RSS

Category Archives: ภัยพิบัติ

10 โมง 9 ก.พ.58! “เปิดหลักฐานใหม่ ผลตรวจสิ่งแวดล้อม เหมืองทองคำพิจิตร” โดยม.รังสิต-ชมรมนักข่าว สวล. (กำหนดการ)

image

( โพสต์ :  6 กุมภาพันธ์ 2558)

ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม
ร่วมกับ
มหาวิทยาลัยรังสิต
 
ขอเชิญสื่อมวลชนร่วมเวทีนำเสนอผลการศึกษาหัวข้อ “เปิดหลักฐานใหม่ ผลตรวจสิ่งแวดล้อม … เหมืองทองคำพิจิตร”
วันจันทร์ที่ 9 ก.พ. 2558 เวลา 10.00-12.00 น.

ณ สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ห้องประชุมชั้น 3

ตรงข้ามโรงพยาบาลวชิระ ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ

 
ผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่รอบกิจการเหมืองทองคำ กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เมื่อเดือน ก.ค.2557 ชาวบ้านผู้อยู่อาศัยอยู่รอบเหมืองอัคราฯ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร เข้าร้องเรียนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้เข้ามาแก้ปัญหาผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมซึ่งอาจเกิดขึ้นจากกิจการเหมืองทองคำ

จนเป็นที่มาของการตั้งคณะกรรมการทำงานร่วม 5 ฝ่าย ประกอบด้วย ตัวแทนชาวบ้าน เหมืองทองคำ ฝ่ายปกครอง ทหาร และทีมวิชาการ มีหน้าที่เก็บข้อมูลในทุกมิติเพื่อยุติข้อพิพาทที่เกิดขึ้น

สำหรับทีมวิชาการ มี “มหาวิทยาลัยรังสิต” เป็นแกนหลัก ภารกิจสำคัญคือเก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อม 4 รายการ ได้แก่ แหล่งน้ำ ดิน พืช ความผิดปรกติของเซลล์ในเลือดและปัสสาวะ เพื่อหาการปนเปื้อนของสารโลหะหนักและไซยาไนด์

ผลการตรวจบางส่วนได้รายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมาแล้ว โดยพบการปนเปื้อนตะกั่วและแมงกานีสสูงเกินมาตรฐานในตัวอย่างของพืชทอดยอดลงในน้ำ นอกจากนี้ยังพบอีกว่ามีเซลล์เลือดและปัสสาวะของชาวบ้านประมาณ 30% ที่ผิดปรกติ

ทว่า ในส่วนของ ดิน และแหล่งน้ำ ยังไม่เคยมีการเปิดเผยมาก่อน เช่นเดียวกับเซลล์เลือดและพืชที่จะเปิดเผยผลตรวจอย่างละเอียดครั้งแรกในเวทีนี้

“เปิดหลักฐานใหม่ ผลตรวจสิ่งแวดล้อม … เหมืองทองคำพิจิตร”

▪ผลการวิเคราะห์โลหะหนักในแหล่งน้ำ

ผศ. ดร. สิตางศุ์ พิลัยหล้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

▪ผลการวิเคราะห์โลหะหนักในดิน

ดร.อาภา หวังเกียรติ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

▪ผลการวิเคราะห์ไซยาไนด์และโลหะหนักในพืช

ภญ.ดร.ลักษณา เจริญใจ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

▪ผลการวิเคราะห์สารหนู แมงกานีส และความผิดปรกติของเซลล์ในเลือดและปัสสาวะ

ดร.อรนันท์ พรหมมาโน คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต

▪สัมปทานเหมืองทองคำ ประเทศไทยได้อะไร

ดร.สมิทธ์ ตุงคะสมิต วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

▪ดำเนินรายการ

ณรรธราวุธ เมืองสุข บรรณาธิการสำนักข่าวสิ่งแวดล้อมกรีนนิวส์ทีวี

โฆษณา
 

พาไปรู้จัก! ทีมนักวิชาการ โต้โผช่วยพิสูจน์ ผลเลือด-สิ่งแวดล้อม ชาวบ้านรอบเหมืองทองคำ พิจิตร พบสารโลหะหนักในตัว 400คน / DNA ผิดปกติ 200

พาไปรู้จัก!.. #เรื่องของเรื่อง วันนี้.. ข้าพเจ้าขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับประเด็นคนรอบเหมืองที่มีสารโลหะหนักให้ฟังนะคะ และขอเปิดรายชื่อ ทีมนักวิชาการ กลุ่มนึง ที่ร่วมกันทำงานช่วยสะท้อนความจริงที่เกิดขึ้น เผื่อใครต้องการทราบ โดยขอสรุปสั้นๆ ดังนี้ค่ะ..

เป็นกลุ่มนักวิชาการที่จับมือกัน ศึกษา เกี่ยวกับผลกระทบชุมชน ที่อยู่รอบเหมืองแร่ทองคำ จ.พิจิตร เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง และนำไปสู่การแก้ไข โดยไม่ได้สรุปว่าเป็นเพราะเหมืองหรือไม่.. แต่สะท้อนว่า มันมีข้อเท็จจริง ที่พิสูจน์ทางหลักวิทยาศาตร์ ว่า มันเกิดปัญหาเหล่านี้ กับชาวบ้าน ที่อาศัยอยู่รอบเหมืองแร่ทองคำ..

นำทีมโดย

image

ดร.สมิทธ์ ตุงคะสมิต.  จากคณะ นวัตกรรมสังคม ม.รังสิต ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานศึกษาชุมชนรอบเหมืองแร่ทองคำ

image

ดร.อรนันท์ พรหมมาโน จากคณะเทคนิคการแพทย์ ม.เกษตร

image

ดร.อาภา หวังเกียรติ จากคณะวิศวะฯ ม.รังสิต

ดร.ลักษณา เจริญใจ จากคณะ เภสัชฯ ม.รังสิต

ดร.สิตางศุ์ พิไลหล้า. จากคณะ วิศวะฯ ม.เกษตร

ดร.สุวัฒนา จิตตลดากร  จาก คณะวิศวะฯ ม.เกษตร

อ.ฑีฆวุฒิ พุทธภิรมย์ จาก คณะวิศวะฯ ม.เกษตร

image

อ.ศศิน เฉลิมลาภ  มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

อ. สมลักษณ์ หุตานุวัตร นักวิชาการอิสระ

อ.นิดา สังขปรีชา นักวิชาการอิสระ

นายณัฏฐ์ เวชรัชต์พิมล นักวิชาการอิสระ

image

image

image

image

image

*******

เรื่องของเรื่อง..

