RSS

Category Archives: เนื้อหารายการ วิทยุ-ทีวี

บทความพิเศษ! ม. 44 เอื้อรัฐ เอื้อเอกชน หรือเอื้อประชาชน โดย”ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา” กรรมการ กสทช. #คลื่น700MHz #ทีวีดิจิทัล

22 เมษายน 2562

บทความพิเศษ! ม. 44 เอื้อรัฐ เอื้อเอกชน หรือเอื้อประชาชน

โดย: นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา
กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ

“.. คำสั่ง คสช. ที่ 4/2562 ก่อให้เกิดปฏิกิริยามากมาย ฝ่ายที่ได้รับประโยชน์ต่างออกมาสนับสนุน ส่วนฝ่ายที่เห็นว่าก่อความเสียหายต่อชาติก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ จนผู้คนทั่วไปพากันตั้งคำถามว่า สรุปแล้วคำสั่งฉบับนี้ดีหรือไม่ดี ในภาพรวมของคำสั่ง มีศูนย์กลางอยู่ที่การจัดสรรคลื่น 700 MHz ซึ่งปัจจุบันใช้ให้บริการทีวีดิจิทัล เพื่อเปลี่ยนมาเป็นบริการโทรคมนาคมยุค 5G เมื่อดึงคลื่น 700 MHz จากทีวีดิจิทัลมาก็หาแนวทางชดเชย เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และถือโอกาสนี้เปิดทางให้ช่องรายการทีวีดิจิทัลที่ไปต่อไม่ได้สามารถยุติกิจการได้ โดยให้ได้รับเงินค่าคลื่นคืนตามสัดส่วนระยะเวลาที่ดำเนินกิจการ

ในส่วนการจัดสรรคลื่น 700 MHz ให้กับบริการโทรคมนาคมยุค 5G ก็เกรงว่าค่ายมือถือต่างๆ จะไม่เข้าประมูล ด้วยยังมีภาระต้องจ่ายค่าคลื่น 900 MHz ที่ประมูลไปก่อนหน้านี้ จึงให้ผ่อนค่าคลื่น 900 MHz โดยไม่คิดดอกเบี้ย แต่กำหนดให้ต้องมารับการจัดสรรคลื่น 700 MHz ไปด้วย โดยไม่ต้องประมูล
และทั้งหมดนี้ให้อำนาจสิทธิขาดแก่สำนักงาน กสทช. ไม่ใช่ให้อำนาจกรรมการ กสทช. ดังเช่นกฎหมายปกติ ทั้งหมดนี้ฟังดูเหมือนดี แต่ทำไมมีคนไม่เห็นด้วย
จากการรวบรวมความเห็นอันหลากหลาย พอจะสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

1. กรณียืดหนี้ให้ทีวีดิจิทัลตามคำสั่ง คสช. ที่ 76/2559 มีการคิดดอกเบี้ย แต่กรณียืดหนี้ค่าคลื่น 900 MHz ให้ฝั่งโทรคมนาคมกลับไม่มีการคิดดอกเบี้ยเลย ส่วนต่างดอกเบี้ยที่หายไปคือความเสียหายของประเทศหรือไม่ และทำไมจึงใช้มาตรฐานที่ต่างกัน

2. ทำไมสื่อมวลชนหลายฉบับลงข่าวล่วงหน้าในวันที่ 11 เมษายน ว่าลุ้น คสช. ออก ม.44 ได้ถูกต้อง เหมือนได้รับข้อมูลวงใน ทั้งที่คำสั่งออกจากองค์กรด้านความมั่นคง มีใครตรวจสอบการใช้ข้อมูลวงในนี้หาประโยชน์จากส่วนต่างราคาหุ้นหรือไม่ ถ้าพบว่ามีจะต่างอะไรกับการที่อดีตนักการเมืองใช้ข้อมูลวงในของการลอยตัวค่าเงินบาททำกำไรให้แก่ตัวเองเมื่อปี พ.ศ. 2540

3. การเปลี่ยนคลื่นทีวีเป็นคลื่นโทรคมนาคมในสหรัฐอเมริกา สามารถทำได้โดยไม่ต้องนำภาระค่าคลื่นเดิมมาผ่อนผันแม้แต่น้อย โดยทำการคืนคลื่นทีวีผ่านการประมูลแบบ Reverse Auction และนำคลื่นนั้นไปจัดสรรให้กับบริการโทรคมนาคมแบบ Forward Auction

4. การนำภาระค่าคลื่น 900 MHz ไปผูกกับการจัดสรรคลื่น 700 MHz โดยอ้างว่าต้องเร่งประมูล 5G ซึ่งจะสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในอีก 15 ปีข้างหน้าถึง 2.3 ล้านล้านบาท แต่จากรายงานของ GSMA ประมาณได้ว่า ผลที่ไทยจะได้รับอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท ต่ำกว่ากันถึงเกือบ 6 เท่า และประโยชน์ที่ทั้งโลกจะได้รับอยู่ที่ 70 ล้านล้านบาท สัดส่วนขนาดเศรษฐกิจไทยต่อเศรษฐกิจโลกไม่ถึงร้อยละ 1 จึงไม่มีทางที่จะเป็น 2.3 ล้านล้านบาทตามที่อ้างกัน

