RSS

Category Archives: แก้ปัญหาผู้บริโภค

ขอเล่าให้ฟังค่ะ…!! ว่าด้วยปัญหาการ #เผาไร่อ้อย #เผาอ้อย #เผา

  • เขียนบล็อก : 2 กุมภาพันธ์ 2563
  • ภัทราพร ตั๊นงาม

  • การเผาไร่อ้อยที่พูดๆ กันอยู่ทุกวันนี้ คือการเผาวัชพืช และ กาบใบอ้อย เพื่อให้เกิดความสะดวกก่อนตัดลำอ้อย (เผาก่อนตัด)
  • เมื่อกลางปี 2562 รัฐบาลบอกว่า จะใช้ “มาตรการทางกฎหมาย” กำหนดให้โรงงานน้ำตาลรับซื้ออ้อยที่มาจากการ “เผาก่อนตัด” (อ้อยไฟไหม้) ได้ไม่เกินร้อยละ 30 ในปีการผลิต 2562/63

(ชาวไร่เริ่มตัดอ้อย และโรงงานน้ำตาลเปิดหีบเมื่อต้นเดือน ธ.ค.2562)

  • นั่นแปลว่า โรงงานน้ำตาล ต้องรับซื้อ อ้อยที่เก็บเกี่ยว (ตัดลำ) มาจากไร่ที่ไม่เผาไฟ (อ้อยสด) ร้อยละ 70
  • และแปลว่ายังคงยินยอมให้มีการเผาไร่อ้อยถึง 30% ซึ่งยังนับว่าไม่น้อย
  • แต่ก็ถือว่า เป็นความก้าวหน้าพอสมควร เพราะตลอดเวลายาวนานที่ผ่านมาโรงงานน้ำตาลประเทศไทยมีสัดส่วนการรับซื้ออ้อยไฟไหม้ (เผาก่อนตัด) มากกว่าอ้อยสด (ตัดโดยไม่เผาไร่)

  • อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันเปิดหีบ ประจำปีการผลิต 2562/63 ปรากฏว่า ด้วยพลังยื้อยุดของฝ่ายที่อ้างเหตุ”จำเป็นต้องเผา” ทำให้ มาตรการ 70:30 อ่อนแรงมาเป็น 50:50 หมายถึงลดหย่อนให้โรงงานน้ำตาลรับซื้ออ้อยไฟไหม้ (จากการเผาไร่) ได้ถึง 50 % โดยเพิ่มจาก 30% ที่บอกไว้เมื่อกลางปี 2562
  • ดังนั้น แปลว่า (ของแปลว่า) ปีการผลิตปัจจุบัน (2562/63 เริ่มเปิดหีบ ต้นเดือน ธค.62) ไร่อ้อยแห่งประเทศไทย จะลุกโชนโชติช่วงด้วยเปลวเพลิงถึง 50% เป็นอย่างน้อย
  • ที่พูดว่า”50% เป็นอย่างน้อย” เพราะยังไม่มีอะไรทำให้เชื่อได้สนิทใจว่าจะไม่มีการเผาเกิน 50%
  • ถ้ามี”อ้อยไฟไหม้” ไม่ต่ำกว่า 50% ย่อมหมายความว่า ต้องมีการเผาไร่อ้อยไม่น้อยกว่า 50%
  • ไร่อ้อยที่ต้องลุกโชนโชติช่วงด้วยเปลวเพลิง ในปีการผลิต 2562/63 (ซึ่งเริ่มต้นเปิดหีบ เมื่อต้นเดือน ธค.2562 ) จะเป็นเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาล มโหฬาร ขนาดไหนกันล่ะ..?

  • ณ ปีการผลิต 2562/63 สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล คาดว่าจะมีพื้นที่ปลูกอ้อยทั่วประเทศ ราวๆเฉียด 12 ล้านไร่ (11,464,989 ไร่ /
    ขณะที่ปีการผลิต 2561/2562 มี 12, 236,074 ไร่)
  • นั่นแปลว่าอย่างน้อยๆ ปีการผลิตปัจจุบัน จะมีการเผาไร่อ้อยเป็น”พื้นที่” ถึง 6 ล้านไร่
  • พื้นที่ขนาด 6 ล้านไร่ มีความกว้างใหญ่ขนาดไหนละหนอ?
  • พื้นที่ 625 ไร่ เท่ากับ 1 ตารางกิโลเมตร ดังนั้นพื้นที่ 6 ล้านไร่ ก็ย่อมเท่ากับ 9,600 ตารางกิโลเมตร

  • พื้นที่ 9,600 ตารางกิโลเมตร กว้างใหญ่ขนาดไหนล่ะ?
  • กรุงเทพมหานครมีพื้นที่ 1,568.737 ตารางกิโลเมตร ดังนั้น พื้นที่ 9,600 ตารางกิโลเมตร ก็เท่ากับพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลเป็น “6 เท่า” ของกรุงเทพมหานคร
  • หรือ จ.นครสวรรค์ มีพื้นที่ 9,597.677 ตารางกิโลเมตร และ จ.สกลนคร มีพื้นที่ 9,605.764 ตารางกิโลเมตร ดังนั้น 9,600 ตารางกิโลเมตร ก็ใกล้เคียงกับพื้นที่ จ.สกลนคร ทั้งจังหวัด หรือกว้างใหญ่กว่า พื้นที่ จ.นครสวรรค์ ทั้งจังหวัด
  • แปลว่า ในฤดูกาลตัดอ้อยปีนี้ (เริ่มจากเดือน ธค.62 ) ประเทศไทยจะเกิดการเผาไร่อ้อยเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ อย่างน้อยเท่ากับ พื้นที่ 6 เท่าของกรุงเทพมหานคร หรือราวๆพื้นที่ จ.สกลนคร ทั้งจังหวัด หรือกว้างใหญ่กว่า พื้นที่ จ.นครสวรรค์ทั้งจังหวัด

ย้ำ..!! ที่บอกว่า “เป็นอย่างน้อย” เพราะยังไม่มีอะไรทำให้เชื่อว่าจะไม่เผามากกว่านี้ และ ที่บอกว่า “เป็นอย่างน้อย” เพราะ ที่ฝ่ายต่างๆ พูดๆ เรื่องการเผาไร่อ้อยตลอดมานั้น (รวมถึงที่เขียนข้างต้นนี้) จำเพาะเจาะจงไปที่ การ “เผาก่อนตัด” เท่านั้น ยังไม่รวมถึงการ “เผาหลังตัด”

  • ดังนั้นจึงต้องตั้งคำถามต่อไปว่า “อ้อยสด” หรืออ้อยที่ไม่เผาไร่ ก่อนตัดลำนั้น ภายหลังการตัดลำอ้อยแล้ว ได้จัดการวัชพืชและกาบใบอ้อยกันอย่างไร

… มีกี่ไร… กี่แปลง ที่ฝังกลบเป็นปุ๋ย …

มีกี่ไร่ … กี่แปลง… นำกาบใบอ้อยไปใช้ประโยชน์อื่นใด

และมีกี่แปลง … กี่สิบ … กี่ร้อย … กี่พัน… กี่หมื่น … กี่แสน ไร่ ที่ลงเอยด้วยการเผา (ประเด็นนี้ค่อยว่ากันวาระต่อๆไป)


  • ตอนต่อไปจะว่าด้วยการเผาไร่อ้อย (ก่อนตัด) แต่ละปีนับจากอดีต และสืบสาวมาตรการแก้ (หรือไม่แก้) ปัญหา

ปล. ป้องกันลืม …

เมื่อกลางปี 2562 นอกจากรัฐบาลบอกว่าจะใช้ “มาตรการทางกฏหมาย” แก้ปัญหาการเผาไร่อ้อยตามที่กล่าวข้างต้น

รัฐบาลยังบอกว่าจะใช้ “มาตรการขอความร่วมมือด้านบริหารจัดการ” อีกด้วย โดยมีเป้าหมายให้ ปีการผลิต 2562/2563 (คือฤดูเปิดหีบ-ตัดอ้อย ปัจจุบัน) ไร่อ้อยใน 5 จังหวัด เป็นพื้นที่ต้นแบบ “ปลอดการเผาอ้อย” หรือเป็นพื้นที่ “ตัดอ้อยสด 100%” ประกอบด้วย

  1. จ.กาญจบุรี
  2. จ.ราชบุรี
  3. จ.อุตรดิตถ์
  4. จ.ชัยภูมิ
  5. จ.เลย

… แล้วติดตามกันดูต่อว่า..เกิดอะไรขึ้นบ้างใน 5 จังหวัดนี้

 

ป้ายกำกับ: , ,

สรุปประเด็น! “รมว.อนุทิน” FB live เล่ากลางดึก ชี้แจงสถานการณ์ #ไวรัสโคโรนา ย้ำ รบ.เดินหน้าเชิงรุก แบบไม่ตื่นตระหนก ขอปชช.มั่นใจสาธาณสุขไทยเก่ง

เขียนโพสต์ (00:50น. // 27 ม.ค.63)

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะ รมว.สธ. และในฐานะรองนายกฯ ที่กำดับดูแล ก.สธารณสุข / คมนาคม / และ ก.ท่องเที่ยวฯ ใช้ Facebook live ชี้แจงกลางดึก เกี่ยวกับสถานการณ์ไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่

ย้ำ..เดินหน้าเชิงรุก.. แบบไม่ตื่นตระหนก.. มั่นใจ จนท.-ระบบสาธาณสุขไทยเก่งมาก.. ขอให้ทุกคนเชื่อมั่น ยัน ยังไม่จำเป็นต้องปืดประเทศ..

