RSS

Category Archives: เรื่องราว 3G

อัพเดท 5 วันผ่าน..!  คดี ซิมโทรศัพท์ปริศนา 347,000 เบอร์ หลังจาก ตร.อรัญฯ สระแก้ว จับ 3 คนจีน พร้อมอุปกรณ์คอมพ์-ไอโฟน 500 เครื่อง

17 มิถุนายน พ.ศ.2560 
5 วันผ่าน!  คดี ซิมโทรศัพท์ปริศนา 347,000 เบอร์ หลังจาก ตร.อรัญฯ สระแก้ว จับ 3 คนจีน พร้อมอุปกรณ์คอมพ์-ไอโฟน 500 เครื่อง

…ขอสรุปคร่าวๆ นะคะในประเด็นเหล่านี้..

1.สรุปความคืบหน้า  

2.ผลตรวจสอบ 

3.ปมที่มา..พบซิมไทยส่วนหนึ่งมาจากกัมพูชา..?

4. กสทช.ยังไงต่อ..?

5. ตำรวจ..รออะไร..? 

6. เชื่อ-ไม่เชื่อ ปัญหาคาใจ? 

7. คนเราจะซื้อซิมจำนวนมากๆ ได้หรือไม่ ?


 1.สรุปความคืบหน้า

– ช่วงเวลานี้ 4-5 วันมานี้.. เป็นบรรยากาศแห่งการสแกนบาร์โค้ทของค่ายมือถือ ทั้ง AIS / Dtac และ True ที่ สถานีตำรวจ (สภ.อรัญประเทศ) ห่างชายแดน ราวๆ 5-6 กม. (โรงเกลือ- ปอยเปต) 

– วันๆ .. ก็จะได้ยินเสียง …ติ๊ด…ติ๊ด…ติ๊ด….ติ๊ดๆๆๆๆๆ ระรัว..มือเป็นระวิง..  ภายใต้ระยะเวลา ที่ต้องเร่งสแกนบาร์โค้ทซิมกว่า 347,000 ซิม.. ให้แล้วเสร็จเร็วที่สุด



– AIS ระดมทีม 30 คน .. ใช้เวลา ..วันเดียวจบ สแกน 105,485 เบอร์ 

– Dtac มาวันแรกเมื่อ 2 วันก่อน..มาถึงก็ครึ่งบ่ายแล้ว งานไม่จบ.. สแกนได้ 16,000 เบอร์ … วันต่อมา (เมื่อวาน) เพิ่มคน..เพิ่มเครื่องสแกน เพิ่มคนช่วย เริ่มตั้งแต่เช้า จนถึง 5 ทุ่ม ปิดจ็อบสแกนสำเร็จ 104,439 เบอร์ วันนี้เจอทีมดีแทค ตาโหลไปตามๆ กัน

– Truemove จริงๆ มาถึง สภ.อรัญฯ ค่ายแรกช่วงหลังเกิดเหตุแรกๆ แต่ใช้วิธีสุ่มสแกนบาร์โค้ทซิม ทำไปได้ 7,000 เบอร์ แล้วทิ้งไป 2 วัน เข้าใจว่า .. ทาง ตำรวจ หรือ กสทช. แจ้งว่าการสแกนต้องทำทุกชิ้นที่เป็นของกลาง … 

มาวันนี้เลยงานงอก เพราะ อีก 2 ค่าย AIS กับ Dtac ทำเสร็จไปแล้ว .. แต่ True ยังต้องสแกนที่เหลืออีกนับแสนเบอร์ เพราะของ True โดนยึดเป็นของกลางมากที่สุด 131,000 เบอร์ วันนี้ จึงได้ยินเสียง ติ๊ดๆๆๆๆ ตั้งแต่เช้า 


– แล้วข้อกำหนด กสทช. คือ ทั้ง 3 ค่าย ต้องส่งรายงานเบอร์ ให้ กสทช. ทราบภายในวันนี้ … คือ ต้องทราบว่า ของกลางเหล่านี้.. ใช้เบอร์อะไร
– เพื่อ กสทช.จะสรุปรายงานส่งให้ตำรวจ

2. ผลตรวจสอบ (ยังไม่สรุป..แต่มีอัพเดท)

– การสแกนบาร์โค้ทซิมโทรศัพท์ ของทั้ง 2 ค่ายมือถือที่แล้วเสร็จไปแล้ว ทำให้ กสทช.ได้รับแจ้งเบื้องต้นว่า บางเบอร์ พบว่า มาจากกัมพูชา และภาคกลางของไทย

เบื้องต้น..บางซิมที่ตรวจสอบพบว่าถูกเปิดใช้งานแล้ว…. และลงทะเบียนซิม ..แต่ ยังไม่มีใครบอกได้ว่า… ลงทะเบียนโดยใคร  

3.ปมที่มา..พบซิมไทยส่วนหนึ่งมาจากกัมพูชา..?

– พูดคุยสอบถามกับแหล่งข่าวหลายคน สันนิษฐานคล้ายๆ กันว่า เป็นการใช้งานบริเวณชายแดน และบางส่วนเป็นข้อสันนิษฐานจาก กสทช. ว่า อาจมีกลุ่มทัวร์ ที่ไปเที่ยวในปอยเปตแล้ว แจกซิมฟรีของค่ายมือถือ รวมในแพคเกจท่องเที่ยว และแพคเกจเข้ากาสิโน 

– โดยคาดเดาว่า ผู้จัดแพคเกจ เป็นผู้จัดหาซิมฟรีของไทย จะจัดเตรียมไว้ให้ใช้ระยะสั้นๆ ในแพคเกจกิน-นอน-เที่ยว-โทร พอเข้าไปฝั่งปอยเปตได้  แต่ถ้าไม่มีใครใช้ ก็ทิ้งๆ ไป..ขายส่งแบบเหมาเข่ง หรือ เป็นถุง ก็มีความเป็นได้ แต่จะไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็นล็อตของกลาง 3.47 แสนซิมแน่นอน

4.กสทช.ยังไงต่อ..?
– นำไปสู่การรอตรวจสอบ..ของ 3 ค่ายมือถือที่จะรายงาน…หลังรู้เบอร์..ก็จะรู้แหล่งที่มาของซิม.. เมื่อรู้แหล่งที่มาแล้ว ..ที่มานั้นจะเป็นตัวบอกข้อมูลอะไรได้หลายๆ อย่างในตัวซิมมันเอง เช่น 

ซิมนี้มาจากภูมิภาคไหน / จังหวัด / เขต / อำเภออะไร / 

ลงทะเบียน..ด้วยบัตรประชาชน.. มีหรือไม่ 

ถ้าไม่…ค่ายมือถือก็งานเข้าเต็มๆ … (ต้องไปเจอคำสั่งลงโทษจาก กสทช.) 


