RSS

Category Archives: ตรวจสอบ..ความโปร่งใส-ปมกังขา

พิษ..ยาฝาแฝด! อันตรายใกล้ตัว“ยารูปพ้อง-มองคล้าย” มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค-ชมรมเภสัชชนบท เตือนผู้บริโภคเสี่ยงใช้ยาผิด อันตรายถึงชีวิต

9 ธันวาคม 2559 

พิษ..ยาฝาแฝด! อันตรายใกล้ตัว มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ชมรมเภสัชชนบท เตือนผู้บริโภคเสี่ยงใช้ยาผิดอันตรายถึงชีวิต ได้รับยาซ้ำซ้อน ยาไม่ตรงกับโรค เรียกร้อง อย.จัดการด่วนทั้งระบบ ตั้งแต่ขึ้นทะเบียนยา จนถึงควบคุมตามกฎหมาย

วันนี้ (9 ธันวาคม 2559) ณ ห้องประชุมมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ชมรมเภสัชชนบท ร่วมกับนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ร่วมกันจัดแถลงข่าวเปิดเผยรายชื่อ “ยาฝาแฝด” ปัญหาที่ยังไม่ได้รับการจัดการ โดยนำเสนอให้เห็นว่า ฉลากยาเป็นเครื่องมือที่กฎหมายกำหนดให้แสดงไว้ข้างภาชนะบรรจุยา วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้สั่งใช้ และผู้ที่จะต้องใช้ยา ได้อ่านเพื่อที่จะได้ใช้ยาอย่างถูกต้องปลอดภัย 

ทั้งนี้กฎหมายกำหนดให้ฉลากยาจะต้องมีรายละเอียดที่จำเป็นครบถ้วน ได้แก่ ชื่อสามัญทางยา  / ชื่อทางการค้า /  เลขทะเบียนยา  / สรรพคุณของยา / วันผลิตและวันหมดอายุ    

แต่บางครั้งพบว่าฉลากยาหลายรายการกลับมีรูปแบบที่ใกล้เคียงกันมาก มากจนอาจเรียกได้ว่าเป็น “ ยาฝาแฝด จนทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสน  หรือเกิดความเสี่ยงในการใช้ยาอย่างผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ เภสัชกร จากชมรมเภสัชชนบท  ได้สำรวจและทำการศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้น จากความสับสนเหล่านี้ มีดังนี้

ตัวอย่างที่ 1

ภาพยาชนิดที่ 1 ภาพยาชนิดที่ 2 ภาพยาชนิดที่ 3 รายละเอียดที่อาจก่อให้เกิดความสับสน

  -ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทาน มีช่วงห่างของขนาดยาที่ให้ผลในการรักษาและการก่อให้เกิดพิษที่แคบ ยานี้จึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด

ความคล้ายกันของบรรจุภัณฑ์

-แผงยาเป็นแบบบลิสเตอร์ (blister) สีเงิน  มีขนาดเท่ากันทั้งจำนวนเม็ดยาและขนาด

-การวางอักษรบนแผงยารูปแบบและตำแหน่งเหมือนกัน

ความแตกต่างของบรรจุภัณฑ์

-สีตัวอักษรแสดงขนาดยาต่างกัน คือ ขนาดยา 2 mg   สีส้ม , ขนาด 3 mg สีม่วง และขนาด 5 mg สีชมพู

ชื่อการค้า MAFORAN 2 mg ชื่อสามัญ Warfarin Sodium 2 mg ชื่อการค้า MAFORAN 3 mg ชื่อสามัญ Warfarin Sodium 3 mg ชื่อการค้า MAFORAN 5 mg 

ชื่อสามัญ Warfarin Sodium 3 mg

บริษัท เภสัชกรรมศรีประสิทธิ์ จำกัด บริษัท เภสัชกรรมศรีประสิทธิ์ จำกัด บริษัท เภสัชกรรมศรีประสิทธิ์ จำกัด

************

ตัวอย่างที่ 2

ภาพยาชนิดที่ 1  ภาพยาชนิดที่ 2

รายละเอียดที่อาจก่อให้เกิดความสับสน

-ยาทั้งสองชนิดเป็นยาฉีด ใช้เพื่อรักษาอาการจิตเภทหรือความผิดปกติทางอารมณ์ ความคิด

ความคล้ายกันของบรรจุภัณฑ์

-กล่องบรรจุหลอดยาสีขาวขนาดเท่ากัน หลอดยาภายในสีชาขนาดเท่ากัน

-แถบสีด้านล่างกล่องสีแดงและวางตำแหน่งเหมือนกัน

-ตัวอักษรบนกล่องยาสีดำเหมือนกัน

ความแตกต่างของบรรจุภัณฑ์

-ชื่อยา DECA 25mg/ml ขนาดหนาและเข้มแตกต่างจากชื่อยา HARIDOL-D

-หลอดยาภายในกล่อง DECA ตัวอักษรสีดำ ส่วนหลอดยา HARIDOL-D สีฟ้า ชื่อการค้า DECA 25mg/ml  ชื่อสามัญ Fluphenazine Decanoate 25mg/ml ชื่อยา HARIDOL-D Injection ชื่อสามัญ Haloperidol Decanoate  50mg/ml

บริษัท Atlantic Laboratories  Corporatuib Ktd., บริษัท Atlantic Laboratories  Corporatuib Ktd.,

**************

ตัวอย่างที่ 3

ภาพยาชนิดที่ 1 ภาพยาชนิดที่ 2

รายละเอียดที่อาจก่อให้เกิดความสับสน  

ชื่อการค้า Risperidone GPO 1 mg

 ชื่อสามัญ Risperidone 1 mg  บริษัท องค์การเภสัชกรรม (GPO)

 ชื่อการค้า Risperidone GPO 2 mg

 ชื่อสามัญ Risperidone 2 mg

 บริษัท องค์การเภสัชกรรม (GPO)

-เป็นยาสำรักษาโรคจิตเภทชนิดเฉียบพลันและเรื้อรังรวมทั้งโรคจิตอื่นๆ ที่มีกลุ่มอาการทางบวก และบรรเทาอาการต่างๆเช่นซึมเศร้า วิตกกังวล 

ความคล้ายกันของบรรจุภัณฑ์

-แผงยาเป็นแบบบลิสเตอร์ (blister) สีเงิน  มีขนาดเท่ากันทั้งจำนวนเม็ดยาและขนาด 

-การวางรายละเอียดตัวอักษรบนแผงยารูปแบบและตำแหน่งเหมือนกัน ตัวหนังสือขนาดเท่ากัน ใช้สีตัวอักษรโทนอ่อนเหมือนกัน

ความแตกต่างของบรรจุภัณฑ์

-สีตัวอักษรต่างกัน โดย Risperidone 1 mg ตัวอักษรมีสีม่วง ส่วนขนาด 2 mg ตัวอักษรสีส้ม