****สรุปประเด็น****

  • วันนี้จำเป็นต้องมา Live เพราะในฐานะรับผิดชอบ ก.สาธาณสุข ถือเป็นปราการด่านแรก ที่จะป้องกันไม่ให้ไวรัสโคโรนาฯ เข้ามาที่บ้านของเรา
  • ตั้งแต่ เริ่มได้รับรายงานว่า มีโรคนี้อุบัติขึ้น เมื่อ 3 สัปดาห์ที่แล้ว กรมควบคุมโรค สธ. เริ่มปฏิบัติการทันที
  • ขอให้ ปชช. มั่นใจว่า กระทรวงสาธารณสุขของพวกท่านทุกคน มีประสบการณ์เป็นอย่างดี ในการรองรับ ควบคุม มีแผนการทุกๆ อย่าง ที่จะควบคุมสถานการณ์หากมีโรคระบาดใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้น เราทำมาเป็น 10ปี ตั้งแต่โรคหวัดนก / ซาร์ส / เมอร์ส / อีโบล่า / ไข้หวัดใหญ่ 2009 ก็ทำมาโดยตลอด

  • บางที ที่ผมพูดแล้วไม่แสดงอาการซีเรียสมาก เพราะอะไร ก็เพราะ ถัาผมซีเรียสอีกคน ตกใจไปอีกคน สติแตกไปอีกคน ทีมงานผมก็คงจะทำงานกันลำบาก และความตื่นตระหนกก็คงจะเกิดขึ้นอย่างโกลาหลในประเทศไทย

– แต่ที่ผมแสดงอาการชิวๆ ไม่ซีเรียส ขอเรียนว่า มันเป็นสิ่งที่ผมต้องแสดงว่าทุกอย่าง ยังอยู่ภายใต้การควบคุมที่ดี ..

  • สิ่งที่ผมได้รับไฟเขียวมาจาก “ท่านนายกฯ ประยุทธ์” ก็คือ อบ่าปิดบังข้อเท็จจริงทั้งหลายให้ปชช. มีอะไรต้องบอกให้ ปชช.ทราบ
  • เรามีการรายงานตลอด เมื่อมีเหตุปุ๊ปเมื่อ 3 สัปดาห์ที่แล้วถ้าท่านจำได้ พวกเราไปที่สนบ.สุวรรณภูมิ ไปดูวิธีการตรวจโรคอย่างเต็มที่ คัดกรองคนอย่างไร / คนเดินออกจากเครื่องบินแล้วเป็นอย่างไร
  • ผมลองไปเช็คเครื่องตรวจด้วยตัวเอง อย่าง ผมไม่มีไข้อยู่แล้ว ก็ลองเอาน้ำร้อนที่ถืออยู่ในมือแล้วเดินผ่านเครื่อง..เครื่องก็เป็นสีแดงทันที ..พอเอาน้ำร้อนออกไป แล้วเดินผ่านเครื่อง..เครื่องก็ไม่มีสีแดง .. แสดงว่า ความไวของเครื่องก็ใช้ได้
  • เราคัดกรองผู้ป่วยได้ ..ซึ่งคนแรก เป็นชาวจีน และสั่งให้ สธ.ดูแลรักษาโดยไม่ต้องกังวลกับค้าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

  • ตอนนี้เรามาถึงจุดที่ โรคนี้..เป็นที่ตื่นตระหนกไปทั่วโลก ให้ความสำคัญ ..ในเมืองไทย มีคนจีนเดินทางเข้ามามหาศาล เข้ามาท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้บ้านเรา
  • บางทีที่คนบอกว่า ทำไม ไม่ปิดประเทศ ไม่ห้ามคนจีนเข้าประเทศ ณ จุดนี้ ยังทำไม่ได้ ยังไม่มีความจำเป็นถึงขนาดต้องทำเช่นนี้ แต่สิ่งที่ทำ และผมพูดได้ในฐานะ รมว.สาธารณะสุข เราคัดกรอง คัดแยกผู้ป่วยที่แสดงอาการ ว่า “มีไข้” ออกมาได้ 100%
  • ณ ตอนนี้เราคัดกรองออกมาและคอนเฟิร์มได้ว่า ผู้ป่วยรายใดไม่มีการติดเชื้อไวรัสฯ ก็รักษาแบบอาการผู้ป่วยทั่วไป แต่ถ้าเป็นผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาฯ เราก็ดูแลรักษาในห้องแยก ซึ่งปัจจุบันพบ 8 คน ที่คอนเฟิร์มว่า ติดเชื้อ .. ทั้ง 8 คนอยู่ในมือ ก.สธ แล้ว (รักษาหาย 5 ..เหลือเฝ้าดูอาการ 3)

  • เรื่องนี้รัฐบาลไทย ให้ความสำคัญมาก.. นายกรัฐมนตรีไทย ให้ความสำคัญมาก .. รมว.สาธาณสุข ถือว่า โรคนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในหัวมาตลอดตั้งแต่เช้า.. ตั้งแต่ตื่นยันเข้านอน ..
  • มีการทำงานประสานกับ ปลัด สธ./ อธิบดีกรมควบคุมโรค / พูดคุยโทรศัพท์กับ Dr. Tedros ผอ.องค์การอนามัยโลก (WHO) ( Dr. Tedros Adhanom Ghebreyesus) พูดคุยกับ Dr.Daniel A.Kertesz ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันตลอดเวลา / พูดคุยกับอธิบดีทุกกรมของ ก.สาธารณสุข / ผู้ตรวจราชการทั้ง 15 เขตของ ก.สาธารณสุข คอนเฟอเร้นท์กัน ทำงานกันตลอดเวลา
  • เราไม่ใช่ทำงานแบบเชิงรับ แต่เราเป็นเชิงรุก เป็นเชิงรุกแบบไม่ต้องการให้ตื่นตระหนก เพราะประสบการณ์ของ ก.สาธารณสุขเรามามีมาก จนสามารถรองรับสถานการณ์ด้วยความสุขุม รอบคอบได้ ..ปลัดกระทรวง สธ. ชื่อ “สุขุม” เราก็ทำงานแบบสุขุมรอบคอบได้

  • ขอให้เชื่อว่าเราเห็นความสำคัญเรื่องนี้ และไม่ได้นิ่งนอนใจ..ขอให้มั่นใจว่า ยังเราทำงานกันเต็มที่..
  • การเจอคนไข้ว่ามีเชื้อไวรัสฯ 8 ราย ในประเทศ..คือ ความสำเร็จของประสิทธิภาพของการทำงานระบบสาธารณะสุข ไม่เกี่ยวกับทำไมถึงปล่อยให้เกิดคนติดเชื้อ อยู่ในประเทศ ในคนละประเด็น.. เมื่อมีเชื้อแล้วตรวจพบ..นี่คือระบบคัดกรองตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ..

ตอนนี้ ..ไทยมี 5 ระดับขั้นตอน.. ที่ใช้เป็นเกณฑ์การติดตามสถานการณ์ไวรัสฯ คือ

  1. กรณีพบเจอคนไข้ที่เจอไวรัสฯ (ซึ่งตรวจเจอแล้ว 8 / หายแล้ว5 / เฝ้าดูอาการ 3)
  2. กรณีพบเจอคนไข้ที่มีไวรัสฯ แต่ติดเชื้อมาจากต่างประเทศ โรคที่สำแดง ไม่ได้อุบัติขึ้นจากในไทย
  3. กรณีเจอคนไทยติดเชื้อจากในปท. (ตรงนี้ยังไม่เกิดขึ้น)
  4. ติดต่อจากคนสู่คน ระหว่างในปท.
  5. ติดต่อจากคนสู่คน ระหว่างปท.