แต่ถ้ามีลงทะเบียน..คือใคร .. เป็นคนไทย หรือ ต่างชาติ

การลงทะเบียนเป็นตัวบุคคล หรือ ในนามตัวแทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) 

– ข้อมูล จาก กสทช.เท่าที่เคยทำข่าว กสทช. มาหลายประเด็น ข้อมูลดิบๆ ภาพรวมเบอร์โทรฯ ในตลาดอุตสาหกรรมซิมโทรศัพท์ ขณะนี้มี 120 ล้านเบอร์ 

ในจำนวนนี้ เป็นเบอร์ระบบเติมเงิน 90% 

และมีประมาณ 20% ของจำนวนซิมทั้งหมด.. เป็นการลงทะเบียนในนามตัวแทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) 


5. ตำรวจ..รออะไร..? 
-หลังจากฝากขังผู้ต้องหา คนจีน 3 คนไปแล้ว … ตอนนี้ รอข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น…จาก ค่ายมือถือ และ กสทช. ซึ่งต้องสรุปเป็นเอกสารรายงานส่งให้ตำรวจ เพื่อนำมาขยายประเด็นการสอบสวน

6. เชื่อ-ไม่เชื่อ ปัญหาคาใจ? 
– ข้อกล่าวอ้างของคนจีน..เอาซิมกว่า 3.47 แสนซิมไป สมัครสมาชิกวีแชท 

– ด้วยการเอาซิม ใส่เครื่องอ่านเบอร์ (แอคซิม) โดยไม่หักเบอร์ออกมา คือ ไม่ได้ใช้งานโทรศัพท์ แต่อยากรู้เบอร์โทรอย่างเดียว เพื่อเอาเบอร์ไปลงทะเบียนสมัคร”วีแชท” แอพยอดฮิตของคนจีน (ฮิตแบบไหน.. ก็ฮิตแบบคนไทย เล่น Facebook อารมณ์ประมาณนั้น) 

– เพื่อเอาไอดี วีแชท ไปสมัคร เพจออนไลน์ของจีน เพื่อปั่นสินค้า ยอดวิว ยอดไลค์ ยอดแชร์

– ทำกันที่สระแก้ว แต่อ้างว่า บริษัทแม่ที่ประเทศจีน เป็นคนสั่ง และเป็นผู้จัดหาซิมมือถือมาให้ โดยมีการส่งกันในประเทศไทย ตร.บอก ผู้ต้องหาให้ข้อมูลว่า มาเป็นกล่องบ้างๆ ลังบ้าง มาครั้งละมากๆ 

7. คนเราจะซื้อซิมจำนวนมากๆ ได้หรือไม่ ?

ได้ อยากซื้อเท่าไหร่ก็ได้…ไม่มีกฎหมายห้าม ..ต้องลงทะเบียนด้วยบัตร ปชช. 

ว่าแต่ว่า..คนๆ หนึ่ง… หรือ คน 3 คน..ถ้ามีซิม 3 แสน 4 หมื่น 7 พันเบอร์ อยู่ในครอบครอง… 

..เป็นคุณจะเอาซิมเหล่านี้..ไปทำอะไรได้บ้าง..?  

 

คำต่อคำ..! ผู้เสียหาย วิงวอน “AIS” หาเบื้องหลัง พนง.ขโมยข้อมูล ส่วนตัวลูกค้า -ละเมิดสิทธิ์ ไม่ปลอดภัย

15 กันยายน 2559 

“AIS..ควรชี้แจงข้อมูลทั้งหมดว่า เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นคนทำ ทำกันคนเดียว หรือขบวนการ มีคนสมรู้ร่วมคิดด้วยหรือไม่..”

เสียงวิงวอนจาก “พล” มัณฑนากร วัย 41 ปี บอกกับทีมข่าว”ไทยพีบีเอส” ถึงสิ่งที่ต้องการให้
AIS แสดงความรับผิดชอบมากกว่า การให้ข้อมูลว่า ไล่ออกพนักงาน หรือ แสดงความเสียใจ ต่อกรณี ข้อมูลส่วนตัวของ “พล” ถูกพนักงานขโมยออกไปขายให้คนนอกองค์กร

วันนี้ ทีมข่าวได้พูดคุยกับชายผู้นี้ ซึ่งดูจากภาษากายแล้ว มีความเครียด และ กังวลไม่น้อย..

ประเด็นที่เริ่มต้น คงเหมือนที่หลายคนสงสัย คือ “ได้เอกสารมาอย่างไร”

“พล” บอกว่า “ไม่ทราบว่าใครส่งมาให้ผม แต่ได้รับทรัมพ์ไดร์ ถูกวางไว้ในกล่องตู้รับจดหมายหน้าบ้าน พยายามสอบถามข้อมูลจาก รปภ.หมู่บ้าน ก็ไม่พบข้อมูลว่าใคร หรืออะไร”

คำถาม ที่สนใจเพิ่มเติมคือ “ในนั้น มีข้อมูลอะไรบ้าง”

คำตอบที่ได้คือ “ในทรัมพ์ไดร์ มีรายละเอียดไฟล์เอ็กเซล ระบุข้อมูลการโทรเข้า-ออกของเบอร์ผม รวมทั้งตำแหน่งโลเคชั่น เสาสัญญาณที่อยู่รอบๆ ตัว ทำให้รู้ว่าผมอยู่ที่ไหน กำลังจะเดินทางไหน
ทำให้รู้ว่าตอนนั้นใครโทรหาผม หรือ ผมโทรหาใคร”

ถาม: ในเอกสารพอจะเห็นรายละเอียดหรือไม่ว่า มีย้อนหลังนานแค่ไหน

“เท่าที่ดูมีข้อมูลเฉพาะเบอร์ของผมมีย้อนหลังไป 3-4 เดือน”

ถาม: ในไฟล์เอ็กซ์เซลนี้ มีเบอร์อื่นที่รู้จัก และไม่รู้จักหรือไม่

“ผมประเมินคร่าวๆ ด้วยสายตา ไม่ได้นับเป๊ะๆ ยังมีเบอร์โทรคนอื่นๆ ที่ผมไม่รู้จักในหลัก 100 เบอร์ ซึ่งย้อนหลังตั้งแต่ปี 2013 หรือ 2-3 ปีที่ผ่านมา”

ถาม: “ได้เห็นหรือไม่ว่า มีชื่อของใครในเอกสาร”

“ผมตรวจสอบข้อมูลในไฟล์เอกสารที่ไดัรับ พบว่ามีการะบุชื่อ พนักงานคนหนึ่ง (ชื่อพนักงาน) ระบุชื่อบริษัท ทุกไฟล์ที่มีข้อมูลย้อนหลังในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถูกระบุเหมือนกัน แต่ไม่ทราบว่า
เป็นระดับไหนอย่างไร”

หลังจากได้รับเอกสาร… นี่คือสิ่งที่ “พล” บอกว่า เค้าติดตามสอบถามไปยังฝ่ายเกี่ยวข้อง

“ผมเริ่มโทรไปที่ เอไอเอส เซเรเนด ซึ่งเจ้าหน้าที่โทรกลับมาในวันเดียวกัน บอกว่า ไม่สามารถทำอะไรได้ แม้กระทั่งรับเรื่องไว้ตรวจสอบ หลังจากวางสายไปวันนั้นผมยังงงๆ ไม่รู้ว่า จะทำอย่างไรต่อไป…
วันรุ่งขึ้น ผมไปพบผู้จัดการสาขา ที่ช็อปเอไอเอสแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ผู้จัดการสาขา บอกว่า จะรับเรื่องส่งไปให้ และจะตามเรื่องให้ แต่ผมเองก็ตามเรื่องอยู่ทุกวัน แต่ก็ได้รับคำตอบว่า ได้ตามเรื่องให้อยู่

..ผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น..