*****************

ตัวอย่างเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น

ผู้ป่วยชายไทย อายุ 41 ปี มารับยาจิตเภท (Schizophrenia) ตามนัด หลังจากเภสัชกรได้ตรวจสอบยาเดิมที่ผู้ป่วยนำติดตัวมา โดยผู้ป่วยรายนี้ได้รับยาชนิดเดียวกัน แต่ 2 ความแรง คือ Risperidone 1 mg และ Risperidone 2 mg

โดยเวลารับประทานยาทั้ง 2 เหมือนกันคือ ครั้งละ 1 เม็ด ก่อนนอน จากการสอบถามผู้ป่วยและญาติเข้าใจผิดคิดว่าอันเดียวกัน

เนื่องจากดูเหมือนๆกันจึงเก็บยาทั้ง 2 ความแรงไว้ในซองเดียวกัน โดยหยิบรับประทานครั้งละ 2 เม็ด ก่อนนอนและไม่ทราบว่าเป็นยาคนละความแรง

*ตัวอย่างยาฝาแฝดที่พบในโรงพยาบาล 

ภก.ภาณุโชติ ทองยัง ประธานชมรมเภสัชชนบท กล่าวถึงข้อเสนอในการแก้ปัญหาฉลากยาฝาแฝดว่า “ปัญหาจากกลุ่ม “ยาฝาแฝด” หรือ “ยารูปพ้อง-มองคล้าย” ต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาร่วมกันจากทุกส่วน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายถึงผู้ใช้ยา 

นอกจากนี้ แม้ว่าโรงพยาบาลทุกแห่งจะมีมาตรการจัดการด้านยา “ชื่อพ้องมองคล้าย”อย่างจริงจังแล้วก็ตาม  ตัวผู้ใช้ยาหรือผู้ดูแลผู้ป่วยเอง ก็ต้องมีการทบทวนยาที่ตนใช้ให้ละเอียดรอบครอบทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด 

ที่สำคัญที่สุด คือ “การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุตั้งแต่การขอขึ้นทะเบียนยา” ควรกำหนดเกณฑ์การพิจารณาฉลากยาและบรรจุภัณฑ์ของยา( เช่น แผงยา ขวดยา หลอดยา ฯลฯ)ให้รัดกุมในการป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงจากอันตราย เช่น ไม่ให้มีฉลาก หรือบรรจุภัณฑ์ มีความเหมือน หรือคล้ายคลึงกับยาอื่น  นอกจากนี้  ไม่ควรอนุญาตให้ใช้ชื่อทางการค้าเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน  

โดยที่ส่วนประกอบของตำรับยาเป็นคนละชนิดกัน และไม่ควรอนุญาตให้ยาชนิดเดียวกัน  ที่มีความแรงของยาที่ไม่เท่ากัน ใช้ชื่อทางการค้าเดียวกัน 

“อย.ต้องกล้าแสดงตัวให้เห็นว่า ตนเลือกที่จะคุ้มครองผู้บริโภคให้ปลอดภัย มากกว่าจะอ้างว่าระเบียบเป็นข้อจำกัด เพราะกฎระเบียบมันแก้ไขได้ หากแก้แล้วผู้บริโภคได้รับความปลอดภัย และต้องเริ่มทำทันทีเพราะรูปธรรมปัญหาที่ปรากฎชัดเจนแล้ว”  

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง บรรณาธิการนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวเสริมว่า “จากการลงพื้นที่สำรวจตัวอย่างยาที่มีฉลากคล้ายกัน หรือยาฝาแฝดนั้น โดยทีมงานนิตยสารฉลาดซื้อนั้นเราพบว่า มีการขายยาอันตรายตามร้านชำทั่วไปหลายรายการ เช่น ยาแก้หวัดยี่ห้อ ทิฟฟี่เดย์ หรือยาอันตรายอื่นๆอีกหลายชนิด โดยผู้บริโภคและพ่อค้าเข้าใจว่าเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ซื้อขายได้ทั่วไป จึงขอให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องมีมาตรการดูแลและจัดการโดยด่วนที่สุดด้วย” หากได้รับอันตรายจากการใช้ยาผู้บริโภคสามารถใช้สิทธิได้

ด้านผศ.ภญ.ดร.นิยดา   เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมว่าส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากมียาที่ไม่เหมาะสม  จึงเสนอเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องฉลากยาฝาแฝด เป็น หนึ่งในหลายข้อเสนอเรื่องยาไม่เหมาะสม 
โดยให้มองทั้งระบบเริ่มตั้งแต่การขึ้นทะเบียน และยังเสนอให้เร่งการทบทวนทะเบียนตำรับยาที่มีส่วนผสมของยาต้านแบคทีเรียอย่างไม่เหมาะสม และเสนอให้มีจัดการตามกฎหมายโดยด่วน เนื่องจากยาต้านแบคทีเรียที่ไม่เหมาะสมนั้นก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ โรคติดเชื้อที่เป็นอยู่ไม่ได้รับการรักษา และเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา 
ทั้งนี้ กพย.ได้ส่งจดหมายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไปแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559  จึงขอติดตามผลการดำเนินงาน เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทยหาก

****************

*หมายเหตุ

ยาที่ไม่เหมาะสม หมายรวมถึง

(1) สูตรตำรับไม่เหมาะสม (ไม่มีประสิทธิผล ไม่ปลอดภัย ไม่มีที่ใช้ในทางวิชาการในปัจจุบัน ยาที่มีการถอนทะเบียนตำรับยาในต่างประเทศแล้วจากเหตุไม่ปลอดภัยหรือไม่มีประสิทธิภาพ (อย่างน้อย 5 ประเทศ ดูจากรายการ UN/WHO)
(2) รูปแบบยาไม่เหมาะสม ยาไม่คงตัว ก่อให้เกิดการเข้าใจผิด เกิดการใช้ยาอย่างไม่ถูกต้อง หรือก่อให้เกิดการดื้อยา เช่น ยาอมผสมยาปฏิชีวนะ/ยาต้านแบคทีเรีย  ยาผงบรรจุในซองกระดาษ ยาเคลือบน้ำตาลบางชนิดที่ทำให้ยาไม่คงตัวหรือไม่ละลายออกมา 

 

(3) บรรจุภัณฑ์ไม่เหมาะสม เสี่ยงต่อความเข้าใจผิด หรือเกิดความเสี่ยงในการใช้ เช่น ยาปฏิชีวนะผงในซองกระดาษ 

 

(4) ยาที่มีรูปคล้าย-เสียงพ้อง (Look-Alike, Sound-Alike (LASA), Look Twin Sound Twin (LTST))

 

(5) ข้อมูลของยาที่อนุญาตไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม เช่น ข้อบ่งใช้ คำเตือน อาการไม่พึงประสงค์ ขนาดยา ระยะเวลาการใช้ยา
สำหรับภาพตัวอย่างยาเหล่านี้ ถูกนำมาแสดงไว้ระหว่างแถลงข่าวที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

 

คำต่อคำ..! ผู้เสียหาย วิงวอน “AIS” หาเบื้องหลัง พนง.ขโมยข้อมูล ส่วนตัวลูกค้า -ละเมิดสิทธิ์ ไม่ปลอดภัย

15 กันยายน 2559 

“AIS..ควรชี้แจงข้อมูลทั้งหมดว่า เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นคนทำ ทำกันคนเดียว หรือขบวนการ มีคนสมรู้ร่วมคิดด้วยหรือไม่..”