ถามว่า..วันนี้ เราอยู่ขั้นไหน.. ตอบ คือขั้น 1 เท่านั้น ..ยังเป็นช่วงจำกัดวงของการระบาดได้อยู่ .. แต่สิ่งที่ต้องตระหนัก คือ การติดต่อจากคนสู่คนได้ เพราะฉะนั้น ก็ต้องระวังกันเรื่องนี้

วันนี้ทดลองออกอากาศ .แบบไม่มีสคริป.. ลองมา Live เล่าดูว่า จะไหวกับการรายงานสถานการณ์แบบนี้หรือไม่ เพราะมีข่าวที่ไม่มีที่มาที่ไป…

ขอใหั ปชช. ฟังการแถลงข่าวของ สธ.เป็นสำคัญ เพื่อยืนยันข้อมูล แม้ว่าท่านจะรับข่าวสารจากช่องทางไหนก็ตาม

สั่งให้ ก.สาธารณสุขแถลงข่าวทุกวัน..เพื่อให้ข้อมูลกับ ปชช. มากที่สุด


ช่วงหนึ่งของการ Live – นายอนุทินระบุด้วยว่า.. วันนี้ตกใจมาก มีคนเข้ามาดู Live 200 กว่าคนแลัว..ไม่เคยมีใครเข้ามาดูผมมากเท่านี้มาก่อน ..เป็นครั้งแรกที่ Live แบบมีสาระ (ช่วงหนึ่งยอดชมขึ้นไปกว่า 1,500-1,600 )

ติดตาม Facebook live เต็มๆ ได้ที่ลิ้งค์นี้

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=3009739825753872&id=100001536522818

 
ปิดความเห็น บน สรุปประเด็น! “รมว.อนุทิน” FB live เล่ากลางดึก ชี้แจงสถานการณ์ #ไวรัสโคโรนา ย้ำ รบ.เดินหน้าเชิงรุก แบบไม่ตื่นตระหนก ขอปชช.มั่นใจสาธาณสุขไทยเก่ง

Posted by บน มกราคม 27, 2020 in การเมือง, คมนาคม, ทั่วไป, สิ่งแวดล้อม-รอบตัวเรา, สุขภาพ-สาธารณสุข, เรื่องของเรื่อง - หลากเรื่องเล่า, แก้ปัญหาผู้บริโภค, แถลงการณ์-บทความพิเศษ-คำชี้แจง

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , ,

ทดลอง..ลดราคา 3 เดือน!  เริ่มแล้ว..วันนี้ รฟม. ทดลองลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วงสูงสุด 20 บาทตลอดสาย ยาว 3 เดือน 25ธ.ค.62 – 31 มี.ค.63 หลังนั้นจะประเมินอีกที

เขียนบล็อก : 25 ธันวาคม 2562

ทดลอง..ลดค่าโดยสาร 3 เดือน! เริ่มแล้ว..วันนี้… รฟม. ทดลอง ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วงสูงสุด 20 บาทตลอดสาย ตลอดระยะเวลาเปิดให้บริการ เดินทางเชื่อมระหว่าง MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง จ่ายสูงสุด 48 บาท เริ่ม 25 ธันวาคม

– ตามที่ รัฐบาล โดยกระทรวงคมนาคม มีนโยบายการลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาแนวทางการปรับลดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าโดยไม่มีเงื่อนไข เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางให้แก่ประชาชน นั้น

– นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2562 ได้มีมติรับทราบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอมาตรการปรับลดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (MRT สายสีม่วง) ที่ให้ รฟม. ดำเนินมาตรการปรับอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (MRT สายสีม่วง)

– โดยกำหนดอัตราโดยสารสูงสุด 20 บาท (14 – 20 บาท) จากอัตราค่าโดยสารปกติ (14 – 42 บาท) สำหรับผู้ถือบัตรโดยสารประเภทบุคคลทั่วไป รวมถึงผู้ซื้อเหรียญโดยสาร (Token) ตลอดระยะเวลาเปิดให้บริการ (05.30 น. – 24.00 น.) โดยมีรายละเอียดดังนี้

– เดินทางเข้าสถานีแรก คิดค่าแรกเข้า 14 บาท

– เดินทาง 1 สถานี คิดค่าโดยสารตามระยะทาง 17 บาท

– เดินทาง 2 สถานี ขึ้นไป คิดค่าโดยสาร 20 บาท ตลอดสาย

– ผู้ถือบัตรโดยสารประเภทเด็ก อายุไม่เกิน 14 ปี (วันเกิดครบรอบ 14 ปี) และมีความสูงระหว่าง 91 – 120 ซม. และผู้สูงอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จะได้รับส่วนลด 50%

– ผู้ถือบัตรโดยสารประเภทนักเรียน/นักศึกษา ที่มีอายุเกินวันเกิดครบอายุ 14 ปี แต่ไม่เกินวันเกิดครบ 23 ปี จะได้รับส่วนลด 10% จากอัตราค่าโดยสารดังกล่าวข้างต้น

– กรณีผู้โดยสารเดินทางต่อเนื่อง 2 สาย ระหว่าง MRT สายสีน้ำเงิน และสายสีม่วง จะเก็บค่าโดยสารในอัตรา สูงสุด 48 บาทต่อเที่ยว

– จะเริ่มทดลองใช้เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2562 – 31 มีนาคม 2563 จากนั้น รฟม. จะประเมินความเหมาะสมและผลสัมฤทธิ์ของมาตรการดังกล่าว

– เบื้องต้น รฟม. คาดว่าจะมีปริมาณผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.8 คิดเป็นจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 282,500 คน – เที่ยว/เดือน

– การปรับลดอัตราค่าโดยสารดังกล่าว นอกจากจะเป็นการสนับสนุนนโยบายการลดภาระค่าครองชีพแก่ประชาชนตามนโยบายภาครัฐแล้ว ยังเป็นสนับสนุนการเดินทางโดยระบบรถไฟฟ้า ส่งผลให้เกิดความคุ้มค่าจากผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

– การประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้รถ การประหยัดเวลาในการเดินทาง การลดมูลค่าความสูญเสียเนื่องจากอุบัติเหตุ การลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและเพิ่มพูนความสุขให้ประชาชน ติดตามรายละเอียดและข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ รฟม. http://www.mrta.co.th และเฟซบุ๊กแฟนเพจการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ Call Center รฟม. โทร. 0 2716 4044

 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

บทความพิเศษ! ม. 44 เอื้อรัฐ เอื้อเอกชน หรือเอื้อประชาชน โดย”ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา” กรรมการ กสทช. #คลื่น700MHz #ทีวีดิจิทัล

22 เมษายน 2562

บทความพิเศษ! ม. 44 เอื้อรัฐ เอื้อเอกชน หรือเอื้อประชาชน

โดย: นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา
กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ

“.. คำสั่ง คสช. ที่ 4/2562 ก่อให้เกิดปฏิกิริยามากมาย ฝ่ายที่ได้รับประโยชน์ต่างออกมาสนับสนุน ส่วนฝ่ายที่เห็นว่าก่อความเสียหายต่อชาติก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ จนผู้คนทั่วไปพากันตั้งคำถามว่า สรุปแล้วคำสั่งฉบับนี้ดีหรือไม่ดี ในภาพรวมของคำสั่ง มีศูนย์กลางอยู่ที่การจัดสรรคลื่น 700 MHz ซึ่งปัจจุบันใช้ให้บริการทีวีดิจิทัล เพื่อเปลี่ยนมาเป็นบริการโทรคมนาคมยุค 5G เมื่อดึงคลื่น 700 MHz จากทีวีดิจิทัลมาก็หาแนวทางชดเชย เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และถือโอกาสนี้เปิดทางให้ช่องรายการทีวีดิจิทัลที่ไปต่อไม่ได้สามารถยุติกิจการได้ โดยให้ได้รับเงินค่าคลื่นคืนตามสัดส่วนระยะเวลาที่ดำเนินกิจการ

ในส่วนการจัดสรรคลื่น 700 MHz ให้กับบริการโทรคมนาคมยุค 5G ก็เกรงว่าค่ายมือถือต่างๆ จะไม่เข้าประมูล ด้วยยังมีภาระต้องจ่ายค่าคลื่น 900 MHz ที่ประมูลไปก่อนหน้านี้ จึงให้ผ่อนค่าคลื่น 900 MHz โดยไม่คิดดอกเบี้ย แต่กำหนดให้ต้องมารับการจัดสรรคลื่น 700 MHz ไปด้วย โดยไม่ต้องประมูล
และทั้งหมดนี้ให้อำนาจสิทธิขาดแก่สำนักงาน กสทช. ไม่ใช่ให้อำนาจกรรมการ กสทช. ดังเช่นกฎหมายปกติ ทั้งหมดนี้ฟังดูเหมือนดี แต่ทำไมมีคนไม่เห็นด้วย
จากการรวบรวมความเห็นอันหลากหลาย พอจะสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

