RSS

Category Archives: การเมือง

​เคาะแล้ว! กสทช.ไทย-8 ประเทศอาเซียน จับมือเก็บภาษี Facebook- Youtube / คุมเนื้อหาไม่เหมาะสม

​เคาะแล้ว! กสทช.ไทย-8 ประเทศอาเซียน จับมือเดินหน้าเก็บภาษี Facebook / Youtube และ กลุ่ม OTT รายใหญ่-เล็ก ดึง ธปท.ร่วมทำกฏ กำหนดอัตราภาษี  ขณะที่แต่ละประเทศ เห็นด้วยคุมเนื้อหาออนไลน์เฉพาะประเด็นละเอียดอ่อนของแต่ละชาติ


พฤ. 14 กันยายน 2560
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12-13 ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช. ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติในหัวข้อ Over the Top (OTT) ซึ่งเกี่ยวกับการกำกับดูแลผู้ให้บริการภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต  โดยมีหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมจากประเทศสมาชิกอาเซียน 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย กัมพูชา บรูไน ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมในประเทศอาเซียน และผู้ให้บริการ OTT เข้าร่วม ภายหลังจากการประชุมดังกล่าว ได้มีการหารือภายในสภาหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแห่งอาเซียน หรือ ASEAN Telecommunications Regulators’ Council (ATRC) ถึงภาพรวมของบริการ OTT โอกาสในการดำเนินธุรกิจของผู้ให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม ความท้าท้าย ทิศทางและแนวโน้มในการกำกับดูแล และการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศอาเซียน ผลการประชุมได้ข้อสรุปเป็นหลักการในเบื้องต้นที่จะดำเนินการร่วมกันในการส่งเสริมและรองรับการให้บริการ OTT ในภูมิภาคอาเซียน 3 ประการ ได้แก่  

1. การส่งเสริมและกำกับดูแลระหว่างอุตสาหกรรมและระหว่างองค์กรกำกับดูแลเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งผลประโยชน์ของประเทศในด้านภาษี

2. การสร้างสภาวะการแข่งขันที่เหมาะสมและเท่าเทียมกันในการให้บริการ OTT ระหว่างผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมกับผู้ให้บริการ OTT และระหว่างผู้ให้บริการ OTT รายใหญ่กับรายเล็ก 
3. การส่งเสริมเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยี ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และการเข้ากันได้ของระบบต่างๆ   จะเน้นเรื่องเนื้อหาที่นำมาให้บริการ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย 

โดยหลังจากนี้จะนำหลักการดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุม ATRC เพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป ในระหว่างนี้ประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถจะดำเนินการภายใต้หลักการดังกล่าว และกฎหมายของประเทศตัวเองได้

นายฐากร กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. จะนำหลักการดังกล่าวมาดำเนินการส่งเสริมและรองรับการให้บริการ OTT ของประเทศไทยใน 3 ประเด็นใหญ่ ดังนี้ 

 

1. นโยบายด้านภาษี โดย สำนักงาน กสทช. พร้อมเป็นหน่วยงานประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่จะก่อให้เกิดความร่วมมือเพื่อให้สินค้าและบริการ OTT ที่มีรายได้จากการให้บริการในประเทศไทยดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ หรือแนวปฏิบัติด้านภาษีอากรของประเทศไทย 
2. การคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ในส่วนของการเผยแพร่ผ่านบริการ OTT ประเภทการสื่อสารผ่าน Social Network และการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมตามกฎหมายของประเทศไทย โดยจะใช้วิธีการขอความร่วมมือให้ผู้ให้บริการ OTT ออกแนวปฏิบัติ (Code of Conduct) ในเรื่องดังกล่าวให้สอดคล้องกับกฎหมายของประเทศไทย 

และ 3. การส่งเสริมการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน อย่างกรณีผู้ให้บริการ OTT ที่มาลงทะเบียนกับผู้ให้บริการที่ไม่มาลงทะเบียน และกรณีของผู้ให้บริการโทรคมนาคมซึ่งถูกกำกับดูแลด้วยกฎระเบียบต่างๆ ในขณะที่ผู้ให้บริการ OTT ยังไม่ถูกกำกับดูแล โดยสำนักงาน กสทช. สนับสนุนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการแข่งขันสำหรับการประกอบกิจการของผู้ให้บริการ OTT ในปัจจุบัน รวมถึงบริการ OTT ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมสามารถร่วมมือกับผู้ให้บริการ OTT หรือสามารถแข่งขันในการประกอบกิจการกับผู้ให้บริการ OTT บนกฎ กติกา เดียวกัน และให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการใช้บริการที่หลากหลาย จะไม่มีการปิดกั้นบริการ OTT ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 