5. จากรายงานของ GSMA ประเทศที่จัดสรรคลื่น 5G ได้เร็วไม่ตกยุคคือประเทศที่จัดสรรภายในปี ค.ศ. 2021 น่าจะเป็นเพราะสภาพความพร้อมของอุตสาหกรรมจะมาในปี ค.ศ. 2021 ทั้งในด้านอุปกรณ์ ด้านความพร้อมใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอื่น ส่วนในปัจจุบันแม้ไม่มี 5G ระบบอัตโนมัติและ IoT ก็เปิดให้บริการแล้ว ความเข้าใจที่ว่าถ้าไม่มี 5G จะไม่มีระบบการผลิตอัตโนมัติหรือไม่มี IoT ใช้งานเป็นความเข้าใจผิด หากไทยมี 5G ในปี ค.ศ. 2021 ก็ไม่ได้ทำให้เขตเศรษฐกิจพิเศษใดของไทยต้องล้มหายไป

6. การให้บริการ 5G ต้องใช้คลื่นทั้งย่านความถี่ต่ำ กลาง และสูง แต่ไทยยังไม่จัดทำแผนบูรณาการคลื่น 5G ทุกย่าน การเร่งจัดสรรคลื่น 700 MHz โดยไม่มีแผนการใช้คลื่นย่านอื่นประกอบทำให้เกิดความเสี่ยงทางธุรกิจ มากกว่าเกิดประโยชน์ และปัจจุบันมีเฉพาะทวีปยุโรปที่มุ่งใช้คลื่นย่าน 700 MHz แต่ยังไม่เปิดบริการและยังไม่มีอุปกรณ์ในท้องตลาด ส่วนอเมริกา จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ยังไม่ได้มุ่งใช้คลื่นย่านนี้

7. การเรียกคืนคลื่นจากทีวีดิจิทัลนั้น ต้องมีการทำแผนช่องสัญญาณออกอากาศใหม่ โดยใช้เวลาประสานแผนระหว่างโครงข่ายประมาณ 3 เดือน และใช้เวลาปรับอุปกรณ์อีกประมาณ 18 เดือน อย่างน้อยจึงต้องการเวลาอย่างต่ำ 20 เดือนนับจากวันเรียกคืน จึงจะสามารถนำคลื่น 700 MHz มาให้บริการโทรคมนาคมได้ การสร้างความเข้าใจผิดในการเร่งโอ่อวดเรื่อง 5G ของไทยในปี ค.ศ. 2019 นี้จะทำให้เกิดความสับสนกับสังคม หรือมิเช่นนั้นก็เป็นเพียงข้ออ้างในการเอื้อเอกชน

8. ด้วยความกังวลว่า หากให้ผ่อนค่าคลื่น 900 MHz เมื่อเอกชนได้ประโยชน์แล้ว แต่ไม่เข้าประมูล 5G จะทำให้เกิดค่าโง่ ในคำสั่งจึงกำหนดให้เอกชนต้องรับการจัดสรรคลื่น 700 MHz หากไม่รับการจัดสรรจะไม่สามารถผ่อนค่าคลื่น 900 MHz ดูเหมือนจะเป็นการบังคับ แต่เมื่อไม่ต้องใช้วิธีประมูล โดยให้สำนักงาน กสทช. เป็นผู้กำหนดราคาคลื่น หากกำหนดราคาต่ำไป ก็จะเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้เอกชนได้ผ่อนค่าคลื่น 900 MHz ด้วย ได้รับคลื่น 700 MHz ในราคาถูกด้วย เป็นการผูกขาดตลาดโทรคมนาคมอย่างถาวร โดยผลของคำสั่ง คสช.

9. ปัญหานี้เกิดจากการไม่มีกลไกกำกับดูแลการจัดสรรคลื่นและการกำหนดราคาคลื่นให้เป็นธรรม ซึ่งในการชดเชย ทดแทน ชดใช้ จ่ายค่าตอบแทนฝั่งทีวีดิจิทัล คำสั่ง คสช. ได้มีการกำหนดให้มีคณะอนุกรรมการซึ่งมีองค์ประกอบจากหลายหน่วยงานร่วมพิจารณา แต่กลับมอบดุลพินิจที่ปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลให้กับสำนักงาน กสทช. ดังนั้น โอกาสที่รัฐจะเสียค่าโง่ในการจัดสรรคลื่น 700 MHz ยังเปิดกว้างอยู่ และทำให้ตอกย้ำคำถามเดิมว่า ทำไมกิจการสองด้าน คสช. จึงกำหนดมาตรฐานในการจัดการต่างกัน