เสียงวิงวอนจาก “พล” มัณฑนากร วัย 41 ปี บอกกับทีมข่าว”ไทยพีบีเอส” ถึงสิ่งที่ต้องการให้
AIS แสดงความรับผิดชอบมากกว่า การให้ข้อมูลว่า ไล่ออกพนักงาน หรือ แสดงความเสียใจ ต่อกรณี ข้อมูลส่วนตัวของ “พล” ถูกพนักงานขโมยออกไปขายให้คนนอกองค์กร

วันนี้ ทีมข่าวได้พูดคุยกับชายผู้นี้ ซึ่งดูจากภาษากายแล้ว มีความเครียด และ กังวลไม่น้อย..

ประเด็นที่เริ่มต้น คงเหมือนที่หลายคนสงสัย คือ “ได้เอกสารมาอย่างไร”

“พล” บอกว่า “ไม่ทราบว่าใครส่งมาให้ผม แต่ได้รับทรัมพ์ไดร์ ถูกวางไว้ในกล่องตู้รับจดหมายหน้าบ้าน พยายามสอบถามข้อมูลจาก รปภ.หมู่บ้าน ก็ไม่พบข้อมูลว่าใคร หรืออะไร”

คำถาม ที่สนใจเพิ่มเติมคือ “ในนั้น มีข้อมูลอะไรบ้าง”

คำตอบที่ได้คือ “ในทรัมพ์ไดร์ มีรายละเอียดไฟล์เอ็กเซล ระบุข้อมูลการโทรเข้า-ออกของเบอร์ผม รวมทั้งตำแหน่งโลเคชั่น เสาสัญญาณที่อยู่รอบๆ ตัว ทำให้รู้ว่าผมอยู่ที่ไหน กำลังจะเดินทางไหน
ทำให้รู้ว่าตอนนั้นใครโทรหาผม หรือ ผมโทรหาใคร”

ถาม: ในเอกสารพอจะเห็นรายละเอียดหรือไม่ว่า มีย้อนหลังนานแค่ไหน

“เท่าที่ดูมีข้อมูลเฉพาะเบอร์ของผมมีย้อนหลังไป 3-4 เดือน”

ถาม: ในไฟล์เอ็กซ์เซลนี้ มีเบอร์อื่นที่รู้จัก และไม่รู้จักหรือไม่

“ผมประเมินคร่าวๆ ด้วยสายตา ไม่ได้นับเป๊ะๆ ยังมีเบอร์โทรคนอื่นๆ ที่ผมไม่รู้จักในหลัก 100 เบอร์ ซึ่งย้อนหลังตั้งแต่ปี 2013 หรือ 2-3 ปีที่ผ่านมา”

ถาม: “ได้เห็นหรือไม่ว่า มีชื่อของใครในเอกสาร”

“ผมตรวจสอบข้อมูลในไฟล์เอกสารที่ไดัรับ พบว่ามีการะบุชื่อ พนักงานคนหนึ่ง (ชื่อพนักงาน) ระบุชื่อบริษัท ทุกไฟล์ที่มีข้อมูลย้อนหลังในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถูกระบุเหมือนกัน แต่ไม่ทราบว่า
เป็นระดับไหนอย่างไร”

หลังจากได้รับเอกสาร… นี่คือสิ่งที่ “พล” บอกว่า เค้าติดตามสอบถามไปยังฝ่ายเกี่ยวข้อง

“ผมเริ่มโทรไปที่ เอไอเอส เซเรเนด ซึ่งเจ้าหน้าที่โทรกลับมาในวันเดียวกัน บอกว่า ไม่สามารถทำอะไรได้ แม้กระทั่งรับเรื่องไว้ตรวจสอบ หลังจากวางสายไปวันนั้นผมยังงงๆ ไม่รู้ว่า จะทำอย่างไรต่อไป…
วันรุ่งขึ้น ผมไปพบผู้จัดการสาขา ที่ช็อปเอไอเอสแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ผู้จัดการสาขา บอกว่า จะรับเรื่องส่งไปให้ และจะตามเรื่องให้ แต่ผมเองก็ตามเรื่องอยู่ทุกวัน แต่ก็ได้รับคำตอบว่า ได้ตามเรื่องให้อยู่

..ผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น..

จากนั้น ภรรยาผมจึงตัดสินใจโพสต์เว็บพันทิพ (ลิ้งค์นี้  http://m.pantip.com/topic/35589452? )

ซึ่งภรรยาเป็นเจ้าของเบอร์ ..แต่ผม เป็นผู้ใช้งาน..
หลังจากโพสต์ มีผู้บริหารติดต่อมาขอพบผมที่บ้าน แต่ผมไม่ต้องการให้ใครไปบ้าน จึงไปพบผู้บริหาร ที่สำนักงานใหญ่ บริษัทAIS (ปากซอยพหลโยธิน 8) ภายในห้องที่พบกัน มีฝั่งเอไอเอส 4 คน เป็นชาย 1 คนอยู่ฝ่ายกฏมาย อีก 3 คน เป็นผู้หญิง เค้าแนะนำตัว แต่ผมจำไม่ได้แน่ชัดว่า ฝ่ายอะไรบ้าง

ทาง AIS เริ่มต้นด้วยการกล่าวแสดงความเสียใจ และแจ้งว่าบริษัทได้ทำการสืบสวน และไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งบริษัทได้ไล่พนักงานออกไปแล้ว พร้อมอธิบายให้ฟังเกี่ยวกับระบบการตรวจสอบ ว่า บริษัทมีการวางระบบป้องกันดีเยี่ยมอยู่แล้ว แต่ผมก็ถามกลับว่า ถ้าระบบมันดีเยี่ยมอยู่แล้ว
แล้วข้อมูลหลุดมาได้อย่างไร

ผมฟังอยู๋ประมาณ ครึ่งชั่วโมง เห็นว่าไม่มีอะไรคืบหน้าแล้ว จึงขอตัวกลับ และจนถึงวันนี้ บริษัท ก็ไม่ได้ติดต่ออะไรมาอีก”