“สำหรับหลักการดังกล่าวนี้ สำนักงาน กสทช. จะนำส่งให้คณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ Over The Top ที่มีรองประธาน กสทช. พ.อ.นที ศุกลรัตน์ เป็นประธาน เพื่อนำไปประกอบการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในเดือนตุลาคม 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเทศสมาชิกอาเซียน ยังเห็นด้วยกับแนวทางการคุมคุมเนื้อหาที่ละเอียดอ่อนและไม่เหมาะสม เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงปัจจุบัน  เนื้อหาบางลิ้งค์ URL  ที่ถูกนำเสนอผ่านช่องทาง

เฟสบุ๊ค / ยูทูป และกูเกิ้ล  ส่งผลกระทบต่อศีลธรรมและความมั่นคงของแต่ละประเทศ เช่น   

ประเทศมาเลเซีย พบการเผยแพร่ที่ส่งผลกระทบด้านศาสนาผ่านเกมส์เมื่อสัปดาห์ก่อน ที่มีการเผยแพร่เกมส์ ด้วยการนำตัวการ์ตูนพระพุทธเจ้า กับ พระเยซู มาต่อสู้กัน

ประเทศเวียดนาม และสิงคโปร์ 

เกิดปัญหาการวิจารณ์การเมืองและรัฐบาลรุนแรง 

ส่วนประเทศไทย พบปัญหากรณีหมิ่นสถาบัน และเว็บไซด์ไม่เหมาะสม 

ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนของแต่ละประเทศ แต่ผู้ให้บริการที่เป็นประเทศมหาอำนาจ

และมีความเสรี อาจไม่เข้าใจในวัฒนธรรมของอาเซียน ซึ่งหลายครั้ง เมื่อขอให้ถอดลิ้งค์ แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ  ทำให้กสทช.หลายประเทศยืนยันต้องควบคุมเนื้อหาที่ละเอียดอ่อนเหล่านี้ โดยอาจพิจารณาเสนอที่ประชุมอาเซียนใหญ่เพื่อ ออกเป็นกฏบัตรอาเซียนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

Advertisements
 

รวมพาดหัวข่าว..หนังสือพิมพ์ เช้าวันนี้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” หลังหนีฟังคำพิพากษา #คดีจำนำข้าว 

 

70 ตำแหน่ง! หน.คสช.ใช้ ม.44 สั่ง ระงับปฏิบัติหน้าที่- ย้ายข้าราชการ-ปลัดอปท.-ผอ.สถานศึกษา

 

จดหมายเปิดผนึก! เครือข่ายนักวิชาการ นักศึกษา ศิลปิน และภาคประชาสังคม”ข้อเสนอแนะ ทางออก แก้วิกฤติชุมชนป้อมมหากาฬ”

 

43 ปี 14 ตุลา 2516! ม.ธรรมศาสตร์ จัดปฐกถา“ใครเป็นผู้รับผิดชอบความรุนแรง?” ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา 16 (แยกคอกวัว)

thumbnail_%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%99-14-%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%a5

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

จัดกิจกรรมครบรอบ 43 ปี 14 ตุลา 2516 พร้อมฟัง ปาฐกถา 14 ตุลา ประจำปี 2559

หัวข้อ “ใครเป็นผู้รับผิดชอบความรุนแรง?”
โดย พระภิกษุณีธัมมนันทา (รศ.ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์)
วัตรทรงธรรมกัลยาณี (ทรงธรรมกัลยาณีภิกษุณีอาราม)

ในวันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม 2559เวลา 07.00- 12.00น.
ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา 16 (แยกคอกวัว) ถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพมหานคร

กำหนดการสำหรับสื่อมวลชน

ภาคเช้า ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา 16 (แยกคอกวัว) ถนนราชดำเนินกลาง
07.00 น. สื่อมวลชนลงทะเบียน
07.30 น.ตักบาตรพระสงฆ์ 14 รูป ด้านหน้าอาคารอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา 16
08.30 – 09.00 น.พิธีกรรม 3 ศาสนา
09.00 – 10.00 น.พิธีวางพวงมาลาและกล่าวสดุดี
โดย นายกรัฐมนตรี
ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้แทนญาติวีรชน 14 ตุลา ฯลฯ
หมายเหตุ: อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หรือผู้แทน วางพวงมาลา เวลา 09.00 น.

