RSS

Category Archives: ดาวเทียม

(เสวนา) 3ส.ค.59 กสทช.จัด “การเยียวยาความเสียหายของผู้บริโภค : กรณีผู้ประกอบการยกเลิกการให้บริการช่องรายการ/ทีวีดาวเทียมและเคเบิ้ล”

13872625_1195573167130475_1944168749_n

เวทีเสวนา NBTC Public Forum 3/2559
“การเยียวยาความเสียหายของผู้บริโภค : กรณีผู้ประกอบการยกเลิกการให้บริการช่องรายการ/ทีวีดาวเทียมและเคเบิ้ล”
วันพุธที่ 3 สิงหาคม 2559 เวลา 08.30 – 13.30 น.
ณ หอประชุมชั้น 1 สำนักงาน กสทช. (ซอยสายลม)

กำหนดการ

09.00 – 09.30 น. เปิดการเสวนาและกล่าวต้อนรับ โดย นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา และ นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช.

09.30 – 12.00 น. เสวนา “ความรับผิดชอบต่อผู้เสียหายกรณียกเลิกการให้บริการช่องรายการ /ทีวีดาวเทียมและเคเบิ้ล”
วิทยากร

• ชัยรัตน์ แสงอรุณ อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์

• อำนาจ เนตยสุภา อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์

• นิพนธ์ นาคสมภพ นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม (ประเทศไทย)

• วิริยา ธรรมเรืองทอง นายกสมาคมเคเบิ้ลทีวีแห่งประเทศไทย

• รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

• วชิร พฤกษ์ไพบูลย์ ทนายความมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

• สุดารัตน์ ก้องประวัติ ตัวแทนผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบ

• ภาคภูมิ ว่องสันตติวานิช ตัวแทนผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบ

ผู้ดำเนินรายการ : กรรณิการ์ กิจติเวชกุล
12.00-12.30 น. สรุปการประชุมและแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคในประเด็นการยกเลิกกิจการสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิ้ลทีวี และปิดการประชุม

Advertisements
 

สั่งให้แจง! พรุ่งนี้ ศาลปกครอง สั่งกสท.-ช่อง 3 ใฟ้ถ้อยคำ หลัง ช่อง3 ยื่นเพิ่มเติม เจรจาทำไม่จบใน 11ต.ค.นี้ ขอทุเลาต่อ จนกว่ามีคำพิพากษา

image

7 ตุลาคม 2557

วันพรุ่งนี้ เวลา 13:00น.  ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งให้ กสท.- ช่อง 3 ให้ถ้อยคำต่อศาล หลังจากเมื่อวานนี้ ช่อง 3 ยื่นคำขอเพิ่มเติมระบุว่า การเจรจาเพื่อหาข้อยุติยังไม่สามารถทำได้สำเร็จภายในเวลากำหนด ตามคำสั่งศาลปกครอง

ช่อง 3 จึงขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองพิพาทต่อไปจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

ศาลจึงสั่งคู่กรณีให้ถ้อยคำ ชั้น 2 ห้องไต่สวน 1

พร้อมขอให้ผู้ถูกฟ้องคดี เตรียมข้อมูลชี้แจงต่อศาลในวันไต่สวน ดังนี้
 

1. วัตถุประสงค์ในการออกประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป เมื่อ 23 กรฏาคม 2555

2. ตามที่ผู้ถูกฟ้องที่ 3 มีมติในการประชุม กสท. ครั้งที่ 4 / 2557 เมื่อ 3 กุมภาพันธ์ เห็นชอบให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงฯ สิ้นสุดการทำหน้าที่เป็นผู้ประกอบกิจการฟรีทีวี นับตั้งแต่วันเริ่มต้นแพร่ภาพออกอากาศในระบบดิจิตอลแล้ว 30 วัน มีผลทำให้ผู้รับใบอนุญาตดังกล่าว เป็นผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ประเภทใด

3. ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีมติในการประชุมเมื่อ 8 กันยายน 2557 และมีคำสั่งตามหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1 มิให้ผู้รับใบอนุญาต ให้บริการในโครงข่ายกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ สำหรับกิจการไม่ใช่คลื่นความถี่ มิให้นำสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดิน ในระบบอนาล็อก ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีมติให้สิ้นสุด การทำหน้าที่เป็ฯผู้ให้บริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป ตามประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป 2555 ออกอากาศผ่านโครงข่ายกิจการโทรทัศน์ สำหรับกิจการที่ไม่ใช่คลื่นความถี่ ของผู้รับอนุญาต ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับคำสั่งดังกล่าว เป็นการมีมติ และมีคำสั่ง โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมายฉบับใด

4. ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งทุเลา การบังคับตามคำสั่งทางปกครองพิพาท เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐ หรือ แก่การบริการสาธารณะอย่างไร

 

คำต่อคำ! บิ๊กบอส ช่อง 3″ประวิทย์ มาลีนนท์” ทำไมไม่ออกอากาศคู่ขนาน และ ทำไม ไม่ขอใบอนุญาตเพย์ทีวี ชี้กสทช.กลัดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก

image

13 กันยายน 2557

“..ผมขออนุญาตออกตัวก่อนว่า ไม่ได้มาในนามช่อง 3 แต่มาในฐานะส่วนตัว ผมอยากเริ่มแบบนี้ว่า ไม่แน่ใจว่าพวกเราทั้งหมดในวงการนี้ เราหลงทางหรือเปล่า เพราะตอนนี้โฟกัสมาอยู่ที่ กสท.กับช่อง 3 เป็นวิวาทะกัน ความจริงมันมีข้อขัดแย้งกันอยู่ เป็นประเด็นกฎหมาย ที่ไม่สามารถชี้ได้ว่าใครผิดใครถูก เพราะฉะนั้นขออนุญาตไปที่ศาล ผมขออนุญาตว่าไม่ให้ความเห็นอะไร แต่ส่วนตัวผมคิดว่ามันมีความขัดแย้งด้านแนวคิดเหมือนกัน ผมขออนุญาตยกแนวคิดของ ผอ.สมชัย (ไทยพีบีเอส) ที่เปรียบเทียบบอกว่า เราขึ้นไปชกมวย ขึ้นเวทีก็ลุยกันเลย ก็หมดแรง แต่จริงๆ คืออะไรรู้มั้ยครับ คนดูยังไม่เข้ามาเลย เราก็ชกกันก่อนหมดแรงกันก่อนไปแล้ว ผมเลยคิดว่าเรื่องแนวคิดนี่สำคัญ

