RSS

Category Archives: ทั่วไป

ขอเล่าให้ฟังค่ะ…!! ว่าด้วยปัญหาการ #เผาไร่อ้อย #เผาอ้อย #เผา

  • เขียนบล็อก : 2 กุมภาพันธ์ 2563
  • ภัทราพร ตั๊นงาม

  • การเผาไร่อ้อยที่พูดๆ กันอยู่ทุกวันนี้ คือการเผาวัชพืช และ กาบใบอ้อย เพื่อให้เกิดความสะดวกก่อนตัดลำอ้อย (เผาก่อนตัด)
  • เมื่อกลางปี 2562 รัฐบาลบอกว่า จะใช้ “มาตรการทางกฎหมาย” กำหนดให้โรงงานน้ำตาลรับซื้ออ้อยที่มาจากการ “เผาก่อนตัด” (อ้อยไฟไหม้) ได้ไม่เกินร้อยละ 30 ในปีการผลิต 2562/63

(ชาวไร่เริ่มตัดอ้อย และโรงงานน้ำตาลเปิดหีบเมื่อต้นเดือน ธ.ค.2562)

  • นั่นแปลว่า โรงงานน้ำตาล ต้องรับซื้อ อ้อยที่เก็บเกี่ยว (ตัดลำ) มาจากไร่ที่ไม่เผาไฟ (อ้อยสด) ร้อยละ 70
  • และแปลว่ายังคงยินยอมให้มีการเผาไร่อ้อยถึง 30% ซึ่งยังนับว่าไม่น้อย
  • แต่ก็ถือว่า เป็นความก้าวหน้าพอสมควร เพราะตลอดเวลายาวนานที่ผ่านมาโรงงานน้ำตาลประเทศไทยมีสัดส่วนการรับซื้ออ้อยไฟไหม้ (เผาก่อนตัด) มากกว่าอ้อยสด (ตัดโดยไม่เผาไร่)

  • อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันเปิดหีบ ประจำปีการผลิต 2562/63 ปรากฏว่า ด้วยพลังยื้อยุดของฝ่ายที่อ้างเหตุ”จำเป็นต้องเผา” ทำให้ มาตรการ 70:30 อ่อนแรงมาเป็น 50:50 หมายถึงลดหย่อนให้โรงงานน้ำตาลรับซื้ออ้อยไฟไหม้ (จากการเผาไร่) ได้ถึง 50 % โดยเพิ่มจาก 30% ที่บอกไว้เมื่อกลางปี 2562
  • ดังนั้น แปลว่า (ของแปลว่า) ปีการผลิตปัจจุบัน (2562/63 เริ่มเปิดหีบ ต้นเดือน ธค.62) ไร่อ้อยแห่งประเทศไทย จะลุกโชนโชติช่วงด้วยเปลวเพลิงถึง 50% เป็นอย่างน้อย
  • ที่พูดว่า”50% เป็นอย่างน้อย” เพราะยังไม่มีอะไรทำให้เชื่อได้สนิทใจว่าจะไม่มีการเผาเกิน 50%
  • ถ้ามี”อ้อยไฟไหม้” ไม่ต่ำกว่า 50% ย่อมหมายความว่า ต้องมีการเผาไร่อ้อยไม่น้อยกว่า 50%
  • ไร่อ้อยที่ต้องลุกโชนโชติช่วงด้วยเปลวเพลิง ในปีการผลิต 2562/63 (ซึ่งเริ่มต้นเปิดหีบ เมื่อต้นเดือน ธค.2562 ) จะเป็นเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาล มโหฬาร ขนาดไหนกันล่ะ..?

  • ณ ปีการผลิต 2562/63 สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล คาดว่าจะมีพื้นที่ปลูกอ้อยทั่วประเทศ ราวๆเฉียด 12 ล้านไร่ (11,464,989 ไร่ /
    ขณะที่ปีการผลิต 2561/2562 มี 12, 236,074 ไร่)
  • นั่นแปลว่าอย่างน้อยๆ ปีการผลิตปัจจุบัน จะมีการเผาไร่อ้อยเป็น”พื้นที่” ถึง 6 ล้านไร่
  • พื้นที่ขนาด 6 ล้านไร่ มีความกว้างใหญ่ขนาดไหนละหนอ?
  • พื้นที่ 625 ไร่ เท่ากับ 1 ตารางกิโลเมตร ดังนั้นพื้นที่ 6 ล้านไร่ ก็ย่อมเท่ากับ 9,600 ตารางกิโลเมตร