10.40 – 11.30 น.การแสดงปาฐกถา 14 ตุลา ประจำปี 2559 ในหัวข้อ “ใครเป็นผู้รับผิดชอบความรุนแรง?”
โดยพระภิกษุณีธัมมนันทา (รศ. ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์) เจ้าอาวาสวัตรทรงธรรมกัลยาณี
11.30 – 12.00 น.การกล่าวปัจฉิมกถา โดย นายสันติสุข โสภณสิริ กรรมการมูลนิธิ 14 ตุลา

 

แถลงการณ์! พีเน็ต เสนอแนะ 8 ข้อ หลังผลประชามติ

8 สิงหาคม 2559 

มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) ออกแถลงการณ์วันนี้ เสนอทุกฝ่ายเรียนรู้บทเรียนการออกเสียงประชามติ 7 สิงหา เพื่อพัฒนาการเมืองการเลือกตั้งไทยอย่างต่อเนื่อง ผู้สังเกตการณ์องค์กรกลางใน 35 จังหวัดที่กระจายอยู่ทุกภาคจำนวน 400 กว่าคนมีความเห็นต่อการออกเสียงประชามติ 7 สิงหาคม 2559 ซึ่งเป็นครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย 
โดยเห็นพ้องกันว่าการออกเสียงประชามติครั้งนี้เป็นไปอย่างสันติ ไร้ความรุนแรง ไม่ได้รับรายงานเรื่องการโกงการออกเสียง หรือมีการข่มขู่จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง  และผู้มาออกเสียงส่วนใหญ่สามารถลงคะแนน “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” ต่อร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงได้โดยราบรื่น  แต่มีข้อสังเกตและข้อเสนอต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแนะดังนี้ 

1. เห็นว่าการออกเสียงประชามติเป็นการแสดงออกต่ออนาคตของประเทศครั้งสำคัญ ไม่ว่าผลการออกเสียงจะออกมาอย่างไร สมควรให้ เป็นจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ อีกครั้งหนึ่ง  และถือเป็นประสบการณ์บทเรียนที่สำคัญที่ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมแต่เริ่มแรกเพื่อทำให้องค์ประกอบของกระบวนการให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
2. ผู้สังเกตการณ์เห็นความไม่พร้อมบางประการในการจัดการลงประชามติ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ยังไม่สามารถทำให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสารขั้นพื้นฐาน รวมถึงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่มากพอ โดยในหลายพื้นที่ร่างรัฐธรรมนูญเผยแพร่ผ่านกลไกของรัฐเท่านั้น ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประสังคมและเอกชน และเอกสาร อส 7 ที่ส่งไม่ถึงบ้านเรือนประชาชนทำให้เกิดความขลุกขลักในการหารายชื่อที่หน่วยในช่วงเช้า 

3.  การจัดการหน่วยเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ได้รับการอบรมที่ไม่มีมาตรฐานเดียวกัน โดยเฉพาะเอกสารเพื่อให้ข้อมูลผู้มาใช้สิทธิที่หน้าหน่วย การขานชื่อ การไม่ดูหน้าผู้ถือบัตรประชาชน ไม่ตรวจบัตรอื่นใด ในบางพื้นที่มีรายชื่อผู้ใช้สิทธิมากกว่าปกติ ทำให้เกิดความล่าช้าและทำให้ผู้มาใช้สิทธิออกเสียง ไม่สามารถใช้สิทธิได้ เป็นต้น การทำงานดังกล่าวต้องได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น และทำให้ประชาชนมีความมั่นใจในกระบวนการ รวมทั้งได้รับการรับรองจากทุกฝ่ายทั้งในและนอกประเทศ

4.  จากการที่มีผู้ฉีกบัตรโดยไม่เจตนาหรือเข้าใจผิดในหลายหน่วย คณะกรรมการการเลือกตั้งควรศึกษาการออกแบบบัตรที่จะใช้เพื่อการออกเสียง อย่างรอบคอบ ทดลองใช้ก่อนการนำมาใช้จริงเพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าใจผิด  และเร่งระดมทำความเข้าใจกับประชาชน  สื่อมวลชน  และผู้ที่เกี่ยวข้อง