ถามว่า : จนถึงวันนี้ มีการแจ้งความแล้วหรือไม่

“ที่ผ่านมา ยังไม่ได้คิดแจ้งความ เพราะไม่คิดว่าจะมีเหตถุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเรา และอยากได้ความชัดเจนก่อนว่า มันเกิดอะไร และเป็นมายังไง แต่เมื่อยังไม่มีความกระจ่าง ก็จะเตรียมแจ้งความ
รวมถึงเข้าให้ข้อมูลกับ ทาง กสทช. ด้วย ก็พร้อมและยินดีให้ความร่วมมือ ให้ข้อมูลเช่นกัน”

ถามว่า: ต้องการให้ AIS แก้ปัญหา อย่างไร

“มาถึงขั้นนี้แล้ว เบอร์ผมหลุดออกมาแล้ว ก็ไม่รู้จะแก้อย่างไรได้ แต่อยากขอให้เอไอเอส ชี้แจงให้ชัดเจนว่า ทำไมพนักงานบางคนถึงได้เอาข้อมูลออกไปสู่ภายนอกบริษัท ต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน
เพราะดูจากเอกสารแล้วมันมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2013 มันมีผลประโยชน์ตอบแทนกันอย่างไร และทำให้ผมสงสัยว่าแล้วพนักงานที่กำลังทำงานกันอยู่ ในขณะนี้ กำลังมีใครทำแบบนี้อยู่อีกหรือไม่ และการที่เรื่องมันเงียบไป หรือ ไม่ได้รับการติตต่ออีก ยิ่งทำให้สงสัยว่า ผู้บริหารมีส่วนเกี่ยวข้อง
หรือรู้เรื่อง หรือพยายามจะปกปิดหรือไม่..

ตอนนี้ ผมไม่เชื่อมั่นในระบบสักระบบ ไม่ว่าจะเป็นค่ายมือถืออื่นๆ เครือข่ายใดก็ตาม เพราะหากลองค้นดูกูเกิ้ล จะเห็นข้อมูลที่มีคนโพสต์ว่า รับจ้างสืบข้อมูลหลายราย อยากรู้ว่า คนเหล่านี้
เค้าประสานกับใคร และทำได้อย่างไร ถึงได้ข้อมูลลูกค้าเหล่านี้มาได้เพื่อตามสืบ..

ส่วนมาตรการเข้าถึงข้อมูลลูกค้านั้น เอไอเอสควรชี้แจงข้อมูลทั้งหมดว่า เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นคนทำ ทำกันคนเดียว หรือขบวนการ มีคนสมรู้ร่วมคิดด้วยหรือไม่ และอยากให้มีวิธีการที่ลูกค้าทั่วไปของเอไอเอสจะตรวจสอบได้
อยากรู้ว่ามีพนักงานคนไหนที่เข้ามาค้นหาข้อมูลเบอร์ของเราได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเท่าที่ติดตามข้อมูลตามสื่อต่างๆ เอไอเอส พยายามตอบกลับว่า ไม่มีข้อมูลหลุด แต่ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้..

อยากฝากถึงเอไอเอสว่า อย่าเงียบ และช่วยแอคชั่นอะไรออกมาให้เป็นรูปธรรมมากกว่านี้”


ถามว่า ..AIS ชี้แจงแล้วว่าจะปรับปรุงให้รัดกุม รอบคอบมากขึ้น เพิ่มคนเข้ารหัส 2 คน จากเดิมหนึ่งคน

“ผมไม่มั่นใจ เพราะกลายเป็นว่า คนว่าจ้างให้ขโมยข้อมูล แทนที่จะจ้างวานจ่ายให้คนเดียว ก็กลายเป็นจ่ายให้สองคนก็ได้ และหากหนึ่งในสองคนนี้ร่วมกันทุจริตขึ้นมา ก็อาจทำให้เพื่อนร่วมงานที่ไม่รู้เรื่องซวยไปด้วย

ส่วนการห้ามพนักงานนำโทรศัพท์มือถือ ทรัมพ์ไดร์ ยูเอสบี เข้าไปให้ห้องที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่เข้าถึงข้อมูลลูกค้านั้น ผมมองว่า หากจะห้ามแบบนั้น ก็ต้องห้ามเอากระดาษปากกา ดินสอเข้าไปด้วย
คนขโมยต้องใช้วิธีดูหน้าจอแล้วจำเอา อาจต้องใช้คนที่มีความสามารถมากหน่อย การแก้ปัญหาแบบนี้ ไม่ได้ช่วยสร้างความมั่นใจมากนัก..

ผมเชื่อว่าที่ผ่านมา ภายในทำงานของเอไอเอส หละหลวมมาก เป็นที่ระบบของเอไอเอส ไม่เช่นนั้นจะตรวจพบแล้ว มีการนำข้อมูลออกมาเป็นระยะเวลาหลายปี ซึ่งสวนทางกับสิ่งที่ผู้บริหารเอไอเอสชี้แจงว่า
มีระบบออดิด ตรวจสอบกันอยู่บ่อยๆ ตลอดเวลา แต่ผมบอกว่า มันไม่ใช่ เพราะไม่เช่นนั้น พนักกงานคนนี้จะถูกจับได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ เป็นระบบที่ไร้การตรวจสอบสิ้นเชิง จากการที่เอไอเอสเงียบอยู่แบบนี้ ผมเชื่อว่า น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ หรือ ผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่เป็นระดับใหญ่โตมากกว่านั้นหรือไม่”

 

ผลประชุมคณะกรรมการอัยการ เรื่อง การเลื่อนตำแหน่ง-แต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราชการอัยการ 7ก.ย.59

7 กันยายน 2559

ผลการประชุมคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.)  วันพุธที่ 7 กันยายน 2559 เรื่อง การพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง และแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอัยการ 

 

แถลงการณ์..นายกฯ! หลังเกิดเหตุระเบิด-ไม่สงบ 7จังหวัด ย้ำยังมีคนไม่ดีอยู่ในสังคมไทย /เดินหน้าหาคนร้ายสุดความสามารถ

12 สิงหาคม 2559

แถลงการณ์..นายกฯ! หลังเกิดระเบิด-ไม่สงบ 7จังหวัด ย้ำยังมีคนไม่ดีอยู่ในสังคมไทย พร้อมเดินหน้าหาคนร้ายตามกระบวนยุติธรรม เข้ม มาตรการรปภ.สถานทูต-ชาวต่างชาติ ขอปชช.-สื่อฯ อย่าตื่นตระหนก ช่วยกันสอดส่องพท.ตัวเอง

เมื่อเวลาประมาณ 21:12น.วันนี้  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์ ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) ระบุว่า 

“จากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ในบางพื้นที่ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่วันที่ 11 และ 12 สิงหาคม 2559 นี้ ได้เกิดในสถานที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทั้งของคนไทยและชาวต่างชาติ ทำให้มีผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายคน นับเป็นการกระทำที่ทำร้ายจิตใจคนไทยทั้งประเทศอย่างที่สุด 

ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นเครื่องย้ำเตือนจิตใจของคนไทยอยู่เสมอและแสดงให้เห็นว่า ยังมีคนเลวอยู่ในสังคมไทย มีผู้สร้างสถานการณ์ตั้งแต่ก่อนวันลงประชามติและวันสำคัญของคนไทยทั้งชาติ ซึ่งในวันนี่ ทุกคนควรมีความสุขร่วมกัน ทำความดีถวายวันแม่ กลับมีคนบางกลุ่มที่ไม่อาจกลับตัวกลับใจได้ เป็นคนไม่ดีที่สังคมไทยต้องปฏิเสธ ไม่สมควรเกิดในผืนแผ่นดินแม่แห่งนี้

ผมขอแสดงความเสียใจกับผู้บาดเจ็บและผู้ที่เสียชีวิต ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ รัฐบาลจะดูแลและให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และดำเนินการสืบสวน สอบสวนหาผู้กระทำความผิดครั้งนี้มาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมอย่างสุดความสามารถ 

ระหว่างที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าใครเป็นคนทำ ขอให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงาน ขออย่ากดดันเจ้าหน้าที่มากเกินไป รัฐบาลจะสนับสนุนทุกอย่างที่สามารถทำได้ ทั้งรายงานความคืบหน้าของผลการสืบสวนสอบสวนให้ทราบเป็นระยะ รวมทั้งให้ช่วยกันแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

ผมขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนและสื่อมวลชน อย่าได้ตื่นตระหนก ต่อจากนี้ไปขอให้ช่วยกันเพิ่มการเฝ้าระวัง ช่วยกันเป็นหูเป็นตา จัดอาสาสมัครในพื้นที่ตนเองทุกสถานที่สำคัญ สถานที่ท่องเที่ยวทุกแห่งทุกจังหวัด หากพบเห็นสิ่งใดผิดสังเกต ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทราบโดยทันที สำหรับคณะทูตานุทูต สถานกงกุล ชาวต่างชาติที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย รัฐบาลพร้อมดูแลความปลอดภัย รวมถึงผลประโยชน์ของทุกประเทศอย่างเต็มที่

ในขณะนี้ คนไทยทั้งประเทศต้องช่วยกัน ประสานพลังประชารัฐ ให้เกิดความมั่นคงปลอดภัย เจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรี รัฐบาล คณะรักษาความสงบแห่งชาติ พลเรือน ตำรวจ ทหารยังคงมุ่งมั่นทำงานต่อไปดูแลคนไทย และไม่สร้างความขัดแย้งกับใคร เราจะไม่โทษใครไปมา เวลานี้ประเทศชาติ คนไทยต้องเป็นหนึ่งเดียว

วันนี้ ต่างประเทศคงไม่ใช้เหตุการณ์นี้ซ้ำเติมประเทศไทยอีก เราไม่เคยขัดแย้งใครไม่ว่าจะวันนี้และวันหน้า เราต้องร่วมกันทั้งโลกช่วยทำให้โลกใบนี้เป็นโลกที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน ผมขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกคนที่ได้ทำงานหนักตั้งแต่ก่อนวันทำประชามติและงานที่สำคัญต่อไป ขออย่าท้อแท้ จงมีสติ ใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาอย่างเต็มขีดความสามารถ

สุดท้ายนี้ ผมขอให้กำลังใจคนไทยทุกคนให้มีความเข้มแข็ง และร่วมมือกันขจัดคนไม่ดีหรือคิดร้ายให้หมดไปจากประเทศของเรา รัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะร่วมมือกับพวกเราคนไทยทั้งชาติ ฟันฝ่าอุปสรรคคราวนี้ไปให้จงได้..”

 

แถลงการณ์! พีเน็ต เสนอแนะ 8 ข้อ หลังผลประชามติ

8 สิงหาคม 2559 

มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) ออกแถลงการณ์วันนี้ เสนอทุกฝ่ายเรียนรู้บทเรียนการออกเสียงประชามติ 7 สิงหา เพื่อพัฒนาการเมืองการเลือกตั้งไทยอย่างต่อเนื่อง ผู้สังเกตการณ์องค์กรกลางใน 35 จังหวัดที่กระจายอยู่ทุกภาคจำนวน 400 กว่าคนมีความเห็นต่อการออกเสียงประชามติ 7 สิงหาคม 2559 ซึ่งเป็นครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย 
โดยเห็นพ้องกันว่าการออกเสียงประชามติครั้งนี้เป็นไปอย่างสันติ ไร้ความรุนแรง ไม่ได้รับรายงานเรื่องการโกงการออกเสียง หรือมีการข่มขู่จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง  และผู้มาออกเสียงส่วนใหญ่สามารถลงคะแนน “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” ต่อร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงได้โดยราบรื่น  แต่มีข้อสังเกตและข้อเสนอต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแนะดังนี้ 

1. เห็นว่าการออกเสียงประชามติเป็นการแสดงออกต่ออนาคตของประเทศครั้งสำคัญ ไม่ว่าผลการออกเสียงจะออกมาอย่างไร สมควรให้ เป็นจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ อีกครั้งหนึ่ง  และถือเป็นประสบการณ์บทเรียนที่สำคัญที่ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมแต่เริ่มแรกเพื่อทำให้องค์ประกอบของกระบวนการให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
2. ผู้สังเกตการณ์เห็นความไม่พร้อมบางประการในการจัดการลงประชามติ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ยังไม่สามารถทำให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสารขั้นพื้นฐาน รวมถึงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่มากพอ โดยในหลายพื้นที่ร่างรัฐธรรมนูญเผยแพร่ผ่านกลไกของรัฐเท่านั้น ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประสังคมและเอกชน และเอกสาร อส 7 ที่ส่งไม่ถึงบ้านเรือนประชาชนทำให้เกิดความขลุกขลักในการหารายชื่อที่หน่วยในช่วงเช้า 

3.  การจัดการหน่วยเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ได้รับการอบรมที่ไม่มีมาตรฐานเดียวกัน โดยเฉพาะเอกสารเพื่อให้ข้อมูลผู้มาใช้สิทธิที่หน้าหน่วย การขานชื่อ การไม่ดูหน้าผู้ถือบัตรประชาชน ไม่ตรวจบัตรอื่นใด ในบางพื้นที่มีรายชื่อผู้ใช้สิทธิมากกว่าปกติ ทำให้เกิดความล่าช้าและทำให้ผู้มาใช้สิทธิออกเสียง ไม่สามารถใช้สิทธิได้ เป็นต้น การทำงานดังกล่าวต้องได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น และทำให้ประชาชนมีความมั่นใจในกระบวนการ รวมทั้งได้รับการรับรองจากทุกฝ่ายทั้งในและนอกประเทศ