10. ในส่วนผู้ได้รับผลกระทบจากการเรียกคืนคลื่น 700 MHz แบ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นเดิม (แต่ไม่ได้ระบุว่าช่องใด) และผู้ให้บริการโครงข่ายหรือ MUX การที่มีการตีขลุมว่าทุกช่องรายการได้รับผลกระทบนั้น อาจไม่ถูกต้อง เพราะในการออกอากาศทีวีดิจิทัล ช่องรายการเป็นผู้ส่งเนื้อหาให้ MUX แพร่ภาพ แม้ว่าจะมีการเรียกคืนคลื่น 700 MHz ช่องรายการก็ยังได้รับสิทธิแพร่ภาพด้วยคุณภาพสัญญาณระดับเดิมโดยไม่ได้รับผลกระทบ เพราะในระบบดิจิทัล 1 MUX ใช้เพียง 8 MHz ออกอากาศได้ 12 ช่องรายการ SD หรือ 4 ช่องรายการ HD เมื่อมีการประสานแผนช่องสัญญาณ แม้คลื่น 700 MHz บางส่วนจะหายไป ทุกช่องรายการในปัจจุบันก็ยังจะสามารถออกอากาศได้ตามสิทธิเดิมโดยไม่ผิดเพี้ยน การขยายความให้ผู้ไม่ได้รับผลกระทบไม่ชำระเงินงวดย่อมสร้างความเสียหายต่อรัฐและไม่เป็นไปตามคำสั่งนี้

11. สุดท้าย คำสั่งนี้คำนึงถึงทุนเป็นศูนย์กลาง มิใช่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง จึงมีมาตรการดูแลเจ้าของทุน แต่ไม่มีมาตรการดูแลประชาชน มีการตั้งคำถามว่า เอกชนได้ผ่อนค่าคลื่น ผู้ใช้บริการได้รับบริการที่ถูกลงด้วยหรือไม่ และในฝั่งทีวีดิจิทัล เดิมที กสทช. ได้กำหนดให้มีช่องรายการข่าวสารสาระ ช่องรายการเด็ก ซึ่งทั้งสองประเภทได้รับความนิยมน้อยกว่าช่องรายการบันเทิง การไม่กำหนดมาตรการดูแลที่ต่างกันระหว่างช่องรายการต่างประเภทกัน อาจทำให้ช่องรายการข่าวสารสาระและช่องรายการเด็กหายไปมากกว่าช่องรายการบันเทิง ประชาชนก็จะได้รับสัดส่วนรายการที่เป็นประโยชน์น้อยลงไป และผู้สื่อข่าวหรือผู้ผลิตรายการสำหรับเด็กก็จะล้มหายตายจากไปด้วยเช่นกัน หากผู้มีอำนาจหวนกลับมาคำนึงถึงประชาชนเป็นศูนย์กลาง ปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ยังพอมีเวลาแก้ไขทัน..”

โฆษณา
 

​เคาะแล้ว! กสทช.ไทย-8 ประเทศอาเซียน จับมือเก็บภาษี Facebook- Youtube / คุมเนื้อหาไม่เหมาะสม

​เคาะแล้ว! กสทช.ไทย-8 ประเทศอาเซียน จับมือเดินหน้าเก็บภาษี Facebook / Youtube และ กลุ่ม OTT รายใหญ่-เล็ก ดึง ธปท.ร่วมทำกฏ กำหนดอัตราภาษี  ขณะที่แต่ละประเทศ เห็นด้วยคุมเนื้อหาออนไลน์เฉพาะประเด็นละเอียดอ่อนของแต่ละชาติ


พฤ. 14 กันยายน 2560
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12-13 ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช. ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติในหัวข้อ Over the Top (OTT) ซึ่งเกี่ยวกับการกำกับดูแลผู้ให้บริการภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต  โดยมีหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมจากประเทศสมาชิกอาเซียน 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย กัมพูชา บรูไน ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมในประเทศอาเซียน และผู้ให้บริการ OTT เข้าร่วม ภายหลังจากการประชุมดังกล่าว ได้มีการหารือภายในสภาหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแห่งอาเซียน หรือ ASEAN Telecommunications Regulators’ Council (ATRC) ถึงภาพรวมของบริการ OTT โอกาสในการดำเนินธุรกิจของผู้ให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม ความท้าท้าย ทิศทางและแนวโน้มในการกำกับดูแล และการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศอาเซียน ผลการประชุมได้ข้อสรุปเป็นหลักการในเบื้องต้นที่จะดำเนินการร่วมกันในการส่งเสริมและรองรับการให้บริการ OTT ในภูมิภาคอาเซียน 3 ประการ ได้แก่  

1. การส่งเสริมและกำกับดูแลระหว่างอุตสาหกรรมและระหว่างองค์กรกำกับดูแลเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งผลประโยชน์ของประเทศในด้านภาษี

2. การสร้างสภาวะการแข่งขันที่เหมาะสมและเท่าเทียมกันในการให้บริการ OTT ระหว่างผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมกับผู้ให้บริการ OTT และระหว่างผู้ให้บริการ OTT รายใหญ่กับรายเล็ก 
3. การส่งเสริมเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยี ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และการเข้ากันได้ของระบบต่างๆ   จะเน้นเรื่องเนื้อหาที่นำมาให้บริการ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย 