5.   เสนอให้ต่อไปต้องกำชับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในการทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นผู้ให้ข้อมูล ให้เผยแพร่เอกสารให้แก่ผู้มีสิทธิออกเสียงลงประชามติ และขอตั้งข้อสังเกตที่ใช้บ้านของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นสถานที่เก็บรักษาอุปกรณ์การจัดการออกเสียงในบางพื้นที่

6.   ผู้สังเกตการณ์เห็นพัฒนาการของการให้บริการผู้พิการ และผู้สูงวัย ที่ดีขึ้น แต่ยังมีสถานที่ตั้งของหน่วยบางแห่งยังเดินทางไปลำบาก และในบางหน่วยออกเสียงมีแสงสว่างในขณะที่มีการออกเสียงประชามติ

7.   ควรมีการกวดขันจับกุมลงโทษผู้ที่ยังซื้อเหล้าหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอร์ในห้วงเวลาห้ามการจำหน่าย มีรายงานว่าบางร้านยังแอบขายเหล้าในเย็นของวันก่อนวันเลือกตั้ง  และวันเลือกตั้ง 

8.  สำหรับการนับคะแนน ผู้สังเกตการณ์รายงานว่ามีความเรียบร้อยและราบรื่นดี ถึงแม้จะมีการขานคะแนนที่ผิดพลาดในบางหน่วยออกเสียง นอกจากนี้ยังมีรายงานเรื่องแสงสว่างในหลายหน่วยออกเสียงว่ามีไม่เพียงพอ มีประชาชนเข้าร่วมสังเกตการณ์นับคะแนนแต่มีปริมาณน้อยกว่าปกติ 

สุดท้ายผู้สังเกตการณ์องค์กรกลาง พบว่าผู้มาใช้สิทธิในหลายจังหวัดน้อยกว่าปกติเป็นเพราะประชาชนให้ความสนใจน้อย คณะกรรมการการเลือกตั้ง เปิดให้มีการรณรงค์ล่าช้า ประชาชนจำนวนไม่น้อยได้รับข้อมูลข่าวสารไม่เพียงพอ  ไม่เปิดให้ใช้สิทธิออกเสียงล่วงหน้า และเลือกนอกอาณาจักร  รวมถึงบางพื้นที่ฝนตกหนัก  จึงควรให้มีมาตรการรองรับปัญหาดังกล่าวในการเลือกตั้งที่จะมีมาถึง และโดยที่ผลการออกเสียงประชามติครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิเกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิทั้งหมด มีจำนวนเสียงเห็นขอบทั้งสองประเด็นทิ้งห่างจำนวนเสียงไม่เห็นชอบอย่างเด่นชัด จึงขอให้ประชาชนทุกฝ่ายยอมรับผลของประชามติเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไป

หมายเหตุ – องค์กรกลางจะมีการเผยแพร่ข้อมูลและสถิติจากการสังเกตการณ์การออกเสียงอีกหลังมีการตรวจสอบความถูกต้อง

 

ป้ายกำกับ: , , ,

แถลงการณ์! แอมเนสตี้ฯ กรณีศาลฎีกา พิพากาษา ปฏิเสธสิทธิครอบครัว”สมชาย นีละไพจิตร” ดังนี้

แถลงการณ์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

29 ธันวาคม 2558

วันที่ประเทศไทยต้องไว้อาลัยให้แก่ความยุติธรรมเมื่อศาลยกฟ้องคดีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ 

และปฏิเสธสิทธิของครอบครัวผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนคนสำคัญในการเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีการบังคับบุคคลให้สูญหาย

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประนามการลอยนวลพ้นผิดที่ยังคงเกิดขึ้นต่อกรณีการบังคับบุคคลให้สูญหายของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชน ภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาปฏิเสธสิทธิของครอบครัวนายสมชายไม่ให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ ซึ่งคำตัดสินดังกล่าวนับเป็นการขัดขวางไม่ให้ครอบครัวของเขาเข้าถึงความยุติธรรมได้ ศาลมีคำสั่งยกฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจ 5 นายในการรับผิดทางอาญาต่อการบังคับบุคคลให้สูญหายของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชนผู้ถูกอุ้มหายไปจากใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อเดือนมีนาคม 2547 ผลคำตัดสินดังกล่าวนับเป็นผลกระทบรุนแรงต่อสิทธิของผู้เป็นเหยื่อ