ขอพูดเป็นส่วนตัวว่า เราติดกระดุมเม็ดแรกผิด เริ่มต้นในฐานะที่ กสทช.เป็นผู้กำหนดแนวทางของทีวี โทรทัศน์ในเมืองไทย เริ่มต้นเลย กสท.กำหนดเทคโนโลยีก่อน เอาเป็นว่า การส่งในระดับพื้นดิน คำถามผม คือ ทำไมไม่เป็นแบบดาวเทียมล่ะ ออนไลน์ล่ะ เทคโนฯ มีหลากหลาย ไม่จำเป็นต้องไปอันใดอันหนึ่ง คุณพัชระ (สปริงส์) ได้พูดเรื่องโครงข่ายล่ม อันนี้จะเป็นปัญหาว่า หากเรามีระบบเดียว อันนั้น 2 สถานีเอง แต่ลองคิดดูว่าถ้าล่มทั้งประเทศ อะไรจะเกิดขึ้น ทำไมไม่ทำให้หลากหลายขึ้นมา

 
อีกอย่างที่เริ่มต้นก็ผิด คือ เราเริ่มประมูล และเร่งที่ผู้ประกอบการ คือเร่งคนที่จะทำงานมาแล้วก็ลุยกันเลย คนดูยังไม่มายังไม่เข้าเวทีเลย เพราะว่าโครงข่ายยังไม่ได้ทำ กล่องก็ยังไม่ได้แจกถึงบ้าน แต่ว่าเราทำงานไปก่อนแล้ว ปรากฏว่าเราทำงานไปฟรีแล้วครับ เงินทองเราก็ลงไปเยอะแยะแล้วสูญเปล่าเลย ทีนี้ผมขออนุญาตคิดบวกอย่างนี้ว่า หากเราลองเอาคนดูเป็นตัวตั้ง เอ๊ะทำไมคนดูยังไม่มา ความจริงผมยืนยันว่าวันนี้คนดู หรือพวกเราที่แข่งขันกันอยู่ จะเป็นอะนาล็อก ช่อง 3 หรือ ทีวีดิจิตอล 24 ช่อง อยู่บนแพลมฟอร์มเดียวกันแล้วทั้งดาวเทียม และเคเบิ้ล คนดูก็อยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว อันนี้ไม่ทราบว่าจะมีใครโต้แย้งมั้ยครับ

แต่ปัญหาจะเกิด ก็คือว่า กสท.พยายามจะบังคับช่อง 3 ให้ออกจากทีวีดาวเทียม และเคเบิ้ลฯ ให้ผมไปออกคู่ขนาน ถ้าผลที่จะได้ตอนนี้ทันที คือผมกลับไปอยู่ที่เดิม เพียงแต่ว่าไปอยู่ที่ช่อง 43 ในโครงข่ายของดาวเทียมและเคเบิ้ลฯ แต่มันไม่ได้จบอยู่ตรงนั้น ที่จะให้ผมไป คือ บังคับให้ผมอยู่ในกล่องที่ กสท.จะแจกน่ะ เพราะหากผมไม่ไปอยู่ตรงนั้น แจกกล่องไม่ออก นั่นเป็นข้อเท็จจริง มีคนแนะนำผมบอกให้คิดบวกว่า หากจะขจัดปัญหาเรื่องการแจกกล่อง ให้รับอะนาล็อกได้ แต่ว่าตอนนี้ กสท.ไปบอกว่า คูปองที่แจก เอามาเป็นส่วนลดซื้อกล่องเฉพาะกล่องที่กำหนด ที่ไม่มีอะนาล็อค นี่เป็นปัญหาของกสท. เค้าบอกว่าไปเติมตรงนั้น 20-30 บาทเท่านั้นเอง

ประเด็นตอนนี้ กลายเป็นว่า ทุกคนจะมารุมผม แต่ว่าเราลืมสภาพข้อเท็จจริงไปหมด ผมว่าคิดบวกหน่อยได้มั้ยครับ ปัญหาที่เกิดมันมีวิธีแก้เยอะแยะ อย่างเรื่องกล่องที่จะแจกไม่ต้องมาบังคับผม มันมีขั้นตอนเยอะแย บอกได้มั้ยว่า คูปองฯ นำไปแลกกล่องอะไรก็ได้ แล้วให้ผู้ประกอบการเติมอะนาล็อกลงไป อันนี้เป็นแนวคิดนะครับ พอได้มั้ยครับ

ขออนุญาตตอบคำถามว่า ทำไมเราไม่เลิกอะนาล็อก ต้องขอตอบอย่างเห็นแก่ตัวเลยครับว่า เป็นสิทธิ์ของเรา แต่หมอบอกว่าผมจะอยู่ได้อีก 6 ปีอย่างสูง กำลังจะตายเพราะเทคโนฯ เก่า นั่นอย่างมาก แต่ผมจะตายวันตายพรุ่ง ผมไม่รู้ อาจตายก่อนนั้นก็ได้ อย่าไปสนใจอนาล็อกเลยครับ มันค่อยๆ ตายไปเอง จะดูทำยังไงให้คนดูไปอยู่ในแพลทฟอร์มเดียวกับทีวีดิจิตอลได้ และผมยืนยันว่านาทีนี้เราอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว ผมเรียนกว่า ถ้าทีวีดิจิตอล ไม่มีอนาคต ไม่ทิ้งคนดู ผมถามว่าเดือนมิถุนายน กับกรกฏาคมที่ผ่านมา อาร์เอสจะเป็นที่หนึ่งได้อย่างไร ก็เป็นที่หนึ่งได้ครับ เพราะมีคนดู เพราะว่ามีฟุตบอลโลก เรื่องนี้ใครเถียงผมครับ และรายการฟุตบอลโลกเค้าอยู่หลังเที่ยงคืนเป็นส่วนใหญ่ด้วยซ้ำไป หากฟุตบอลโลกมาอยู่ช่วง 2 ทุ่ม ผมตายเลย มาตีละครยับ ฉะนั้นไม่ใช่ช่อง 3 ที่เป็นปัญหาครับ พวกเราต้องทำคอนเท้นท์ให้ดี
 