เริ่มจาก มีชาวบ้านร้องเรียนไปที่ คสช. ว่า มีชาวบ้านหชายคนที่อาศัยอยู่รอบเหมืองทอง เจ็บป่วยไม่ทราบสาเหตุ บางคนมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ทางคสช. จึงสั่ง จังหวัด ตั้งคณะทำงานมาหาข้อเท็จจริง

ประเด็น : ดูทั้งด้านสุขภาพร่างกาย และดูด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชน

คณะทำงานชุดนี้.  เก็บตัวอย่างเลือดชาวบ้านไปตรวจกัน โดยทีมแพทย์จาก คณะเทคนิคการแพทย์ ร่วมกับทีมนิติวิทยาศาสตร์ (นำโดยคุณหมอพรทิพย์)  เก็บตัวอย่างด้วยการเลือด และปัสสวะชาวบ้านไปตรวจ ตั้งแต่ปีที่แล้ว.. รวม 4 ครั้ง (สิงหาคม , กันยายน, ตุลาคม และพฤศจิกายน 2557)

มีการส่งผลไปตรวจที่ ร.พ.รามาธิบดี

จากนั้น ก็มอบผลตรวจให้ชาวบ้านเมื่อ 12 ม.ค.2558  และส่งรายงานการตรวจให้ ผวจ.พิจิตร วันเดียวกัน

image

โดยสรุป ว่า มีปชช. ตรวจทั้งหมด 731 ราย พบแมงกานีส และ สารหนูในร่างกาย “เกินค่าปกติ” จำนวน 400 ราย ในจำนวนนี้ มีเด็ก 50 ราย

นอกจากนี้ ยังได้ตรวจเซลล์ร่างกายชาวบ้านด้วย และพบว่า มีชาวบ้าน 200 คน ให้ผลค่า DNA ผิดปกติ (ที่ยังไม่สามารถบอกได้ว่า  DNA ที่ผิดปกตินี้ จะนำไปสู่อะไรได้บ้าง)

แต่ข้อมูลหลักวิชาการ พบว่า DNA ที่ผิดปกติ จะพบในประชากร ไม่เกิน 5 คน ในประชากรทุก 1,000 คน  แต่ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรก ที่พบว่า พบผิดปกติ 200 คน จากการสุ่มตรวจ 650 คน

(… ประเด็นนี้  ก็คือ.  เรื่องราวเดินมาถึงสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว.. โปรดรอตามสถานการณ์ กันต่อว่า ฝ่ายเกี่ยวข้องจะเอายังไงกันต่อ)

***********
นอกจากศึกษาด้านสุขภาพร่างกายประชาชนแล้ว ยังแบ่งทีมทำงานด้านสิ่งแวดล้อมด้วย โดยการ เก็บตัวอย่าง น้ำ ดิน พืชสวนครัว รวมๆ กว่า 600 จุด   มีการทำงานโดยใช้การปักหมุน ดูแผนที่ ดูกูเกิ้ลแม็บ กันบนจอแท็บเล็ต, สมาร์ทโฟน  และลงสำรวจเก๋บตัวอย่างจากพื้นที่จริง

มีการวางแผนลงพื้นที่ เก็บตัวอย่างไปตรวจสอบ ซึ่งมีทั้ง ห้องแลปส์ของ ม.รังสิต และ หน่วยงานราชการ เช่น ม.เกษตร หรือ ของกรมที่ดิน เพื่อให้ได้การยอมรับจากทุกฝ่ายว่า เป็นแลปส์ที่ได้มาตรฐาน

..มีการเก็บตัวอย่าง ไล่เลี่ยกับช่วงการสุ่มเจาะเลือด 
ตอนนี้ ผลตรวจเลือดจบแล้ว.. แต่ผลตรวจสิ่งแวดล้อม ยังต้องรอเวลา มีเพียงผลตรวจน้ำ ที่พบ แคสเมี่ยม กับ สารหนูปนเปื้อนอยู่ด้วย

ส่วนผลตรวจอื่นๆ ยังไม่ออก และ อ.สมิทธ์ คาดว่า ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง แต่ภาพรวมก็มีความคืบหน้าแล้ว 80%

*******

การทำงาน ผลทั้งหมด.. ถูกส่งต่อไปที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ( ส่งผลเลือดไปเมื่อ 12 ม.ค.58) เพื่อให้ ระดมฝ่ายเกี่ยวข้องหาทางแก้ปัญหา 

(แต่ขณะนี้ ทาง ผวจ. ก็ยังไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร..จนทำให้ชาวบ้าน จะไปยื่นหนังสือ ร้องนายกรัฐมนตรี พรุ่งนี้ เพื่อขอให้ กลุ่มนักวิช่การกลุ่มนี้ และ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เป็นหน่วยงานกลางมาแก้ปัญหา

ขณะเดียวกัน ก็จะขอให้ ทีมแพทย์ จาก ม.รังสิต ลงพื้นที่ไปเจาะเลือดชาวบ้านที่อยู่ในเขตพื้นที่รอยต่อเหมืองแร่ เพื่อตรวจเพิ่มอีกประมาณ 6,000คน )

*****
ในเดือนกุมภาพันธ์ ทีมนักวิชาการ จะจัดเสวนา เพื่อเปิดตัว เพื่อเปิดเผยแนวทางการทำงานมาตลอด และประเด็นที่จะทำต่อๆ ไป ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ การเดินหน้าลงพื้นที่ ทั้งเจาะเลือดและดูด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม ตามที่กลุ่มชาวบ้านร้องขอ