โดยหลังจากนี้จะนำหลักการดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุม ATRC เพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป ในระหว่างนี้ประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถจะดำเนินการภายใต้หลักการดังกล่าว และกฎหมายของประเทศตัวเองได้

นายฐากร กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. จะนำหลักการดังกล่าวมาดำเนินการส่งเสริมและรองรับการให้บริการ OTT ของประเทศไทยใน 3 ประเด็นใหญ่ ดังนี้ 

 

1. นโยบายด้านภาษี โดย สำนักงาน กสทช. พร้อมเป็นหน่วยงานประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่จะก่อให้เกิดความร่วมมือเพื่อให้สินค้าและบริการ OTT ที่มีรายได้จากการให้บริการในประเทศไทยดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ หรือแนวปฏิบัติด้านภาษีอากรของประเทศไทย 
2. การคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ในส่วนของการเผยแพร่ผ่านบริการ OTT ประเภทการสื่อสารผ่าน Social Network และการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมตามกฎหมายของประเทศไทย โดยจะใช้วิธีการขอความร่วมมือให้ผู้ให้บริการ OTT ออกแนวปฏิบัติ (Code of Conduct) ในเรื่องดังกล่าวให้สอดคล้องกับกฎหมายของประเทศไทย 

และ 3. การส่งเสริมการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน อย่างกรณีผู้ให้บริการ OTT ที่มาลงทะเบียนกับผู้ให้บริการที่ไม่มาลงทะเบียน และกรณีของผู้ให้บริการโทรคมนาคมซึ่งถูกกำกับดูแลด้วยกฎระเบียบต่างๆ ในขณะที่ผู้ให้บริการ OTT ยังไม่ถูกกำกับดูแล โดยสำนักงาน กสทช. สนับสนุนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการแข่งขันสำหรับการประกอบกิจการของผู้ให้บริการ OTT ในปัจจุบัน รวมถึงบริการ OTT ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมสามารถร่วมมือกับผู้ให้บริการ OTT หรือสามารถแข่งขันในการประกอบกิจการกับผู้ให้บริการ OTT บนกฎ กติกา เดียวกัน และให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการใช้บริการที่หลากหลาย จะไม่มีการปิดกั้นบริการ OTT ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 

“สำหรับหลักการดังกล่าวนี้ สำนักงาน กสทช. จะนำส่งให้คณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ Over The Top ที่มีรองประธาน กสทช. พ.อ.นที ศุกลรัตน์ เป็นประธาน เพื่อนำไปประกอบการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในเดือนตุลาคม 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเทศสมาชิกอาเซียน ยังเห็นด้วยกับแนวทางการคุมคุมเนื้อหาที่ละเอียดอ่อนและไม่เหมาะสม เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงปัจจุบัน  เนื้อหาบางลิ้งค์ URL  ที่ถูกนำเสนอผ่านช่องทาง

เฟสบุ๊ค / ยูทูป และกูเกิ้ล  ส่งผลกระทบต่อศีลธรรมและความมั่นคงของแต่ละประเทศ เช่น   

ประเทศมาเลเซีย พบการเผยแพร่ที่ส่งผลกระทบด้านศาสนาผ่านเกมส์เมื่อสัปดาห์ก่อน ที่มีการเผยแพร่เกมส์ ด้วยการนำตัวการ์ตูนพระพุทธเจ้า กับ พระเยซู มาต่อสู้กัน

ประเทศเวียดนาม และสิงคโปร์ 

เกิดปัญหาการวิจารณ์การเมืองและรัฐบาลรุนแรง 

ส่วนประเทศไทย พบปัญหากรณีหมิ่นสถาบัน และเว็บไซด์ไม่เหมาะสม 

ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนของแต่ละประเทศ แต่ผู้ให้บริการที่เป็นประเทศมหาอำนาจ

และมีความเสรี อาจไม่เข้าใจในวัฒนธรรมของอาเซียน ซึ่งหลายครั้ง เมื่อขอให้ถอดลิ้งค์ แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ  ทำให้กสทช.หลายประเทศยืนยันต้องควบคุมเนื้อหาที่ละเอียดอ่อนเหล่านี้ โดยอาจพิจารณาเสนอที่ประชุมอาเซียนใหญ่เพื่อ ออกเป็นกฏบัตรอาเซียนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

 

9 มี.ค.58! 9 โมง กมธ.สังคมฯ สนช. จัดสัมมนา “ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม : สังคมได้อะไร ?” @อาคารัฐสภา (มีกำหนดการ)

โพสต์ 6 มีนาคม 2558

สัมมนา “ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม : สังคมได้อะไร ?”

