RSS

Category Archives: สื่อมวลชน – อุตสาหกรรมสื่อ

​เคาะแล้ว! กสทช.ไทย-8 ประเทศอาเซียน จับมือเก็บภาษี Facebook- Youtube / คุมเนื้อหาไม่เหมาะสม

​เคาะแล้ว! กสทช.ไทย-8 ประเทศอาเซียน จับมือเดินหน้าเก็บภาษี Facebook / Youtube และ กลุ่ม OTT รายใหญ่-เล็ก ดึง ธปท.ร่วมทำกฏ กำหนดอัตราภาษี  ขณะที่แต่ละประเทศ เห็นด้วยคุมเนื้อหาออนไลน์เฉพาะประเด็นละเอียดอ่อนของแต่ละชาติ


พฤ. 14 กันยายน 2560
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12-13 ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช. ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติในหัวข้อ Over the Top (OTT) ซึ่งเกี่ยวกับการกำกับดูแลผู้ให้บริการภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต  โดยมีหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมจากประเทศสมาชิกอาเซียน 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย กัมพูชา บรูไน ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมในประเทศอาเซียน และผู้ให้บริการ OTT เข้าร่วม ภายหลังจากการประชุมดังกล่าว ได้มีการหารือภายในสภาหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแห่งอาเซียน หรือ ASEAN Telecommunications Regulators’ Council (ATRC) ถึงภาพรวมของบริการ OTT โอกาสในการดำเนินธุรกิจของผู้ให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม ความท้าท้าย ทิศทางและแนวโน้มในการกำกับดูแล และการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศอาเซียน ผลการประชุมได้ข้อสรุปเป็นหลักการในเบื้องต้นที่จะดำเนินการร่วมกันในการส่งเสริมและรองรับการให้บริการ OTT ในภูมิภาคอาเซียน 3 ประการ ได้แก่  

1. การส่งเสริมและกำกับดูแลระหว่างอุตสาหกรรมและระหว่างองค์กรกำกับดูแลเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งผลประโยชน์ของประเทศในด้านภาษี

2. การสร้างสภาวะการแข่งขันที่เหมาะสมและเท่าเทียมกันในการให้บริการ OTT ระหว่างผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมกับผู้ให้บริการ OTT และระหว่างผู้ให้บริการ OTT รายใหญ่กับรายเล็ก 
3. การส่งเสริมเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยี ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และการเข้ากันได้ของระบบต่างๆ   จะเน้นเรื่องเนื้อหาที่นำมาให้บริการ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย 

โดยหลังจากนี้จะนำหลักการดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุม ATRC เพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป ในระหว่างนี้ประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถจะดำเนินการภายใต้หลักการดังกล่าว และกฎหมายของประเทศตัวเองได้

นายฐากร กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. จะนำหลักการดังกล่าวมาดำเนินการส่งเสริมและรองรับการให้บริการ OTT ของประเทศไทยใน 3 ประเด็นใหญ่ ดังนี้ 

 

1. นโยบายด้านภาษี โดย สำนักงาน กสทช. พร้อมเป็นหน่วยงานประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่จะก่อให้เกิดความร่วมมือเพื่อให้สินค้าและบริการ OTT ที่มีรายได้จากการให้บริการในประเทศไทยดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ หรือแนวปฏิบัติด้านภาษีอากรของประเทศไทย 
2. การคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ในส่วนของการเผยแพร่ผ่านบริการ OTT ประเภทการสื่อสารผ่าน Social Network และการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมตามกฎหมายของประเทศไทย โดยจะใช้วิธีการขอความร่วมมือให้ผู้ให้บริการ OTT ออกแนวปฏิบัติ (Code of Conduct) ในเรื่องดังกล่าวให้สอดคล้องกับกฎหมายของประเทศไทย 

และ 3. การส่งเสริมการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน อย่างกรณีผู้ให้บริการ OTT ที่มาลงทะเบียนกับผู้ให้บริการที่ไม่มาลงทะเบียน และกรณีของผู้ให้บริการโทรคมนาคมซึ่งถูกกำกับดูแลด้วยกฎระเบียบต่างๆ ในขณะที่ผู้ให้บริการ OTT ยังไม่ถูกกำกับดูแล โดยสำนักงาน กสทช. สนับสนุนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการแข่งขันสำหรับการประกอบกิจการของผู้ให้บริการ OTT ในปัจจุบัน รวมถึงบริการ OTT ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมสามารถร่วมมือกับผู้ให้บริการ OTT หรือสามารถแข่งขันในการประกอบกิจการกับผู้ให้บริการ OTT บนกฎ กติกา เดียวกัน และให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการใช้บริการที่หลากหลาย จะไม่มีการปิดกั้นบริการ OTT ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 