1. กรณียืดหนี้ให้ทีวีดิจิทัลตามคำสั่ง คสช. ที่ 76/2559 มีการคิดดอกเบี้ย แต่กรณียืดหนี้ค่าคลื่น 900 MHz ให้ฝั่งโทรคมนาคมกลับไม่มีการคิดดอกเบี้ยเลย ส่วนต่างดอกเบี้ยที่หายไปคือความเสียหายของประเทศหรือไม่ และทำไมจึงใช้มาตรฐานที่ต่างกัน

2. ทำไมสื่อมวลชนหลายฉบับลงข่าวล่วงหน้าในวันที่ 11 เมษายน ว่าลุ้น คสช. ออก ม.44 ได้ถูกต้อง เหมือนได้รับข้อมูลวงใน ทั้งที่คำสั่งออกจากองค์กรด้านความมั่นคง มีใครตรวจสอบการใช้ข้อมูลวงในนี้หาประโยชน์จากส่วนต่างราคาหุ้นหรือไม่ ถ้าพบว่ามีจะต่างอะไรกับการที่อดีตนักการเมืองใช้ข้อมูลวงในของการลอยตัวค่าเงินบาททำกำไรให้แก่ตัวเองเมื่อปี พ.ศ. 2540

3. การเปลี่ยนคลื่นทีวีเป็นคลื่นโทรคมนาคมในสหรัฐอเมริกา สามารถทำได้โดยไม่ต้องนำภาระค่าคลื่นเดิมมาผ่อนผันแม้แต่น้อย โดยทำการคืนคลื่นทีวีผ่านการประมูลแบบ Reverse Auction และนำคลื่นนั้นไปจัดสรรให้กับบริการโทรคมนาคมแบบ Forward Auction

4. การนำภาระค่าคลื่น 900 MHz ไปผูกกับการจัดสรรคลื่น 700 MHz โดยอ้างว่าต้องเร่งประมูล 5G ซึ่งจะสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในอีก 15 ปีข้างหน้าถึง 2.3 ล้านล้านบาท แต่จากรายงานของ GSMA ประมาณได้ว่า ผลที่ไทยจะได้รับอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท ต่ำกว่ากันถึงเกือบ 6 เท่า และประโยชน์ที่ทั้งโลกจะได้รับอยู่ที่ 70 ล้านล้านบาท สัดส่วนขนาดเศรษฐกิจไทยต่อเศรษฐกิจโลกไม่ถึงร้อยละ 1 จึงไม่มีทางที่จะเป็น 2.3 ล้านล้านบาทตามที่อ้างกัน

5. จากรายงานของ GSMA ประเทศที่จัดสรรคลื่น 5G ได้เร็วไม่ตกยุคคือประเทศที่จัดสรรภายในปี ค.ศ. 2021 น่าจะเป็นเพราะสภาพความพร้อมของอุตสาหกรรมจะมาในปี ค.ศ. 2021 ทั้งในด้านอุปกรณ์ ด้านความพร้อมใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอื่น ส่วนในปัจจุบันแม้ไม่มี 5G ระบบอัตโนมัติและ IoT ก็เปิดให้บริการแล้ว ความเข้าใจที่ว่าถ้าไม่มี 5G จะไม่มีระบบการผลิตอัตโนมัติหรือไม่มี IoT ใช้งานเป็นความเข้าใจผิด หากไทยมี 5G ในปี ค.ศ. 2021 ก็ไม่ได้ทำให้เขตเศรษฐกิจพิเศษใดของไทยต้องล้มหายไป

6. การให้บริการ 5G ต้องใช้คลื่นทั้งย่านความถี่ต่ำ กลาง และสูง แต่ไทยยังไม่จัดทำแผนบูรณาการคลื่น 5G ทุกย่าน การเร่งจัดสรรคลื่น 700 MHz โดยไม่มีแผนการใช้คลื่นย่านอื่นประกอบทำให้เกิดความเสี่ยงทางธุรกิจ มากกว่าเกิดประโยชน์ และปัจจุบันมีเฉพาะทวีปยุโรปที่มุ่งใช้คลื่นย่าน 700 MHz แต่ยังไม่เปิดบริการและยังไม่มีอุปกรณ์ในท้องตลาด ส่วนอเมริกา จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ยังไม่ได้มุ่งใช้คลื่นย่านนี้

7. การเรียกคืนคลื่นจากทีวีดิจิทัลนั้น ต้องมีการทำแผนช่องสัญญาณออกอากาศใหม่ โดยใช้เวลาประสานแผนระหว่างโครงข่ายประมาณ 3 เดือน และใช้เวลาปรับอุปกรณ์อีกประมาณ 18 เดือน อย่างน้อยจึงต้องการเวลาอย่างต่ำ 20 เดือนนับจากวันเรียกคืน จึงจะสามารถนำคลื่น 700 MHz มาให้บริการโทรคมนาคมได้ การสร้างความเข้าใจผิดในการเร่งโอ่อวดเรื่อง 5G ของไทยในปี ค.ศ. 2019 นี้จะทำให้เกิดความสับสนกับสังคม หรือมิเช่นนั้นก็เป็นเพียงข้ออ้างในการเอื้อเอกชน

8. ด้วยความกังวลว่า หากให้ผ่อนค่าคลื่น 900 MHz เมื่อเอกชนได้ประโยชน์แล้ว แต่ไม่เข้าประมูล 5G จะทำให้เกิดค่าโง่ ในคำสั่งจึงกำหนดให้เอกชนต้องรับการจัดสรรคลื่น 700 MHz หากไม่รับการจัดสรรจะไม่สามารถผ่อนค่าคลื่น 900 MHz ดูเหมือนจะเป็นการบังคับ แต่เมื่อไม่ต้องใช้วิธีประมูล โดยให้สำนักงาน กสทช. เป็นผู้กำหนดราคาคลื่น หากกำหนดราคาต่ำไป ก็จะเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้เอกชนได้ผ่อนค่าคลื่น 900 MHz ด้วย ได้รับคลื่น 700 MHz ในราคาถูกด้วย เป็นการผูกขาดตลาดโทรคมนาคมอย่างถาวร โดยผลของคำสั่ง คสช.

9. ปัญหานี้เกิดจากการไม่มีกลไกกำกับดูแลการจัดสรรคลื่นและการกำหนดราคาคลื่นให้เป็นธรรม ซึ่งในการชดเชย ทดแทน ชดใช้ จ่ายค่าตอบแทนฝั่งทีวีดิจิทัล คำสั่ง คสช. ได้มีการกำหนดให้มีคณะอนุกรรมการซึ่งมีองค์ประกอบจากหลายหน่วยงานร่วมพิจารณา แต่กลับมอบดุลพินิจที่ปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลให้กับสำนักงาน กสทช. ดังนั้น โอกาสที่รัฐจะเสียค่าโง่ในการจัดสรรคลื่น 700 MHz ยังเปิดกว้างอยู่ และทำให้ตอกย้ำคำถามเดิมว่า ทำไมกิจการสองด้าน คสช. จึงกำหนดมาตรฐานในการจัดการต่างกัน

10. ในส่วนผู้ได้รับผลกระทบจากการเรียกคืนคลื่น 700 MHz แบ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นเดิม (แต่ไม่ได้ระบุว่าช่องใด) และผู้ให้บริการโครงข่ายหรือ MUX การที่มีการตีขลุมว่าทุกช่องรายการได้รับผลกระทบนั้น อาจไม่ถูกต้อง เพราะในการออกอากาศทีวีดิจิทัล ช่องรายการเป็นผู้ส่งเนื้อหาให้ MUX แพร่ภาพ แม้ว่าจะมีการเรียกคืนคลื่น 700 MHz ช่องรายการก็ยังได้รับสิทธิแพร่ภาพด้วยคุณภาพสัญญาณระดับเดิมโดยไม่ได้รับผลกระทบ เพราะในระบบดิจิทัล 1 MUX ใช้เพียง 8 MHz ออกอากาศได้ 12 ช่องรายการ SD หรือ 4 ช่องรายการ HD เมื่อมีการประสานแผนช่องสัญญาณ แม้คลื่น 700 MHz บางส่วนจะหายไป ทุกช่องรายการในปัจจุบันก็ยังจะสามารถออกอากาศได้ตามสิทธิเดิมโดยไม่ผิดเพี้ยน การขยายความให้ผู้ไม่ได้รับผลกระทบไม่ชำระเงินงวดย่อมสร้างความเสียหายต่อรัฐและไม่เป็นไปตามคำสั่งนี้