จากนั้น ภรรยาผมจึงตัดสินใจโพสต์เว็บพันทิพ (ลิ้งค์นี้  http://m.pantip.com/topic/35589452? )

ซึ่งภรรยาเป็นเจ้าของเบอร์ ..แต่ผม เป็นผู้ใช้งาน..
หลังจากโพสต์ มีผู้บริหารติดต่อมาขอพบผมที่บ้าน แต่ผมไม่ต้องการให้ใครไปบ้าน จึงไปพบผู้บริหาร ที่สำนักงานใหญ่ บริษัทAIS (ปากซอยพหลโยธิน 8) ภายในห้องที่พบกัน มีฝั่งเอไอเอส 4 คน เป็นชาย 1 คนอยู่ฝ่ายกฏมาย อีก 3 คน เป็นผู้หญิง เค้าแนะนำตัว แต่ผมจำไม่ได้แน่ชัดว่า ฝ่ายอะไรบ้าง

ทาง AIS เริ่มต้นด้วยการกล่าวแสดงความเสียใจ และแจ้งว่าบริษัทได้ทำการสืบสวน และไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งบริษัทได้ไล่พนักงานออกไปแล้ว พร้อมอธิบายให้ฟังเกี่ยวกับระบบการตรวจสอบ ว่า บริษัทมีการวางระบบป้องกันดีเยี่ยมอยู่แล้ว แต่ผมก็ถามกลับว่า ถ้าระบบมันดีเยี่ยมอยู่แล้ว
แล้วข้อมูลหลุดมาได้อย่างไร

ผมฟังอยู๋ประมาณ ครึ่งชั่วโมง เห็นว่าไม่มีอะไรคืบหน้าแล้ว จึงขอตัวกลับ และจนถึงวันนี้ บริษัท ก็ไม่ได้ติดต่ออะไรมาอีก”

ถามว่า : จนถึงวันนี้ มีการแจ้งความแล้วหรือไม่

“ที่ผ่านมา ยังไม่ได้คิดแจ้งความ เพราะไม่คิดว่าจะมีเหตถุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเรา และอยากได้ความชัดเจนก่อนว่า มันเกิดอะไร และเป็นมายังไง แต่เมื่อยังไม่มีความกระจ่าง ก็จะเตรียมแจ้งความ
รวมถึงเข้าให้ข้อมูลกับ ทาง กสทช. ด้วย ก็พร้อมและยินดีให้ความร่วมมือ ให้ข้อมูลเช่นกัน”

ถามว่า: ต้องการให้ AIS แก้ปัญหา อย่างไร

“มาถึงขั้นนี้แล้ว เบอร์ผมหลุดออกมาแล้ว ก็ไม่รู้จะแก้อย่างไรได้ แต่อยากขอให้เอไอเอส ชี้แจงให้ชัดเจนว่า ทำไมพนักงานบางคนถึงได้เอาข้อมูลออกไปสู่ภายนอกบริษัท ต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน
เพราะดูจากเอกสารแล้วมันมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2013 มันมีผลประโยชน์ตอบแทนกันอย่างไร และทำให้ผมสงสัยว่าแล้วพนักงานที่กำลังทำงานกันอยู่ ในขณะนี้ กำลังมีใครทำแบบนี้อยู่อีกหรือไม่ และการที่เรื่องมันเงียบไป หรือ ไม่ได้รับการติตต่ออีก ยิ่งทำให้สงสัยว่า ผู้บริหารมีส่วนเกี่ยวข้อง
หรือรู้เรื่อง หรือพยายามจะปกปิดหรือไม่..

ตอนนี้ ผมไม่เชื่อมั่นในระบบสักระบบ ไม่ว่าจะเป็นค่ายมือถืออื่นๆ เครือข่ายใดก็ตาม เพราะหากลองค้นดูกูเกิ้ล จะเห็นข้อมูลที่มีคนโพสต์ว่า รับจ้างสืบข้อมูลหลายราย อยากรู้ว่า คนเหล่านี้
เค้าประสานกับใคร และทำได้อย่างไร ถึงได้ข้อมูลลูกค้าเหล่านี้มาได้เพื่อตามสืบ..

ส่วนมาตรการเข้าถึงข้อมูลลูกค้านั้น เอไอเอสควรชี้แจงข้อมูลทั้งหมดว่า เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นคนทำ ทำกันคนเดียว หรือขบวนการ มีคนสมรู้ร่วมคิดด้วยหรือไม่ และอยากให้มีวิธีการที่ลูกค้าทั่วไปของเอไอเอสจะตรวจสอบได้
อยากรู้ว่ามีพนักงานคนไหนที่เข้ามาค้นหาข้อมูลเบอร์ของเราได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเท่าที่ติดตามข้อมูลตามสื่อต่างๆ เอไอเอส พยายามตอบกลับว่า ไม่มีข้อมูลหลุด แต่ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้..

อยากฝากถึงเอไอเอสว่า อย่าเงียบ และช่วยแอคชั่นอะไรออกมาให้เป็นรูปธรรมมากกว่านี้”


ถามว่า ..AIS ชี้แจงแล้วว่าจะปรับปรุงให้รัดกุม รอบคอบมากขึ้น เพิ่มคนเข้ารหัส 2 คน จากเดิมหนึ่งคน

“ผมไม่มั่นใจ เพราะกลายเป็นว่า คนว่าจ้างให้ขโมยข้อมูล แทนที่จะจ้างวานจ่ายให้คนเดียว ก็กลายเป็นจ่ายให้สองคนก็ได้ และหากหนึ่งในสองคนนี้ร่วมกันทุจริตขึ้นมา ก็อาจทำให้เพื่อนร่วมงานที่ไม่รู้เรื่องซวยไปด้วย

ส่วนการห้ามพนักงานนำโทรศัพท์มือถือ ทรัมพ์ไดร์ ยูเอสบี เข้าไปให้ห้องที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่เข้าถึงข้อมูลลูกค้านั้น ผมมองว่า หากจะห้ามแบบนั้น ก็ต้องห้ามเอากระดาษปากกา ดินสอเข้าไปด้วย
คนขโมยต้องใช้วิธีดูหน้าจอแล้วจำเอา อาจต้องใช้คนที่มีความสามารถมากหน่อย การแก้ปัญหาแบบนี้ ไม่ได้ช่วยสร้างความมั่นใจมากนัก..