4.  จากการที่มีผู้ฉีกบัตรโดยไม่เจตนาหรือเข้าใจผิดในหลายหน่วย คณะกรรมการการเลือกตั้งควรศึกษาการออกแบบบัตรที่จะใช้เพื่อการออกเสียง อย่างรอบคอบ ทดลองใช้ก่อนการนำมาใช้จริงเพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าใจผิด  และเร่งระดมทำความเข้าใจกับประชาชน  สื่อมวลชน  และผู้ที่เกี่ยวข้อง

5.   เสนอให้ต่อไปต้องกำชับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในการทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นผู้ให้ข้อมูล ให้เผยแพร่เอกสารให้แก่ผู้มีสิทธิออกเสียงลงประชามติ และขอตั้งข้อสังเกตที่ใช้บ้านของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นสถานที่เก็บรักษาอุปกรณ์การจัดการออกเสียงในบางพื้นที่

6.   ผู้สังเกตการณ์เห็นพัฒนาการของการให้บริการผู้พิการ และผู้สูงวัย ที่ดีขึ้น แต่ยังมีสถานที่ตั้งของหน่วยบางแห่งยังเดินทางไปลำบาก และในบางหน่วยออกเสียงมีแสงสว่างในขณะที่มีการออกเสียงประชามติ

7.   ควรมีการกวดขันจับกุมลงโทษผู้ที่ยังซื้อเหล้าหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอร์ในห้วงเวลาห้ามการจำหน่าย มีรายงานว่าบางร้านยังแอบขายเหล้าในเย็นของวันก่อนวันเลือกตั้ง  และวันเลือกตั้ง 

8.  สำหรับการนับคะแนน ผู้สังเกตการณ์รายงานว่ามีความเรียบร้อยและราบรื่นดี ถึงแม้จะมีการขานคะแนนที่ผิดพลาดในบางหน่วยออกเสียง นอกจากนี้ยังมีรายงานเรื่องแสงสว่างในหลายหน่วยออกเสียงว่ามีไม่เพียงพอ มีประชาชนเข้าร่วมสังเกตการณ์นับคะแนนแต่มีปริมาณน้อยกว่าปกติ 

สุดท้ายผู้สังเกตการณ์องค์กรกลาง พบว่าผู้มาใช้สิทธิในหลายจังหวัดน้อยกว่าปกติเป็นเพราะประชาชนให้ความสนใจน้อย คณะกรรมการการเลือกตั้ง เปิดให้มีการรณรงค์ล่าช้า ประชาชนจำนวนไม่น้อยได้รับข้อมูลข่าวสารไม่เพียงพอ  ไม่เปิดให้ใช้สิทธิออกเสียงล่วงหน้า และเลือกนอกอาณาจักร  รวมถึงบางพื้นที่ฝนตกหนัก  จึงควรให้มีมาตรการรองรับปัญหาดังกล่าวในการเลือกตั้งที่จะมีมาถึง และโดยที่ผลการออกเสียงประชามติครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิเกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิทั้งหมด มีจำนวนเสียงเห็นขอบทั้งสองประเด็นทิ้งห่างจำนวนเสียงไม่เห็นชอบอย่างเด่นชัด จึงขอให้ประชาชนทุกฝ่ายยอมรับผลของประชามติเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไป

หมายเหตุ – องค์กรกลางจะมีการเผยแพร่ข้อมูลและสถิติจากการสังเกตการณ์การออกเสียงอีกหลังมีการตรวจสอบความถูกต้อง

 

ป้ายกำกับ: , , ,

จี้นายกฯ ระงับคำสั่ง! แถลงการณ์ สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน คัดค้านคำสั่ง คสช. แก้ กม.สิ่งแวดล้อม ชี้ทำลายหลักการป้องกันล่วงหน้า-คืนความสุขให้กลุ่มทุน

image

จี้นายกฯ ระงับคำสั่ง! แถลงการณ์ สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน
เรื่อง คัดค้านคำสั่ง คสช.ที่ 9/2559 ทำลายหลักการป้องกันล่วงหน้า-คืนความสุขให้กลุ่มทุน

…………………..

ตามที่หัวหน้า คสช. ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 โดยการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อให้การดำเนินโครงการหรือกิจการของรัฐในการจัดให้มีสาธารณูปโภคอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะสามารถดำเนินการได้โดยรวดเร็ว อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปประเทศในด้านเศรษฐกิจและสังคม อาทิ โครงการหรือกิจการด้านการคมนาคมขนส่ง การชลประทาน การป้องกันสาธารณภัย โรงพยาบาล หรือที่อยู่อาศัย โดยในระหว่างที่รอผลการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA/EHIA) ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการหรือกิจการ อาจเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติให้ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกชนผู้รับดำเนินการตามโครงการหรือกิจการไปพลางก่อนได้นั้น

          สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนขอคัดการการใช้อำนาจที่เกินความจำเป็น อันขัดต่อเจตนารมณ์ของมาตรา 4 และ 5 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ประกอบ พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535 โดยชัดแจ้ง เนื่องจากคำสั่งดังกล่าว ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ แต่อย่างใด

อีกทั้งเป็นการส่งเสริมความขัดแย้งและแตกความสามัคคีของประชาชนในชาติ เพราะจะทำให้ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมทั่วประเทศออกมาคัดค้านกันอย่างมากมาย รวมทั้งเป็นการทำลาย “หลักการ” ของกฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างสิ้นเชิง ที่มุ่งเน้น “หลักการป้องกันไว้ล่วงหน้า” หรือ Precautionary Principle โดยการกำหนดให้โครงการหรือกิจกรรมตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (36+11 ประเภท) จะต้องจัดทำ EIA/EHIA เพื่อให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) พิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเสียก่อนเท่านั้น

         
คำสั่ง คสช.ที่บัญญัติว่า “ระหว่างที่รอผลการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA/EHIA) ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการหรือกิจการ อาจเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติให้ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกชนผู้รับดำเนินการตามโครงการหรือกิจการไปพลางก่อนได้นั้น” จึงเป็นการทำลายหลักการหรือเจตนารมณ์ที่สำคัญของกฎหมายแห่งชาติ เป็นการใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์หรือคืนความสุขให้กลุ่มทุนเท่านั้น และจะเป็นการบีบบังคับการทำหน้าที่ของ คชก. ให้จำต้องให้ความเห็นชอบรายงาน EIA/EHIA ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไปก่อนล่วงหน้าแล้วเท่านั้น

