสัมพันธ์ของค่ายตนก่อน ก็เป็นเรื่องที่มีการตั้งคำถามว่าเหมาะสมหรือไม่ และถูกกฎหมายหรือไม่ แต่หากจงใจขัดขวางการโทรออกของผู้บริโภคไม่ว่าด้วยเหตุใด ย่อมผิดกฎหมายอย่างแน่นอน

ตรงข้ามกับมาตรการเชิงลบที่กระทบสิทธิการย้ายค่ายและผิดกฎหมายอย่างชัดเจนแล้ว ค่ายมือถือต่างก็ใช้มาตรการเชิงบวก คือการยื่นข้อเสนอที่ดีขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคสมัครใจไม่ย้ายค่าย ไม่ว่าการลดราคา หรือเพิ่มสิทธิประโยชน์ ซึ่งตามหลักธุรกิจแล้วถือว่าทำได้ เนื่องจากเป็นการสมนาคุณแก่ลูกค้าของตน แต่หากมีสภาพเป็น ”โปร” แล้ว ย่อมไม่มีคำว่า “ลับ” เพราะ กสทช. กำหนดให้ค่ายมือถือต้องรายงานรายการส่งเสริมการขายให้สำนักงาน กสทช. ทุกเดือน การปกปิดรายการส่งเสริมการขายย่อมผิดกฎหมาย แต่หากเป็นการสมนาคุณเฉพาะบุคคลโดยไม่มีลักษณะเป็นรายการส่งเสริมการขายก็อาจเป็นคนละกรณีกัน

อย่างไรก็ตาม การกำหนดอัตราค่าบริการให้แตกต่างกันในบริการโทรคมนาคมลักษณะและประเภทเดียวกัน เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ผู้บริโภคที่ต้องจ่ายแพงกว่าในบริการแบบเดียวกันสามารถร้องเรียนเพื่อจ่ายในอัตราเดียวกับคนอื่นได้ และผู้ให้บริการก็ควรคำนึงถึงหัวอกของผู้บริโภคที่ยังภักดีและไม่ขอย้ายค่ายด้วยว่า เหตุใดในที่สุดต้องจ่ายแพงกว่าคนอื่น

และที่สำคัญสำหรับสถานการณ์ภายหลังการประมูลคลื่น คือเรามีผู้ให้บริการายใหม่  หากค่ายมือถือเดิมเสนอโปรลับในราคาที่ต่ำกว่าทุน ย่อมเป็นการกีดกันการค้า ส่งผลเป็นการจำกัดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และในระยะยาวจะก่อให้เกิดการผูกขาดแบบเดิมๆ นับเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แม้ดูผิวเผิน เสมือนว่าผู้บริโภคได้รับประโยชน์ (ในระยะสั้น) ก็ตาม ในหลายประเทศแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ต่างก็เฝ้าระวังการกำหนดราคาแบบ Predatory Pricing เช่นกัน

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พอจะสรุปได้ว่า การประมูลคลื่นความถี่ที่ผ่านมา เป็นจุดเปลี่ยนของตลาดโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยอย่างแท้จริง”