                คำพิพากษาในคดีแรกที่เกี่ยวข้องกับการบังคับบุคคลให้สูญหายในประเทศไทย เน้นให้เห็นถึงความจำเป็นที่ทางการไทยต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อแก้ไขอุปสรรคสำคัญทั้งทางกฎหมายและทางปฏิบัติที่ขัดขวางการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้เป็นเหยื่อทุกคน รวมทั้งการกำหนดให้การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดทางอาญาที่ชัดเจน การลอยนวลพ้นผิดอย่างต่อเนื่องกรณีการบังคับบุคคลให้สูญหายต่อนายสมชาย นีละไพจิตร ยังเป็นสัญญาณบ่งบอกการขาดซึ่งการเยียวยาและชดเชยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

                แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลร้องขอให้เจ้าหน้าที่รัฐทำให้เกิดความมั่นใจว่ามีการสอบสวนคดีการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตรและคนอื่นๆ อย่างเป็นอิสระ เป็นผลและถี่ถ้วน และปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยาต่อผู้ต้องตกเป็นเหยื่อ รัฐบาลจะต้องดำเนินการกำหนดมาตรการทางกฎหมายที่สมควรจะเกิดขึ้นเป็นเวลานานแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการบังคับบุคคลให้สูญหายในอนาคต ทั้งนี้รวมถึงการให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) ซึ่งไทยได้ลงนามแล้วตั้งแต่ปี 2555 และให้นำข้อบัญญัติในอนุสัญญามากำหนดเป็นกฎหมายในประเทศ อนุสัญญาดังกล่าวกำหนดให้ทางการต้องบัญญัติให้การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา และให้มีมาตรการป้องกัน อนุสัญญายังระบุอย่างชัดเจนว่าผู้เป็นเหยื่อไม่ได้หมายถึงเพียงผู้สูญหาย แต่รวมถึงบุคคลใด ๆ ก็ตาม รวมทั้งครอบครัวซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการบังคับบุคคลให้สูญหาย

                นายสมชาย นีละไพจิตรซึ่งในขณะนั้นมีอายุ 53 ปี ได้หายตัวไปจากกรุงเทพฯ เมื่อค่ำวันที่ 12 มีนาคม 2547 โดยมีกลุ่มผู้ชายนำตัวเขาออกจากรถและพาตัวหายไป ตามรายงานที่น่าเชื่อถือรวมทั้งคำให้การของประจักษ์พยานต่อศาล เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ 5 นายเป็นผู้กระทำการลักพาตัวดังกล่าว ทั้งนี้ ในช่วงเวลานั้นนายสมชายได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อร้องเรียนของผู้ถูกควบคุมตัวที่เป็นลูกความของเขาที่ระบุว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจรุมซ้อม โดยหนึ่งในเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าวเป็นบุคคลที่ได้รับการยกฟ้องในคดีในวันนี้

                ในการไต่สวนล่าสุด ศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2558 ว่าเนื่องจากขาดหลักฐานพิสูจน์ว่านายสมชายเสียชีวิต ครอบครัวเขาจึงไม่อาจเป็นโจทก์ร่วมและไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลในอาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับเขาได้ เมื่อปี 2554 ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องที่ครอบครัวขอเป็นโจทก์ร่วม โดยศาลเห็นว่าพวกเขาไม่ได้เป็น “ผู้เสียหาย” นอกจากนี้ศาลอุทธรณ์ยังตัดสินไม่ให้ครอบครัวนายสมชายกระทำการแทนได้ เนื่องจากไม่มีหลักฐานว่าเขาเสียชีวิตแล้วจริง ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลรวมทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรเคยกล่าวไว้เมื่อปี 2549 ว่า มีหลักฐานว่านายสมชาย นีละไพจิตรเสียชีวิตแล้ว เจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษก็เช่นกัน ได้แจ้งต่อครอบครัวของนายสมชายว่าเขาได้ถูกซ้อมทรมานจนเสียชีวิตหลังถูกลักพาตัว มีการนำศพไปเผาและนำขี้เถ้าไปโปรย นอกจากนี้ ศาลยังมีคำสั่งให้ยกฟ้องคดีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 5 นายสำหรับความผิดอื่น ๆ ที่มีความรุนแรงน้อยกว่า รวมทั้งการบังคับขืนใจและการลักทรัพย์ โดยให้ความเห็นว่าพยานหลักฐานที่นำสืบในคดี “ขาดความน่าเชื่อถือ”