 

เปิดเหตุผล! คำสั่ง อธิบดี กพร. สั่งเหมืองแร่ หยุดถลุงทอง จ.พิจตร เพราะสั่งให้แก้ แต่บริษัทไม่ทำ- ยังพบปัญหาซ่ำ กระทบชาวบ้าน

image

13 มกราคม 2558

นายสุรพงษ์ เชียงทอง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ หรือ กพร. เปิดเผยว่า “…ขณะนี้ มีคำสั่งให้บริษัทอัครา รีซอสเซท ผู้ได้รับประทานบัตร ทำเหมืองแร่ทองคำ ในจังหวัดพิจิตร หยุดประกอบโลหะกรรมเป็นเวลา 30 วัน สืบเนื่องจาก กพร. ได้ตรวจสอบรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม EHIA พบว่า ชาวบ้านในพื้นที่รอบเหมืองแร่งทองคำ กว่า 200 คน มีโลหะหนักในกระแสเลือด และในปัสสวะสูงเกินมาตรฐาน
 
ซึ่งตามหลักของ EHIA ที่เป็นเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาต คือ บริษัท ต้องรับชาวบ้านไปรักษา และกพร.ได้มีหนังสือตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2557 สั่งบริษัทให้รับชาวบ้านไปรักษาภายใน 15 วัน และต้องไปหาสาเหตุพร้อมแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน หรือ ก็คือสิ้นสุดเดือนธันวาคม แต่ผ่านมาถึงขณะนี้แล้วเลยกำหนดแล้ว แต่บริษัทกลับตอบสนองน้อยมาก เรียกว่าไม่ได้ทำเลย และที่ผ่านมาก็มีการสั่งบริษัทไปหลายครั้ง ผ่านคณะทำงานร่วมที่มีทั้ง กรมควบคุมมลพิษ และ กพร. สั่งไป บริษัทตอบสนองน้อยมากเช่นกัน

ประกอบกัน เมื่อวานนี้ มีคณะนิติวิทยาศาสตร์ แจ้งผลการตรวจเลือดชาวบ้าน ก็ยังพบว่า มีโลหะหนักในร่างกายชาวบ้านอยู่ เท่ากับว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้แก้ไขตามคำสั่ง กพร.เลย

ผมจึงอาศัยอำนาจตาม ม.125 พ.ร.บ.แร่ สั่งให้บริษัทอัคราฯ หยุดประกอบโลหะกรรมเป็นเวลา 30 วัน และบริษัทต้องรับชาวบ้านที่เจ็บป่วยไปรักษา และระหว่างการหยุดตรงนี้ ต้องหาสาเหตุ มีผลความคืบหน้าเป็นอย่างไร บริษัทต้องรายงานกพร.รับทราบด้วย

การสั่งให้บริษัทอัคราฯ หยุดประกอบโลหะกรรมเป็นเวลา 30 วัน เรายังไม่ได้บอกว่าเค้าผิดหรือถูก แต่สั่งให้หยุดก่อน เพราะการประกอบโลหะกรรมของเค้าอาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิต สัตว์ คน พืช ที่อยู่โดยรอบได้ สั่งให้เค้าหยุดเพื่อให้เค้าตรวจสอบการกระทำของเค้า

 
วันนี้ ผมลงนามหนังสือคำสั่งเรียบร้อยแล้ว บริษัทได้รับหนังสือเมื่อไหร่ก็เริ่มหยุดและทำตามคำสั่งวันนั้น ซึ่งการหยุดประกอบโลหะกรรม หมายถึง การถลุงโลหะทองคำ ต้องหยุดก่อน ทำไม่ได้ ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุหรือไม่ บริษัทต้องไปพิสูจน์ ซึ่งการทำทองคำนั้น ตามหลักแล้ว ก็คือทำเหมืองก่อน เมื่อได้แร่มาแล้วต้องแต่ง และถลุง ซึ่ง ตรงถลุงนี่แหละ ที่บริษัทไม่สามารถทำได้ เป็นเวลา 30 วัน และต้องทำตามที่ กพร.มีคำสั่งใน 30 วันด้วย ไม่ใช่หยุดเฉยๆ ตอนนี้ก็ให้เวลาบริษัท แต่ถ้ายังไม่ทำตามอีก ก็ถือว่าขัดคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วค่อยพิจารณาต่อว่าจะทำอย่างไรต่อไป”

 

7 พ.ย.57 “ศศิน เฉลิมลาภ” นำเสวนา “ก่อนจะผ่าน EHIA เขื่อนแม่วงก์ ” เปิดข้อบกพร่อง +สรุปประเด็นต่างๆ (กำหนดการ)

image

กำหนดการเวทีเสวนาวิชาการ

ก่อนจะผ่าน EHIA เขื่อนแม่วงก์
วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2557
ณ ห้องนนทรี 1 ชั้น 4 เคยู โฮม เกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน)

08.00 – 09.00 น.  ลงทะเบียน พร้อมรับเอกสาร

09.00 – 09.30 น. ที่มาของการจัดเวทีเสวนาวิชาการ โดย อ.ศศิน เฉลิมลาภ

09.30 – 10.00 น. นำเสนอประเด็นข้อบกพร่องในรายงาน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ ด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า โดย ดร.ทรงธรรม สุขสว่าง*

10.00 – 10.15 น. สรุปประเด็นด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า โดย อ.ศศิน เฉลิมลาภ

10.15 – 10.45 น. นำเสนอประเด็นข้อบกพร่องในรายงาน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ ด้านบริหารจัดการน้ำ โดย รศ.ดร.สุวัฒนา จิตตลดากร และ อ.สมฤทัย ทะสดวก

10.45 – 11.00 น. สรุปประเด็นด้านบริหารจัดการน้ำ โดย อ.ศศิน เฉลิมลาภ

11.00 – 11.30 น. นำเสนอประเด็นข้อบกพร่องในรายงาน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ ด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม โดย ผศ.ดร.เพ็ญพร เจนการกิจ*