         
สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน จึงใคร่ขอเรียกร้องมายังหัวหน้า คสช. ได้โปรดทบทวนการออกคำสั่งที่เกินความจำเป็นดังกล่าวเสีย และหาก คสช.ยังเดินหน้าต่อคำสั่งนี้ สมาคมฯและเครือข่ายจะนำความนี้ขึ้นร้องเรียนต่อศาลปกครองสูงสุดและหรือศาลรัฐธรรมนูญตามความในมาตรา 5 ประกอบมาตรา 45 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ต่อไป

นายศรีสุวรรณ  จรรยา

นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน

(8 มีนาคม2559)

 

บทความพิเศษ : ซิมดับ ย้ายค่าย และโปรลับ สถานการณ์ผู้บริโภคหลังประมูล 4G โดย”ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา”

image

บทความพิเศษ : ซิมดับ ย้ายค่าย และโปรลับ
สถานการณ์ผู้บริโภคหลังประมูล 4G

โดย นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

 
“ผ่านพ้นการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz นานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว สื่อมวลชนต่างมุ่งความสนใจไปที่การยังไม่ชำระเงินของผู้ชนะการประมูลทั้งสองราย ซึ่งตามหลักเกณฑ์แล้วมีเวลาชำระได้ถึง 90 วันหลังการรับรองผลการประมูล และทั้งสองรายยังอยู่ระหว่างกระบวนการประสานวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงิน โดยยังไม่มีสัญญาณใดๆ แม้แต่น้อย ว่าสถาบันการเงินได้ปฏิเสธการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อ เพียงแต่ต้องพิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบรัดกุม และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การกำกับดูแลที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควร อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างจะมีข้อสรุปก่อนครบกำหนด 90 วันอย่างแน่นอน

แต่สำหรับผู้บริโภคแล้ว คำถามที่สำคัญกว่าก็คือ ผู้ใช้งานในระบบ 2G บนคลื่นความถี่ 900 MHz เดิมซึ่งอยู่ในช่วงมาตรการเยียวยาจะใช้งานได้ถึงเมื่อใด และต้องเตรียมการรับมืออย่างไร จะมีการขยายระยะเวลาเยียวยาออกไปอีกหรือไม่

ตัวเลขผู้ใช้บริการในระบบ 2G ตามที่ผู้ให้บริการให้ข่าวคือประมาณ 1 ล้านราย นอกจากนี้ยังมีผู้ใช้บริการที่ย้ายค่ายไประบบ 3G แล้ว แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนเครื่องมือถือให้รองรับ 3G ทำให้ต้องใช้งานโรมมิ่งบนระบบ 2G อีกประมาณ 10 ล้านราย หากปิดระบบ 2G บนคลื่นนี้แล้ว จะพลอยใช้งานไม่ได้ไปด้วยหากไม่เปลี่ยนมือถือใหม่

ทางออกของผู้บริโภคกลุ่มที่ยังไม่ได้ย้ายค่าย หากต้องการใช้บริการต่อเนื่องหรือใช้งานหมายเลขเดิมต่อไป ก็จะต้องย้ายค่าย มิเช่นนั้นก็จะเจอเหตุการณ์ซิมดับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งการย้ายค่ายอาจย้ายไปค่ายเดิมบนระบบ 3G หรือเปลี่ยนไปค่ายอื่นเลยก็ได้ เป็นสิทธิของผู้บริโภค แต่ต้องคำนึงถึงอุปกรณ์มือถือว่ารองรับบริการของค่ายที่ย้ายไปหาด้วย ซึ่งในปัจจุบันหลายค่ายต่างก็ออกโปรโมชั่นแจกเครื่องหรือขายเครื่องราคาถูก

ส่วนผู้บริโภคกลุ่มหลังที่ยังไม่ได้เปลี่ยนมือถือ ทำให้ยังคงใช้งานเครือข่าย 2G ได้เท่านั้น ทั้งที่ย้ายไปค่าย 3G แล้ว หากยังรักค่ายเดิมก็ต้องติดต่อขอรับมือถือใหม่หรือซื้อมือถือใหม่แล้วแต่สะดวก แต่หากจะย้ายค่ายไปหาระบบ 2G ที่เหลืออยู่ ก็ต้องสอบถามแต่ละค่ายให้ดี ว่าค่ายใดยังให้บริการ 2G อยู่บ้าง เช่นถ้าเป็นค่ายที่ยังไม่หมดสัมปทาน 2G หรือค่ายที่นำคลื่นที่ชนะการประมูลหรือคลื่นที่มีอยู่เดิมมาแบ่งให้บริการ 2G ก็อาจจะไม่ต้องเปลี่ยนมือถือ แต่ต้องยอมรับว่าบริการ 2G คงมีระยะเวลาเหลืออีกเพียงประมาณ 1-2 ปี สุดท้ายแล้วบริการ 2G ในประเทศไทยก็จะหยุดลง และเราก็ต้องเปลี่ยนมือถืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ส่วนคำถามที่ว่า การย้ายค่ายไป 3G จำนวน 10 ล้านราย โดยที่ยังใช้เครื่อง 2G เกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่หน่วยงานตรวจสอบต้องร่วมกันหาคำตอบ แต่ปัญหาเฉพาะหน้าในปัจจุบัน คือทำอย่างไรให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้ใช้บริการได้ต่อเนื่อง แม้ว่าหากเกิดปัญหาขึ้นจริง ผู้ให้บริการจะต้องรับผิดชอบโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม และตามหลักกฎหมายแล้ว ผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ถือว่าเป็นผู้ใช้บริการตามมาตรการเยียวยา เพราะได้ย้ายค่ายออกไปก่อนแล้ว

ที่ผ่านมา มีผู้เสนอให้ขยายระยะเวลาเยียวยา คือให้คงบริการ 2G บนคลื่นนี้ออกไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้ผู้บริโภคมีเวลาย้ายค่ายนั้น โดยทางเทคนิคแล้ว แต่ละค่ายมีความสามารถในการย้ายได้วันละประมาณ 60,000 ราย หากมีการย้ายอย่างจริงจังหลังสิ้นสุดการประมูลคลื่น  ในวันนี้เราก็จะไม่เหลือผู้ใช้บริการในระบบ 2G (ที่เคยมีจำนวน 1 ล้านราย) เลย โดยไม่ต้องขยายเวลาแม้แต่น้อย ปัญหาจึงอยู่ที่การลงมือปฏิบัติ ตั้งแต่ การแจ้งเตือนผู้บริโภค การเตรียมระบบรับมือกับการย้ายค่ายปริมาณมาก ปัญหามิได้อยู่ที่ระยะเวลาไม่เพียงพอ เพราะหากค่ายมือถือยังคงไม่แจ้งเตือนอย่างทั่วถึงและจริงจัง ต่อให้ขยายระยะเวลาก็ยังมีผู้บริโภคตกค้างจนต้องเผชิญปัญหาซิมดับโดยไม่รู้ตัวอยู่ดี