                คำพิพากษาในครั้งนี้ยืนตามการปฏิเสธของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2558 ที่ไม่อนุญาตให้พยานเข้าให้การเพื่อยืนยันความถูกต้องของหลักฐานที่แสดงการบันทึกการใช้โทรศัพท์มือถือของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 5 นาย โดยในรายการใช้โทรศัพท์มือถือยืนยันว่าตำรวจทั้ง 5 นายได้ติดตามนายสมชายไปตั้งแต่เช้าวันที่เขาหายตัวไป ทั้งนี้มีการขีดฆ่ารายการในบันทึกที่ชี้ให้เห็นว่ามีการใช้โทรศัพท์จำนวนมากระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจเหล่านั้นในวันที่สามชายหายตัวไป และรายการที่ชี้ให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มดังกล่าวได้โทรศัพท์ติดต่อไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีและหมายเลขอื่น ๆ ในวันดังกล่าว ก่อนหน้านี้ศาลได้ปฏิเสธที่จะพิจารณาหลักฐานดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่าไม่ได้เป็นหลักฐานที่พนักงานสอบสวนได้มาอย่างเป็นทางการ                

การบังคับบุคคลให้สูญหายที่เกิดขึ้นกับนายสมชายนั้นยังเน้นให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกับบุคคลที่เป็นกระบอกเสียงให้กับความกังวลของสังคม และเรียกร้องให้แก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในช่วงที่เขาหายตัวไปในปี 2547 นายสมชาย นีละไพจิตรเป็นประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และรองประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ เขาทำหน้าที่เป็นตัวแทนลูกความ 5 คน ซึ่งถูกควบคุมตัวในคดีปล้นปืนจากค่ายทหาร ในการเข้าร้องเรียนแก่ทางการ โดยลูกความของเขาร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จังหวัดนราธิวาสทางภาคใต้ของไทย ได้ทรมานลูกความของเขาเพื่อบังคับให้รับสารภาพ มีทั้งการทุบตีและเตะต่อย การช็อตด้วยไฟฟ้าที่ร่างกาย การพยายามทำให้ขาดอากาศหายใจ และการปัสสาวะใส่

                ครอบครัวของนายสมชาย นีละไพจิตร และนางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ต่อสู้และเผชิญกับการข่มขู่และคุกคาม ไม่เพียงเพื่อความยุติธรรมสำหรับนายสมชาย แต่ยังรวมถึงการรณรงค์เรียกร้องเพื่อเหยื่อการบังคับบุคคลให้สูญหายอื่น ๆ รวมทั้งนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ “บิลลี่” 30 ปี พ่อลูกสี่ ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิชนเผ่ากะเหรี่ยงในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และได้ตกเป็นเหยื่อการบังคับบุคคลให้สูญหายเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 ซึ่งอยู่ระหว่างการแจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อกลุ่มชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ร้องขอให้ทางการอนุญาตตามคำร้องของภรรยาหม้ายของนายพอละจี รักจงเจริญ ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้สอบสวนคดีนี้ มีรายงานว่าการสอบสวนกรณีการบังคับบุคคลให้สูญหายที่เกิดขึ้นกับนายพอละจี เกิดความล่าช้า เนื่องจากการเข้ามาแทรกแซงของกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์ระดับท้องถิ่น  

                แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความจำเป็นที่จะต้องทำให้เกิดความจริงและความยุติธรรมต่อผู้ตกเป็นเหยื่อของการบังคับบุคคลให้สูญหาย รวมทั้งครอบครัวของคนเหล่านั้นที่ได้รับผลกระทบ และดำเนินการให้เกิดบรรยากาศที่เป็นมิตรต่อการเข้าแจ้งความเพื่อการดำเนินคดีต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและหาทางเยียวยาโดยไม่ต้องหวาดกลัวต่อการตอบโต้เพื่อเอาคืน