11. สุดท้าย คำสั่งนี้คำนึงถึงทุนเป็นศูนย์กลาง มิใช่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง จึงมีมาตรการดูแลเจ้าของทุน แต่ไม่มีมาตรการดูแลประชาชน มีการตั้งคำถามว่า เอกชนได้ผ่อนค่าคลื่น ผู้ใช้บริการได้รับบริการที่ถูกลงด้วยหรือไม่ และในฝั่งทีวีดิจิทัล เดิมที กสทช. ได้กำหนดให้มีช่องรายการข่าวสารสาระ ช่องรายการเด็ก ซึ่งทั้งสองประเภทได้รับความนิยมน้อยกว่าช่องรายการบันเทิง การไม่กำหนดมาตรการดูแลที่ต่างกันระหว่างช่องรายการต่างประเภทกัน อาจทำให้ช่องรายการข่าวสารสาระและช่องรายการเด็กหายไปมากกว่าช่องรายการบันเทิง ประชาชนก็จะได้รับสัดส่วนรายการที่เป็นประโยชน์น้อยลงไป และผู้สื่อข่าวหรือผู้ผลิตรายการสำหรับเด็กก็จะล้มหายตายจากไปด้วยเช่นกัน หากผู้มีอำนาจหวนกลับมาคำนึงถึงประชาชนเป็นศูนย์กลาง ปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ยังพอมีเวลาแก้ไขทัน..”

 

อย่ากิน! “ลีน”อาหารเสริมลดความอ้วน..อันตราย..หยุดกิน-หยุดซื้อ-หยุดขาย..เสี่ยงตายได้

เขียนบล็อก : 1 พฤษภาคม 2561

อย. เผยผลพิสูจน์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลดความอ้วน “ลีน เอฟเอส-ทรี” และ“ลีน บล้อค เบิร์น เบรก บิวท์ ”ลักลอบใส่ยาแผนปัจจุบัน บิซาโคดิลและไซบูทรามีน เข้าข่ายเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ อย่าซื้อมาบริโภคอาจได้รับผลข้างเคียงถึงขั้นเสียชีวิตได้

นายแพทย์พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่ากรณีของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “Lyn ลีน” นั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ติดตามเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องมาระยะหนึ่งแล้ว

– โดยเจ้าหน้าที่ สสจ.ชลบุรีและตำรวจ สภ.เมืองชลบุรี เข้าตรวจสอบพร้อมเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสถานที่จำหน่ายและแบ่งบรรจุอาหาร ณ บ้านเลขที่ 109/8-9 หมู่ที่ 3 ถนนพระยาสัจจา ต.บ้านสวน อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี

– ส่งตรวจวิเคราะห์ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 6 ชลบุรี

– ฉลากผลิตภัณฑ์ระบุ “ลีน เอฟเอส-ทรี” (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) Lyn FS-Three (Dietary supplement product by Pim) เลขสารบบอาหาร 13-1-05459-5-0017

– ผลิตโดย Food Science Supply Service Co.Ltd. 99/29 หมู่ 2 ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี 12160

– จัดจำหน่ายโดย Lyn by Pim วันที่ผลิต 10/12/2017 วันหมดอายุ 10/12/2019

– ลักษณะแคปซูลสีเขียว ในแผงอลูมิเนียมพลาสติก แผงละ 10 แคปซูล ห่อด้วยซองอลูมิเนียมปิดผนึกบรรจุกล่องกระดาษ

– ผลการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ พบยาแผนปัจจุบัน บิซาโคดิล (Bisacodyl) ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาระบาย

– และได้เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ “ลีน บล้อค เบิร์น เบรก บิวท์” Lyn Block Burn Break Build (Dietary supplement product) by Pim

– ฉลากระบุ เลขสารบบอาหาร 13-1-05459-5-0006 ผลิตโดย บริษัท ฟู้ด ซายน์ ซัพพลาย เซอร์วิส จำกัด 99/29 หมู่ 2 ต. สามโคก อ. สามโคก จ. ปทุมธานี

– จัดจำหน่ายโดย บริษัท เอกอัครินทร์ จำกัด 109/8 หมู่ 3 ถนนพระยาสัจจา ต.บ้านสวน อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี Lot.1801 MFG 05-01-18 EXP. 05-01-20

– ลักษณะแคปซูลสีขาวในแผงอลูมิเนียมพลาสติก แผงละ 10 แคปซูล ห่อด้วยซองอลูมิเนียมปิดผนึกบรรจุกล่องกระดาษ

– ผลการตรวจวิเคราะห์พบ ไซบูทรามีน (Sibutramine) ซึ่งออกฤทธิ์ต่อการทำงานของสมองทำให้อยากอาหารลดลงและอิ่มเร็วขึ้น

– วันที่ 25 เมษายน 2561 อย. ออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเรื่อง ประกาศผลการตรวจพิสูจน์อาหาร เตือนประชาชนให้ระมัดระวังในการซื้อและบริโภคอาหารดังกล่าวแล้ว

– ผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 รายการ เข้าข่ายเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ และเป็นอาหารที่น่าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรืออนามัยของประชาชน ผู้ใดผลิต จำหน่ายมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

– อย. ยังร่วมกับตำรวจ บก.ปคบ. เข้าตรวจสอบสถานที่ผลิตอาหาร บริษัท ฟู้ด ซายน์ ซัพพลาย เซอร์วิส จำกัด จ.ปทุมธานี โดยสุ่มเก็บตัวอย่างวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ทั้งสองรายการส่งตรวจวิเคราะห์คุณภาพ

– และเข้าตรวจสอบการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ “Lyn ลีน” ณ บ้านเลขที่ 109/8 หมู่ 3 ถนนพระยาสัจจา ต.บ้านสวน อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี ซ้ำ

– พบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว แสดงฉลากไม่ถูกต้อง

– เจ้าหน้าที่จึงยึดผลิตภัณฑ์ เพื่อส่งตรวจวิเคราะห์และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

– สำหรับกรณีที่เป็นข่าวเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2561 พบผู้ชายอายุ 47 ปี เสียชีวิตที่ จ.ปทุมธานี โดยพี่สาวผู้ตายให้การว่าผู้ตายไม่มีโรคประจำตัว แต่ที่ผ่านมาได้กินยาลดความอ้วนมา 2 เดือน

เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ พบผลิตภัณฑ์ Lyn DTOX fS3 (ลีนกล่องสีดำ) ฉลากระบุเลขสารบบอาหาร 13-1-05459-5-0017 Lot No.1801 วันที่ผลิต (Mfg.) 05-01-18 วันหมดอายุ (Exp.) 05-04-20

และผลิตภัณฑ์ Lyn BLOCK BURN BREAK BUILD (ลีนกล่องสีขาว) ระบุเลขสารบบอาหาร 13-1-05459-5-0006 Lot 1802 วันที่ผลิต (Mfg.) 10-01-2561 วันหมดอายุ (Exp.) 10-01-2563

จึงได้เก็บผลิตภัณฑ์ลีนทั้งสองรายการที่พบภายในห้องผู้ตายไปตรวจสอบว่ามีสารอันตรายหรือไม่

– สำหรับสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงอยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์ของเจ้าหน้าที่

– วันเดียวกันเจ้าหน้าที่จาก อย. สสจ.ปทุมธานี ทหารจากกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 4 และเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.สามโคก จ.ปทุมธานี ได้สนธิกำลังร่วมกันตรวจสอบ ณ สถานที่ผลิตผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อหาข้อมูลและพยานหลักฐานเพิ่มเติม

– จากการดำเนินการที่ผ่านมา พบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อ้าง ลดความอ้วนมักลักลอบใส่สารไซบูทรามีนซึ่งเป็นอันตรายและมีผลข้างเคียงร้ายแรง

– อย.ขอย้ำว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่สามารถลดความอ้วนได้ หากผู้บริโภคต้องการลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและควบคุมอาหาร ไม่ทานอาหารพร่ำเพรื่อ

ควรเลือกรับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารรส หวาน มัน เค็ม รวมทั้งออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

หากผู้บริโภคต้องการใช้ยาลดความอ้วน จะต้องใช้ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์ หรือเภสัชกรเท่านั้น

ไม่ควรหาซื้อยามารับประทานเอง เพราะอาจส่งผลกระทบกับสุขภาพและชีวิต

การใช้ยาลดความอ้วนไม่สามารถทำให้หายจากโรคอ้วนได้ เมื่อหยุดยาไประยะหนึ่งแล้ว จะทำให้น้ำหนักกลับมาเพิ่มมากยิ่งขึ้น หรือที่เรียกว่า YO – YO Effect