วันจันทร์ 9 มีนาคม 2558 09:00

ณ ห้องรับรอง 1 – 2 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2

จัดโดย คณะกรรมาธิการสังคมฯ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ร่วมอภิปรายโดย

เมธินี เทพมณี ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

สุรางคณา วายุภาพ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

ดิสทัต โหตระกิตย์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

สฤณี อาชวานันทกุล ประธานเครือข่ายพลเมืองเน็ตฯ

ดำเนินการอภิปรายโดย มณเฑียร บุญตัน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และรองประธานคณะกรรมาธิการสังคมฯ

 

กสทช. เผย10เดือน ยอดคนดูดิจิตอลทีวีช่องใหม่ 21 ช่อง 14.5 ล้านคน /โทรสอบถามสิทธิใช้คูปอง 2.6 แสนราย

image

กสทช. เผย10เดือน ยอดคนดูดิจิตอลทีวีช่องใหม่ 21 ช่องพุ่งประมาณ 14.5 ล้านคน  คอลล์เซ็นเตอร์ 1200 รับเรื่องสอบถามใช้สิทธิคูปอง 2.6 แสนราย ร้องเรียนแค่ 5สาย เตรียมแจกคูปองล็อตใหม่  10 กุมภาฯ นี้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยผลการศึกษาของสำนักงาน กสทช. ภายหลังการแพร่ภาพโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลตั้งแต่เดือนเมษายน 2557 (ดิจิตอลทีวี) อย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ 15 มกราคม 2558 พบว่า ประชาชนรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา10เดือน  โดยเฉพาะภายหลังสำนักงานกสทช. แจกคูปองดิจิตอลทีวีให้ประชาชนนำไปแลกกล่องเซ็ตท็อปบ็อกซ์ ทำให้ยอดผู้รับชมดิจิตอลทีวีช่องใหม่ (21ช่อง) พุ่งสูงขึ้นจากเดิมเมื่อตอนเริ่มต้นออกอากาศเดือนเมษายน 2557 ที่มีผู้ชมอยู่ร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 24 ในเดือนมกราคม 2558 ซึ่งคิดเป็นยอดผู้รับชมช่องดิจิตอลทีวีใหม่ประมาณ 14.5 ล้านคน 

นายฐากร กล่าวว่า ผลการศึกษาดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลการสำรวจของบริษัท เดอะ นีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด ที่ระบุภายหลังจากที่มีการออกอากาศโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลเมื่อเดือนเมษายน 2557 ความนิยมในการรับชมช่องรายการทางโทรทัศน์ระบบภาคพื้นดินเพิ่มขึ้นโดยในสิ้นปีความนิยมอยู่ที่ร้อยละ 78 ขณะที่ความนิยมในการรับชมช่องรายการทางเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมโดยสิ้นปีความนิยมอยู่ที่ร้อยละ 22 นอกจากนี้ยังมีปัจจัยของแนวโน้มที่ดีจากการปรับผังรายการใหม่ที่มีนำละครและรายการสาระบันเทิงที่ผลิตใหม่และการนำรายการที่ได้รับความนิยมอยู่แล้วมานำเสนอต่อประชาชน อาทิ ช่อง 23 (เวิร์คพอยท์ทีวี)
ช่อง 31 (จีเอ็มเอ็ม วัน เอชดี) , และ ช่อง 27 (ช่อง 8) โดยในผังรายการของช่องในปี 2558 ได้นำรายการที่ได้รับความนิยมจากช่องทีวีเดิมมาใส่ในผังรายการของช่องรายการดิจิตอลทีวีของบริษัทด้วย  

นายฐากร กล่าวว่า สำหรับการปรับผังรายการของเวิร์คพอยท์ ทีวี และจีเอ็มเอ็ม วัน เอชดี โดยนำรายการที่ได้รับความนิยมสูงจากผังรายการโทรทัศน์ระบบรายเดิมมาออกอากาศในช่องของตนเอง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความนิยมในการรับชมของทั้งสองช่องเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว  สำหรับช่อง 27 (ช่อง 8) ช่อง 22 (เนชั่นแชนแนล)  ช่อง 21( วอยซ์ทีวี) ช่อง 19 (สปริงนิวส์) ซึ่งเป็นช่องที่มีประสบการณ์จากการออกอากาศผ่านระบบดาวเทียมสามารถรักษาความนิยมได้เป็นอย่างดี  

ทั้งนี้ช่อง 8 เป็นช่องที่สามารถเพิ่มฐานผู้ชมรายการได้อย่างรวดเร็วจากการผลิตรายการที่ตอบสนองความนิยมประชาชนในวงกว้าง อาทิ ละครหลังข่าวที่มีเนื้อหาเจาะตลาดประชาชนส่วนใหญ่ ในกลุ่มช่องรายการใหม่ อาทิ ช่อง29 (โมโน) ช่อง 32 (ไทยรัฐทีวี) ช่อง34 (อมรินทร์ทีวี) ช่อง 18 (นิวส์ทีวี) ในกลุ่มนี้ ช่อง 29  เป็นช่องที่มีความนิยมสูงที่สุดโดยการนำซีรี่ส์ละครที่เดิมต้องจากค่ารับชมในเคเบิลทีวีมาออกอากาศให้รับชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  ผลการศึกษาพบว่า การมีแผนการตลาดและกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน รวมถึงการนำเอาเลขลำดับช่องรายการใส่ไว้ในชื่อช่องรายการเป็นปัจจัยที่มีผลส่งให้ช่องได้รับความนิยม