ที่สำคัญกว่านั้น คือสิทธิในการใช้คลื่นย่านนี้ ย่อมตกเป็นของผู้ชนะการประมูลที่มาชำระเงินและได้รับใบอนุญาตแล้ว หากมีการขยายระยะเวลาเยียวยาออกไปเกินกว่านั้น ย่อมเป็นการกระทบสิทธิการใช้คลื่นโดยชอบด้วยกฎหมาย และจะก่อปัญหาตามมาอีกมากมาย จึงสรุปได้แต่เพียงว่า มาตรการเยียวยาผู้บริโภคบนคลื่นความถี่ 900 MHz จะสิ้นสุดในวันที่มีการชำระเงินประมูลและออกใบอนุญาตแล้ว บนบรรทัดฐานเดียวกับการเยียวยาบนคลื่นความถี่ 1800 MHz

แต่สำหรับผู้บริโภคที่ขอย้ายค่ายนั้น (ไม่ว่าจะกรณีการหลีกเลี่ยงซิมดับหรือกรณีทั่วไป) อาจพบอุปสรรคบางอย่าง เช่น การย้ายค่ายไม่สำเร็จ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักเกิดจากค่ายเดิมไม่อนุมัติให้ย้ายออกโดยยกสาเหตุต่างๆ นานา หรือค่ายเดิมมีข้อเสนอพิเศษเพื่อจูงใจให้ใช้งานค่ายของตนต่อไป หรือที่เรียกกันว่าโปรลับ เช่น ลดราคาให้ถึง 50% หรือเพิ่มการใช้งานให้จนไม่อยากย้ายค่าย ก็มีผู้สอบถามว่าพฤติการณ์เหล่านี้ถูกกฎหมายไหม

ตามประกาศ กทช. เรื่องหลักเกณฑ์บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น การย้ายค่ายเป็นสิทธิของผู้บริโภค ค่ายมือถือจะกีดกัน ขัดขวาง หรือหน่วงเหนี่ยวการย้ายค่ายไม่ได้ เช่น การอ้างว่ายังใช้บริการไม่ครบ 90 วันไม่สามารถย้ายออกได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง เงื่อนไขที่ปฏิเสธการย้ายได้คือ เลขหมายที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เลขหมายที่อยู่ระหว่างดำเนินคดีหรือถูกอายัด เลขหมายที่ยกเลิกบริการแล้ว เลขหมายที่มิใช่ของเราหรืออยู่ระหว่างเปลี่ยนชื่อผู้ใช้หรือยังไม่ลงทะเบียน และเลขหมายที่อยู่ระหว่างโอนย้ายอยู่แล้ว รวมถึงการที่ผู้ขอย้ายค่ายยังไม่ส่งเอกสารหลักฐานประกอบการย้าย โดยสรุป ผู้ให้บริการไม่สามารถยกสาเหตุอื่นนอกจากสาเหตุเหล่านี้ได้ ส่วนความสับสนที่พบบ่อยอีกประเด็นคือการมีค่าบริการค้างชำระ ซึ่งผู้บริโภคควรชำระหนี้ที่ค้างก่อนการย้าย ยกเว้นค่าบริการเดือนสุดท้ายที่ยังไม่ครบรอบบิล ให้ชำระเมื่อย้ายออกได้แล้ว หากผู้บริโภคพบพฤติการณ์ที่กีดกัน ขัดขวาง หรือหน่วงเหนี่ยวการย้ายค่ายสามารถร้องเรียนได้

กรณีที่มีข่าวว่า ค่ายมือถือบางค่ายบังคับให้ผู้บริโภคที่จะโทรไปศูนย์บริการของค่ายมือถืออื่น ต้องฟังข้อความประชาสัมพันธ์ของค่ายตนก่อน ก็เป็นเรื่องที่มีการตั้งคำถามว่าเหมาะสมหรือไม่ และถูกกฎหมายหรือไม่ แต่หากจงใจขัดขวางการโทรออกของผู้บริโภคไม่ว่าด้วยเหตุใด ย่อมผิดกฎหมายอย่างแน่นอน

ตรงข้ามกับมาตรการเชิงลบที่กระทบสิทธิการย้ายค่ายและผิดกฎหมายอย่างชัดเจนแล้ว ค่ายมือถือต่างก็ใช้มาตรการเชิงบวก คือการยื่นข้อเสนอที่ดีขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคสมัครใจไม่ย้ายค่าย ไม่ว่าการลดราคา หรือเพิ่มสิทธิประโยชน์ ซึ่งตามหลักธุรกิจแล้วถือว่าทำได้ เนื่องจากเป็นการสมนาคุณแก่ลูกค้าของตน แต่หากมีสภาพเป็น ”โปร” แล้ว ย่อมไม่มีคำว่า “ลับ” เพราะ กสทช. กำหนดให้ค่ายมือถือต้องรายงานรายการส่งเสริมการขายให้สำนักงาน กสทช. ทุกเดือน การปกปิดรายการส่งเสริมการขายย่อมผิดกฎหมาย แต่หากเป็นการสมนาคุณเฉพาะบุคคลโดยไม่มีลักษณะเป็นรายการส่งเสริมการขายก็อาจเป็นคนละกรณีกัน

อย่างไรก็ตาม การกำหนดอัตราค่าบริการให้แตกต่างกันในบริการโทรคมนาคมลักษณะและประเภทเดียวกัน เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ผู้บริโภคที่ต้องจ่ายแพงกว่าในบริการแบบเดียวกันสามารถร้องเรียนเพื่อจ่ายในอัตราเดียวกับคนอื่นได้ และผู้ให้บริการก็ควรคำนึงถึงหัวอกของผู้บริโภคที่ยังภักดีและไม่ขอย้ายค่ายด้วยว่า เหตุใดในที่สุดต้องจ่ายแพงกว่าคนอื่น

และที่สำคัญสำหรับสถานการณ์ภายหลังการประมูลคลื่น คือเรามีผู้ให้บริการายใหม่  หากค่ายมือถือเดิมเสนอโปรลับในราคาที่ต่ำกว่าทุน ย่อมเป็นการกีดกันการค้า ส่งผลเป็นการจำกัดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และในระยะยาวจะก่อให้เกิดการผูกขาดแบบเดิมๆ นับเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แม้ดูผิวเผิน เสมือนว่าผู้บริโภคได้รับประโยชน์ (ในระยะสั้น) ก็ตาม ในหลายประเทศแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ต่างก็เฝ้าระวังการกำหนดราคาแบบ Predatory Pricing เช่นกัน

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พอจะสรุปได้ว่า การประมูลคลื่นความถี่ที่ผ่านมา เป็นจุดเปลี่ยนของตลาดโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยอย่างแท้จริง”