ผมเรียนว่า ช่อง 3 พัฒนามา ปีนี้เข้าปีที่ 45 แล้ว เรามีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปีหนึ่งกว่าหมื่นล้านบาท ผมถามว่าทีวีดิจิตล 24 ช่อง มีช่องไหนที่ลงทุนเกินหมื่นล้านบาทบ้าง ถ้าลงทุนไม่ถึง คุณภาพรายการก็ไม่ถึง ก็เป็นปัญหาอีกว่าลงทุนไปแล้วไม่มีใครซื้อ มันเป็นลักษณะไก่กับไข่ ของผมก็เจอแบบนี้มาเหมือนกัน แรกๆ ก็ลุ่มๆ ดอนๆ ตอนนี้ก็แข็งแรงขึ้น เรื่องปัญหาอะนาล้อกจบนะครับ

ผมขอตอบปัญหาอีก 2 ข้อว่า ทำไมเราไม่ขอใบอนุญาตเป็นเพย์ทีวี ผมเกิดมาเป็นฟรีทีวีตลอดครับ ถึงวันที่ กสท.จะออกกฏไม่ให้ผมเป็นทีวีเพื่อการทั่วไป ผมก็ยังเป็นฟรีทีวีอยู่ โทษทีผมเกิดมาเป็นผู้ชายนะครับ นาทีนี้ กสท.บอกว่า ผมไม่ใช่ผู้ชายแล้ว ให้ผมไปขอเปลี่ยนเป็นผู้หญิง และไปทำศัลยกรรมด้วย ถึงจะขึ้นไปอยู่ตรงนั้นได้ ถามว่ ผมไปขอใบอนุญาตเพย์ทีวีแล้ว ถามว่า ผมเป็นเพย์ทีวีจริงหรือเปล่า เพราะผมไม่ได้เก็บตังค์คนดูนะครับ และกสท.มีอำนาจอะไรที่จะให้ผมไปเปลี่ยนเพศ ไปแปลงเพศซะด้วยซ้ำไป

image

การที่จะขออนุญาตเป็นเพย์ทีวี จะเป็นธุรกิจใหม่ทันทีเลย ผมมีปัญหาที่ตามคือ ลิขสิทธิ์รายการทั้งหมดที่จะไปออกรายการ ต้องเสียใหม่ บางรายการที่เค้าขายให้เฉพาะเพย์ทีวีที่ช่อง 3 อาจมาออกที่เพย์ไม่ได้ เพราะเพย์ทีวีเค้าขายให้เจ้าอื่นไปแล้ว ผมต้องไปตั้งสถานที่ จัดคนเพื่อดำเนินงานช่องใหม่นี้ เพราะเป็นช่องใหม่เลย ค่าใช้จ่ายต่างๆ ต้องตามมามหาศาล

อีกคำถามที่ต้องตอบคือ ทำไมเราไม่เปิดคู่ขนาน ขอตอบแบบทุบโต๊ะเลยครับว่า ผิด ผิดกฎเกณฑ์ของ กสท. เพราะกสท.บอกว่า คนที่ประมูลช่องดิจิตอลทีวีมา ต้องประกอบการเอง วันที่ กสท.อนุญาตให้ช่อง 7 และช่อง 9 ขึ้นไปออกอากาศคู่ขนาน ทาง กสท.ให้สัมภาษณ์เองว่า ช่อง 3 เนี่ยะ ไม่มีสิทธิ และไม่มีสิทธิ์อะไรเหมือนที่ช่อง 7 และช่อง 9 ทำ เพราะช่อง 3 กับบริษัทที่ไปประมูลดิจิตอลทีวี คนละนิติบุคคลกัน นาทีนี้ อยากให้ช่อง 3 ขึ้นไปคู่ขนานก็บอกว่าทำไมไม่า ผมไม่เคยคิดว่าจะขึ้นไปคู่ขนานเลยตั้งแต่ต้นนี่เป็นแผนธุรกิจของเรา ช่อง 3 มีแผนธุรกิจของตัวเองที่จะทำอะนาล็อคจนหมดอายุสัมปทาน ขณะที่ช่อง 33 คนที่ประมูลมาก็ต้องการพัฒนารายการของเค้า

 
แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไปคู่ขนาน แต่ว่ามีขั้นตอนเยอะแยะ เราต้องไปตกลงกันก่อนระหว่างช่อง 3 กับ ช่อง 33 และต้องไปตกลงกับ กสท.ก่อนว่าเป็นไปได้หรือไม่ เงื่อนไขต่างๆ ที่มีต่อกันจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะอยากให้ดูด้านค่าใช้จ่ายผม ผมโดน 2 เด้งนะครับถ้าขึ้นคู่ขนาน เพราะต้องจ่ายสัมปทานให้ช่อง 9 ขณะเดียวกันผมต้องจ่ายสัมปทานของช่อง 33 ผมสองเด้ง ขึ้นไปผมก็เสียเปรียบท่านที่เป็นทีวีดิจิตอลแล้ว ที่บ่นว่าผมได้เปรียบ แต่ผมเสียเปรียบ รวมทั้งโครงข่าย (มักซ์) ที่ผมเช่ามา ผมไม่ได้ใช้ประโยชน์เลยถ้าออกคู่ขนาน จะดูแลผมตรงนี้อย่างไร