นายฐากร ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ผู้ชมโทรทัศน์เปลี่ยนพฤติกรรมการรับชมช่องรายการอย่างเห็นได้ชัดเจนจากการที่ช่องรายการโทรศัพท์ในระบบแอนะล็อกมีแนวโน้มจำนวนผู้ชมที่ลดลง  โดยส่วนแบ่งผู้ชมได้ย้ายมารับชมผ่านช่องดิจิตอลทีวีใหม่ทั้ง 21 ช่องรายการ จากข้อมูลของบริษัท เดอะ นีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัดพบว่าเมื่อเริ่มแพร่ภาพช่องดิจิตอลทีวีครั้งแรกในเดือนเมษายน 2557 มีจำนวนผู้รับชมร้อยละ 7 เพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 24 ในช่วงกลางเดือนมกราคม 2558 เติบโตอย่างรวดเร็วถึงเกือบ 4 เท่าตัวในช่วงระยะเวลา10 เดือน   ขณะที่ช่องรายการโทรทัศน์ในระบบแอนะล็อกเดิม (3, 5, 7, 9,11 และไทยพีบีเอส ) ส่วนแบ่งผู้ชมค่อยๆ ลดลงจากร้อยละ 93 ในเดือนเมษายน 2557 เหลือร้อยละ 76 ในช่วงกลางเดือน มกราคม 2558หรือ ลดลงร้อยละ 20 นับตั้งแต่ กสทช.เปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิตอลทีวี

จากผลการศึกษาข้างต้น  สามารถสรุปได้ว่าประเทศไทยเป็นสังคมที่มีแนวโน้มการตอบรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีจากการเติบโตของการรับชมดิจิตอลทีวีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการเปลี่ยนเครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์จากระบบแอนะล็อกไปเป็นระบบดิจิตอลเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม2557 และการรับชมช่องรายการโทรทัศน์ผ่านกล่องเซ็ตท็อปบ็อกซ์เพิ่มมากขึ้น โดยขณะนี้ (วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 10.00 น.) ทั่วประเทศมีการนำคูปองแลกซื้อทีวีดิจิตอลและกล่องเซ็ตท็อปบ็อกซ์แล้วจำนวน 3,057,004 ครัวเรือน   

ทั้งนี้จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นส่งผลให้ราคาค่าโฆษณาของช่องดิจิตอลทีวีในปี 2558 ในหลายช่องปรับตัวสูงขึ้น บางช่องนาทีละเกือบ 50,000 บาท ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมโทรทัศน์ทั้งในด้านการลงทุนและเกิดการแข่งขันด้านเนื้อหาสาระของรายการ ทำให้มีรายการดีมากขึ้น เป็นทางเลือกในการรับชมของประชาชน  และแนวโน้มอุตสาหกรรมโทรทัศน์เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปี 2558 นี้   

เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ในส่วนของเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับคูปองดิจิตอลทีวีทั่วประเทศระหว่างวันที่ 10 ตุลาคม 2557 ถึง 31 มกราคม 2558 ของศูนย์รับเรื่องร้องเรียนสำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 พบว่ามีแนวโน้มการร้องเรียนลดน้อยลงมาก   โดยมีจำนวนผู้โทรสอบถามรวม 265,306 เรื่อง แบ่งเป็นการสอบถามเรื่องสิทธิในการได้รับคูปอง 160,230 เรื่อง โทรสอบถามเรื่องการแจก 64,643 เรื่อง สอบถามการได้รับคูปอง 4,934 เรื่อง สอบถามเรื่องการแลกคูปอง 23,531 เรื่อง สอบถามเกี่ยวกับบริการหลังการขาย 10,355 เรื่อง และโทรสอบถามเกี่ยวกับการขยายโครงข่าย 1,613 เรื่อง สำหรับเรื่องร้องเรียนมีผู้โทรเข้ามา 5 เรื่อง

นายฐากร กล่าวอีกว่า ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ สำนักงาน กสทช. เตรียมพร้อมแจกคูปองดิจิตอลทีวีรอบที่ 5 อีก 517,463 ฉบับ ในพื้นที่อำเภอที่มีสัญญาณครอบคลุมไม่น้อยกว่าร้อยละ 8 ใน 36 อำเภอ ของ 7 จังหวัด คือ จ.สกลนคร จ.นครพนม จ.ลำปาง จ.น่าน จ.เพชรบูรณ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และจ.นครศรีธรรมราช จำนวน 517,463 ครัวเรือน  

ทั้งนี้นับตั้งแต่10ตุลาคม 2557 เป็นต้นมา สำนักงาน กสทช. แจกคูปองดิจิตอลทีวีทั้งสิ้น 5 ครั้งรวมยอดแจกทั้งหมด 8,197,679 ฉบับ