  • พื้นที่ 9,600 ตารางกิโลเมตร กว้างใหญ่ขนาดไหนล่ะ?
  • กรุงเทพมหานครมีพื้นที่ 1,568.737 ตารางกิโลเมตร ดังนั้น พื้นที่ 9,600 ตารางกิโลเมตร ก็เท่ากับพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลเป็น “6 เท่า” ของกรุงเทพมหานคร
  • หรือ จ.นครสวรรค์ มีพื้นที่ 9,597.677 ตารางกิโลเมตร และ จ.สกลนคร มีพื้นที่ 9,605.764 ตารางกิโลเมตร ดังนั้น 9,600 ตารางกิโลเมตร ก็ใกล้เคียงกับพื้นที่ จ.สกลนคร ทั้งจังหวัด หรือกว้างใหญ่กว่า พื้นที่ จ.นครสวรรค์ ทั้งจังหวัด
  • แปลว่า ในฤดูกาลตัดอ้อยปีนี้ (เริ่มจากเดือน ธค.62 ) ประเทศไทยจะเกิดการเผาไร่อ้อยเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ อย่างน้อยเท่ากับ พื้นที่ 6 เท่าของกรุงเทพมหานคร หรือราวๆพื้นที่ จ.สกลนคร ทั้งจังหวัด หรือกว้างใหญ่กว่า พื้นที่ จ.นครสวรรค์ทั้งจังหวัด

ย้ำ..!! ที่บอกว่า “เป็นอย่างน้อย” เพราะยังไม่มีอะไรทำให้เชื่อว่าจะไม่เผามากกว่านี้ และ ที่บอกว่า “เป็นอย่างน้อย” เพราะ ที่ฝ่ายต่างๆ พูดๆ เรื่องการเผาไร่อ้อยตลอดมานั้น (รวมถึงที่เขียนข้างต้นนี้) จำเพาะเจาะจงไปที่ การ “เผาก่อนตัด” เท่านั้น ยังไม่รวมถึงการ “เผาหลังตัด”

  • ดังนั้นจึงต้องตั้งคำถามต่อไปว่า “อ้อยสด” หรืออ้อยที่ไม่เผาไร่ ก่อนตัดลำนั้น ภายหลังการตัดลำอ้อยแล้ว ได้จัดการวัชพืชและกาบใบอ้อยกันอย่างไร

… มีกี่ไร… กี่แปลง ที่ฝังกลบเป็นปุ๋ย …

มีกี่ไร่ … กี่แปลง… นำกาบใบอ้อยไปใช้ประโยชน์อื่นใด

และมีกี่แปลง … กี่สิบ … กี่ร้อย … กี่พัน… กี่หมื่น … กี่แสน ไร่ ที่ลงเอยด้วยการเผา (ประเด็นนี้ค่อยว่ากันวาระต่อๆไป)


  • ตอนต่อไปจะว่าด้วยการเผาไร่อ้อย (ก่อนตัด) แต่ละปีนับจากอดีต และสืบสาวมาตรการแก้ (หรือไม่แก้) ปัญหา

ปล. ป้องกันลืม …

เมื่อกลางปี 2562 นอกจากรัฐบาลบอกว่าจะใช้ “มาตรการทางกฏหมาย” แก้ปัญหาการเผาไร่อ้อยตามที่กล่าวข้างต้น

รัฐบาลยังบอกว่าจะใช้ “มาตรการขอความร่วมมือด้านบริหารจัดการ” อีกด้วย โดยมีเป้าหมายให้ ปีการผลิต 2562/2563 (คือฤดูเปิดหีบ-ตัดอ้อย ปัจจุบัน) ไร่อ้อยใน 5 จังหวัด เป็นพื้นที่ต้นแบบ “ปลอดการเผาอ้อย” หรือเป็นพื้นที่ “ตัดอ้อยสด 100%” ประกอบด้วย

  1. จ.กาญจบุรี
  2. จ.ราชบุรี
  3. จ.อุตรดิตถ์
  4. จ.ชัยภูมิ
  5. จ.เลย

… แล้วติดตามกันดูต่อว่า..เกิดอะไรขึ้นบ้างใน 5 จังหวัดนี้

 

ป้ายกำกับ: , ,

สรุปประเด็น! “รมว.อนุทิน” FB live เล่ากลางดึก ชี้แจงสถานการณ์ #ไวรัสโคโรนา ย้ำ รบ.เดินหน้าเชิงรุก แบบไม่ตื่นตระหนก ขอปชช.มั่นใจสาธาณสุขไทยเก่ง

เขียนโพสต์ (00:50น. // 27 ม.ค.63)

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะ รมว.สธ. และในฐานะรองนายกฯ ที่กำดับดูแล ก.สธารณสุข / คมนาคม / และ ก.ท่องเที่ยวฯ ใช้ Facebook live ชี้แจงกลางดึก เกี่ยวกับสถานการณ์ไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่

ย้ำ..เดินหน้าเชิงรุก.. แบบไม่ตื่นตระหนก.. มั่นใจ จนท.-ระบบสาธาณสุขไทยเก่งมาก.. ขอให้ทุกคนเชื่อมั่น ยัน ยังไม่จำเป็นต้องปืดประเทศ..