หากผู้บริโภคพบเห็นเบาะแสการโฆษณา การผลิต/จำหน่ายยาลดความอ้วนผิดกฎหมาย ขอให้แจ้งมาได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือ รองเรียนผาน Oryor Smart Application หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวดต่อไป

 

พิษ..ยาฝาแฝด! อันตรายใกล้ตัว“ยารูปพ้อง-มองคล้าย” มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค-ชมรมเภสัชชนบท เตือนผู้บริโภคเสี่ยงใช้ยาผิด อันตรายถึงชีวิต

9 ธันวาคม 2559 

พิษ..ยาฝาแฝด! อันตรายใกล้ตัว มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ชมรมเภสัชชนบท เตือนผู้บริโภคเสี่ยงใช้ยาผิดอันตรายถึงชีวิต ได้รับยาซ้ำซ้อน ยาไม่ตรงกับโรค เรียกร้อง อย.จัดการด่วนทั้งระบบ ตั้งแต่ขึ้นทะเบียนยา จนถึงควบคุมตามกฎหมาย

วันนี้ (9 ธันวาคม 2559) ณ ห้องประชุมมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ชมรมเภสัชชนบท ร่วมกับนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ร่วมกันจัดแถลงข่าวเปิดเผยรายชื่อ “ยาฝาแฝด” ปัญหาที่ยังไม่ได้รับการจัดการ โดยนำเสนอให้เห็นว่า ฉลากยาเป็นเครื่องมือที่กฎหมายกำหนดให้แสดงไว้ข้างภาชนะบรรจุยา วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้สั่งใช้ และผู้ที่จะต้องใช้ยา ได้อ่านเพื่อที่จะได้ใช้ยาอย่างถูกต้องปลอดภัย 

ทั้งนี้กฎหมายกำหนดให้ฉลากยาจะต้องมีรายละเอียดที่จำเป็นครบถ้วน ได้แก่ ชื่อสามัญทางยา  / ชื่อทางการค้า /  เลขทะเบียนยา  / สรรพคุณของยา / วันผลิตและวันหมดอายุ    

แต่บางครั้งพบว่าฉลากยาหลายรายการกลับมีรูปแบบที่ใกล้เคียงกันมาก มากจนอาจเรียกได้ว่าเป็น “ ยาฝาแฝด จนทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสน  หรือเกิดความเสี่ยงในการใช้ยาอย่างผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ เภสัชกร จากชมรมเภสัชชนบท  ได้สำรวจและทำการศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้น จากความสับสนเหล่านี้ มีดังนี้

ตัวอย่างที่ 1

ภาพยาชนิดที่ 1 ภาพยาชนิดที่ 2 ภาพยาชนิดที่ 3 รายละเอียดที่อาจก่อให้เกิดความสับสน

  -ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทาน มีช่วงห่างของขนาดยาที่ให้ผลในการรักษาและการก่อให้เกิดพิษที่แคบ ยานี้จึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด

ความคล้ายกันของบรรจุภัณฑ์

-แผงยาเป็นแบบบลิสเตอร์ (blister) สีเงิน  มีขนาดเท่ากันทั้งจำนวนเม็ดยาและขนาด

-การวางอักษรบนแผงยารูปแบบและตำแหน่งเหมือนกัน

ความแตกต่างของบรรจุภัณฑ์

-สีตัวอักษรแสดงขนาดยาต่างกัน คือ ขนาดยา 2 mg   สีส้ม , ขนาด 3 mg สีม่วง และขนาด 5 mg สีชมพู

ชื่อการค้า MAFORAN 2 mg ชื่อสามัญ Warfarin Sodium 2 mg ชื่อการค้า MAFORAN 3 mg ชื่อสามัญ Warfarin Sodium 3 mg ชื่อการค้า MAFORAN 5 mg 

ชื่อสามัญ Warfarin Sodium 3 mg

บริษัท เภสัชกรรมศรีประสิทธิ์ จำกัด บริษัท เภสัชกรรมศรีประสิทธิ์ จำกัด บริษัท เภสัชกรรมศรีประสิทธิ์ จำกัด

************

ตัวอย่างที่ 2

ภาพยาชนิดที่ 1  ภาพยาชนิดที่ 2

รายละเอียดที่อาจก่อให้เกิดความสับสน

-ยาทั้งสองชนิดเป็นยาฉีด ใช้เพื่อรักษาอาการจิตเภทหรือความผิดปกติทางอารมณ์ ความคิด

ความคล้ายกันของบรรจุภัณฑ์

-กล่องบรรจุหลอดยาสีขาวขนาดเท่ากัน หลอดยาภายในสีชาขนาดเท่ากัน

-แถบสีด้านล่างกล่องสีแดงและวางตำแหน่งเหมือนกัน

-ตัวอักษรบนกล่องยาสีดำเหมือนกัน

ความแตกต่างของบรรจุภัณฑ์

-ชื่อยา DECA 25mg/ml ขนาดหนาและเข้มแตกต่างจากชื่อยา HARIDOL-D

-หลอดยาภายในกล่อง DECA ตัวอักษรสีดำ ส่วนหลอดยา HARIDOL-D สีฟ้า ชื่อการค้า DECA 25mg/ml  ชื่อสามัญ Fluphenazine Decanoate 25mg/ml ชื่อยา HARIDOL-D Injection ชื่อสามัญ Haloperidol Decanoate  50mg/ml

บริษัท Atlantic Laboratories  Corporatuib Ktd., บริษัท Atlantic Laboratories  Corporatuib Ktd.,

**************

ตัวอย่างที่ 3

ภาพยาชนิดที่ 1 ภาพยาชนิดที่ 2

รายละเอียดที่อาจก่อให้เกิดความสับสน  

ชื่อการค้า Risperidone GPO 1 mg

 ชื่อสามัญ Risperidone 1 mg  บริษัท องค์การเภสัชกรรม (GPO)

 ชื่อการค้า Risperidone GPO 2 mg

 ชื่อสามัญ Risperidone 2 mg

 บริษัท องค์การเภสัชกรรม (GPO)

-เป็นยาสำรักษาโรคจิตเภทชนิดเฉียบพลันและเรื้อรังรวมทั้งโรคจิตอื่นๆ ที่มีกลุ่มอาการทางบวก และบรรเทาอาการต่างๆเช่นซึมเศร้า วิตกกังวล 

ความคล้ายกันของบรรจุภัณฑ์

-แผงยาเป็นแบบบลิสเตอร์ (blister) สีเงิน  มีขนาดเท่ากันทั้งจำนวนเม็ดยาและขนาด 

-การวางรายละเอียดตัวอักษรบนแผงยารูปแบบและตำแหน่งเหมือนกัน ตัวหนังสือขนาดเท่ากัน ใช้สีตัวอักษรโทนอ่อนเหมือนกัน

ความแตกต่างของบรรจุภัณฑ์

-สีตัวอักษรต่างกัน โดย Risperidone 1 mg ตัวอักษรมีสีม่วง ส่วนขนาด 2 mg ตัวอักษรสีส้ม

*****************

ตัวอย่างเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น

ผู้ป่วยชายไทย อายุ 41 ปี มารับยาจิตเภท (Schizophrenia) ตามนัด หลังจากเภสัชกรได้ตรวจสอบยาเดิมที่ผู้ป่วยนำติดตัวมา โดยผู้ป่วยรายนี้ได้รับยาชนิดเดียวกัน แต่ 2 ความแรง คือ Risperidone 1 mg และ Risperidone 2 mg

โดยเวลารับประทานยาทั้ง 2 เหมือนกันคือ ครั้งละ 1 เม็ด ก่อนนอน จากการสอบถามผู้ป่วยและญาติเข้าใจผิดคิดว่าอันเดียวกัน

เนื่องจากดูเหมือนๆกันจึงเก็บยาทั้ง 2 ความแรงไว้ในซองเดียวกัน โดยหยิบรับประทานครั้งละ 2 เม็ด ก่อนนอนและไม่ทราบว่าเป็นยาคนละความแรง

*ตัวอย่างยาฝาแฝดที่พบในโรงพยาบาล 

ภก.ภาณุโชติ ทองยัง ประธานชมรมเภสัชชนบท กล่าวถึงข้อเสนอในการแก้ปัญหาฉลากยาฝาแฝดว่า “ปัญหาจากกลุ่ม “ยาฝาแฝด” หรือ “ยารูปพ้อง-มองคล้าย” ต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาร่วมกันจากทุกส่วน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายถึงผู้ใช้ยา 