11.30 – 11.45 น. สรุปประเด็นด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม โดย อ.ศศิน เฉลิมลาภ

11.45 – 12.10 น. สรุปเนื้อหาและปิดการเสวนา

12.10 – 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน

หมายเหตุ * อยู่ในระหว่างการประสานวิทยากร

 

ป้ายกำกับ: , ,

ปิดสำนักงาน ฮ่องกง! “การบินไทย”แจ้ง เปิดบินเส้นฮ่องกงปกติ แต่”ปิด”สนง.ฮ่องกง 1-2 ต.ค.57 / วันนี้ เปิดถึงแค่ 4โมงเย็น

image

29 กันยายน 2557

บริษัท  การบินไทย จำกัด  (มหาชน)  ขอเรียนให้ทราบว่า ในวันจันทร์ที่  29  กันยายน  2557 สำนักงานการบินไทย ณ เขตปกครองพิเศษฮ่องกง ประเทศจีน ตั้งอยู่ที่ 24A United Centre Building,95 Queensway Hong Kong   มีความจำเป็นต้องปิดสำนักงานก่อนเวลา คือในเวลา 16.00น. (เวลาท้องถิ่น) เนื่องจากมีการชุมนุม และ เกิดเหตุการณ์ไม่สงบภายในบริเวณที่ทำการรัฐบาลฯ  ซึ่งใกล้กับสำนักงานการบินไทย เพื่อความปลอดภัยของลูกค้าที่มาติดต่อกับสำนักงานฯ และเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่  บริษัท การบินไทย สำนักงานฮ่องกง ยังคงให้บริการตามปกติ และ ผู้โดยสารสามารถ ติดต่อได้ที่ หมายเลข +852 – 2179- 7777 จนถึงเวลาดังกล่าวข้างต้น  อย่างไรก็ตาม การบินไทยยังคงให้บริการในเส้นทางไป – กลับ ระหว่าง กรุงเทพฯ – ฮ่องกง ตามปกติ

ผู้โดยสารสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ตารางการบินได้ที่โทรศัพท์หมายเลข  02-356-1111 และ หมายเลขสำนักงานการบินไทยที่สนามบินฮ่องกง +852-2769-7421 (เวลา 09.00-22.00 น. เวลาท้องถิ่น) หรือ http://www.thaiairways.com หรือ  http://www.thaiairways.com.hk

ทั้งนี้  สำนักงาน การบินไทย สำนักงานฮ่องกง  จะปิดทำการในวันพุธที่ 1 ตุลาคมและพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม 2557 เนื่องจากวันชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน  แต่การบินไทยยังคงให้บริการในเส้นทางไป – กลับ ระหว่าง กรุงเทพฯ – ฮ่องกง ตามปกติ   และสำนักงานการบินไทยที่สนามบินฮ่องกงยังคงให้บริการตามปกติ

 

จี้ผู้นำยุติดขื่อน! เครือข่ายปกป้องแม่น้ำโขง จี้ชะลอ,หยุดโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮง หากยังไม่ชัดเจน

image

วันที่ 10 กันยายน 2557

ฯพณฯ สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน

นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

 
ฯพณฯ ทองสิง ทำมะวง

นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ฯพณฯ เหวียน เติ๋น ยวุ๋ง

นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

 

ฯพณฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย

เรื่อง: ข้อกังวลว่าด้วยกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮง

กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

เรา พันธมิตรเพื่อปกป้องแม่น้ำโขง (Save the Mekong Coalition) ประสงค์จะแสดงความกังวลของเราต่อกระบวนการตัดสินใจว่าด้วยเรื่องเขื่อนดอนสะโฮงทางตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) ข้อกังวลหลักของเราเกี่ยวข้องโดยตรงกับการที่ในขณะนี้ รัฐบาลสปป.ลาว เสนอให้นำโครงการเขื่อนดอนสะโฮงเข้าสู่กระบวนการขั้นตอนการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง(Procedures for Notification, Prior Consultation and Agreement: PNPCA)

โดยเรามีความกังวลว่า กระบวนการ PNPCA ของโครงการเขื่อนดอนสะโฮง จะไม่สามารถดำเนินการให้เป็นกระบวนการปรึกษาหารืออย่างถูกต้องและมีส่วนร่วมได้จริง อีกทั้งโครงการนี้ ยังถูกกำหนดให้ดำเนินรอยตามเส้นทางอันตรายเฉกเช่นเดียวกับโครงการเขื่อนไซยะบุรี อันจะนำมาซึ่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงทั้งต่อแม่น้ำโขงและประชาชนริมฝั่งแม่น้ำ

 
การศึกษามากมายชี้ว่า หากมีการสร้างเขื่องดอนสะโฮง ผลกระทบอย่างรุนแรงจะเกิดขึ้นต่อพันธุ์ปลาและการอพยพของปลาแม่น้ำโขงตลอดทั้งลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง สิ่งนี้จะคุกคามความมั่นคงทางอาหารและวิถีชีวิตของประชาชนหลายล้านคน รวมไปถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองของภูมิภาคจากความตึงเครียดที่จะเพิ่มขึ้นระหว่างรัฐบาลเนื่องจากความล้มเหลวของความร่วมมือระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม สปป. ลาวยังคงยืนยันที่จะดำเนินการสร้างเขื่อนดอนสะโฮงต่อไป แม้จะมีการเสนอให้โครงการนี้เข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่าสปป. ลาวตั้งใจที่จะดำเนินการพัฒนาโครงการต่อไป[1] รายงานข่าวล่าสุดเกี่ยวกับความคืบหน้าของการก่อสร้างที่บริเวณหัวงานเขื่อน ปรากฏออกมาในทิศทางที่สอดคล้องกับข้อกังวลที่กล่าวมา โดยในขณะที่รัฐบาลลาวอ้างว่ามีการระงับการก่อสร้างไว้ก่อน บริษัทเมเกะเฟิร์สท คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้รับผิดชอบในการพัฒนาโครงการยังคงยืนยันว่าการก่อสร้างจะดำเนินต่อไป[2] การเสนอให้โครงการเขื่อนดอนสะโฮงเข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้านั้น จะต้องไม่ถูกนำไปใช้เพื่อเป็นหนทางในการรับรองการกระทำของสปป. ลาวว่าได้ปฏิบัติถูกต้องตามข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ. 2538 แต่จะต้องเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงในการตัดสินใจเชิงนโยบายระดับภูมิภาคอย่างสุจริต ตามเจตนารมณ์ของข้อตกลงแม่น้ำโขง