****สรุปประเด็น****

  • วันนี้จำเป็นต้องมา Live เพราะในฐานะรับผิดชอบ ก.สาธาณสุข ถือเป็นปราการด่านแรก ที่จะป้องกันไม่ให้ไวรัสโคโรนาฯ เข้ามาที่บ้านของเรา
  • ตั้งแต่ เริ่มได้รับรายงานว่า มีโรคนี้อุบัติขึ้น เมื่อ 3 สัปดาห์ที่แล้ว กรมควบคุมโรค สธ. เริ่มปฏิบัติการทันที
  • ขอให้ ปชช. มั่นใจว่า กระทรวงสาธารณสุขของพวกท่านทุกคน มีประสบการณ์เป็นอย่างดี ในการรองรับ ควบคุม มีแผนการทุกๆ อย่าง ที่จะควบคุมสถานการณ์หากมีโรคระบาดใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้น เราทำมาเป็น 10ปี ตั้งแต่โรคหวัดนก / ซาร์ส / เมอร์ส / อีโบล่า / ไข้หวัดใหญ่ 2009 ก็ทำมาโดยตลอด

  • บางที ที่ผมพูดแล้วไม่แสดงอาการซีเรียสมาก เพราะอะไร ก็เพราะ ถัาผมซีเรียสอีกคน ตกใจไปอีกคน สติแตกไปอีกคน ทีมงานผมก็คงจะทำงานกันลำบาก และความตื่นตระหนกก็คงจะเกิดขึ้นอย่างโกลาหลในประเทศไทย

– แต่ที่ผมแสดงอาการชิวๆ ไม่ซีเรียส ขอเรียนว่า มันเป็นสิ่งที่ผมต้องแสดงว่าทุกอย่าง ยังอยู่ภายใต้การควบคุมที่ดี ..

  • สิ่งที่ผมได้รับไฟเขียวมาจาก “ท่านนายกฯ ประยุทธ์” ก็คือ อบ่าปิดบังข้อเท็จจริงทั้งหลายให้ปชช. มีอะไรต้องบอกให้ ปชช.ทราบ
  • เรามีการรายงานตลอด เมื่อมีเหตุปุ๊ปเมื่อ 3 สัปดาห์ที่แล้วถ้าท่านจำได้ พวกเราไปที่สนบ.สุวรรณภูมิ ไปดูวิธีการตรวจโรคอย่างเต็มที่ คัดกรองคนอย่างไร / คนเดินออกจากเครื่องบินแล้วเป็นอย่างไร
  • ผมลองไปเช็คเครื่องตรวจด้วยตัวเอง อย่าง ผมไม่มีไข้อยู่แล้ว ก็ลองเอาน้ำร้อนที่ถืออยู่ในมือแล้วเดินผ่านเครื่อง..เครื่องก็เป็นสีแดงทันที ..พอเอาน้ำร้อนออกไป แล้วเดินผ่านเครื่อง..เครื่องก็ไม่มีสีแดง .. แสดงว่า ความไวของเครื่องก็ใช้ได้
  • เราคัดกรองผู้ป่วยได้ ..ซึ่งคนแรก เป็นชาวจีน และสั่งให้ สธ.ดูแลรักษาโดยไม่ต้องกังวลกับค้าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

  • ตอนนี้เรามาถึงจุดที่ โรคนี้..เป็นที่ตื่นตระหนกไปทั่วโลก ให้ความสำคัญ ..ในเมืองไทย มีคนจีนเดินทางเข้ามามหาศาล เข้ามาท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้บ้านเรา
  • บางทีที่คนบอกว่า ทำไม ไม่ปิดประเทศ ไม่ห้ามคนจีนเข้าประเทศ ณ จุดนี้ ยังทำไม่ได้ ยังไม่มีความจำเป็นถึงขนาดต้องทำเช่นนี้ แต่สิ่งที่ทำ และผมพูดได้ในฐานะ รมว.สาธารณะสุข เราคัดกรอง คัดแยกผู้ป่วยที่แสดงอาการ ว่า “มีไข้” ออกมาได้ 100%
  • ณ ตอนนี้เราคัดกรองออกมาและคอนเฟิร์มได้ว่า ผู้ป่วยรายใดไม่มีการติดเชื้อไวรัสฯ ก็รักษาแบบอาการผู้ป่วยทั่วไป แต่ถ้าเป็นผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาฯ เราก็ดูแลรักษาในห้องแยก ซึ่งปัจจุบันพบ 8 คน ที่คอนเฟิร์มว่า ติดเชื้อ .. ทั้ง 8 คนอยู่ในมือ ก.สธ แล้ว (รักษาหาย 5 ..เหลือเฝ้าดูอาการ 3)