“สำหรับหลักการดังกล่าวนี้ สำนักงาน กสทช. จะนำส่งให้คณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ Over The Top ที่มีรองประธาน กสทช. พ.อ.นที ศุกลรัตน์ เป็นประธาน เพื่อนำไปประกอบการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในเดือนตุลาคม 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเทศสมาชิกอาเซียน ยังเห็นด้วยกับแนวทางการคุมคุมเนื้อหาที่ละเอียดอ่อนและไม่เหมาะสม เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงปัจจุบัน  เนื้อหาบางลิ้งค์ URL  ที่ถูกนำเสนอผ่านช่องทาง

เฟสบุ๊ค / ยูทูป และกูเกิ้ล  ส่งผลกระทบต่อศีลธรรมและความมั่นคงของแต่ละประเทศ เช่น   

ประเทศมาเลเซีย พบการเผยแพร่ที่ส่งผลกระทบด้านศาสนาผ่านเกมส์เมื่อสัปดาห์ก่อน ที่มีการเผยแพร่เกมส์ ด้วยการนำตัวการ์ตูนพระพุทธเจ้า กับ พระเยซู มาต่อสู้กัน

ประเทศเวียดนาม และสิงคโปร์ 

เกิดปัญหาการวิจารณ์การเมืองและรัฐบาลรุนแรง 

ส่วนประเทศไทย พบปัญหากรณีหมิ่นสถาบัน และเว็บไซด์ไม่เหมาะสม 

ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนของแต่ละประเทศ แต่ผู้ให้บริการที่เป็นประเทศมหาอำนาจ

และมีความเสรี อาจไม่เข้าใจในวัฒนธรรมของอาเซียน ซึ่งหลายครั้ง เมื่อขอให้ถอดลิ้งค์ แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ  ทำให้กสทช.หลายประเทศยืนยันต้องควบคุมเนื้อหาที่ละเอียดอ่อนเหล่านี้ โดยอาจพิจารณาเสนอที่ประชุมอาเซียนใหญ่เพื่อ ออกเป็นกฏบัตรอาเซียนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

Advertisements
 

รวมพาดหัวข่าว..หนังสือพิมพ์ เช้าวันนี้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” หลังหนีฟังคำพิพากษา #คดีจำนำข้าว 

 

(เสวนา) 8 ส.ค.59 มูลนิธิสืบฯ-ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม จัดโต๊ะกลม”ทางออกในการใช้ทรัพยากรไม้ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน”

เธ—เธฒเธ‡เธญเธญเธเธเธฒเธฃเนƒเธŠเน‰เธ—เธฃเธฑเธžเธขเธฒเธเธฃเน„เธกเน‰เธญเธขเนˆเธฒเธ‡เธขเธฑเนˆเธ‡เธขเธทเธ™

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ร่วมกับชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย จัด เสวนาโต๊ะกลม
“ทางออกในการใช้ทรัพยากรไม้ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน”
ณ ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล ชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สามเสน กรุงเทพฯ
วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม 2559 เวลา 10.00 น. – 15.00 น.
จัดโดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ร่วมกับชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย

รูปแบบการเสวนา เป็นการเสวนาเชิง Technical hearing ที่ระดมความคิดเห็น ความรู้ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลจากผู้เสวนาหลักและผู้เข้าร่วมทุกท่าน เพื่อหาทางออกในการใช้ทรัพยากรไม้ของประเทศไทยอย่างเหมาะสมและยั่งยืน โดยใช้กรณี การใช้ไม้สักในการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ เป็นประเด็นนำเสวนา

ผู้ร่วมเสนาหลักและผู้ดำเนินกระบวนการ

1. คุณธีรพล นิยม ประธานคณะผู้ออกแบบโครงการรัฐสภาแห่งใหม่

2. คุณพิพัฒน์ ชนินทยุทธวงศ์ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้(ออป.)