image

ช่อง 33 ผมไม่มีแผนธุรกิจเหมือนช่องอื่น เช่น ช่อง 7 เค้าคู่ขนาน ไม่ต้องจ้างคน ไม่ต้องลงทุนสถานที่ ไม่ต้องจ้างคน ไม่ต้องสร้างรายการ แต่ผมมีสถานที่ ผมต้องจ้างคนมา ผมต้องไปผลิตรายการ ตรงนี้เป็นค่าใช้จ่ายทุกอย่างทั้งนั้น ผมยกตัวอย่าง ช่อง 33 มีรายการของการ์ละแมร์อยู่ เราจ้างเค้าทำ ทันทีที่เอาสัญญาณของช่อง 3 มาทับ รายการนี้ก็หายไป ผมมีโอาสถูกฟ้องร้องนะครับ เพราะจ้างเค้ามาแล้ว เสร็จแล้วดึงเค้าออกไปทิ้งไว้ไหนครับ เค้าเสียหายเพราะลงทุน เช่าห้องส่งทำรายการ และมีข้อผูกพันกับเอเยนซี่โฆษณาด้วย พวกนี้เราไม่ผิด ผมบอกว่า เป็นไปได้ แต่ต้องกรุณาเคารพสิทธิ์ของเราด้วย และดูว่าเรามีปัญหาอะไรต่อๆไป ไม่ใช่ปิดทางนะครับ เราสามารถพูดคุยกันขอเปลี่ยนแผนงานธุรกิจได้ แต่ขั้นตอนจะเป็นอย่างไร อยู่กับว่า กสท.จะรับเรื่องนี้ไปอย่างไร

ผมไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมจอดำ คิดดูแล้วกัน คนดูสะสมมา 40 กว่าปี อยู่ดีๆ จะเอาเค้าเป็นตัวประกันไปทำร้ายหรือครับ ขอฝากกว่าอะไรก็เป็นไปได้ แต่อย่ามาพูดกันด้านกฎหมาย ถ้าด้านกฎหมายให้เป็นเรื่องของศาล แต่ว่าการต่อรองหรืออะไรกัน เป็นไปได้ถ้ามีโอกาสได้คุยกัน..”

+++++++++++ 

หมายุเหตุ.. คุณประวิทย์ พูดประเด็นดังกล่าว ในขณะร่วมฟังในเวทีเสวนา “อยู่รอดอย่างรับผิดชอบ ในยุคทีวีดิจิตอล” จัดโดยสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ที่ รร.สุโกศล  

 

 

377 วิทยุชุมชน เตรียมเฮ! ชง คสช. ปลดล็อก ออกอากาศได้ หลัง กสทช. เข้าแจงเสนอขอปลดล็อก คลื่นถูก กม.

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า วันนี้ (25 มิ.ย. 57) เวลา 15.30 น. สำนักงาน กสทช. ได้เข้าชี้แจงต่อพล.อ. ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้นำเสนอ คสช. ออกประกาศในการปลดล็อกให้สถานีวิทยุชุมชนดำเนินการออกอากาศได้

โดยมีเงื่อนไขในการที่จะออกอากาศ ดังนี้
1.เป็นสถานีที่ได้รับใบอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง  

2. จะต้องผ่านการตรวจเครื่องส่ง สายอากาศ ให้เป็นไปตามประกาศ กสทช. กำหนด คือ กำลังส่งไม่เกิน 500 วัตต์ ความสูงเสาไม่เกิน 60 เมตร และเมื่อออกอากาศแล้ว จะต้องมีรัศมีการให้บริการไม่เกิน 20 กิโลเมตร

3. หนึ่งนิติบุคคล ต่อหนึ่งใบอนุญาต

4. เนื้อหาในการออกอากาศจะต้องสอดคล้องกับประกาศของ คสช.

5.จะต้องมาทำ MOU ในการปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้งหมดกับทางสำนักงาน กสทช.    

หากประกาศ คสช. ที่ทางสำนักงานฯ ได้เข้าไปชี้แจงเมื่อวานได้สามารถประกาศได้ในสัปดาห์นี้ สำนักงาน กสทช. ก็จะสามารถเริ่มที่จะให้ สถานีที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้างต้นทยอยออกอากาศได้ ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถออกอากาศได้ในทันที 377 สถานีก่อน

ส่วนสถานีอื่นที่จะต้องเข้ารับการตรวจเครื่องส่ง สายอากาศ สำนักงานฯ ได้ชี้แจงต่อหัวหน้าฝ่ายกฎหมายฯ คสช. แล้วว่าการดำเนินการตรวจสอบดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายใน 30 วัน

ทั้งนี้ ในการดำเนินการตรวจสอบด้านเทคนิค และด้านเนื้อหาที่ไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ทางกองทัพภาคที่ 1-4 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะร่วมกับสำนักงาน กสทช. ภูมิภาคทั้ง 14 เขต อำนวยความสะดวกให้กับสถานีวิทยุชุมชนในพื้นที่ด้วย

หากประกาศ คสช. ได้ประกาศปลดล็อกการออกอากาศของสถานีวิทยุชุมชนแล้ว เรื่องนี้จะกลับมาอยู่ในความรับผิดชอบของ กสทช. ที่จะมีการพิจารณาให้สถานีวิทยุดังกล่าวทยอยออกอากาศต่อไป

 

จับตา! พรุ่งนี้ (4 มิ.ย.) 10โมงครึ่ง กสทช.ถกผู้ประกอบการ ทีวีดาวเทียม กว่า 100 ราย หาทางออกตามเกณฑ์ หลังโดนระงับออกอากาศ

image

3 มิ.ย.2557

น่าจับตา! วันพรุ่งนี้ 10โมงครึ่ง  (4 มิ.ย.)  กสทช.เรียกประชุม ผู้ประกอบการ  ทีวีดาวเทียม กว่า 100 ราย ที่ยังไม่เข้าหลักเกณฑ์ การประกอบกิจการ ทำให้ยังต้องถูกระงับออกอากาศ ตาม คำสั่ง ของ คสช. 