 สำหรับอำเภอที่จะแจกในรอบที่ 5 นี้ ได้แก่           

 1.จ.สกลนคร 15 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองสกลนคร อ.กุสุมาลย์ อ.กุดบาก อ.พรรณานิคม อ.พังโคน อ.วาริชภูมิ อ.นิคมน้ำอูน อ.วานรนิวาส อ.ตำตากล้า อ.อากาศอำนาจ อ.สว่างดินแดง อ.ส่องดาว อ.โคกศรีสุพรรณ อ.เจริญศิลป์   และอ.โพนนาแก้ว

 2.จ.นครพนม 9 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองนครพนม อ.ปลาปาก อ.ท่าอุเทน อ.เรณูนคร อ.ศรีสงคราม อ.นาหว้า อ.โพนสวรรค์ อ.นาทม และอ.วังยาง

 3.จ.ลำปาง 4 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองลำปาง อ.เกาะคา อ.แม่ทะ  และอ.ห้างฉัตร

 4.จ.น่าน 2 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองน่าน และอ.ภูเพียง

 5.จ.เพชรบูรณ์ 1 อำเภอ ได้แก่ อ.บึงสามพัน  

 6.ประจวบคีรีขันธ์ 2 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ อ.หัวหิน

 7.จ.นครศรีธรรมราช 2 อำเภอ ได้แก่ อ.ร่อนพิบูลย์ และอ.พรหมคีรี

 

น่าสน! 29 ม.ค.58 กสทช.จัดฟอรั่มเสวนา “ทรัพยากรคลื่นความถี่ และทิศทางการสื่อสารภายใต้ร่างกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล” (กำหนดการ)

โพสต์ 26 มกราคม 2558

กสทช. จัดเวทีเสวนา NBTC Public Forum ๑/๒๕๕๘: “ทรัพยากรคลื่นความถี่และทิศทางการสื่อสารภายใต้ร่างกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล”
จัดโดย ส่วนงานเลขานุการ กสทช. ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา และส่วนงานเลขานุการ กสทช. สุภิญญา กลางณรงค์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
—————————————
วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๘ เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. 
ณ อาคารหอประชุมชั้น ๑ สำนักงาน กสทช. 
ถนนพหลโยธิน ซอย ๘ (ซอยสายลม) เขตพญาไท กรุงเทพฯ
 
๐๘.๐๐ – ๐๘.๔๕ น.      ลงทะเบียน

๐๘.๔๕ –๐๙.๐๐ น.       เปิดการเสวนาและกล่าวต้อนรับ
                             โดย กสทช. ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา และ/หรือ กสทช. สุภิญญา กลางณรงค์

๐๙.๐๐ – ๑๐.๐๐ น.      “แนวคิดและสาระสำคัญของร่างกฎหมายในชุดเศรษฐกิจดิจิตัล”
โดย นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)

๑๐.๐๐ – ๑๐.๓๐ น.      ถาม-ตอบ
(อาหารว่างเสริฟในที่ประชุม)

๑๐.๓๐ – ๑๒.๐๐ น.      เสวนา “อนาคตของการจัดสรรและใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่กับบทบาทหน้าที่ของกสทช. ที่จะปรับเปลี่ยนไป”

โดย  
– ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

–  ดร. สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการโครงการ Industrial Liaison Program คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

–   ดร.พรเทพ เบญญาอภิกุล**

ดำเนินรายการเสวนาโดย นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล

๑๒.๐๐ – ๑๒.๓๐ น.   ถาม-ตอบและอภิปรายทั่วไป

๑๒.๓๐ – ๑๓.๓๐ น.      รับประทานอาหารกลางวัน
 
๑๓.๓๐ – ๑๕.๐๐ น.   เสวนา “ทิศทางการปฏิรูปสื่อและสิทธิเสรีภาพด้านการสื่อสารภายใต้ร่างกฎหมาย
เศรษฐกิจดิจิทัล”

โดย  –   ผศ.ดร.ปิยะบุตร บุญอร่ามเรือง รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

–  รศ. ดร. นวลน้อย ตรีรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

–  นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network)

–   ผศ. ดร.อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาเอกคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ดำเนินรายการเสวนาโดย นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล
 
๑๕.๐๐ – ๑๕.๑๕ น.      พักรับประทานอาหารว่าง

๑๕.๑๕ – ๑๖.๑๕ น.   ถาม-ตอบและอภิปรายทั่วไป

๑๖.๑๕-๑๖.๓๐ น.  ปิดการประชุม
โดย กสทช. ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา และ/หรือ กสทช. สุภิญญา กลางณรงค์

 

ฉบับเต็ม! แถลงการณ์ “สำนักข่าว ไทยพีบีเอส” 15พ.ย.2557 กรณี กลุ่มทหารแทรกแซงการทำงาน ดังนี้..

image

15 พฤศจิกายน 2557

สำนักข่าวไทยพีบีเอส

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

ตามที่คณะกรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ได้แถลงการณ์ยืนยันรักษาความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ของบุคลากรของสำนักข่าว  พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ เวทีสาธารณะ “เสียงประชาชนที่ต้องฟังก่อนปฏิรูป” ตามหลักวิชาชีพและเจตนารมณ์สื่อสาธารณะของไทยพีบีเอส  ไปแล้วนั้น   