3. คุณบรรจง วงศ์ศรีสุนทร ผู้อำนวยการสำนักรับรองการป่าไม้ กรมป่าไม้

4. *ผู้แทนจากส่วนปลูกป่าภาคเอกชน สำนักส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้

5. คุณอุดมศักดิ์ อึ้งศรีวงษ์ ผู้แทนจากสหกรณ์สวนป่าภาคเอกชน

6. รศ.ดร. อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา นักพัฒนาการเศรษฐกิจ NIDA

7. คุณระวี ถาวร กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และผู้ประสานภาคีความร่วมมือวนศาสตร์ชุมชน

8. คุณสันติ โอภาสปกรณ์กิจ ผู้ประสานงานกลุ่ม BIG TREE

9. อ. ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ดำเนินกระบวนการ

หมายเหตุ * อยู่ในช่วงประสานงาน

 

จุดยืน! คณะทำงานเพื่อการปฏิรูปสื่อ ต่อร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ฉบับ สปช.

image

จุดยืนคณะทำงานเพื่อการปฏิรูปสื่อ ต่อร่าง พ.ร.บ. การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ฉบับ สปช.
 
คณะทำงานเพื่อการปฏิรูปสื่อ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทน 4 องค์กรสื่อ  คือ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย  และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ขอเรียกร้องให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช.  ทบทวนเรื่อง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. …. ซึ่งสภาปฏิรูปฯ ให้ความเห็นชอบไป เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม และกำลังเปิดให้สมาชิก สปช. ที่ไม่เห็นด้วยเสนอญัตติแก้ไข ก่อนที่จะส่งร่างให้คณะรัฐมนตรีภายใน 7  วัน

คณะทำงานเพื่อการปฏิรูปสื่อ มีความเห็นว่า ข้อท้วงติงของสมาชิก สปช. เสียงข้างน้อย  ซึ่งระบุว่า ร่างดังกล่าวมีข้อบกพร่องหลายประการ เช่น การตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติขึ้นโดยกำหนดให้รัฐจะจ่ายเงินอุดหนุนกำหนดให้องค์กรนี้มีรายได้และทรัพย์สิน จากเงินที่รัฐจ่ายให้เป็นทุนประเดิม และรายได้ 5% หรือไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท  จากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ต้องส่งคืนให้รัฐจะทำให้วิชาชีพสื่ออยู่ภายใต้การกำกับของรัฐนั้น ฯลฯ เป็นข้อท้วงติงที่มีเหตุผลและเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องกังวล
 
นอกจากนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวยังมีความบกพร่องอื่นอีกหลายประการ  เช่น ความเหมาะสมของการออกใบรับรองผู้ประกอบวิชาชีพโดยอ้อม ซึ่งเท่ากับเป็นการใช้อำนาจควบคุมคนที่จะเข้ามาประกอบวิชาชีพนี้ตั้งแต่ต้น ให้อำนาจองค์กรควบคุมสื่อใหม่อย่างกว้างขวาง แต่ขาดกลไกด้านกระบวนการและวิธีพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมที่ต้องโปร่งใส ชัดเจน ตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่จะทำให้การกำกับดูแลจริยธรรมสื่อมีประสิทธิภาพ บางมาตราส่อลักษณะว่าจะขัดต่อหลักการของกฎหมายทั่วไป เช่น ถ้าผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทำผิดให้ถือว่า เจ้าของกิจการสื่อมวลชนหรือผู้บังคับบัญชาของผู้ประกอบวิชาชีพผู้นั้นกระทำการฝ่าฝืนและต้องร่วมรับผิดชอบด้วย  ซึ่งเป็นการกำหนดความรับผิดแบบเคร่งครัด มีหลายกรณีที่มีการตรากฎหมายเช่นนี้แล้วเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญปรากฏว่า ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าเป็นการตรากฎหมายที่มิชอบ ฯลฯ
 
คณะทำงานเพื่อการปฏิรูปสื่อ มีความเห็นว่า โดยเนื้อแท้ของร่างกฎหมายฉบับนี้ มิได้เอื้ออำนวยให้เกิดการปฏิรูปสื่อแต่อย่างใด การออกแบบองค์กรสื่อที่จะมาทำหน้าที่ในการกำกับดูแลสื่อก็ทำโครงสร้างคล้ายกับระบบราชการคือ มีทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เมื่อมีปัญหาก็ไม่มีกระบวนการพิจารณาที่โปร่งใส พึ่งพิงทุนและอำนาจรัฐจนทำให้สูญเสียหลักการความเป็นอิสระของการทำหน้าที่ กลไกที่คิดขึ้นไม่มีการถ่วงดุลหรือมีกลไกความรับผิดรับชอบ ไม่มีมาตรการในการปกป้องสื่อมวลชนเมื่อถูกคุกคาม ฯลฯ
 