  • เรื่องนี้รัฐบาลไทย ให้ความสำคัญมาก.. นายกรัฐมนตรีไทย ให้ความสำคัญมาก .. รมว.สาธาณสุข ถือว่า โรคนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในหัวมาตลอดตั้งแต่เช้า.. ตั้งแต่ตื่นยันเข้านอน ..
  • มีการทำงานประสานกับ ปลัด สธ./ อธิบดีกรมควบคุมโรค / พูดคุยโทรศัพท์กับ Dr. Tedros ผอ.องค์การอนามัยโลก (WHO) ( Dr. Tedros Adhanom Ghebreyesus) พูดคุยกับ Dr.Daniel A.Kertesz ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันตลอดเวลา / พูดคุยกับอธิบดีทุกกรมของ ก.สาธารณสุข / ผู้ตรวจราชการทั้ง 15 เขตของ ก.สาธารณสุข คอนเฟอเร้นท์กัน ทำงานกันตลอดเวลา
  • เราไม่ใช่ทำงานแบบเชิงรับ แต่เราเป็นเชิงรุก เป็นเชิงรุกแบบไม่ต้องการให้ตื่นตระหนก เพราะประสบการณ์ของ ก.สาธารณสุขเรามามีมาก จนสามารถรองรับสถานการณ์ด้วยความสุขุม รอบคอบได้ ..ปลัดกระทรวง สธ. ชื่อ “สุขุม” เราก็ทำงานแบบสุขุมรอบคอบได้

  • ขอให้เชื่อว่าเราเห็นความสำคัญเรื่องนี้ และไม่ได้นิ่งนอนใจ..ขอให้มั่นใจว่า ยังเราทำงานกันเต็มที่..
  • การเจอคนไข้ว่ามีเชื้อไวรัสฯ 8 ราย ในประเทศ..คือ ความสำเร็จของประสิทธิภาพของการทำงานระบบสาธารณะสุข ไม่เกี่ยวกับทำไมถึงปล่อยให้เกิดคนติดเชื้อ อยู่ในประเทศ ในคนละประเด็น.. เมื่อมีเชื้อแล้วตรวจพบ..นี่คือระบบคัดกรองตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ..

ตอนนี้ ..ไทยมี 5 ระดับขั้นตอน.. ที่ใช้เป็นเกณฑ์การติดตามสถานการณ์ไวรัสฯ คือ

  1. กรณีพบเจอคนไข้ที่เจอไวรัสฯ (ซึ่งตรวจเจอแล้ว 8 / หายแล้ว5 / เฝ้าดูอาการ 3)
  2. กรณีพบเจอคนไข้ที่มีไวรัสฯ แต่ติดเชื้อมาจากต่างประเทศ โรคที่สำแดง ไม่ได้อุบัติขึ้นจากในไทย
  3. กรณีเจอคนไทยติดเชื้อจากในปท. (ตรงนี้ยังไม่เกิดขึ้น)
  4. ติดต่อจากคนสู่คน ระหว่างในปท.
  5. ติดต่อจากคนสู่คน ระหว่างปท.

ถามว่า..วันนี้ เราอยู่ขั้นไหน.. ตอบ คือขั้น 1 เท่านั้น ..ยังเป็นช่วงจำกัดวงของการระบาดได้อยู่ .. แต่สิ่งที่ต้องตระหนัก คือ การติดต่อจากคนสู่คนได้ เพราะฉะนั้น ก็ต้องระวังกันเรื่องนี้

วันนี้ทดลองออกอากาศ .แบบไม่มีสคริป.. ลองมา Live เล่าดูว่า จะไหวกับการรายงานสถานการณ์แบบนี้หรือไม่ เพราะมีข่าวที่ไม่มีที่มาที่ไป…

ขอใหั ปชช. ฟังการแถลงข่าวของ สธ.เป็นสำคัญ เพื่อยืนยันข้อมูล แม้ว่าท่านจะรับข่าวสารจากช่องทางไหนก็ตาม

สั่งให้ ก.สาธารณสุขแถลงข่าวทุกวัน..เพื่อให้ข้อมูลกับ ปชช. มากที่สุด


ช่วงหนึ่งของการ Live – นายอนุทินระบุด้วยว่า.. วันนี้ตกใจมาก มีคนเข้ามาดู Live 200 กว่าคนแลัว..ไม่เคยมีใครเข้ามาดูผมมากเท่านี้มาก่อน ..เป็นครั้งแรกที่ Live แบบมีสาระ (ช่วงหนึ่งยอดชมขึ้นไปกว่า 1,500-1,600 )

ติดตาม Facebook live เต็มๆ ได้ที่ลิ้งค์นี้

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=3009739825753872&id=100001536522818

 
ปิดความเห็น บน สรุปประเด็น! “รมว.อนุทิน” FB live เล่ากลางดึก ชี้แจงสถานการณ์ #ไวรัสโคโรนา ย้ำ รบ.เดินหน้าเชิงรุก แบบไม่ตื่นตระหนก ขอปชช.มั่นใจสาธาณสุขไทยเก่ง

Posted by บน มกราคม 27, 2020 in การเมือง, คมนาคม, ทั่วไป, สิ่งแวดล้อม-รอบตัวเรา, สุขภาพ-สาธารณสุข, เรื่องของเรื่อง - หลากเรื่องเล่า, แก้ปัญหาผู้บริโภค, แถลงการณ์-บทความพิเศษ-คำชี้แจง

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , ,

ทดลอง..ลดราคา 3 เดือน!  เริ่มแล้ว..วันนี้ รฟม. ทดลองลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วงสูงสุด 20 บาทตลอดสาย ยาว 3 เดือน 25ธ.ค.62 – 31 มี.ค.63 หลังนั้นจะประเมินอีกที