ผมเชื่อว่าที่ผ่านมา ภายในทำงานของเอไอเอส หละหลวมมาก เป็นที่ระบบของเอไอเอส ไม่เช่นนั้นจะตรวจพบแล้ว มีการนำข้อมูลออกมาเป็นระยะเวลาหลายปี ซึ่งสวนทางกับสิ่งที่ผู้บริหารเอไอเอสชี้แจงว่า
มีระบบออดิด ตรวจสอบกันอยู่บ่อยๆ ตลอดเวลา แต่ผมบอกว่า มันไม่ใช่ เพราะไม่เช่นนั้น พนักกงานคนนี้จะถูกจับได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ เป็นระบบที่ไร้การตรวจสอบสิ้นเชิง จากการที่เอไอเอสเงียบอยู่แบบนี้ ผมเชื่อว่า น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ หรือ ผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่เป็นระดับใหญ่โตมากกว่านั้นหรือไม่”

 

บทความพิเศษ : ซิมดับ ย้ายค่าย และโปรลับ สถานการณ์ผู้บริโภคหลังประมูล 4G โดย”ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา”

image

บทความพิเศษ : ซิมดับ ย้ายค่าย และโปรลับ
สถานการณ์ผู้บริโภคหลังประมูล 4G

โดย นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

 
“ผ่านพ้นการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz นานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว สื่อมวลชนต่างมุ่งความสนใจไปที่การยังไม่ชำระเงินของผู้ชนะการประมูลทั้งสองราย ซึ่งตามหลักเกณฑ์แล้วมีเวลาชำระได้ถึง 90 วันหลังการรับรองผลการประมูล และทั้งสองรายยังอยู่ระหว่างกระบวนการประสานวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงิน โดยยังไม่มีสัญญาณใดๆ แม้แต่น้อย ว่าสถาบันการเงินได้ปฏิเสธการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อ เพียงแต่ต้องพิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบรัดกุม และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การกำกับดูแลที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควร อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างจะมีข้อสรุปก่อนครบกำหนด 90 วันอย่างแน่นอน

แต่สำหรับผู้บริโภคแล้ว คำถามที่สำคัญกว่าก็คือ ผู้ใช้งานในระบบ 2G บนคลื่นความถี่ 900 MHz เดิมซึ่งอยู่ในช่วงมาตรการเยียวยาจะใช้งานได้ถึงเมื่อใด และต้องเตรียมการรับมืออย่างไร จะมีการขยายระยะเวลาเยียวยาออกไปอีกหรือไม่

ตัวเลขผู้ใช้บริการในระบบ 2G ตามที่ผู้ให้บริการให้ข่าวคือประมาณ 1 ล้านราย นอกจากนี้ยังมีผู้ใช้บริการที่ย้ายค่ายไประบบ 3G แล้ว แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนเครื่องมือถือให้รองรับ 3G ทำให้ต้องใช้งานโรมมิ่งบนระบบ 2G อีกประมาณ 10 ล้านราย หากปิดระบบ 2G บนคลื่นนี้แล้ว จะพลอยใช้งานไม่ได้ไปด้วยหากไม่เปลี่ยนมือถือใหม่

ทางออกของผู้บริโภคกลุ่มที่ยังไม่ได้ย้ายค่าย หากต้องการใช้บริการต่อเนื่องหรือใช้งานหมายเลขเดิมต่อไป ก็จะต้องย้ายค่าย มิเช่นนั้นก็จะเจอเหตุการณ์ซิมดับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งการย้ายค่ายอาจย้ายไปค่ายเดิมบนระบบ 3G หรือเปลี่ยนไปค่ายอื่นเลยก็ได้ เป็นสิทธิของผู้บริโภค แต่ต้องคำนึงถึงอุปกรณ์มือถือว่ารองรับบริการของค่ายที่ย้ายไปหาด้วย ซึ่งในปัจจุบันหลายค่ายต่างก็ออกโปรโมชั่นแจกเครื่องหรือขายเครื่องราคาถูก

ส่วนผู้บริโภคกลุ่มหลังที่ยังไม่ได้เปลี่ยนมือถือ ทำให้ยังคงใช้งานเครือข่าย 2G ได้เท่านั้น ทั้งที่ย้ายไปค่าย 3G แล้ว หากยังรักค่ายเดิมก็ต้องติดต่อขอรับมือถือใหม่หรือซื้อมือถือใหม่แล้วแต่สะดวก แต่หากจะย้ายค่ายไปหาระบบ 2G ที่เหลืออยู่ ก็ต้องสอบถามแต่ละค่ายให้ดี ว่าค่ายใดยังให้บริการ 2G อยู่บ้าง เช่นถ้าเป็นค่ายที่ยังไม่หมดสัมปทาน 2G หรือค่ายที่นำคลื่นที่ชนะการประมูลหรือคลื่นที่มีอยู่เดิมมาแบ่งให้บริการ 2G ก็อาจจะไม่ต้องเปลี่ยนมือถือ แต่ต้องยอมรับว่าบริการ 2G คงมีระยะเวลาเหลืออีกเพียงประมาณ 1-2 ปี สุดท้ายแล้วบริการ 2G ในประเทศไทยก็จะหยุดลง และเราก็ต้องเปลี่ยนมือถืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ส่วนคำถามที่ว่า การย้ายค่ายไป 3G จำนวน 10 ล้านราย โดยที่ยังใช้เครื่อง 2G เกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่หน่วยงานตรวจสอบต้องร่วมกันหาคำตอบ แต่ปัญหาเฉพาะหน้าในปัจจุบัน คือทำอย่างไรให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้ใช้บริการได้ต่อเนื่อง แม้ว่าหากเกิดปัญหาขึ้นจริง ผู้ให้บริการจะต้องรับผิดชอบโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม และตามหลักกฎหมายแล้ว ผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ถือว่าเป็นผู้ใช้บริการตามมาตรการเยียวยา เพราะได้ย้ายค่ายออกไปก่อนแล้ว

ที่ผ่านมา มีผู้เสนอให้ขยายระยะเวลาเยียวยา คือให้คงบริการ 2G บนคลื่นนี้ออกไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้ผู้บริโภคมีเวลาย้ายค่ายนั้น โดยทางเทคนิคแล้ว แต่ละค่ายมีความสามารถในการย้ายได้วันละประมาณ 60,000 ราย หากมีการย้ายอย่างจริงจังหลังสิ้นสุดการประมูลคลื่น  ในวันนี้เราก็จะไม่เหลือผู้ใช้บริการในระบบ 2G (ที่เคยมีจำนวน 1 ล้านราย) เลย โดยไม่ต้องขยายเวลาแม้แต่น้อย ปัญหาจึงอยู่ที่การลงมือปฏิบัติ ตั้งแต่ การแจ้งเตือนผู้บริโภค การเตรียมระบบรับมือกับการย้ายค่ายปริมาณมาก ปัญหามิได้อยู่ที่ระยะเวลาไม่เพียงพอ เพราะหากค่ายมือถือยังคงไม่แจ้งเตือนอย่างทั่วถึงและจริงจัง ต่อให้ขยายระยะเวลาก็ยังมีผู้บริโภคตกค้างจนต้องเผชิญปัญหาซิมดับโดยไม่รู้ตัวอยู่ดี

ที่สำคัญกว่านั้น คือสิทธิในการใช้คลื่นย่านนี้ ย่อมตกเป็นของผู้ชนะการประมูลที่มาชำระเงินและได้รับใบอนุญาตแล้ว หากมีการขยายระยะเวลาเยียวยาออกไปเกินกว่านั้น ย่อมเป็นการกระทบสิทธิการใช้คลื่นโดยชอบด้วยกฎหมาย และจะก่อปัญหาตามมาอีกมากมาย จึงสรุปได้แต่เพียงว่า มาตรการเยียวยาผู้บริโภคบนคลื่นความถี่ 900 MHz จะสิ้นสุดในวันที่มีการชำระเงินประมูลและออกใบอนุญาตแล้ว บนบรรทัดฐานเดียวกับการเยียวยาบนคลื่นความถี่ 1800 MHz