โดยรวมแล้วเป็นการทำให้กระบวนการกำกับดูแลสื่อถอยหลังไปยิ่งกว่า ที่ทำมาร่วม 2 ทศวรรษเสียด้วยซ้ำ และสภาปฏิรูปแห่งชาติมีมติเช่นนี้ เท่ากับออกกฎหมายให้มีการควบคุมสื่อทั้งระบบอย่างเบ็ดเสร็จ จะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงอานุภาพหากมีรัฐบาลที่ไม่มีความประสงค์ดีเพราะรัฐบาลที่มีลักษณะเช่นนั้นจะใช้ทุนและอำนาจตามกฎหมายเข้ามาครอบงำสื่อได้โดยตรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งจะเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสังคม
 
คณะทำงานเพื่อการปฏิรูปสื่อ มีความเห็นว่า การปฏิรูปสื่อเป็นงานละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยความรอบคอบและความเห็นรอบด้าน สภาปฏิรูปแห่งชาติไม่ควรรวบรัดสร้างผลงานก่อนที่จะหมดอายุ เพราะจะเป็นการก่อปัญหาใหญ่เอาไว้โดยไม่มีผู้รับผิดชอบ และเมื่อมีสมาชิกสปช. ทักท้วงว่าร่างมีข้อบกพร่องและที่ประชุมเปิดให้มีการเสนอญัตติแก้ไข ก็ควรจะมีการแก้ไขทบทวน หากระยะเวลาที่มีอยู่ไม่เพียงพอก็อาจจะเสนอเป็นหลักการใหญ่ๆ โดยไม่ต้องเสนอร่างประกอบเพื่อให้เป็นปัญหาก็ได้ อีกทั้งเรื่องนี้ก็เกี่ยวพันโดยตรงกับเนื้อหาหลักในรัฐธรรมนูญซึ่งอยู่ในขั้นตอนที่ดำเนินการไม่เสร็จสิ้น
 
คณะทำงานเพื่อการปฏิรูปสื่อ เห็นว่า ควรจะมีการปฏิรูปสื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ต่างๆ อยู่เสมอ โดยคำนึงถึงความเป็นจริง คำนึงถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาและสภาพของสังคมด้วย รวมทั้งหลักการที่พัฒนามาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ด้วย คณะทำงานเพื่อการปฏิรูปสื่อสนับสนุนให้มีการปฏิรูปสื่อตามหลักการดังกล่าวและสนับสนุนการรวมตัวกันเป็นสภาวิชาชีพและมีกลไกที่จะทำให้สื่อมวลชนมีความรับผิดชอบและถูกตรวจสอบโดยสังคมได้มากขึ้น แต่ต้องเป็นกลไกที่เป็นอิสระและไม่สามารถถูกแทรกแซงได้ แต่ร่างกฎหมายที่ สปช. เห็นชอบไป มิใช่เป็นการปฏิรูปสื่อแต่เป็นการควบคุมสื่อของประเทศนี้อย่างเบ็ดเสร็จ จึงอยากให้ สปช. ควรทบทวนแก้ไขโดยด่วน และคณะทำงานจะเร่งทำข้อเสนอและข้อทักท้วงถึงคณะกรรมาธิการฯ ต่อไป
 
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย 
สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
 
21 กรกฎาคม 2558

 

สอบ ปมจ่ายเงินสื่อ! 4 องค์กรสื่อ ตั้ง กก.สอบข้อเท็จริง กรณีเอแบคโพลล์ จ่ายค่าตอบแทนสื่อกว่า 4ล้านบาท รวม 163 รายการ