จนถึงขณะนี้ เป็นที่รับรู้กันทั่วไปแล้วว่ากระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของโครงการเขื่อนไซยะบุรีนั้นล้มเหลว เนื่องจากเป็นการปรึกษาหารือที่จำกัดทั้งจำนวนผู้เข้าร่วมและพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ไม่รับฟังความคิดเห็นที่มีนัยยะสำคัญ อันรวมไปถึงเสียงจากชุมชนท้องถิ่นในประเทศกัมพูชา สปป. ลาว ไทย และเวียดนามด้วย ในขณะที่หลายกลุ่มในประเทศเวียดนามและกัมพูชาได้ออกมาแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับกระบวนการที่ขาดการมีส่วนร่วมดังกล่าว ชุมชนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบในประเทศไทยยืนยันหนักแน่นว่าไม่เคยมีการ “ปรึกษาหารือ” ในการประชุมครั้งใดที่จัดขึ้นในประเทศไทย และได้รับเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ชาวบ้านเชื่อว่ากระบวนการ PNPCA ไม่มีความชอบธรรมและจะยังคงยืนยันว่า “ไม่เอา” เขื่อนไซยะบุรีต่อไป

 
ชาวบ้านที่เข้าร่วมการปรึกษาหารือรายงานว่า แทบจะไม่ได้รับข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับรายละเอียดและผลกระทบของโครงการเลย การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ฉบับล่าสุดไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่มีการจัดทำการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน และการออกแบบเขื่อนก็ยังไม่สมบูรณ์ ความชอบธรรมของกระบวนการทั้งหมดถูกทำลายลงเมื่อรัฐบาลลาวและไทยตัดสินใจที่จะเดินหน้าก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี แม้จะปราศจากข้อสรุปเกี่ยวกับกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า ไม่มีคำตอบใด ๆ ต่อข้อกังวลของประเทศกัมพูชาและเวียดนาม รวมถึงไม่มีข้อตกลงร่วมกันระหว่างสี่รัฐบาลในการดำเนินโครงการดังกล่าว

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2557 ศาลปกครองสูงสุดประเทศไทยแถลงรับคำร้องของชาวบ้านจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากเขื่อนไซยะบุรี พร้อมทั้งกล่าวถึงความเป็นไปได้ของผลกระทบข้ามพรมแดนที่อาจเกิดจากเขื่อนไซยะบุรี และเรียกร้องให้ประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคมเพิ่มเติมในประเทศไทย[3] ข้อเสนอแนะจากทั้งประเทศกัมพูชาและเวียดนามคือต้องการให้ชะลอการตัดสินใจใด ๆ ว่าด้วยเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่างจนกว่าจะมีการศึกษาที่สมบูรณ์ของคณะมนตรีของกรรมาธิการแม่น้ำโขง และมีการศึกษาในประเด็นสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ในการประชุมสุดยอดผู้นำแม่น้ำโขงเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประเทศเวียดนามได้เน้นย้ำอีกครั้ง ถึงข้อเสนอแนะที่ระบุไว้ในการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเมื่อปี 2553 ที่เสนอให้มีการเลื่อนการก่อสร้างเขื่อนทั้งหมดบนแม่น้ำโขงสายหลักออกไป 10 ปี ข้อเสนอแนะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักในอนาคตจะต้องอยู่บนพื้นฐานการศึกษาที่ครอบคลุมและมีความเข้าใจเรื่องผลกระทบที่จะเกิดกับประเทศลุ่มแม่น้ำโขงทั้งหมด

แหล่งทุนต่าง ๆ ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงก็ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความชอบธรรมของกระบวนการ PNPCA เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลออสเตรเลียที่ให้ทุนสนับสนุนการทำกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของโครงการไซยะบุรี พร้อมทั้งการทบทวนกระบวนการดังกล่าว รวมถึงรัฐบาลเดนมาร์กด้วย เมื่อรับทราบถึงความบกพร่องของกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของเขื่อนไซยะบุรี สำนักเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเองก็ได้พยายามทบทวนกระบวนการ PNPCA ในอันที่จะ“พิจารณาขยายระยะเวลาการปรึกษาหารือล่วงหน้า 6 เดือน กำหนดหลักเกณฑ์สำหรับข้อตกลงที่จะเกิดขึ้นภายหลังกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า และนำไปสู่ความเข้าใจร่วมกันว่าด้วยการตีความกระบวนการPNPCA ภายใต้บริบทของข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ. 2538”[4]

แม้จะมีการเสนอให้ทบทวนมากว่าหนึ่งปี ประเด็นดังกล่าวก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ยิ่งไปกว่านั้น กรณีของเขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามสำคัญต่ออนาคตของแม่น้ำโขงก็ยังถูกเสนอให้เข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้านี้ และมีแนวโน้มที่จะซ้ำรอยกระบวนการตัดสินใจที่ล้มเหลวของเขื่อนไซยะบุรี

ด้วยเหตุนี้ เราขอเรียกร้องให้ผู้นำประเทศลุ่มแม่น้ำโขงทั้งหลายยุติกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของโครงการเขื่อนดอนสะโฮงโดยทันที และแสดงให้เห็นถึงข้อบกพร่องของกระบวนการ PNPCA อันเป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมและการปรึกษาหารือ รวมถึงข้อตกลงของบรรดาชุมชนที่ได้รับผลกระทบ และจัดให้มีเวลามากขึ้นในการศึกษาผลกระทบจากเขื่อนบนแม่น้ำสายหลักอย่างสมบูรณ์