วันพรุ่งนี้ จะคุยกันว่า หากทีวีเหล่านี้ ต้องการจะเปิดแพร่ภาพ ประกอบกิจการได้ ก็ต้องมาทำให้เข้า กฏเกณฑ์ กสทช. ให้ถูกต้อง  @สนง.กสทช. ซ.พหลฯ 8

ส่วนช่อง ทีวีการเมือง 14 ช่อง ที่โดน คสช.สั่งปิด เช่น ASTV / บลูสกาย / เอเชีย อัพเดท / วอยซ์ ทีวี / ทีนิวส์ /  FMTV / ทีวีคปท. ฯลฯ ทาง กสทช. ไม่มีอำนาจเรียกคุยว่า จะให้เปิดหรือไม่.. เป็นเรื่องของ คสช. ตัดสินใจ เอง (21:16)

 

ผลคืบหน้า! สรุปภาพรวม ล่าสุด จาก กสทช.  ทีวีกลุ่มไหน ปิด-ไม่ปิดยังไงบ้าง ตามนี้.. / ศุกร์นี้ ถกอีก 98 ช่อง ที่ยังปิด

image

3 มิ.ย.2557 –  ผลคืบหน้า เปิด-ปิดทีวี ล่าสุด กสทช. สรุป 6ช่องฟรีทีวีออกอากาศได้ / ทีวี ดิจิตอล ออนแอร์ได้ 23 ช่อง ยกเว้น VOICE TV  / ทีวีดาวเทียม 333 ช่อง  และ เคเบิ้ลทีวีแบบบอกรับสมาชิกออกอากาศได้ 211 ช่อง / ศุกร์นี้ ถกใหม่ อีก 98 ช่อง ที่ยังโดนสั่งปิด

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า  สถานะการออกอากาศของสถานีวิทยุโทรทัศน์ในประเทศไทยขณะนี้ว่า

นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งปิดสถานีวิทยุ และสถานีโทรทัศ น์เพื่อให้การเผยแพร่ข่าวสารไปสู่ประชาชนเป็นไปด้วยความถูกต้อง ปราศจากการบิดเบือน อันอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด และทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งขยายตัว จนส่งผลกระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ ในการนำความสงบสุขกลับคืนสู่สังคมโดยเร็วนั้น

ปัจจุบัน สถานะการออกอากาศของสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ในประเทศไทย เป็นดังนี้

1. ช่องรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดิน ระบบแอนะล็อก หรือ ฟรีทีวี 6 ช่องรายการเดิม ออกอากาศได้ตามปกติ

2. ช่องรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดิน ระบบดิจิตอล 24 ช่อง ออกอากาศได้ตามปกติ 23 ช่อง มีเพียงช่อง VOICE TV 1 ช่องรายการ ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ออกอากาศตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 15/2557 ซึ่งขณะนี้ คสช. ได้รับข้อมูลจากผู้ให้บริการช่อง VOICE TV กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะให้กลับมาออกอากาศได้เมื่อไหร่

3. ช่องรายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม จำนวน 538 ช่องรายการ ขณะนี้ออกอากาศได้ตามปกติ 333 ช่องรายการ อยู่ระหว่างการพิจารณาเนื้อหา อาทิ การโฆษณาไม่เหมาะสม การโฆษณาชวนเชื่อ หรือเนื้อหาไม่เหมาะสม จำนวน 98 ช่องรายการ ยังไม่แจ้งความประสงค์เพื่อออกอากาศแบบบอกรับสมาชิก จำนวน 95 ช่องรายการ และไม่สามารถออกอากาศได้เนื่องจากติดตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 15/2557 ลงวันที่ 22 พ.ค. 2557 จำนวน 13 ช่องรายการ

4. ช่องรายการโทรทัศน์ ผ่านเคเบิ้ลแบบบอกรับสมาชิก จำนวน 211 ช่องรายการ ออกอากาศได้ตามปกติ

5. IPTV จำนวน 24 ช่องรายการ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาให้ออกอากาศ

6. สถานีวิทยุชุมชน ไม่ได้รับการอนุญาตให้ออกอากาศ

ทั้งนี้ ในการอนุญาตให้ออกอากาศรายการ ผู้ให้บริการโทรทัศน์ จะต้องไม่นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีลักษณะต้องห้ามตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 14/2557 ลงวันที่ 22 พ.ค. 2557
และฉบับที่ 18/2557 ลงวันที่ 22 พ.ค. 2557

และเมื่อมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประกาศ คำสั่ง ของ คสช.  ให้ผู้ให้บริการโทรทัศน์ ลิงค์สัญญาณภาพและเสียงจากสถานีโทรทัศน์ของกองทัพบกเพื่อถ่ายทอดทันที (16:50)

 

นอกกระแส..แต่น่าสนใจมาก! การอนุญาตดาวเทียมไทยคม 8 ส่อเอื้อเอกชน- จ่อทำรัฐเสียหาย/ กมธ. ธรรมาภิบาลวุฒิ ลุยตรวจสอบ กสทช.

image

 
การอนุญาตดาวเทียมไทยคม 8 ส่อเอื้อเอกชน- ทำรัฐส่อเสียหาย  / กมธ. ธรรมาภิบาลวุฒิ ลุยตรวจสอบ กทค.               

3 เมษายน 2557 ที่อาคารรัฐสภา 2 คณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ได้มีหนังสือเชิญกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ ในกรณีคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม มีมติเมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2557 อนุมัติให้บริษัท ไทยคม จำกัด(มหาชน) สามารถเพิ่มบริการดาวเทียมดวงใหม่หรือดาวเทียมไทยคม 8 ภายใต้ใบอนุญาตเดิมตามที่บริษัทฯ ยื่นคำขอ โดยในการประชุมครั้งนี้ มีเพียง นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านคุ้มครองผู้บริโภคและสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการ กทค. เข้าชี้แจง               

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ ตั้งข้อสังเกตว่า มติ กทค. ที่ให้ใบอนุญาตดังกล่าว ส่อให้เห็นว่าบริษัทไทยคมซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ ขณะที่รัฐเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ ซึ่งแต่เดิมภายใต้ระบบสัญญาสัมปทาน สร้างรายได้ให้รัฐนับพันล้านบาทต่อปี แต่เมื่อเป็นการให้ใบอนุญาต พบว่าจะมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ต่อปีเท่านั้น ขณะเดียวกันในการพิจารณาให้ใบอนุญาตของ กทค. ก็มีความพยายามอ้างว่า เพื่อเป็นการรักษาตำแหน่งวงโคจรของประเทศไม่ให้สูญเสียไป ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ กลับเห็นว่า เป็นการเร่งรัดให้ใบอนุญาตทั้งที่ยังไม่มีการออกหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการพิจารณาออกใบอนุญาตการประกอบกิจการดาวเทียม ซึ่งเป็นกระบวนการที่ควรดำเนินการให้เสร็จก่อน โดยที่ผ่านมา กทค. ได้ให้ใบอนุญาตดาวเทียมมาแล้ว 2 ครั้ง คือดาวเทียมไทยคม 7 และดาวเทียมไทยคม 8ปมแตกต่างระหว่างดาวเทียมไทยคม 7 และไทยคม 8               