เขียนบล็อก : 25 ธันวาคม 2562

ทดลอง..ลดค่าโดยสาร 3 เดือน! เริ่มแล้ว..วันนี้… รฟม. ทดลอง ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วงสูงสุด 20 บาทตลอดสาย ตลอดระยะเวลาเปิดให้บริการ เดินทางเชื่อมระหว่าง MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง จ่ายสูงสุด 48 บาท เริ่ม 25 ธันวาคม

– ตามที่ รัฐบาล โดยกระทรวงคมนาคม มีนโยบายการลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาแนวทางการปรับลดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าโดยไม่มีเงื่อนไข เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางให้แก่ประชาชน นั้น

– นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2562 ได้มีมติรับทราบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอมาตรการปรับลดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (MRT สายสีม่วง) ที่ให้ รฟม. ดำเนินมาตรการปรับอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (MRT สายสีม่วง)

– โดยกำหนดอัตราโดยสารสูงสุด 20 บาท (14 – 20 บาท) จากอัตราค่าโดยสารปกติ (14 – 42 บาท) สำหรับผู้ถือบัตรโดยสารประเภทบุคคลทั่วไป รวมถึงผู้ซื้อเหรียญโดยสาร (Token) ตลอดระยะเวลาเปิดให้บริการ (05.30 น. – 24.00 น.) โดยมีรายละเอียดดังนี้

– เดินทางเข้าสถานีแรก คิดค่าแรกเข้า 14 บาท

– เดินทาง 1 สถานี คิดค่าโดยสารตามระยะทาง 17 บาท

– เดินทาง 2 สถานี ขึ้นไป คิดค่าโดยสาร 20 บาท ตลอดสาย

– ผู้ถือบัตรโดยสารประเภทเด็ก อายุไม่เกิน 14 ปี (วันเกิดครบรอบ 14 ปี) และมีความสูงระหว่าง 91 – 120 ซม. และผู้สูงอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จะได้รับส่วนลด 50%

– ผู้ถือบัตรโดยสารประเภทนักเรียน/นักศึกษา ที่มีอายุเกินวันเกิดครบอายุ 14 ปี แต่ไม่เกินวันเกิดครบ 23 ปี จะได้รับส่วนลด 10% จากอัตราค่าโดยสารดังกล่าวข้างต้น

– กรณีผู้โดยสารเดินทางต่อเนื่อง 2 สาย ระหว่าง MRT สายสีน้ำเงิน และสายสีม่วง จะเก็บค่าโดยสารในอัตรา สูงสุด 48 บาทต่อเที่ยว

– จะเริ่มทดลองใช้เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2562 – 31 มีนาคม 2563 จากนั้น รฟม. จะประเมินความเหมาะสมและผลสัมฤทธิ์ของมาตรการดังกล่าว

– เบื้องต้น รฟม. คาดว่าจะมีปริมาณผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.8 คิดเป็นจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 282,500 คน – เที่ยว/เดือน

– การปรับลดอัตราค่าโดยสารดังกล่าว นอกจากจะเป็นการสนับสนุนนโยบายการลดภาระค่าครองชีพแก่ประชาชนตามนโยบายภาครัฐแล้ว ยังเป็นสนับสนุนการเดินทางโดยระบบรถไฟฟ้า ส่งผลให้เกิดความคุ้มค่าจากผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

– การประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้รถ การประหยัดเวลาในการเดินทาง การลดมูลค่าความสูญเสียเนื่องจากอุบัติเหตุ การลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและเพิ่มพูนความสุขให้ประชาชน ติดตามรายละเอียดและข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ รฟม. http://www.mrta.co.th และเฟซบุ๊กแฟนเพจการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ Call Center รฟม. โทร. 0 2716 4044

 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

สัญญาณเตือน..ภาวะหัวใจล้มเหลว! สถาบันโรคทรวงอก แนะสัญญาณเตือนผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว อย่าละเลยให้รีบมาพบแพทย์ทันที

19 ตุลาคม 2562

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นกลุ่มอาการการทำงานของหัวใจที่เกิดความผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ของหัวใจ ส่งผลให้หัวใจไม่สามารถ สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายและรับเลือดกลับเข้าหัวใจได้ตามปกติ

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของภาวะหัวใจล้มเหลวเกิดจากความผิดปกติของ โรคเยื่อหุ้มหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคความดันโลหิตสูง โรคลิ้นหัวใจรูมาติก กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

รวมทั้งความผิดปกติ จากการติดเชื้อไวรัสโลหิตจางขั้นรุนแรงและภาวะไทรอยด์เป็นพิษอาการและสัญญาณเตือนของโรคผู้ป่วยจะมีอาการหายใจลำบาก ในขณะที่ออกแรงขณะนอนราบ อาการอ่อนเพลียทำให้ความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน และการออกกำลังกายลดลง