แต่สำหรับผู้บริโภคที่ขอย้ายค่ายนั้น (ไม่ว่าจะกรณีการหลีกเลี่ยงซิมดับหรือกรณีทั่วไป) อาจพบอุปสรรคบางอย่าง เช่น การย้ายค่ายไม่สำเร็จ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักเกิดจากค่ายเดิมไม่อนุมัติให้ย้ายออกโดยยกสาเหตุต่างๆ นานา หรือค่ายเดิมมีข้อเสนอพิเศษเพื่อจูงใจให้ใช้งานค่ายของตนต่อไป หรือที่เรียกกันว่าโปรลับ เช่น ลดราคาให้ถึง 50% หรือเพิ่มการใช้งานให้จนไม่อยากย้ายค่าย ก็มีผู้สอบถามว่าพฤติการณ์เหล่านี้ถูกกฎหมายไหม

ตามประกาศ กทช. เรื่องหลักเกณฑ์บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น การย้ายค่ายเป็นสิทธิของผู้บริโภค ค่ายมือถือจะกีดกัน ขัดขวาง หรือหน่วงเหนี่ยวการย้ายค่ายไม่ได้ เช่น การอ้างว่ายังใช้บริการไม่ครบ 90 วันไม่สามารถย้ายออกได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง เงื่อนไขที่ปฏิเสธการย้ายได้คือ เลขหมายที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เลขหมายที่อยู่ระหว่างดำเนินคดีหรือถูกอายัด เลขหมายที่ยกเลิกบริการแล้ว เลขหมายที่มิใช่ของเราหรืออยู่ระหว่างเปลี่ยนชื่อผู้ใช้หรือยังไม่ลงทะเบียน และเลขหมายที่อยู่ระหว่างโอนย้ายอยู่แล้ว รวมถึงการที่ผู้ขอย้ายค่ายยังไม่ส่งเอกสารหลักฐานประกอบการย้าย โดยสรุป ผู้ให้บริการไม่สามารถยกสาเหตุอื่นนอกจากสาเหตุเหล่านี้ได้ ส่วนความสับสนที่พบบ่อยอีกประเด็นคือการมีค่าบริการค้างชำระ ซึ่งผู้บริโภคควรชำระหนี้ที่ค้างก่อนการย้าย ยกเว้นค่าบริการเดือนสุดท้ายที่ยังไม่ครบรอบบิล ให้ชำระเมื่อย้ายออกได้แล้ว หากผู้บริโภคพบพฤติการณ์ที่กีดกัน ขัดขวาง หรือหน่วงเหนี่ยวการย้ายค่ายสามารถร้องเรียนได้

กรณีที่มีข่าวว่า ค่ายมือถือบางค่ายบังคับให้ผู้บริโภคที่จะโทรไปศูนย์บริการของค่ายมือถืออื่น ต้องฟังข้อความประชาสัมพันธ์ของค่ายตนก่อน ก็เป็นเรื่องที่มีการตั้งคำถามว่าเหมาะสมหรือไม่ และถูกกฎหมายหรือไม่ แต่หากจงใจขัดขวางการโทรออกของผู้บริโภคไม่ว่าด้วยเหตุใด ย่อมผิดกฎหมายอย่างแน่นอน

ตรงข้ามกับมาตรการเชิงลบที่กระทบสิทธิการย้ายค่ายและผิดกฎหมายอย่างชัดเจนแล้ว ค่ายมือถือต่างก็ใช้มาตรการเชิงบวก คือการยื่นข้อเสนอที่ดีขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคสมัครใจไม่ย้ายค่าย ไม่ว่าการลดราคา หรือเพิ่มสิทธิประโยชน์ ซึ่งตามหลักธุรกิจแล้วถือว่าทำได้ เนื่องจากเป็นการสมนาคุณแก่ลูกค้าของตน แต่หากมีสภาพเป็น ”โปร” แล้ว ย่อมไม่มีคำว่า “ลับ” เพราะ กสทช. กำหนดให้ค่ายมือถือต้องรายงานรายการส่งเสริมการขายให้สำนักงาน กสทช. ทุกเดือน การปกปิดรายการส่งเสริมการขายย่อมผิดกฎหมาย แต่หากเป็นการสมนาคุณเฉพาะบุคคลโดยไม่มีลักษณะเป็นรายการส่งเสริมการขายก็อาจเป็นคนละกรณีกัน

อย่างไรก็ตาม การกำหนดอัตราค่าบริการให้แตกต่างกันในบริการโทรคมนาคมลักษณะและประเภทเดียวกัน เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ผู้บริโภคที่ต้องจ่ายแพงกว่าในบริการแบบเดียวกันสามารถร้องเรียนเพื่อจ่ายในอัตราเดียวกับคนอื่นได้ และผู้ให้บริการก็ควรคำนึงถึงหัวอกของผู้บริโภคที่ยังภักดีและไม่ขอย้ายค่ายด้วยว่า เหตุใดในที่สุดต้องจ่ายแพงกว่าคนอื่น

และที่สำคัญสำหรับสถานการณ์ภายหลังการประมูลคลื่น คือเรามีผู้ให้บริการายใหม่  หากค่ายมือถือเดิมเสนอโปรลับในราคาที่ต่ำกว่าทุน ย่อมเป็นการกีดกันการค้า ส่งผลเป็นการจำกัดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และในระยะยาวจะก่อให้เกิดการผูกขาดแบบเดิมๆ นับเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แม้ดูผิวเผิน เสมือนว่าผู้บริโภคได้รับประโยชน์ (ในระยะสั้น) ก็ตาม ในหลายประเทศแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ต่างก็เฝ้าระวังการกำหนดราคาแบบ Predatory Pricing เช่นกัน

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พอจะสรุปได้ว่า การประมูลคลื่นความถี่ที่ผ่านมา เป็นจุดเปลี่ยนของตลาดโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยอย่างแท้จริง”

 

กสทช.เตือน! ลูกค้า “ทรูมูฟ”และ”GSM 1800” เร่งย้ายค่าย ก่อน 17ก.ค.58 เลี่ยงเจอปัญหาซิมดับ / ขอเงินค้างในระบบเติมเงินคืนตามกม.

image

18 มิถุนายน 2558

กสทช.เตือน ผู้ใช้มือถืออีกกว่า 7แสนเบอร์ ค่าย”ทรูมูฟ”และ”จีเอสเอ็ม 1800″ เร่งย้ายออก ก่อน 17 กรกฎาคม 58  เลี่ยงเจอปัญหาซิมดับ แนะขอเงินที่ค้างในระบบเติมเงินคืนได้ตามกฎหมาย

นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภค ในกิจการโทรคมนาคม เปิเผยว่า ขณะนี้ เหลือเวลาประมาณ 1 เดือน จะครบกำหนดการขยายเวลาประกาศมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญาการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนย่านความถี่ 1800 MHz หรือมาตรการเยียวยา ตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 94/2557 ที่ระบุให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) คุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในระหว่างที่มีคำสั่งให้ชะลอการจัดประมูลคลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมเป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งคำสั่งจะครบกำหนดในวันที่ 17 กรกฎาคม 2558 ที่จะถึงนี้