นอกจากนี้ แม้ว่าโรงพยาบาลทุกแห่งจะมีมาตรการจัดการด้านยา “ชื่อพ้องมองคล้าย”อย่างจริงจังแล้วก็ตาม  ตัวผู้ใช้ยาหรือผู้ดูแลผู้ป่วยเอง ก็ต้องมีการทบทวนยาที่ตนใช้ให้ละเอียดรอบครอบทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด 

ที่สำคัญที่สุด คือ “การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุตั้งแต่การขอขึ้นทะเบียนยา” ควรกำหนดเกณฑ์การพิจารณาฉลากยาและบรรจุภัณฑ์ของยา( เช่น แผงยา ขวดยา หลอดยา ฯลฯ)ให้รัดกุมในการป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงจากอันตราย เช่น ไม่ให้มีฉลาก หรือบรรจุภัณฑ์ มีความเหมือน หรือคล้ายคลึงกับยาอื่น  นอกจากนี้  ไม่ควรอนุญาตให้ใช้ชื่อทางการค้าเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน  

โดยที่ส่วนประกอบของตำรับยาเป็นคนละชนิดกัน และไม่ควรอนุญาตให้ยาชนิดเดียวกัน  ที่มีความแรงของยาที่ไม่เท่ากัน ใช้ชื่อทางการค้าเดียวกัน 

“อย.ต้องกล้าแสดงตัวให้เห็นว่า ตนเลือกที่จะคุ้มครองผู้บริโภคให้ปลอดภัย มากกว่าจะอ้างว่าระเบียบเป็นข้อจำกัด เพราะกฎระเบียบมันแก้ไขได้ หากแก้แล้วผู้บริโภคได้รับความปลอดภัย และต้องเริ่มทำทันทีเพราะรูปธรรมปัญหาที่ปรากฎชัดเจนแล้ว”  

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง บรรณาธิการนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวเสริมว่า “จากการลงพื้นที่สำรวจตัวอย่างยาที่มีฉลากคล้ายกัน หรือยาฝาแฝดนั้น โดยทีมงานนิตยสารฉลาดซื้อนั้นเราพบว่า มีการขายยาอันตรายตามร้านชำทั่วไปหลายรายการ เช่น ยาแก้หวัดยี่ห้อ ทิฟฟี่เดย์ หรือยาอันตรายอื่นๆอีกหลายชนิด โดยผู้บริโภคและพ่อค้าเข้าใจว่าเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ซื้อขายได้ทั่วไป จึงขอให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องมีมาตรการดูแลและจัดการโดยด่วนที่สุดด้วย” หากได้รับอันตรายจากการใช้ยาผู้บริโภคสามารถใช้สิทธิได้

ด้านผศ.ภญ.ดร.นิยดา   เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมว่าส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากมียาที่ไม่เหมาะสม  จึงเสนอเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องฉลากยาฝาแฝด เป็น หนึ่งในหลายข้อเสนอเรื่องยาไม่เหมาะสม 
โดยให้มองทั้งระบบเริ่มตั้งแต่การขึ้นทะเบียน และยังเสนอให้เร่งการทบทวนทะเบียนตำรับยาที่มีส่วนผสมของยาต้านแบคทีเรียอย่างไม่เหมาะสม และเสนอให้มีจัดการตามกฎหมายโดยด่วน เนื่องจากยาต้านแบคทีเรียที่ไม่เหมาะสมนั้นก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ โรคติดเชื้อที่เป็นอยู่ไม่ได้รับการรักษา และเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา 
ทั้งนี้ กพย.ได้ส่งจดหมายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไปแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559  จึงขอติดตามผลการดำเนินงาน เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทยหาก

****************

*หมายเหตุ

ยาที่ไม่เหมาะสม หมายรวมถึง

(1) สูตรตำรับไม่เหมาะสม (ไม่มีประสิทธิผล ไม่ปลอดภัย ไม่มีที่ใช้ในทางวิชาการในปัจจุบัน ยาที่มีการถอนทะเบียนตำรับยาในต่างประเทศแล้วจากเหตุไม่ปลอดภัยหรือไม่มีประสิทธิภาพ (อย่างน้อย 5 ประเทศ ดูจากรายการ UN/WHO)
(2) รูปแบบยาไม่เหมาะสม ยาไม่คงตัว ก่อให้เกิดการเข้าใจผิด เกิดการใช้ยาอย่างไม่ถูกต้อง หรือก่อให้เกิดการดื้อยา เช่น ยาอมผสมยาปฏิชีวนะ/ยาต้านแบคทีเรีย  ยาผงบรรจุในซองกระดาษ ยาเคลือบน้ำตาลบางชนิดที่ทำให้ยาไม่คงตัวหรือไม่ละลายออกมา 

 

(3) บรรจุภัณฑ์ไม่เหมาะสม เสี่ยงต่อความเข้าใจผิด หรือเกิดความเสี่ยงในการใช้ เช่น ยาปฏิชีวนะผงในซองกระดาษ 

 

(4) ยาที่มีรูปคล้าย-เสียงพ้อง (Look-Alike, Sound-Alike (LASA), Look Twin Sound Twin (LTST))

 

(5) ข้อมูลของยาที่อนุญาตไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม เช่น ข้อบ่งใช้ คำเตือน อาการไม่พึงประสงค์ ขนาดยา ระยะเวลาการใช้ยา
สำหรับภาพตัวอย่างยาเหล่านี้ ถูกนำมาแสดงไว้ระหว่างแถลงข่าวที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

 

คำต่อคำ..! ผู้เสียหาย วิงวอน “AIS” หาเบื้องหลัง พนง.ขโมยข้อมูล ส่วนตัวลูกค้า -ละเมิดสิทธิ์ ไม่ปลอดภัย

15 กันยายน 2559 

“AIS..ควรชี้แจงข้อมูลทั้งหมดว่า เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นคนทำ ทำกันคนเดียว หรือขบวนการ มีคนสมรู้ร่วมคิดด้วยหรือไม่..”

เสียงวิงวอนจาก “พล” มัณฑนากร วัย 41 ปี บอกกับทีมข่าว”ไทยพีบีเอส” ถึงสิ่งที่ต้องการให้
AIS แสดงความรับผิดชอบมากกว่า การให้ข้อมูลว่า ไล่ออกพนักงาน หรือ แสดงความเสียใจ ต่อกรณี ข้อมูลส่วนตัวของ “พล” ถูกพนักงานขโมยออกไปขายให้คนนอกองค์กร

วันนี้ ทีมข่าวได้พูดคุยกับชายผู้นี้ ซึ่งดูจากภาษากายแล้ว มีความเครียด และ กังวลไม่น้อย..

ประเด็นที่เริ่มต้น คงเหมือนที่หลายคนสงสัย คือ “ได้เอกสารมาอย่างไร”

“พล” บอกว่า “ไม่ทราบว่าใครส่งมาให้ผม แต่ได้รับทรัมพ์ไดร์ ถูกวางไว้ในกล่องตู้รับจดหมายหน้าบ้าน พยายามสอบถามข้อมูลจาก รปภ.หมู่บ้าน ก็ไม่พบข้อมูลว่าใคร หรืออะไร”

คำถาม ที่สนใจเพิ่มเติมคือ “ในนั้น มีข้อมูลอะไรบ้าง”

คำตอบที่ได้คือ “ในทรัมพ์ไดร์ มีรายละเอียดไฟล์เอ็กเซล ระบุข้อมูลการโทรเข้า-ออกของเบอร์ผม รวมทั้งตำแหน่งโลเคชั่น เสาสัญญาณที่อยู่รอบๆ ตัว ทำให้รู้ว่าผมอยู่ที่ไหน กำลังจะเดินทางไหน
ทำให้รู้ว่าตอนนั้นใครโทรหาผม หรือ ผมโทรหาใคร”

ถาม: ในเอกสารพอจะเห็นรายละเอียดหรือไม่ว่า มีย้อนหลังนานแค่ไหน

“เท่าที่ดูมีข้อมูลเฉพาะเบอร์ของผมมีย้อนหลังไป 3-4 เดือน”

ถาม: ในไฟล์เอ็กซ์เซลนี้ มีเบอร์อื่นที่รู้จัก และไม่รู้จักหรือไม่

“ผมประเมินคร่าวๆ ด้วยสายตา ไม่ได้นับเป๊ะๆ ยังมีเบอร์โทรคนอื่นๆ ที่ผมไม่รู้จักในหลัก 100 เบอร์ ซึ่งย้อนหลังตั้งแต่ปี 2013 หรือ 2-3 ปีที่ผ่านมา”

ถาม: “ได้เห็นหรือไม่ว่า มีชื่อของใครในเอกสาร”