อาการบวมตามอวัยวะต่าง จากภาวะคั่งน้ำและเกลือ เช่น เท้าบวม ท้องบวม มีน้ำคั่งในปอดและอวัยวะภายใน

ภาวะเหล่านี้ผู้ป่วยต้องรีบเดินทางมาโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย หาแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้อาการแย่ลงเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว และเสียชีวิตได้

*******************

นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวว่า แนวทางการวินิจฉัยของโรค ภาวะหัวใจล้มเหลวแพทย์จะซักประวัติจร่างกาย ประเมินภาวะสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกายและทำการตรวจ ห้องปฏิบัติการต่างๆ เช่น ตรวจเลือดและปัสสาวะ x-ray ทรวงอก ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจตรวจUltrasoundหัวใจ หากพบว่ามีอาการเข้าได้กับภาวะหัวใจล้มเหลว แพทย์จะรีบทำการรักษาด้วยวิธีที่ถูกต้องอย่างรวดเร็วที่สุด

แนวทางการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวสามารถรักษาได้ด้วยการให้ยาการควบคุมปัจจัยเสี่ยง การใช้เครื่องกระตุกหัวใจ อัตโนมัติ/เครื่องกระตุกหัวใจแบบถาวร การผ่าตัดใส่เครื่องช่วยการสูบฉีดเลือดของหัวใจ การผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ/ การผ่าตัดลิ้นหัวใจรั่ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยและการวินิจฉัยของอายุรแพทย์หัวใจ

นอกจากนี้ ผู้ป่วยต้องรู้จักดูแล สุขภาพตนเองในภาวะหัวใจล้มเหลว ดังนี้ ควรชังน่้าหนักก่อนทานอาหารเช้าทุกวันหรือภายหลังเข้าห้องน้าขับถ่ายช่วงเช้า หากพบว่าน้ำหนักเพิ่มขึ้น 1-1.5 กก. ภายใน 1 – 2 วันให้รีบมาพบแพทย์

หลีกเลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็ม ควบคุม การรับประทานเกลือโซเดียม จำกัดปริมาณการดื่มนั้าตามแผนการรักษาของแพทย์หลีกเลี่ยงการเดินทางไกลคนเดียว ไม่เครียด งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ไม่ควรหักโหมจนเกินไป ตามคำแนะนำแพทย์ เช่น การเดินราบ หากมีอาการหอบเหนื่อยควรหยุดพักทันที และต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งควรมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 19, 2019 in ทั่วไป

 

รัฐมนตรี..ขอตรวจสอบ! ภาพเหล่านี้ “บิลลี่”ถ่ายไว้ก่อนเสียชีวิต เมื่อปี2557 แต่ปัจจุบันยังไร้คำตอบผลสอบจากกรมอุทยานฯ #ใครเลื่อยไม้ #ใครฆ่าบิลลี่

7 กันยายน 2562

รัฐมนตรี..ขอตรวจสอบ! ภาพถ่ายเหล่านี้ เป็นภาพที่นายพอละจี รักจงเจริญ หรือ “บิลลี่” ถ่ายไว้ก่อนเสียชีวิต เมื่อปี 2557

– บิลลี่ ถ่ายจากกล้องถ่ายภาพ ไม่ใช่คลิปจากโทรศัพท์

– ภาพเซทนี้ บิลลี่ถ่าย หลังขัดแย้งกับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยถูกกล่าวหาว่า กะเหรี่ยงตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งบิลลี่พยายามหาหลักฐานพิสูจน์ ว่า ต้นเหตุของการตัดไม้ทำลายป่าไม่ใช่ชาวกะเหรี่ยง

– สังเกตจากภาพ…จะพบว่า..ปรากฏภาพผู้ชาย สวมเสื้อที่มีข้อความว่า “กรมอุทยานแห่งชาติ” ถือเลื่อนยนต์ ตัดต้นไม้ขนาดใหญ่

และยังปรากฎภาพคนสวม”ชุดลายพราง” ร่วมถือเลื่อยยนต์ตัดต้นไม้ด้วยเช่นกัน

– และบางภาพ คนชุดลายพราง ยังยืนร่วมอยู่ในเหตุการณ์ตัดต้นใหญ่ด้วย

– ชุดลายพรางลักษณะนี้ เป็นชุดของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ไม่ใช่ชุดที่แจกจ่ายให้บุคคลทั่ว

– ภาพเหล่านี้ ถูกเผยแพร่เมื่อปี 2557 ก่อนบิลลี่ เสียชีวิต

– ภรรยาของบิลลี่ ได้นำภาพ มอบให้นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติฯ

– จนนำไปสู่การตั้งกรรมการสอบสวนของกรมอุทยานฯ โดยสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 ในขณะนั้น

แต่จนถึงปัจจุบัน 2562 ยังไม่ปรากฎการสรุปผลสอบต่อสาธารณะ

– สอบถาม “วราวุธ ศิลปอาชา”รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าเคยเห็นภาพชุดเหล่านี้บ้างหรือไม่