นายประวิทย์ ซึ่งเป็นกรรมการเสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับมติการประชุมของ กทค. ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ ว่า ในกรณีที่ กทค. เคยมีมติให้ใบอนุญาตดาวเทียมไทยคม 7 เมื่อปี 2555 นั้น ถือเป็นภารกิจในการรักษาวงโคจร โดยในตอนนั้นดาวเทียมดวงเดิมหมดอายุ

ขณะเดียวกันประเทศไทยไม่มีการวางแผนล่วงหน้าว่าจะรักษาวงโคจรอย่างไร ซึ่งหากปล่อยให้วงโคจรว่างไว้เกินกำหนด สิทธิในวงโคจรก็จะสูญสิ้น แล้วกลับคืนไปให้กับสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลกิจการด้านโทรคมนาคมระหว่างประเทศ คณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงมีมติให้ กสท. โทรคมนาคมดำเนินรักษาวงโคจรตำแหน่ง 120 องศาตะวันออกไว้ แต่ กสท. โทรคมนาคมแจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการได้ ในสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงมอบหมายให้บริษัทไทยคมไปดำเนินการ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการดำเนินการภายใต้มติคณะรัฐมนตรี               

“แต่ในการรักษาตำแหน่งวงโคจร มติคณะรัฐมนตรีไม่ได้ระบุว่าให้รักษาไว้นานเพียงใด เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้วจะเป็นการรักษาเฉพาะกิจของประเทศไทยก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นอาจทำด้วยการไปลากดาวเทียมต่างชาติที่เช่ามาเพื่อรักษาวงโคจรไว้ก่อนได้ แล้ววางแผนให้มีการแข่งขันหรือให้มีการประมูล แต่ในกรณีที่เกิดขึ้นเป็นการที่บริษัทไทยคมไปประสานกับดาวเทียมต่างชาติ แล้วลากมาไว้ที่วงโคจร และมีแผนว่าจะมีการร่วมทุนเพื่อยิงดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นไป ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่ามติคณะรัฐมนตรีมีความต้องการให้รักษาวงโคจรไว้นานแค่ไหน  แต่มติ กทค. ในตอนนั้นก็ได้ให้ใบอนุญาตไป 20 ปี และมีเงื่อนไขที่สามารถต่อใบอนุญาตได้เรื่อยๆ ก่อนที่ใบอนุญาตเดิมจะหมดอายุลง”

ในประเด็นเรื่องระยะเวลาอนุญาตนี้ นายประวิทย์ชี้ว่า ถ้ามองในทางธุรกิจ สมมติมีดาวเทียมดวงหนึ่งได้ใบอนุญาต 20 ปี แล้วเมื่อถึงปีที่ 15 ต้องการยิงดาวเทียมใหม่เพิ่มอีกดวงโดยใช้ใบอนุญาตเดิม ก็ควรหมายความว่าดาวเทียมดวงที่สองเหลือเวลาในใบอนุญาตแค่ 5 ปี ซึ่งในทางธุรกิจคงไม่มีใครยอมลงทุนกับระยะที่เหลือเช่นนั้น แต่เมื่อ กทค. มีมติให้ขยายได้เรื่อยๆ ดังนั้นบริษัทเอกชนใดที่ทำกิจการดาวเทียมก็จะไม่มีทางสูญเสียสิทธิในการให้บริการ เพราะสามารถยิงดาวเทียมดวงใหม่ก่อนหมดระยะเวลา 20 ปี แล้วอ้างเหตุการยิงดาวเทียมดวงใหม่ขอขยายเวลาออกไป               

ส่วนกรณีของการให้ใบอนุญาตดาวเทียมไทยคม 8 ในอดีตบริษัทไทยคมเคยยื่นจองตำแหน่งวงโคจร 78.5 องศาตะวันออกไว้ตั้งแต่ปี 2554 ชื่อรหัสTHAICOM-P2 ซึ่งในสมัยนั้นยังอยู่ในระบบสัมปทาน แต่ก็ปล่อยให้วงโคจรหมดอายุ 2 ปี ซึ่งหมดอายุไปเมื่อ 7 มิ.ย. 2556 แล้วในขณะเดียวกันก็มีการยื่นขอวงโคจรใหม่ในตำแหน่งเดิมภายใต้รหัสTHAICOM-Q2ซึ่งก็เกิดคำถามว่า บริษัทไทยคมปล่อยให้วงโคจรที่ได้มาภายใต้ระบบสัมปทานหมดอายุลง แล้วยื่นขอวงโคจรใหม่ภายใต้ระบบใบอนุญาต จึงควรมีการตรวจสอบบริษัทไทยคมว่ามีความจงใจหลีกเลี่ยงระบบสัญญาสัมปทานหรือไม่ อย่างไร               

นอกจากนี้ การให้ใบอนุญาตดาวเทียมไทยคม 8 เป็นการออกใบอนุญาตโดยใช้ใบอนุญาตเดิม แล้วบอกว่าเป็นการเพิ่มบริการ โดยที่ปัจจุบันยังไม่มีประกาศหลักเกณฑ์การพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการดาวเทียม แต่ในเบื้องต้นนี้ กทค. ได้ออกใบอนุญาตโดยมีอายุ 20 ปี               

“ในขณะที่ประเทศแคนาดา มีการแยกให้ใบอนุญาตดาวเทียมแต่ละดวง ข้อดีคือหากมีดาวเทียมดวงใดดวงหนึ่งทำผิดกติกาแล้วถูกเพิกถอน ก็ไม่กระทบต่อดวงอื่น แต่หากอยู่ในใบอนุญาตเดียวกันทั้งหมด ก็เท่ากับต้องหยุดดาวเทียมทั้งหมด ซึ่งถือว่าไม่เป็นผลดีต่อการกำกับดูแลและการให้บริการดาวเทียมของเอกชน”

นายประวิทย์ระบุในการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯเหตุล่าช้าในการออกหลักเกณฑ์ให้ใบอนุญาต 