“ผมตรวจสอบข้อมูลในไฟล์เอกสารที่ไดัรับ พบว่ามีการะบุชื่อ พนักงานคนหนึ่ง (ชื่อพนักงาน) ระบุชื่อบริษัท ทุกไฟล์ที่มีข้อมูลย้อนหลังในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถูกระบุเหมือนกัน แต่ไม่ทราบว่า
เป็นระดับไหนอย่างไร”

หลังจากได้รับเอกสาร… นี่คือสิ่งที่ “พล” บอกว่า เค้าติดตามสอบถามไปยังฝ่ายเกี่ยวข้อง

“ผมเริ่มโทรไปที่ เอไอเอส เซเรเนด ซึ่งเจ้าหน้าที่โทรกลับมาในวันเดียวกัน บอกว่า ไม่สามารถทำอะไรได้ แม้กระทั่งรับเรื่องไว้ตรวจสอบ หลังจากวางสายไปวันนั้นผมยังงงๆ ไม่รู้ว่า จะทำอย่างไรต่อไป…
วันรุ่งขึ้น ผมไปพบผู้จัดการสาขา ที่ช็อปเอไอเอสแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ผู้จัดการสาขา บอกว่า จะรับเรื่องส่งไปให้ และจะตามเรื่องให้ แต่ผมเองก็ตามเรื่องอยู่ทุกวัน แต่ก็ได้รับคำตอบว่า ได้ตามเรื่องให้อยู่

..ผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น..

จากนั้น ภรรยาผมจึงตัดสินใจโพสต์เว็บพันทิพ (ลิ้งค์นี้  http://m.pantip.com/topic/35589452? )

ซึ่งภรรยาเป็นเจ้าของเบอร์ ..แต่ผม เป็นผู้ใช้งาน..
หลังจากโพสต์ มีผู้บริหารติดต่อมาขอพบผมที่บ้าน แต่ผมไม่ต้องการให้ใครไปบ้าน จึงไปพบผู้บริหาร ที่สำนักงานใหญ่ บริษัทAIS (ปากซอยพหลโยธิน 8) ภายในห้องที่พบกัน มีฝั่งเอไอเอส 4 คน เป็นชาย 1 คนอยู่ฝ่ายกฏมาย อีก 3 คน เป็นผู้หญิง เค้าแนะนำตัว แต่ผมจำไม่ได้แน่ชัดว่า ฝ่ายอะไรบ้าง

ทาง AIS เริ่มต้นด้วยการกล่าวแสดงความเสียใจ และแจ้งว่าบริษัทได้ทำการสืบสวน และไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งบริษัทได้ไล่พนักงานออกไปแล้ว พร้อมอธิบายให้ฟังเกี่ยวกับระบบการตรวจสอบ ว่า บริษัทมีการวางระบบป้องกันดีเยี่ยมอยู่แล้ว แต่ผมก็ถามกลับว่า ถ้าระบบมันดีเยี่ยมอยู่แล้ว
แล้วข้อมูลหลุดมาได้อย่างไร

ผมฟังอยู๋ประมาณ ครึ่งชั่วโมง เห็นว่าไม่มีอะไรคืบหน้าแล้ว จึงขอตัวกลับ และจนถึงวันนี้ บริษัท ก็ไม่ได้ติดต่ออะไรมาอีก”

ถามว่า : จนถึงวันนี้ มีการแจ้งความแล้วหรือไม่

“ที่ผ่านมา ยังไม่ได้คิดแจ้งความ เพราะไม่คิดว่าจะมีเหตถุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเรา และอยากได้ความชัดเจนก่อนว่า มันเกิดอะไร และเป็นมายังไง แต่เมื่อยังไม่มีความกระจ่าง ก็จะเตรียมแจ้งความ
รวมถึงเข้าให้ข้อมูลกับ ทาง กสทช. ด้วย ก็พร้อมและยินดีให้ความร่วมมือ ให้ข้อมูลเช่นกัน”

ถามว่า: ต้องการให้ AIS แก้ปัญหา อย่างไร

“มาถึงขั้นนี้แล้ว เบอร์ผมหลุดออกมาแล้ว ก็ไม่รู้จะแก้อย่างไรได้ แต่อยากขอให้เอไอเอส ชี้แจงให้ชัดเจนว่า ทำไมพนักงานบางคนถึงได้เอาข้อมูลออกไปสู่ภายนอกบริษัท ต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน
เพราะดูจากเอกสารแล้วมันมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2013 มันมีผลประโยชน์ตอบแทนกันอย่างไร และทำให้ผมสงสัยว่าแล้วพนักงานที่กำลังทำงานกันอยู่ ในขณะนี้ กำลังมีใครทำแบบนี้อยู่อีกหรือไม่ และการที่เรื่องมันเงียบไป หรือ ไม่ได้รับการติตต่ออีก ยิ่งทำให้สงสัยว่า ผู้บริหารมีส่วนเกี่ยวข้อง
หรือรู้เรื่อง หรือพยายามจะปกปิดหรือไม่..

ตอนนี้ ผมไม่เชื่อมั่นในระบบสักระบบ ไม่ว่าจะเป็นค่ายมือถืออื่นๆ เครือข่ายใดก็ตาม เพราะหากลองค้นดูกูเกิ้ล จะเห็นข้อมูลที่มีคนโพสต์ว่า รับจ้างสืบข้อมูลหลายราย อยากรู้ว่า คนเหล่านี้
เค้าประสานกับใคร และทำได้อย่างไร ถึงได้ข้อมูลลูกค้าเหล่านี้มาได้เพื่อตามสืบ..

ส่วนมาตรการเข้าถึงข้อมูลลูกค้านั้น เอไอเอสควรชี้แจงข้อมูลทั้งหมดว่า เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นคนทำ ทำกันคนเดียว หรือขบวนการ มีคนสมรู้ร่วมคิดด้วยหรือไม่ และอยากให้มีวิธีการที่ลูกค้าทั่วไปของเอไอเอสจะตรวจสอบได้
อยากรู้ว่ามีพนักงานคนไหนที่เข้ามาค้นหาข้อมูลเบอร์ของเราได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเท่าที่ติดตามข้อมูลตามสื่อต่างๆ เอไอเอส พยายามตอบกลับว่า ไม่มีข้อมูลหลุด แต่ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้..

อยากฝากถึงเอไอเอสว่า อย่าเงียบ และช่วยแอคชั่นอะไรออกมาให้เป็นรูปธรรมมากกว่านี้”


ถามว่า ..AIS ชี้แจงแล้วว่าจะปรับปรุงให้รัดกุม รอบคอบมากขึ้น เพิ่มคนเข้ารหัส 2 คน จากเดิมหนึ่งคน

“ผมไม่มั่นใจ เพราะกลายเป็นว่า คนว่าจ้างให้ขโมยข้อมูล แทนที่จะจ้างวานจ่ายให้คนเดียว ก็กลายเป็นจ่ายให้สองคนก็ได้ และหากหนึ่งในสองคนนี้ร่วมกันทุจริตขึ้นมา ก็อาจทำให้เพื่อนร่วมงานที่ไม่รู้เรื่องซวยไปด้วย

ส่วนการห้ามพนักงานนำโทรศัพท์มือถือ ทรัมพ์ไดร์ ยูเอสบี เข้าไปให้ห้องที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่เข้าถึงข้อมูลลูกค้านั้น ผมมองว่า หากจะห้ามแบบนั้น ก็ต้องห้ามเอากระดาษปากกา ดินสอเข้าไปด้วย
คนขโมยต้องใช้วิธีดูหน้าจอแล้วจำเอา อาจต้องใช้คนที่มีความสามารถมากหน่อย การแก้ปัญหาแบบนี้ ไม่ได้ช่วยสร้างความมั่นใจมากนัก..

ผมเชื่อว่าที่ผ่านมา ภายในทำงานของเอไอเอส หละหลวมมาก เป็นที่ระบบของเอไอเอส ไม่เช่นนั้นจะตรวจพบแล้ว มีการนำข้อมูลออกมาเป็นระยะเวลาหลายปี ซึ่งสวนทางกับสิ่งที่ผู้บริหารเอไอเอสชี้แจงว่า
มีระบบออดิด ตรวจสอบกันอยู่บ่อยๆ ตลอดเวลา แต่ผมบอกว่า มันไม่ใช่ เพราะไม่เช่นนั้น พนักกงานคนนี้จะถูกจับได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ เป็นระบบที่ไร้การตรวจสอบสิ้นเชิง จากการที่เอไอเอสเงียบอยู่แบบนี้ ผมเชื่อว่า น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ หรือ ผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่เป็นระดับใหญ่โตมากกว่านั้นหรือไม่”