– รมว.วราวุธ บอกว่า ยังไม่เคยเห็น

– ถาม รมว.วราวุธ ว่า กรมอุทยานฯ เคยตั้งกรรมการสอบแล้ว (โดยสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3) เป็นไปในทิศทางที่เรียกว่า มีมูล.. แต่เมื่อส่งผลสอบเข้ามาที่กรมอุทยานฯ ส่วนกลางแล้ว ปรากฏว่า ผลการสอบเงียบไป ไม่ปรากฏต่อสาธารณะตั้งนั้น จนถึงขณะนี้

– รมว.วราวุธ บอกว่า จะให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ตรวจสอบ

– โทรหา “วิจารณ์ สิมาฉายา” ปลัดกระทรวงฯ เพื่อสอบถามความคืบหน้า แต่เมื่อวานนี้ ไม่สามมารถติดต่อได้..

– …รอความชัดเจน.. เรื่องนี้กันต่อไป..

*****************************

 

ในหลวง มีพระราชกระแสให้นำสุนัขเกรตเดน 13 ตัวไปรับการรักษาที่รพ.สัตว์คณะสัตวแพทย์ ม.เกษตรฯ

21 สิงหาคม 2562

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าหน้าที่แผนกสัตวบาลในพระองค์มาดำเนินการรับสุนัขเกรตเดน 13 ตัวที่ถูกเจ้าของทิ้งให้อดอยากเพื่อนำไปรักษาและอภิบาลต่อที่โรงพยาบาลสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้สั่งการให้ 2 รองอธิบดี คือ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ และนายสุรเดช สมิเปรม ดำเนินการย้ายสุนัขทั้งหมดจากสถานพยาบาลสัตว์ กองสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์บริการ กรมปศุสัตว์ไปยังโรงพยาบาลสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ ตามที่มีพระราชกระแสรับสั่งมายังผู้แทนพระองค์ขณะนี้สุนัข 10 ตัว มีอาการพ้นขีดอันตรายและปลอดภัยแล้ว กินข้าวกินน้ำได้เป็นปกติ แต่อีก 3 ตัวนั้นสัตวแพทย์ยังต้องดูแลอาการอย่างใกล้ชิด


นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดปทุมธานีไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจภูธรลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานีเพื่อดำเนินคดีเจ้าของสุนัขในข้อหาทารุณกรรมสัตว์ตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 ต่อไป


“กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือจากประชาชน หากพบเห็นการกระทำผิดด้านปศุสัตว์ โปรดติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับข้อมูล หรือแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดเพื่อดำเนินการตามกฎหมายผ่านแอพพลิเคชั่น “DLD 4.0″ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบการกระทำความผิดและดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที”

 

สถ.รับสมัครสอบบรรจุเป็นขรก.-พนักงานส่วนท้องถิ่น 9-31 พ.ค.62 / เข้มป้องกันข้อสอบรั่ว-ทุจริตการสอบ

23 เม.ย.2562

สถ.รับสมัครสอบบรรจุเป็นขรก.-พนักงานส่วนท้องถิ่น 9-31 พ.ค.62 / เข้มป้องกันข้อสอบรั่ว-ทุจริตการสอบ

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เปิดเผยว่า คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ได้มีประกาศเรื่องรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2562 แล้ว ซึ่งจะมีการรับสมัครสอบระหว่างวันที่ 9 – 31 พฤษภาคม 2562 ทางเว็บไซด์ http://www.dlaapplicant2562.com

โดยให้ผู้สมัครเลือกตำแหน่งที่จะสมัครเพียง 1 ตำแหน่ง และเลือกกลุ่มภาค/เขต ที่สมัครสอบได้เพียง 1 กลุ่มภาค/เขต จาก 10 กลุ่มภาค/เขต (เพื่อประโยชน์ในการสมัครสอบแข่งขัน การขึ้นบัญชี และการบรรจุแต่งตั้ง) โดยให้ชำระเงินค่าธรรมเนียมสอบ ได้ 2 ช่องทาง คือ การชำระเงินผ่านเครื่อง ATM (โดยการสแกนบาร์โค้ด หรือ QR Code) และการชำระเงินผ่านทางโทรศัพท์มือถือ (Mobile Application) ในระหว่างวันที่ 9 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2562 เวลา 23.00 น. ทั้งนี้ การรับสมัครสอบจะมีผลสมบูรณ์ เมื่อชำระค่าธรรมเนียมในการสมัครสอบเรียบร้อยแล้ว และได้ดำเนินการครบทุกขั้นตอนภายในวัน เวลา ที่กำหนด

ตำแหน่งที่รับสมัครสอบ จะประกอบด้วยตำแหน่งประเภทวิชาการ 22 ตำแหน่ง ตำแหน่งประเภททั่วไป 21 ตำแหน่ง และตำแหน่งครูผู้ช่วยและครูผู้ดูแลเด็ก 20 สาขาวิชาเอก สำหรับจำนวนอัตราว่างของตำแหน่งต่างๆ ในแต่ละกลุ่มภาค/เขตนั้น สามารถเข้าดูได้ในประกาศรับสมัครสอบที่ http://www.dla.go.th หรือ http://www.dlaapplicant2562.com