ที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ได้ซักถามถึงสาเหตุที่ยังไม่มีการประกาศหลักเกณฑ์การพิจารณาออกใบอนุญาตฯ นายประวิทย์ ชี้แจงว่า เดิมที กทค. มีแนวคิดในการทำหลักเกณฑ์การพิจารณาออกใบอนุญาตฯ ให้เสร็จก่อนที่จะมีการออกใบอนุญาต และมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาร่างหลักเกณฑ์ แต่ปรากฏว่าในการประชุม กทค. เมื่อเดือน มิ.ย. 2555 ได้มีการนำร่างหลักเกณฑ์เข้าที่ประชุม ซึ่งมีการกำหนดเงื่อนไขของผู้จะได้รับใบอนุญาตว่าต้องมีความสามารถและประสบการณ์ในการให้บริการช่องสัญญาณดาวเทียม (Transponder) ถ้าพูดเช่นนี้หมายถึงในประเทศไทยมีผู้ให้บริการได้เพียงรายเดียว ซึ่งจะไม่สามารถทำให้เกิดการแข่งขันขึ้นได้เลย จึงไม่ผ่านการพิจารณาของ กทค.  และให้คณะอนุกรรมการฯ ไปปรับปรุงแก้ไข

แต่หลังจากนั้นก็มีการอนุญาตดาวเทียมไทยคม 7 ทั้งที่ไม่เป็นไปตามมติ กทค. เดิม ที่ต้องมีการจัดทำหลักเกณฑ์ให้เสร็จก่อน ซึ่งในปัจจุบันคณะอนุกรรมการฯ ยังคงไม่มีการเสนอร่างหลักเกณฑ์เข้าที่ประชุม กทค. และ กสทช.เพื่อพิจารณาการให้ใบอนุญาตทำให้รัฐเสียรายได้จริงหรือ               

นายประวิทย์ ให้ข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมาธิการฯ ว่า ก่อนหน้านี้บริษัทไทยคมเคยรายงานให้ทราบว่าในการประกอบกิจการดาวเทียมเพิ่งจะมีกำไรในช่วงหลังๆ ส่วนในปีแรกๆ นั้นขาดทุน ทำให้มีการส่งรายได้เข้ารัฐไม่มากนัก แต่ในปีหลังๆ กิจการดีขึ้นจนถึงมีแผนขยายเป็นดาวเทียมไทยคม 8

อย่างไรก็ดี ไม่ทราบรายได้ที่แท้จริงของบริษัทไทยคม สำหรับการนำส่งรายได้เข้ารัฐ ในอดีต บริษัทต้องนำส่งรายได้เข้ารัฐตามสัญญาสัมปทาน แต่ถ้าเป็นดาวเทียมที่อยู่นอกเหนือสัญญาสัมปทาน การจ่ายค่าธรรมเนียมก็จะดำเนินการตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 นั่นคือจ่ายค่าธรรมเนียมจากการประกอบกิจการไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และยังมีค่าธรรมเนียมกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในราว 2 เปอร์เซ็นต์เศษๆ               

ต่อประเด็นเดียวกัน ที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ แจ้งว่า การนำส่งรายได้ให้กับรัฐภายใต้สัญญาสัมปทาน ไม่ได้แบ่งจากกำไร แต่เป็นการคำนวณจากรายรับ ซึ่งตามที่คณะกรรมาธิการฯ ได้เคยตรวจสอบ พบว่าบริษัทไทยคมต้องจ่ายเงินให้กับรัฐเป็นหลักพันล้านบาทต่อปี ดังนั้นจึงอยากตั้งข้อสังเกตในเบื้องต้นว่า การให้ใบอนุญาตกับบริษัทไทยคมจะทำให้รัฐเสียผลประโยชน์เกือบพันล้านบาทต่อปีเมื่อเทียบกับระบบสัญญาสัมปทานเดิมวงโคจรเป็นทรัพย์สินของประเทศ และหน่วยงานใดควรมีหน้าที่กำกับดูแล               

นายประวิทย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีบางคนพยายามอธิบายว่าวงโคจรอยู่นอกอำนาจอธิปไตยของไทย เพราะอยู่เหนือประเทศไทยเกิน 100 กิโลเมตร แต่คำว่าทรัพย์สินของรัฐ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยตีความเรื่องสิทธิการบินระหว่างประเทศว่า เวลาบินข้ามน่านฟ้าอื่น แม้ว่าไม่ใช่อธิปไตยของไทย แต่เป็นสิทธิที่ได้มาจากการที่ไทยเข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งสามารถตีมูลค่าเป็นตัวเงินได้ เพราะฉะนั้นถือเป็นทรัพย์ของประเทศ จะยกให้เอกชนรายใดรายหนึ่งไปเลยไม่ได้ ซึ่งครั้งหนึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เคยมีคำวินิจฉัยกรณีดาวเทียมไอพีสตาร์ว่าไม่ใช่ดาวเทียมสำรอง ดังนั้นถือเป็นดาวเทียมนอกสัญญาสัมปทาน ถ้ารัฐบาลจะให้เอกชนทำก็จะต้องเปิดประมูลเพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลฎีกาก็สอดคล้องกับมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี พ.ศ. 2554 ที่ให้หน่วยงานของรัฐไปดำเนินการตาม พ.ร.บ. ร่วมทุน นั่นหมายถึงว่านี่ไม่ใช่กรณีที่จะยกสิทธิให้เอกชนได้โดยอิสระ               