 
เสียงของชุมชนจะต้องมาก่อน ในทุก ๆ ขั้นตอนกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขง เนื่องจากจุดมุ่งของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง มิได้เป็นเพื่อชุมชนท้องถิ่นลุ่มแม่น้ำโขง จึงจำเป็นต้องมีความชัดเจนว่า ชุมชนซึ่งได้รับผลกระทบจากเขื่อนบนแม่น้ำโขงจะมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในกระบวนการตัดสินใจได้อย่างไร และการมีส่วนร่วมดังกล่าวของพวกเขาจะส่งผลอย่างไรต่อการตัดสินใจว่าโครงการจะดำเนินต่อไปได้หรือไม่ สิทธิของชุมชนในการที่จะปฏิเสธโครงการจะต้องได้รับการยอมรับ

 

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงและรัฐสมาชิกจะต้องยอมรับว่า กระบวนการปรึกษาหารือแบบใดก็ตามที่ชุมชนและสาธารณชนลุ่มแม่น้ำโขงมีส่วนร่วมควรจะรวมเอาหลักเกณฑ์ต่อไปนี้เอาไว้ด้วย กล่าวคือ

 

·        การปรึกษาหารือจะต้องเกิดขึ้นก่อนจะมีการตัดสินใจดำเนินโครงการ จะต้องไม่มีการก่อสร้างเกิดขึ้นและต้องไม่มีลงนามในข้อตกลงใด ๆ ระหว่างที่กระบวนการปรึกษาหารือยังไม่แล้วเสร็จ

·        หลักเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับการตัดสินใจเกี่ยวกับการออกแบบ ขอบเขต และขนาดของโครงการ รวมถึงการตั้งอยู่ของโครงการในระบบนิเวศที่เป็นอยู่ ต้องถูกจัดทำขึ้น และเผยแพร่ต่อสาธารณะก่อนกระบวนการปรึกษาหารือ หลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้ควรได้รับการปรับปรุงให้เท่าทันเหตุการณ์ อิงตามข้อมูลที่ได้รับระหว่างทำการปรึกษาหารือ

·        รัฐสมาชิกของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงต้องแสดงอย่างชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของตนแต่ตั้งเริ่มกระบวนการ ในอันที่จะรับรองข้อตกลงระหว่างสี่ประเทศในการดำเนินการใด ๆ ให้เป็นไปตามการปรึกษาหารืออย่างมีส่วนร่วม

·        ข้อมูลที่เพียงพอ รวมถึงการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน และแบบล่าสุดของโครงการ จะต้องมีการเผยแพร่ออกมาก่อนจะมีการปรึกษาหารือ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องเป็นภาษาของทุกประเทศริมฝั่งแม่น้ำ และเครื่องมือทั้งหมดที่ใช้ต้องถูกตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่ามีความเป็นกลาง

·        เป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติที่จะรับประกันความเหมาะสมของตัวแทนชุมชนในการเข้าร่วมปรึกษาหารือ ทุกชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขงต้องได้รับเชิญให้มีส่วนร่วมในการปรึกษาหารือ ต้องมีการจัดหาทรัพยากรให้อย่างเพียงพอโดยคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง รัฐสมาชิก และ/หรือหุ้นส่วนในการพัฒนา เพื่อช่วยให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของชุมชนต่าง ๆ และสาธารณชนริมฝั่งแม่น้ำโขง

·        คำตอบและข้อกังวลของชุมชนและสาธารณชนริมฝั่งแม่น้ำโขง ต้องถูกยกขึ้นกล่าวถึงอย่างโปร่งใสและมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าความคิดเห็นเหล่านี้จะส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจในท้ายที่สุดอย่างไร

·        ขั้นตอนและมาตรฐานในการปรึกษาหารือจะต้องเหมือนกันทั่วทั้งภูมิภาค เพื่อรับประกันว่าข้อกังวลของทุกประเทศได้รับกล่าวถึง บันทึก และพิจารณาอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งอาจทำได้โดยให้มีบุคคลที่สามเป็นผู้กำกับดูแลและตรวจสอบขั้นตอนนี้

เรา พันธมิตรเพื่อปกป้องแม่น้ำโขง เชื่อว่าแม่น้ำโขงที่อุดมสมบูรณ์มีความสำคัญต่อความเจริญรุ่งเรืองและความยั่งยืนของภูมิภาค เราขอเรียกร้องให้ผู้นำประเทศพิจารณาอย่างเร่งด่วนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว และจะเกิดขึ้นในอนาคตจากเขื่อนบนแม่น้ำโขง และให้ความสำคัญ รวมถึงปกป้องสิทธิในการปรึกษาหารือและมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของชุมชนลุ่มแม่น้ำโขงว่าด้วยเรื่องเขื่อนบนแม่น้ำโขง

ขอแสดงความนับถือ

Both ENDS, The Netherlands

Burma Rivers Network, Burma

Child Development Center for Social and Environment in Mekong Basin, Thailand (ศูนย์พัฒนาเด็กเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำโขง)

Chuenchom Sangarasri Greacen, Palang Thai, Thailand

Community Economic Development, Cambodia

Community Resource Centre, Thailand (ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม)

Conservation and Recovery in Lampaning River Basin Group, Nong Bua Lamphu province, Thailand (กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำลำพะเนียง จ.หนองบัวลำภู)

CRDT, Cambodia

CSRD, Vietnam

E-san Human Rights and Peace Information Centre, Thailand (ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมอีสาน)

Earth Rights International, USA

EcoSun Cambodia, Cambodia

Finnish Asiatic Society, Finland

Fisheries Action Coalition Tea, Cambodia

Focus on the Global South, Thailand

GreenID, Vietnam

Information Center for Social Justice, Thailand

International Rivers, USA

Living Siam River, Thailand

Mekong Conservation Group, Pak Cham, Loei, Thailand (กลุ่มอนุรักษ์แม่น้ำโขง อ.ปากชม จ.เลย)

Mekong Monitor Tasmania, Australia

Mekong People Council Network, Thailand

Mekong Watch, Japan

Mekong-Lanna Culture and Natural Resources Conservation Group, Chiang Rai, Thailand

My Village, Cambodia

Network of Thai People in Eight Mekong Provinces, Thailand

NGO Forum, Cambodia

NGOs Coordinating Committee, Northeastern Region, Thailand [คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน(กป.อพช.)]