 
ทั้งนี้ คณะทำงานติดตามและกำกับดูแลการดำเนินการตามมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวฯ ของสำนักงาน กสทช. รายงานว่า ปัจจุบัน มีผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 2จี ของบริษัท ทรูมูฟ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ใช้สัญญาณ”ทรูมูฟ”  ค้างอยู่ในระบบกว่า 700,000 เลขหมาย  ส่วนผู้ใช้บริการของบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด ผู้ให้บริการเครือข่าย “จีเอสเอ็ม 18000”  มีลูกค้าเหลืออยู่ประมาณ 2,700 เลขหมาย โดยมียอดเงินที่ค้างอยู่กับผู้ให้บริการรวมกันทั้งสิ้นกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งผู้ใช้บริการในส่วนนี้ หากไม่เร่งโอนย้ายออกจากระบบ พอถึงกำหนดก็จะประสบกับปัญหาซิมดับ หรือไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป

image

“อยากแจ้งให้ผู้ใช้บริการของทั้งสองบริษัทดังกล่าวทราบว่า หากประสงค์จะใช้บริการเบอร์เดิมได้อย่างต่อเนื่อง ก็ต้องเร่งดำเนินการโอนย้ายหมายเลขโทรศัพท์ออกจากระบบไปยังผู้ให้บริการรายใหม่ก่อนสิ้นสุดกำหนดระยะเวลา

 สำหรับคนที่ต้องการใช้บริการคงสิทธิเลขหมาย หรือย้ายค่ายเบอร์เดิม สามารถเลือกผู้ให้บริการรายใหม่ได้ตามความพึงพอใจ ไม่จำกัดว่าต้องโอนย้ายไปอยู่กับผู้ให้บริการใหม่ในเครือบริษัทเดิมเท่านั้น โดยสามารถติดต่อศูนย์ให้บริการลูกค้าของผู้ให้บริการรายใหม่ที่เราต้องการโอนย้ายไปใช้บริการได้ทันที ซึ่งการโอนย้ายใช้เวลาไม่เกิน 3 วัน ส่วน ผู้ยังไม่ได้ลงทะเบียนซิมการ์ด ก็จำเป็นต้องไปลงทะเบียนซิมการ์ดกับผู้ให้บริการรายเดิมเสียก่อน แล้วจึงสามารถติดต่อขอโอนย้ายเลขหมายได้” นายแพทย์ประวิทย์ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้ให้บริการแต่ละรายมีขีดความสามารถในการให้บริการคงสิทธิเลขหมายได้ไม่เกิน 60,000 เลขหมายต่อวัน  จึงไม่ต้องการให้ผู้ใช้บริการนิ่งนอนใจจนถึงนาทีสุดท้าย และควรเผื่อเวลาไว้มากกว่า 3 วัน หรืออย่างช้าไม่ควรเกินวันที่ 11 หรือ 12 กรกฎาคม เพราะถ้าไปติดต่อขอโอนย้ายแบบกระชั้น ถึงแม้จะก่อนวันที่มาตรการเยียวยาสิ้นสุด แต่หากในช่วงเวลานั้นมีผู้ขอโอนย้ายเกินขีดจำกัดของผู้ให้บริการ ก็จะเกิดปัญหาซิมดับอยู่ดี

          ส่วนในกรณีที่ผู้ใช้บริการไม่ต้องการใช้งานหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวอีกต่อไป  ทางผู้ใช้บริการ สามารถแจ้งปิดบริการ และขอเงินที่ค้างอยู่ในระบบทั้งหมดคืนได้ โดยกฎหมายกำหนดไว้ว่า ผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องคืนเงินผู้ใช้บริการภายใน 30 วันต โดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาว่าผู้ใช้บริการต้องขอเงินคืนภายในระยะเวลาเท่าใด และผู้ใช้บริการสามารถแจ้งความประสงค์ให้คืนเป็นเงินสด เช็ค หรือโอนผ่านบัญชีธนาคารก็ได้

อย่างไรก็ตาม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการขาดข้อมูลของผู้ใช้บริการในการไปขอเงินคืน หรือไม่ไว้ใจบริษัทว่าหากไปขอเงินคืนภายหลังที่ซิมดับ แล้วบริษัทจะแจ้งข้อมูลไม่ตรงกับยอดเงินที่เหลืออยู่จริงในระบบนั้น  ผู้ใช้บริการสามารถใช้วิธีกดเช็คยอดเงินในคืนวันสุดท้ายก่อนที่สัญญาณโทรศัพท์จะไม่สามารถใช้งานได้ และหาทางเก็บเป็นหลักฐานข้อมูลไว้แสดงกับบริษัท แต่ถ้าจะให้ดี ก็อยากแนะนำให้ไปปิดบริการล่วงหน้าอย่างน้อยสักวันหรือสองวัน โดยไปกดเช็กยอดเงินคงเหลือที่หน้าเคาน์เตอร์ของศูนย์บริการลูกค้าเลยก็ได้ หลังจากนั้นก็แสดงข้อมูลขอเงินคืนพร้อมกับปิดบริการ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการโต้แย้งกันเรื่องจำนวนเงิน

 

[บทความพิเศษ] นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล กับการจัดสรรคลื่น 4G ของรัฐบาลประยุทธ์ โดย อ.สมเกียรติ ตั้งกิจวนิชย์ TDRI

image

16 มีนาคม 2558

นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล กับการจัดสรรคลื่น 4G ของรัฐบาลประยุทธ์

สมเกียรติ ตั้งกิจวนิชย์

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

เศรษฐกิจดิจิทัลคือ เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในภาคการผลิตต่างๆ อย่างเข้มข้น ทำให้ประเทศไทยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความสามารถในการแข่งขันได้   เศรษฐกิจดิจิทัลแบบใหม่ (New Digital Economy) ในปัจจุบัน แตกต่างจากเศรษฐกิจดิจิทัลแบบเดิม (Old Digital Economy) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 2 ทศวรรษแล้ว กล่าวคือ ในขณะที่เศรษฐกิจดิจิทัลแบบเดิมเกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต  เศรษฐกิจดิจิทัลแบบใหม่เกิดจากการใช้สมาร์ทดีไวซ์ (smart device) เช่น สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต  ซึ่งติดต่อสื่อสารกันผ่านเครือข่ายไร้สายความเร็วสูง (wireless broadband) เช่น 3G

การที่สมาร์ทดีไวซ์ใช้งานได้ง่ายกว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาก ทำให้เกิดการใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าวในวงกว้าง แม้กระทั่งในหมู่ของผู้ที่ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ตมาก่อน  และทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ มากมายในแทบทุกสาขาเศรษฐกิจ แม้กระทั่งบริการแท็กซี่ ดังตัวอย่างของ Uber และบริการในลักษณะเดียวกัน    

มีการประมาณการกว่า ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีสมาร์ทดีไวซ์ประมาณ 30-33 ล้านเครื่อง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 65 ล้านเครื่องหรือประมาณ 2 เท่าในอีก 4 ปีหน้า ซึ่งจะทำให้เกิดความต้องการใช้คลื่นความถี่เพิ่มขึ้นอีกมาก จนเกินกว่าบริการ 3G จะรองรับได้     การใช้สมาร์ทดีไวซ์ในระดับสูงดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่า คนไทยมีความพร้อมในการก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลแบบใหม่มากพอสมควร   