ในการรับสมัครสอบครั้งนี้ ผู้สมัครต้องอัพโหลดภาพถ่ายสีหน้าตรง ชุดสุภาพ ไม่สวมหมวกและไม่สวมแว่นตาดำ ซึ่งถ่ายไม่เกิน 6 เดือน หรืออาจใช้ภาพถ่ายจากโทรศัพท์มือถือก็ได้ เพื่อใช้ติดในเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสอบด้วย และการสอบในครั้งนี้ จะมีการสอบข้อเขียนในภาค ก และภาค ข ก่อน ซึ่งจะมีเนื้อหาวิชาที่จะใช้ในการสอบในตำแหน่งต่าง ๆ ตามที่ได้มีการประกาศไว้ในประกาศรับสมัครสอบ และจะยังคงเหมือนการสอบครั้งที่ผ่านมา ที่จะนำคะแนนภาษาอังกฤษไปรวมกับวิชาอื่นในการสอบภาค ก หากได้ไม่ต่่ำกว่า 60% ก็ถือว่าผ่านการสอบภาค ก ดังนั้น ผู้สมัครสอบจึงควรดูและเตรียมตัวให้พร้อมกับการสอบในครั้งนี้ เพื่อให้ผ่านการสอบภาค ก และภาค ข แล้วจึงจะมีสิทธิเข้าสอบภาค ค ต่อไป

สำหรับการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบภาค ก และภาค ข จะมีการประกาศในวันที่ 5 มิถุนายน 2562 และจะประกาศ วัน เวลา สถานที่สอบ และระเบียบเกี่ยวกับการสอบ ในวันที่ 11 มิถุนายน 2562 ก็ขอให้ผู้สนใจสมัครสอบ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ในประกาศรับสมัครสอบทางเว็บไซด์กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น http://www.dla.go.th หรือ http://www.dlaapplicant2562.com หรือโทร 06-3237-9888 หรือ 08-1174-3785

และขออย่าได้หลงเชื่อผู้ที่แอบอ้างว่า สามารถช่วยเหลือผู้ที่จะสมัครสอบให้สามารถเป็นผู้ที่สอบได้ โดยวิธีการต่างๆ เช่น กล่าวอ้างว่ารู้จักข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่สามารถช่วยผู้สมัครสอบให้สอบได้ มีข้อสอบที่ใช้ในการสอบให้ผู้ที่จะสมัครสอบใช้ในการอ่านและท่องจำก่อนสอบ รู้จักข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่สามารถช่วยผู้สมัครสอบให้สอบได้ หรือสามารถส่งสัญญานโดยใช้อุปกรณ์ต่างๆ หรือช่วยผู้เข้าสอบในขณะสอบให้ทำข้อสอบได้ เพราะในการดำเนินการสอบของ กสถ. นั้น จะมีการเพิ่มเติมมาตรการในการป้องกันการทุจริตให้เข้มงวดและเคร่งครัดมาโดยตลอด เพื่อให้การสอบเป็นไปด้วย “ความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ได้คนดี มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรม” อย่างแท้จริงมาปฏิบัติงานใน อปท. ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการออกข้อสอบ การคัดเลือกข้อสอบ การพิมพ์ข้อสอบ การจัดสถานที่สอบ การคุมสอบ และการตรวจข้อสอบด้วย และทาง กสถ. ยังได้มีประกาศเรื่อง การแจ้งเตือนเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบแข่งขันซึ่งมีทั้งโทษตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ความผิดฐานฉ้อโกง ความผิดฐานเป็นตัวการ ความผิดฐานเป็นผู้ใช้ และความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน รวมถึงความรับผิดทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีเกิดความเสียหายจากการทุจริต ตลอดจนความผิดทางปกครอง

กรณีผู้กระทำผิดเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ซึ่งจะต้องรับโทษทางวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการหรือประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ระดับโทษไล่ออกหรือปลดออกจากราชการ และสำหรับผู้สมัครสอบ ที่ได้กระทำความผิดดังกล่าว ก็จะเข้าข่ายทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ ทำให้เป็นผู้ขาดคุณสมบัติการเข้ารับราชการ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ และจะไม่มีสิทธิสมัครสอบเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีก ไม่ว่าจะมีการรับสมัครสอบเมื่อใดก็ตาม

ดังนั้นหากพบเห็นหรือทราบพฤติการณ์ดังกล่าว ขอให้แจ้งศูนย์ดำรงธรรม กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หมายเลขโทรศัพท์ 02-241-9000 ต่อ 2014 หรือ 08-1835-5918 หรือเว็บไซต์กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น http://www.dla.go.th หรือที่สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดทุกจังหวัด โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด และดำเนินการทางวินัย (กรณีเป็นข้าราชการ หรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น) ต่อผู้แอบอ้างนั้น