สำนักข่าวไทยพีบีเอส กังวลต่อสถานการณ์การแทรกแซงจนถึงขั้นกระทบต่อการทำงานของพิธีกร เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมือง ณ ปัจจุบัน ที่การปฏิรูปประเทศมีความสำคัญและถูกคาดหวังว่าจะเดินหน้าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน 

เราตระหนักว่าสื่อมวลชนโดยเฉพาะสื่อที่ทำงานภายใต้พันธกิจ “องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย” หรือ ThaiPBS ต้องคงไว้ซึ่งเสรีภาพ และมีความรับผิดชอบต่อประชาชน โดยการนำเสนอข่าวจะต้องเป็นไปอย่างอิสระ ปราศจากการแทรกแซงใดๆ 

สำนักข่าวไทยพีบีเอส  ขอยืนยันแนวทางการทำงานดังนี้: 

          1. เราจะพยายามจนถึงที่สุดในการรักษาไว้ซึ่งความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการ เพื่อปกป้องเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารอย่างรอบด้านของประชาชน  

          2. ในการเดินหน้าปฏิรูปประเทศที่มีความสำคัญต่อสังคมไทย เราตระหนักดีถึงบทบาทของสื่อที่จะต้องทำหน้าที่เปิดพื้นที่รับฟัง และสื่อสารความคิดเห็นที่หลากหลายของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกภาคส่วน เพื่อให้การปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญยิ่งดำเนินไปอย่างยั่งยืน 

   3.เราขอเรียกร้องให้ยุติการแทรกแซงและคุกคามต่อการทำหน้าที่สื่อมวลชน ขอให้เชื่อมั่นว่า สื่อมวลชนมีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติ และจะยืนหยัดทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ ด้วยความกล้าหาญทางจริยธรรมอย่างเป็นอิสระ ภายใต้หลักการเสรีภาพ และความรับผิดชอบ

ทั้งนี้ สำนักข่าวไทยพีบีเอส จะดำเนินการผลิต-นำเสนอ รายการเวทีสาธารณะ และรายการเสียงประชาชนเปลี่ยนประเทศไทยต่อไป ดังที่ได้ดำเนินการมาโดยตลอด
                             

สำนักข่าวไทยพีบีเอส

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

                         

image

                                               

 

 

สั่งให้แจง! พรุ่งนี้ ศาลปกครอง สั่งกสท.-ช่อง 3 ใฟ้ถ้อยคำ หลัง ช่อง3 ยื่นเพิ่มเติม เจรจาทำไม่จบใน 11ต.ค.นี้ ขอทุเลาต่อ จนกว่ามีคำพิพากษา

image

7 ตุลาคม 2557

วันพรุ่งนี้ เวลา 13:00น.  ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งให้ กสท.- ช่อง 3 ให้ถ้อยคำต่อศาล หลังจากเมื่อวานนี้ ช่อง 3 ยื่นคำขอเพิ่มเติมระบุว่า การเจรจาเพื่อหาข้อยุติยังไม่สามารถทำได้สำเร็จภายในเวลากำหนด ตามคำสั่งศาลปกครอง

ช่อง 3 จึงขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองพิพาทต่อไปจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

ศาลจึงสั่งคู่กรณีให้ถ้อยคำ ชั้น 2 ห้องไต่สวน 1

พร้อมขอให้ผู้ถูกฟ้องคดี เตรียมข้อมูลชี้แจงต่อศาลในวันไต่สวน ดังนี้
 

1. วัตถุประสงค์ในการออกประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป เมื่อ 23 กรฏาคม 2555

2. ตามที่ผู้ถูกฟ้องที่ 3 มีมติในการประชุม กสท. ครั้งที่ 4 / 2557 เมื่อ 3 กุมภาพันธ์ เห็นชอบให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงฯ สิ้นสุดการทำหน้าที่เป็นผู้ประกอบกิจการฟรีทีวี นับตั้งแต่วันเริ่มต้นแพร่ภาพออกอากาศในระบบดิจิตอลแล้ว 30 วัน มีผลทำให้ผู้รับใบอนุญาตดังกล่าว เป็นผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ประเภทใด

3. ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีมติในการประชุมเมื่อ 8 กันยายน 2557 และมีคำสั่งตามหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1 มิให้ผู้รับใบอนุญาต ให้บริการในโครงข่ายกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ สำหรับกิจการไม่ใช่คลื่นความถี่ มิให้นำสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดิน ในระบบอนาล็อก ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีมติให้สิ้นสุด การทำหน้าที่เป็ฯผู้ให้บริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป ตามประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป 2555 ออกอากาศผ่านโครงข่ายกิจการโทรทัศน์ สำหรับกิจการที่ไม่ใช่คลื่นความถี่ ของผู้รับอนุญาต ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับคำสั่งดังกล่าว เป็นการมีมติ และมีคำสั่ง โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมายฉบับใด

4. ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งทุเลา การบังคับตามคำสั่งทางปกครองพิพาท เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐ หรือ แก่การบริการสาธารณะอย่างไร