การที่รัฐบาลประยุทธ์ประกาศนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลจึงเป็นการส่งสัญญาณที่ดีมากและเป็นการประกาศนโยบายที่ออกมาถูกที่และถูกเวลา    อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือ มาตรการส่วนใหญ่ของรัฐบาลที่กำหนดขึ้นมา ไม่ได้ช่วยส่งเสริมการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะมุ่งใช้กลไกภาครัฐซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อน ในขณะที่ละเลยกลไกตลาด ตลอดจนไม่มีมาตรการลดอุปสรรคต่างๆ ในการประกอบธุรกิจ      นอกจากนี้ ท่าทีของคสช. และรัฐบาลต่อการจัดสรรคลื่น 4G ยังสวนทางกับการมุ่งสู่เศรษฐกิจดิจิทัลแบบใหม่ โดย คสช. มีคำสั่งเมื่อเดือนมิถุนายน 2557 ให้ กสทช. ชะลอการประมูลคลื่น 4G ออกไปถึง 1 ปี โดยไม่ได้ให้เหตุผลที่ชัดเจนในการมีคำสั่งดังกล่าว

ย้อนหลังไปเมื่อปี 2555  กสทช. ได้เคยเตรียมการประมูล 4G  โดยเตรียมนำเอาคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ของบริษัท True Move ที่กำลังจะหมดอายุสัมปทานมาประมูล  แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ประมูล เพราะ กสทช. มีมติให้ขยายเวลาการให้บริการของ True Move ตามสัมปทานออกไป โดยอ้างว่าไม่สามารถจัดการประมูลได้ทัน ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์มากมาย    การประมูลคลื่น 4G ยังล่าช้าออกไปอีกครั้งเมื่อ คสช. มีคำสั่งเมื่อเดือนมิถุนายน 2557 ให้ชะลอการประมูลออกไปอีก 1 ปีดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น    แม้ในเดือนธันวาคม 2557 กสทช. ได้ขออนุญาตให้มีการประมูลคลื่น ก็ยังไม่ได้รับคำตอบจาก คสช.  และประชาชนไม่เคยทราบเหตุผลของการที่ คสช. ยังไม่อนุญาตใหัมีการประมูลคลื่น 4G ซึ่งก่อให้เกิดการคาดเดาต่างๆ

การประมูลคลื่น 4G ล่าช้า ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการในตลาดโทรคมนาคมไทย ดังปรากฏว่า นักวิเคราะห์หลักทรัพย์เคยวิเคราะห์ว่า ผู้ประกอบการที่ได้ประโยชน์จากการประมูลที่ล่าช้าออกไปคือ True Move  ในขณะที่คู่แข่งอีก 2 รายเสียประโยชน์   ที่สำคัญ การประมูลคลื่นที่ล่าช้าก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อคนไทย ที่เสียโอกาสในการได้ใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและกัมพูชา และทำให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสารสนเทศต้องล่าช้าออกไป ซึ่งขัดขวางนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

นอกจากนี้ ในระหว่างเวลาที่ คสช. ให้ชะลอการประมูลคลื่น 4G ออกไปนั้น ไม่ปรากฏว่า รัฐบาล และ คสช. ได้ดำเนินการอะไรเพื่อแก้ไขปัญหาของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย ซึ่งเกิดจากการแข่งขันที่จำกัดของผู้ประกอบการเพียง 3 รายคือ AIS, DTAC และ True Move เช่น ไม่ได้แก้ไขกฎหมายให้มีการเปิดเสรีตลาดโทรคมนาคมเพื่อให้มีผู้ประกอบการรายใหม่  และไม่ได้แก้ปัญหาธรรมาภิบาลของ กสทช. และสำนักงาน กสทช. เลย   มีแต่การเร่งผลักดันกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งก็ไม่ได้ตอบโจทย์ในเรื่องดังกล่าว และเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิของประชาชนเกินสมควร   นอกจากนี้ คำสัมภาษณ์ของบุคคลที่เกี่ยวข้องในคณะรัฐมนตรีก็ยังเพิ่มความสับสนและความสงสัยให้มากขึ้นต่อเจตนาของรัฐบาล    

ผู้เขียนทราบจากข่าวว่า จะมีการประชุมคณะกรรมการเศรษฐกิจดิจิทัลชุดชั่วคราว ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในวันที่ 18 มีนาคมนี้   ผู้เขียนหวังว่า จะเกิดความชัดเจนในการประมูล 4G ในวันนั้น โดยนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้า คสช. จะใช้โอกาสดังกล่าวในการประกาศเลิกคำสั่งให้ชะลอการประมูลคลื่น 4G และส่งสัญญาณให้ กสทช. ดำเนินการจัดประมูลคลื่นโดยเร็ว   ในกรณีที่ยังไม่อนุญาตให้มีการประมูล 4G  ผู้เขียนก็หวังว่า ประชาชนจะได้ทราบเหตุผลอย่างชัดเจนว่า การประมูล 4G โดยเร็วนั้น จะก่อให้เกิดผลเสียต่อประเทศอย่างไร จึงสมควรต้องชะลอต่อไป  

 

แค่โปรฯ เดียว! กสทช.สั่ง 5 ค่ายมือถือ ทำโปรฯ คิดเป็น”วินาที”ตามจริง/ “หมอลี่”ซัด เอกชนมีรายได้ คิดปัดเศษขึ้นเต็มนาที ปีละ 4-5หมื่นล้านบาท

image

7 มกราคม 2558

เคาะแล้ว! กสทช.สั่ง 5 ค่ายมือถือ ต้องมี โปรโมชั่น 1 โปรฯ ที่ต้อง คิดเป็น”วินาที”ตามจริง แทนการปัดเศษขึ้นเต็มนาที เพื่อให้เป็นทางเลือกให้ปชช.เริ่มใช้โปรฯ ใหม่  1มี.ค.2558/  ซึ่งการย้ายโปรฯ มีข้อตกลงว่า ปชช. ต้องไม่เสียค่าย้าย

ข้อสรุป กสทช. วันนี้ คือ  ถ้า ปชช. อยากใช้ตามจริง ก็ไปเปลี่ยนโปรโมชั่นซะ ตามที่เอกชน จัดมห้ ค่ายละ 1 โปรฯ วันที่ 1 มี.ค. 58 นี้  โดยเอกชน จะประกาศโปรฯ  ใหม่ออกมาให้ทราบหลังจากนี้ (ยังไม่มีรายละเอียดใดๆ มากกว่านี้)

ส่วนใคร ยังไม่ย้ายโปรฯ ก็ต้องโดนคิดค่าโทรฯ แบบปัดเศษเต็มจำนวนเต็มนาทีเหมือนเดิม

ส่วน การบังคับใช้ ให้คิดค่าโทรฯ ทั้งระบบนั้น กสทช. บอกว่า เอกชน ทำได้แน่ๆ แต่ขอเวลาอย่างน้อย ดูด้านเทคนิค และ ซอร์ฟแวร์ ถึงจะตอบได้ ซึ่งอาจใช้เวลาอีก ราวๆ 6 เดือน ถึง 1 ปี จากนี้

image

image

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช. บอกว่า “..จริงๆ เอกชน สามารถคิดแบบ วินาทีได้ทั้งระบบ และ ใช้เวลาเต็มที่ทางเทคนิค ไม่เกิน 2 เดือน