อย่างไรก็ตาม เรื่องการอนุญาตดาวเทียมสื่อสารในขณะนี้ อำนาจถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนออกจากกัน คือเรื่องการอนุญาตให้ใช้วงโคจรกับเรื่องการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ โดยถูกทำให้เชื่อกันว่าในเรื่องวงโคจรเป็นอำนาจของกระทรวงไอซีที ส่วนเรื่องคลื่นความถี่เป็นอำนาจของ กสทช. ตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ซึ่งในทางปฏิบัติ การได้มาซึ่งสิทธิในตำแหน่งวงโคจรเกิดจากการประสานงานระหว่างประเทศ โดยตัวแทนรัฐบาลไทยต้องส่งเอกสารไปเพื่อขอจองตำแหน่งวงโคจร ซึ่งแต่เดิมเป็นอำนาจของกรมไปรษณีย์โทรเลข จนเมื่อมี พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2543 สิทธิและอำนาจต่างๆ จึงโอนมาเป็นของ กสทช. หรือ กทช. เดิม ในปัจจุบันแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีในสมัยนั้นได้ทำหนังสือถึง ITU เพื่อขอเป็นหน่วยงานอำนวยการด้านโทรคมนาคม (ITU Administrator) ของประเทศไทย ดังนั้นจึงทำให้เกิดความเข้าใจหลังจากนั้นเป็นต้นมาว่ากระทรวงไอซีทีเป็นหน่วยงานอำนวยการฯ ถึงกระนั้นก็มีประเด็นที่ต้องตรวจสอบว่าการดำเนินการของกระทรวงไอซีทีนั้นได้รับมอบอำนาจจากคณะรัฐมนตรีหรือไม่               

ขณะเดียวกัน ภายหลังที่มี พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 สำนักงาน กสทช. ได้เคยทำหนังสือถึงคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อขอให้แต่งตั้ง กสทช. เป็นหน่วยงานอำนวยการฯ ในชั้นนั้นทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ทำบันทึกถึงเลขาคณะรัฐมนตรีว่า อำนาจตามมาตรา 27 ของ พ.ร.บ. สอดคล้องกับภารกิจของหน่วยงานอำนวยการฯ เพียงแต่ว่า ณ ขณะนั้นยังไม่มีการแต่งตั้ง กสทช. จึงเป็นเรื่องที่ต้องรอพิจารณาเมื่อต้องประมูลใช้คลื่น
ใครควรเป็นผู้ประมูล               

นายประวิทย์ กล่าวว่า นอกจากความคลุมเครือว่าหน่วยงานใดเป็นหน่วยงานกำกับดูแลวงโคจร ปัญหาที่เป็นประเด็นหลักกว่านั้นคือปัญหาเรื่องการใช้คลื่นความถี่ ที่ผ่านมาทางสำนักงาน กสทช. หรือ กทช. เดิม มีบันทึกความเห็นมาโดยตลอดว่า ดาวเทียมที่อยู่ในอวกาศเป็นผู้ใช้คลื่นความถี่ และภายหลังจากที่มี พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แต่ยังไม่มี กสทช. ทาง กทช. ปฏิบัติหน้าที่ กสทช. เคยอนุญาตกิจการสถานีดาวเทียมภาคพื้นดินแล้วอย่างน้อย 2 บริษัท โดยไม่ต้องมีการประมูลคลื่นความถี่ เนื่องจากมีความเห็นว่าสถานีดาวเทียมภาคพื้นดินใช้สิทธิคลื่นความถี่ของดาวเทียมในอวกาศ นั่นคือการชี้ชัดว่าดาวเทียมในอวกาศเป็นผู้ใช้คลื่น ไม่ใช่สถานีดาวเทียมภาคพื้นดิน ดังนั้นการออกใบอนุญาตให้กับดาวเทียมไทยคม 7 และดาวเทียมไทยคม 8 นั้น ถือเป็นการตีความขัดแย้งกันและเป็นปัญหา เพราะในขณะนี้ภาคพื้นดินก็ไม่ประมูลเพื่อใช้คลื่น ภาคอวกาศก็ไม่ประมูลเพื่อใช้คลื่น การอนุญาตในกรณีเหล่านี้จึงขัดกับมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 อย่างแน่นอน เพราะอย่างน้อยต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประมูลใช้คลื่นความถี่               

“กรณีบริษัทไทยคมตั้งบริษัทลูกคือบริษัทดีทีวีมาขออนุญาตตั้งสถานีภาคพื้นดิน และระบุไว้ชัดเจนว่าใช้สิทธิการใช้คลื่นของบริษัทไทยคม แต่พอดาวเทียมของไทยคมมาขอใบอนุญาต กลับอ้างว่าสถานีดาวเทียมภาคพื้นดินเป็นผู้ใช้คลื่น ไม่ใช่ดาวเทียมในอวกาศเป็นผู้ใช้คลื่น สรุปว่าพอข้างบนมาขออนุญาตก็บอกว่าข้างล่างใช้ พอข้างล่างมาขออนุญาตก็บอกว่าข้างบนใช้ ก็จับไม่ได้ไล่ไม่ทันเสียที”

“หากถามความเห็นใครควรเป็นฝ่ายประมูลใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ ดาวเทียมในอวกาศเป็นกิจการที่มีลักษณะกึ่งผูกขาดโดยธรรมชาติ คือมีการแข่งขันน้อย แต่สถานีภาคพื้นดินเป็นกิจการที่แข่งขันกันได้ด้วยการออกใบอนุญาตให้รายใหม่มาแข่งขันกัน ก็จะเกิดการแข่งขันทั้งด้านคุณภาพและราคา ตรงกันข้ามถ้ากำหนดว่าดาวเทียมในอวกาศไม่ต้องประมูล แถมผูกขาดโดยธรรมชาติ แล้วมาจัดประมูลสถานีภาคพื้นดิน ก็จะยิ่งจำกัดให้เกิดการผูกขาดมากยิ่งขึ้นอีก สุดท้ายจะกลายเป็นกิจการที่มีการคิดค่าบริการค่อนข้างสูง เพราะถูกผูกขาดทั้งสองชั้น ผู้ที่จะเดือดร้อนก็คือเจ้าของรายการทีวีดาวเทียม รวมถึงผู้ให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ชมรายการและผู้ใช้บริการทั่วไปตามมา อย่างไรก็ดี ผมก็เห็นว่าในการพัฒนาอุตสาหกรรมดาวเทียม ควรมีการยิงดาวเทียมดวงใหม่ๆ ขึ้นสู่อวกาศ และควรสนับสนุนภาคธุรกิจไทยให้แข่งขันกับดาวเทียมต่างชาติได้ แต่ไม่ควรจะผูกขาด

ส่วนกิจการสถานีดาวเทียมภาคพื้นดินก็ควรมีการให้ใบอนุญาตเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เสรีเช่นกัน”