11 พ.ค.2558

4 องค์กรสื่อ ตั้งคณะกรรมการสอบสวน  กรณีข่าวนักข่าวกับเอแบคโพลล์

ตามทีมีข่าวเผยแพร่ในเวปไซด์ อิศราระบุว่า มหาวิทยาลัย เอแบคโพลล์ตรวจสอบการดำเนินงานของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ ในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณนอกวัตถุประสงค์และรายการงบประมาณ โดยมีการรายงานว่าสำนักวิจัยเอแบคโพลล์จ่ายค่าตอบแทนสื่อมวลชน จำนวน 163 รายการ รวมเป็นเงิน 4,420,500 บาท รายงานระบุรายชื่อนักข่าวของสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง  ว่าเป็นผู้ที่รับเงินค่าตอบแทนมากที่สุด  เป็นเงิน 2,150,866 บาท

กรณีดังกล่าว องค์กรสื่อ 4 องค์กร  ซึ่งประกอบด้วย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย  สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ  สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เห็นว่าเป็นเรื่องกระทบต่อความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบวิชาชีพข่าว เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ดังนี้

1.  นายเจษฎา อภิจารี   กรรมการ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนฯ

2.  นายปฏิวัติ วสิกชาติ กรรมการ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

3.  นายชาย ปถะคามินทร์ เลขาธิการ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

4.  นายเสด็จ บุนนาค รองเลขาธิการ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ 

5.  นายบรรยงค์ สุวรรณผ่อง กรรมการควบคุมจริยธรรมสื่อ   สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

6.  นายมานพ ทิพย์โอสถ อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและปฏิรูปสื่อ  สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

7. นายคทาธร อัศวจิรัฐติกรณ์ รองเลขาธิการ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

8. นายสุปัน รักเชื้อ อุปนายกฝ่ายสิทธิ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

9. นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

 

1 เม.ย.58! กสทช. เสวนา”โทรทัศน์ยุคดิจิตอล กลไกหลักการยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์” @ม.กรุงเทพ (มีกำหนดการ)

(โพสต์ข้อมูล 31 มีนาคม 2558)

ขอเชิญร่วมงาน
เสวนาและการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย
เพื่อการติดตามผลการดำเนินงานและบริหารงานของ กสทช.

เรื่อง โทรทัศน์ยุคดิจิตอล กลไกหลักการยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)
สู่เศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy)

โดย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ กตป. ด้านกิจการกระจายเสียงและด้านกิจการโทรทัศน์
ณ โรงละคร อาคาร ดร.เจริญ คันธวงศ์ ชั้น 16 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท

วันพุธที่ 1 เมษายน 2558

…………………………………………..

08.30 – 09.00 น. ลงทะเบียน

09.00 – 09.10 น. กล่าวเปิดการเสวนาฯ โดย นายพิชัย อุตมาภินันท์
กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน กสทช. (กตป.)

09.10 – 09.40 น. การบรรยายพิเศษ หัวข้อ “บริบทในภาคของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและกีฬามีความ
สอดคล้องอย่างไร และต้องการอะไรในยุค Digital Economy ผ่าน Digital TV”
โดย นายขจร วีระใจ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานปลัดกระทรวง
การท่องเที่ยวและกีฬา

09.๔0 – 09.50 น. พักรับประทานอาหารว่างและเครื่องดื่ม

10.00 – 12.00 น. การเสวนาเรื่อง “แนวทางปฏิรูปกฎหมายจาก สนช. สู่ World Digital Economy ด้วยกลไกโทรทัศน์ดิจิตอล” โดย

1. นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์
: กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
(กสทช.)

๒. นายสมชาย แสวงการ
: สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

๓. รองศาสตราจารย์ ดร. พนา ทองมีอาคม
: ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านการพัฒนาบุคลากรและ
วิชาชีพสื่อ โทรทัศน์, สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

๔. ดร. ศิริกุล เลากัยกุล
: กรรมการกลยุทธ์องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นประเทศไทย, ที่ปรึกษาอนุกรรมการ
ประชาสัมพันธ์สภาปฏิรูปแห่งชาติ, ประธานบริหาร บริษัท แบรนด์บีอิ้ง จำกัด

ผู้ดำเนินรายการ : นายดิเรก เจริญผล
: อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

12.00 – 12.20 น. การแสดงความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมเสวนา

12.20 – 12.30 น. การสรุปปิดการเสวนา เรื่อง “โทรทัศน์ยุคดิจิตอล กลไกหลักการยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) สู่เศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy)”
โดย : นายดิเรก เจริญผล

12.30 – 12.40 น. ปิดการเสวนา โดย นายพิชัย อุตมาภินันท์
: กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน กสทช. (กตป.)