แต่เหตุผล ที่ ทำออกมาแค่ 1 โปรโมชั่นเท่านั้น ตอนนี้เพราะคิดว่า เอกชนคงกลัวเสียรายได้ จากการเก็บค่าเศษวินาที ที่ปชช. ต้องโดนปัดเศษ ใน 1 เดือน เฉลี่ย เอกชนได้รายได้จากการปัดเศษ 4-5 พันล้านบาท  หรือ 4-5 หมื่นล้านบาทต่อปี เค้าถึงยังไม่อยากทำ

ลองคิดดู ตอนนี้ ปชช. ใช้มือถือมีรวมกันในระบบ 100 ล้านเลขหมาย / ถ้า 1 คน เฉลี่ย โทร 2 ครั้งต่อวัน เศษ ที่โดนปัดขึ้นเต็มนาที จะคิดเป็นเท่าไหร่ แล้ว ต่อวัน และต่อเดือนจะโดนเท่าไหร่ หากรวมกัน 100 ล้านเบอร์ นั่นคือ รายได้ ที่เอกชนได้ไปจาก ปชช.

ผมหวังว่า สนง.กสทช. จะเดินหน้าต่อในการทำให้ได้ทั้งระบบ ตามที่ สปช. เสนอมา ไม่ใช่ ทำออกมาแค่โปรฯ เดียว แล้วบอกว่า ทำได้แล้ว อย่างนี้ไม่ได้เรียกว่า ทำแล้ว..”

 

พรุ่งนี้ 10โมง! กสทช. เชิญ Ais-Dtac-True ถกประเด็น คิดค่าบริการตามจริงเป็น”วินาที” / ประเด็นนี้ สำคัญอย่างไร –>

image

โพสต์ : 6 มกราคม 2558

เรื่องสำคัญของผู้ใช้มือถือ! พรุ่งนี้ 10โมง  “ฐากร”แจ้ง กสทช. เชิญ 3 ค่ายมือถือ Ais-Dtac-True หารือ ประเด็น  คิดค่าบริการตามจริงเป็นวินาที @สนง.กสทช. หลังวันนี้ ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เห็นชอบรายงานพิจารณาศึกษาการกำหนดอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามระยะเวลาการใช้งานที่เป็นจริงโดยคิดเป็นวินาทีของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค ด้วยคะแนน 211 ต่อ 3 เสียง งดออกเสียง 7 เสียง

*****
ขออธิบายเพิ่มสั้นๆ นะคะ.. ประเด็นนี้ น่าสนใจที่ว่า นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา หนึ่ง ใน กก. กสทช. อธิบายว่า “..ปกติต่างประเทศ เวลาใช้งานโทรศัพท์ แล้ววางสาย.. เศษของนาทีนั้น จะถูกปัดขึ้น เป็น”นาที” เมื่อครบเดือน.. โทรๆๆๆ เท่าไหร่ .. แต่ ค่ายมือถือ จะปัดเศษขึ้นแค่ครั้งสุดท้ายเมื่อรวมยอดรายเดือนแล้ว..
แต่ ไทย.. การปัดเศษวินาที..ค่ายมือถือ จะปัดเศษเป็น”นาที” ทุกๆ ครั้ง ที่มีการวางสาย  เช่น วันนี้ โทร 5 ครั้ง ทุกครั้งที่วางสาย ก็จะถูกปัดเศษขึ้นไปเป็น ” นาที” เป็นแบบนี้มานานแล้ว
ในประเทศ เท่าที่พบ สำหรับการโทร จะเห็นว่า บ้านเรา มีการปัดเศษเพิ่มมากถึง 60 เท่า เช่น ถ้าโทรเกิน “1 วินาที”  เท่ากับ “1 นาที” หรือ เท่ากับ “60 วินาที” หรือ 60 เท่า

ส่วนอินเทอร์เน็ต มีการปัดเศษ 1024 เท่า เทียบจากการใช้เกิน 1 KB ..

ข้อเท็จจริง ห็เหมือนกับการซื้อของ เช่น ซื้อส้ม 1 กิโลฯ  กับ 1 ขีด ก็ควรคิดตามจริง เพราะคงไม่มีร้านไหน ที่คิดราคาส้ม เป็นราคา 2 กิโลฯ เต็ม ”

นี่เป็น หนึ่งในปัญหา ที่ หมอประวิทย์ และ สปช.ผลักดันกันลุล่วงในหลักการรายงานผลพิจารณาวันนี้ จริงๆ มีการผลักดัน ตั้งแต่สมัย “สารี อ๋องสมหวัง” ยังอยู่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคแล้ว..

มองอีกมุม.. ประเด็น การกำกับดูแลผู้บริโภค ให้ได้รับบริการที่เป็นธรรม..
เป็นหน้าที่ของ กสทช. โดยตรง ..

ข้อเท็จจริง สำนักงาน เรียกประชุม 3 ค่ายได้ตลอดเวลา หากมีประเด็นที่จะต้องพิจารณา ..  ไม่น่าจะต้องรอให้ สปช. พูดที.. สนช.พูดที หรือ คสช. กระทุ้งที แล้วค่อยเรียกประชุม

แต่พรุ่งนี้ ก็น่าจับตา.. ต่อให้ประชุมกัน ระหว่าง กสทช. และ ค่ายมือถือ ก็ไม่ใช่ว่า จะทำได้ทันที หรือ โดยง่าย เพราะเอกชน ก็เวลามีเรื่องแบบนี้ เอกชนใช้สิทธิ์การทำธุรกิจ คือ ต้องขอกลับไปศึกษาแผนก่อนทุกครั้ง

*******

image

ขณะที่”บุญยืน ศิริธรรม” ปธ.สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ก็บอกว่า “..การทำหน้าที่ของ กสทช.ต่อมิติการคุ้มครองผู้บริโภค มีปัญหา ดูได้จากประมูล 3 จี เมื่อ 2 ปี ก่อน  /ช่วงนั้นหากใครจำได้  กสทช. ประกาศ ว่า มี 3 จีจะดียังไง.. ความเร็วเน็ตจะเร็วขึ้น ค่าบริการจะถูกลง 15% / โปรโมชั่นโทร ต้องไม่เกิน นาทีละ 99 สตางค์ / ระบบเติมเงินต้องเป็นแบบลงทะเบียนบุคคล เพื่อความปลอดภัย / การแก้ปัญหา sms ขยะ ทั้งชิงโชค ดูดวง พนันบอล  .. แต่ถามว่า วันนี้ ผ่านไปแล้ว 2 ปี ทุกคนคงได้สัมผัสกับ 3 จี ประเทศไทยแล้วว่า เป็นอย่างไร

การมี 4 จี ไม่ใช่ไม่ดี แต่กสทช. ควรเหลียวหลังก่อนแลหน้าไปด้วยกันด้วย ว่า วันนี้ กสทช. ทำอะไร..”