Northeast of Environment and Natural Resource Network, Thailand (เครือข่ายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมภาคอีสาน)

Northeastern Rural Development, Cambodia

Northern River Basins Network, Thailand

PanNature, Vietnam

People Committee for Livelihood and Community Recovery, Pak Mun, Ubonrachthanee, Thailand [คณะกรรมการชาวบ้านเพื่อฟื้นฟูชีวิตและชุมชนลุ่มน้ำมูน(ชชช.)] 

Ponlok Khmer, Cambodia

Probe International, Canada

Rak Chaing Karn Group, Thailand (กลุ่มรักษ์เชียงคาน)  

Right Protection Center for Natural Resource Management in Lower-Chi River, Thailand

Tam People Association, Thailand (สมาคมคนทาม)

Tammun Project, Thailand (โครงการทามมูน)

Towards Ecological Recovery and Regional Alliance, Thailand

The Law and Policy of Sustainable Development Research Center, Vietnam

Udon Thani Environmental Conservation Group, Thailand (กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี)

Vietnam Rivers Network, Vietnam

WARECOD, Vietnam

World Rainforest Movement, Uruguay

สำเนาถึง:

คณะกรรมการร่วมและคณะมนตรีคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง

แหล่งทุนของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง

เลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง
I
[1] แถลงการณ์ของสปป. ลาว จากการประชุมครั้งที่ 20 ของสภาคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง

[2] “เจ้าหน้าที่ลาวกับผู้พัฒนาโครงการกล่าวไม่ตรงกันว่าด้วยเรื่องความคืบหน้าของเขื่อน”, The Phnom Penh Post, 20 สิงหาคม 2557

[3]  “เขื่อนไซยะบุรีจะเป็นเขื่อนแรกในจำนวน 12 เขื่อนขนาดใหญ่ที่มีแผนจะสร้างบนแม่น้ำโขงตอนล่าง เป็นที่ทราบกันดีว่าโครงการอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คุณภาพและปริมาณน้ำ การไหลของน้ำ ความสมดุลทางธรรมชาติของลุ่มแม่น้ำโขง และผลกระทบข้ามพรมแดนอื่นๆ ต่อประเทศริมฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชุมชนท้องถิ่นใน 8 จังหวัดริมฝั่งแม่น้ำโขงในราชอาณาจักรไทย ซึ่งอาจต้องแบกรับผลกระทบอย่างกว้างขวางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย วิถีชีวิต หรือกระทบส่วนใด ๆ ของชุมชน” คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ประเทศไทย เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2557

 

[4] การทบทวนความช่วยเหลือของประเทศเดนมาร์กต่อคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง, 2556

 

เก้าอี้ร้อน! ชาวบ้าน ยื่น ปปป.สอบ”จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช”รมว.อุตฯ เอี่ยวธุรกิจเหมืองแร่ทองคำ/ กระทบสุขภาพ-ชุมชน /บ.เหมืองยันปลอดภัย

image

4 ก.ย 2557

กังขา..รมว.อุตฯ คนใหม่! ตัวแทนชาวบ้าน 4จังหวัด ยื่นหนังสือ ป.ป.ป.ตรวจสอบ”จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช” รมว.อุตสาหกรรม คนปัจจุบัน เป็นกรรมการ  ในบริษัททำเหมืองแร่ รายใหญ่ ก่อนจะลาออกจาก กก. มารับตำแหน่ง รมว.อุตฯ ในขณะนี้

ตัวแทนชาวบ้านที่ยื่นครั้งนี้ มีจากจ.พิจิตร พท.ที่มีเหมืองแร่เกิดขึ้นแล้ว และอีก 3 จังหวัด ที่คาดว่า จะใช้เป็นพื้นที่ทำเฟสฯ 2 ที่จะใช้ทำเหมือง อยู่ในสระบุรี มีพื้นที่ราวๆ 70,00 ไร่ / ลพบุรี 160,000 ไร่ และ พิษณุโลก 400,000 ไร่

image

“วันเพ็ญ พรมจันทร์” แกนนำชาวบ้าน อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี กังวลว่า..บริษัทเหมืองแร่ ที่ได้สัมปทานทำเหมืองแร่ใน จ.พิจิตร และมีรายชื่อรมว.อุตฯ เคยเป็นกรรมการ ทำให้ชาวบ้าน ไม่มั่นใจ ไม่ไว้วางใจ ในการทำหน้าที่

“การที่บุคคลที่มีส่วนได้เสีย มาเป็นรัฐมนตรี แม้จะลาออกไปแล้วไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ทำให้เรามองว่า มีเจตนาหรือไม่ ทำให้พวกเรากังวล เพราะคำว่าสัมปทาน หากผู้ใดไดัรับไปแล้ว ไม่สามารถยกเลิกเพิกถอนได้เลย ตามข้อกม.สัมปทาน พรบ.แร่ พ.ศ.2510

สระบุรี..เราได้เก็บตัวอย่างดิน แร่ ไปตรวจ พบว่า มีทรัพยากรมากกว่า 38 ชนิด เรารู้แล้วว่า ตรงนี้ ต้องเป็นแหล่งแร่ขนาดใหญ่ ประกอบไปด้วยแร่ทองคำ เหล็กเงินต่างๆ จำนวนมาก หลังมีกลุ่มทุนเข้าไปขอประทานบัตรพิเศษโดยชาวบ้านไม่ทราบ เรามองว่าละเมิดสิทธิ์

เราเคยยื่นเรื่องให้ พล.อ.ประยุทธ์ไปแล้ว เพื่อขอให้พิจารณา ทบทวนการแต่งตั้งนายจักรมณฑ์ ก่อนหน้าโปรดเกล้าฯ วันเดียว แต่ก็ไม่ทัน”

image

“ณัฐพล แก้วนวล” ผู้ประสานงานกลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อม อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก บอกว่า สิ่งที่ชาวบ้านกังวล คือ ธุรกิจเหมืองแร่ กระทบป่าต้นน้ำในพื้นที่กว่า 70,000ไร่ กระทบชุมชน .. ที่ผ่านมา ในช่วงตลอด 10ปีมานี้ มีการต่อสู้ ยื่นเรื่องให้ฝ่ายเกี่ยวข้องตรวจสอบ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น…ระดับจังหวัด และ ระดับชาติ รวมทั้ง ปปช. และ คสช. แต่จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีความชัดเจน

“..เราพยายามตรวจสอบข้อมูลแบบนี้ เราคิดว่า มันมีเงื่อนงำข้างในอะไรหรือเปล่า เพราะมีกระบวนการไล่ซื้อที่ดินไปเรื่อยๆ ชาวบ้านก็ทะยอยขายที่ดิน เวลาชาวบ้านรวมตัวเรียกร้องเอกสารสิทธิ์ มันไม่ได้ แต่ทีนี้พอที่ดินไปอยู่ในมือนายทุน มากขึ้นเรื่อยๆ เรามองว่า มันกำลังจะเปลี่ยนเป็นเอกสารสิทธิ์ แล้วเอกสารสิทธิ์นี้ จะเป็นใบเบิกทางไปสู่การทำสัมปทานเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่เหมืองมะปรางครับ”

image

“สื่อกัญญา ธีระชาติดำรง” ตัวแทนเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบเหมืองแร่ทองคำ ในจังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเหมืองเกิดขึ้น ให้ข้อมูลว่า ผลกระทบจากเหมืองแร่ ส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพ และ ชุมชน โดยเฉพาะจากผลการสุ่มตรวจสอบตรวจสอบสุขภาพชาวบ้านที่มีหน่วยงานเกี่ยวข้องมาช่วยสุ่มตรวจ ประมาณ 30 คน ตามคำสั่งศาลปกครองพิษณุโลก เมื่อปี 2554 ที่เป็นผลสืบเนื่องจากคดีการฟ้องร้อง ก็พบว่า เกือบทุกคนมีสารโลหะหนักในร่างกาย

“.. ปัจจุบัน พอมีเหมืองน้ำที่เคยใช้ก็ไม่ได้แล้วคัน ใช้ประกอบอาหารก็ไม่ได้แล้ว และหากเปิดจากก๊อกและเก็บทิ้งไว้ ก็ทำให้น้ำเปลี่ยนสี ต้นไม้ พวกพืชผักสวนครัวใบหงิก เราเริ่มสังเกตว่า มีสารพิษเจอปน ต่อมาได้ฟ้องศาลปกครองฯ จึงมีคำสั่งศาลให้ตรวจ นำข้าวไปตรวจก็มีโลหะหนักในข้าว ในพืชผักสวนครัวปนเปื้อนแล้ว

ทาง ม.ขอนแก่น มาช่วยตรวจเรื่องดิน พบว่ามีการสะสมโลหะหนักในชั้นผิวดินแล้ว ส่วนน้ำผิวดินที่เป็นบ่อน้ำตื้นมีบางจุดพบโลหะหนักปนเปื้อน จนถึงขั้นประกาศว่าห้ามใช้น้ำตรงนั้นก็มีแล้ว ซึ่งเมื่อก่อนมันไม่เคยเกิดแบบนี้ ซึ่งเหมืองแร่เกิดขึ้นในพื้นที่ เมื่อปี 2544 แต่พอเปิดเหมืองได้ 2 ปี น้ำเริ่มมีกลิ่น มีตะกอน แต่ตอนชาวบ้านเจ็บป่วย และมีอาการรุนแรง เห็นชัด คือ ปี 2550 มีอาการคัน พุพอง เป็นหนอง พอไปหาหมอ ให้ยามา ก็เป็นหาย เป็นหายแบบนี้ตลอด..”

สุดสัปดาห์นี้ ตัวแทนสถานบันนิติวิทยาศาสตร์ และ ทหารในจังหวัดพิจิตร เตรียมเข้าช่วยเหลือผู้ป่วย ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ไปรับการรักษา รวมทั้ง เจาะเลือดชาวบ้าน ประมาณ 150 คน ตำบลท้ายดง อ.วังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เอกชนได้สัมปทาน ทำเฟส ติดกับจังหวัดพิจิตร เพื่อตรวจสอบหาโลหะหนักในร่างกาย 5 ชนิด ได้แก่ สารหนู ปรอท ตะกั่ว แมงกานิส และไซยานาย ซึ่งสารชนิดหลัง เป็นสารที่บริษัทนำเข้ามาใช้ในกระบวนทำเหมืองแร่ทองคำ

ส่วนการเก็บตัวอย่างพืชผัก / น้ำ / และดิน เมื่อปลายเดือนที่แล้ว จะทราบผลการตวจสอบว่ามีโลหะหนักหรือไม่ ในช่วงกลางเดือนนี้

******
ก่อนหน้านี้ ตัวแทนบริษัทที่ได้สัมปทานทำเหมืองแร่ ยืนยันว่า การทำเหมืองแร่ในหลายปีที่ผ่านมา ได้รับมาตรฐาน และมีความปลอดภัย ไม่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อม นอกจากนั้น ก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการทำเหมืองแร่ อ้างถึงผลรายงานการตรวจสอบสภาพน้ำ และสภาพแวดล้อม ว่า ไม่มีสาระโลหะหนักตกค้าง