RSS

Category Archives: กสทช.

[บทความพิเศษ]”ขโมยเงินออนไลน์ อันตรายผ่านมือถือ” โดย..ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช.

25 สิงหาคม 2559

บทความพิเศษ! “ขโมยเงินออนไลน์ อันตรายผ่านมือถือ” 

โดย..นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

“..ข่าวมิจฉาชีพขโมยเงินเกือบล้านบาทออกจากบัญชีธนาคารของร้านขายอุปกรณ์ประดับยนต์ โดยการหลอกขอสำเนาบัตรประชาชนเจ้าของร้าน แล้วไปติดต่อขอออกซิมการ์ดมือถือเลขหมายของเจ้าของร้าน เพื่อใช้มือถือไปสวมรอยขอรหัสเข้าระบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งหรือธนาคารออนไลน์ของเจ้าของร้านอีกต่อหนึ่ง แล้วโอนเงินเกือบล้านบาทออกไปในเวลาอันรวดเร็ว เป็นข่าวที่สะเทือนขวัญและสร้างความกังวลแก่ผู้ใช้ระบบธนาคารออนไลน์ หรือผู้ที่กำลังจะขอใช้บริการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากไล่เรียงเหตุการณ์ตามข่าว เราจะพบประเด็นน่าสนใจซึ่งผู้บริโภคควรเท่าทันเพื่อป้องกันภัยจากมิจฉาชีพ ได้แก่

๑. สำเนาหรือภาพถ่ายบัตรประชาชน แม้เราจะปกปิดเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักไว้แล้ว แต่หากไม่ปกปิดบาร์โค้ดทางซ้ายของบัตรก็ไม่มีประโยชน์ เพราะบาร์โค้ดนั้นสามารถใช้อุปกรณ์หรือโปรแกรมอ่านบาร์โค้ดเพื่อบอกเลขประจำตัว ๑๓ หลักได้อยู่ดี 

และในกรณีทั่วไป สำเนาหรือภาพถ่ายบัตรประชาชนควรมีการขีดฆ่าและเขียนวัตถุประสงค์กำกับไว้ เช่น ใช้เพื่อเปิดบัญชีธนาคาร ใช้เพื่อสมัครบริการอะไร เป็นต้น โดยเขียนทับบนตำแหน่งของบัตร หากมีการทำสำเนาซ้ำ ก็จะปรากฏรอยขีดฆ่าและวัตถุประสงค์กำกับไปด้วย ทำให้การปลอมแปลงทำได้ยากขึ้น

๒. การรับโอนเงินไม่จำเป็นต้องสมัครอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง เพราะบริการดังกล่าวใช้ตรวจสอบยอดและนำเงินออกจากบัญชีทางออนไลน์ เช่น โอนออก หรือชำระค่าบริการต่างๆ หากเราเปิดบัญชีเพื่อฝากถอนเงินตามปกติ ไม่ประสงค์จะถอนเงินทางออนไลน์ก็ไม่จำเป็นต้องสมัคร โดยลูกค้าที่สั่งซื้อออนไลน์ก็สามารถโอนเงินออนไลน์เข้าบัญชีเราได้อยู่ดี แต่หากเราจะสมัครอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง มีคำแนะนำให้สมัครเฉพาะบัญชีที่มีวงเงินไม่สูงนัก หากเกิดปัญหาจะได้ไม่กระทบรุนแรง ส่วนบัญชีที่มีเงินจำนวนมาก หากไม่จำเป็นก็อย่านำไปผูกกับอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง

ในส่วนการสมัครพร้อมเพย์เพื่อความสะดวกในการรับเงินเข้าบัญชี หากเราไม่สมัครอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง มิจฉาชีพก็ไม่สามารถขโมยเงินเราทางออนไลน์ได้ กรณีที่เกิดนี้ จึงไม่เกี่ยวอะไรกับความน่าเชื่อถือของพร้อมเพย์

๓. กรณีมีการสวมรอยขอซิมการ์ดเลขหมายมือถือของเราสำเร็จ มือถือเราจะถูกระงับสัญญาณอัตโนมัติ ดังนั้น หากมือถือถูกระงับบริการ ให้สอบถามผู้ให้บริการในทันทีว่าเกิดจากสาเหตุใด อย่านิ่งนอนใจ เพราะหากปล่อยผ่านไป แม้เวลาไม่นานนัก ก็อาจเกิดการสวมรอยทำธุรกรรมผ่านมือถือได้ 

แต่โดยปกติหากผู้ให้บริการรอบคอบ การสวมรอยขอซิมใหม่ โดยใช้เพียงสำเนาบัตรประชาชนที่ปลอมแปลงมาจะทำไม่สำเร็จ เพราะในการขอซิมการ์ดจะต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อตรวจสอบด้วยเสมอ การปลอมแปลงบัตรนั้นทำได้ แต่ไม่ง่ายนัก และหากใช้เครื่องอ่านสมาร์ทการ์ด ก็สามารถตรวจสอบการปลอมแปลงบัตรได้ ในเบื้องต้น

๔. โดยปกติ การทำธุรกรรมอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง ธนาคารจะส่งรหัส OTP (One Time Password) ทาง SMS ซึ่งการจะเข้าใช้งานระบบได้ต้องมีทั้งชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านด้วย การขโมยเงินออนไลน์จึงต้องรู้ข้อมูลทั้งหมด 

ในกรณีนี้มิจฉาชีพได้ขอตั้งรหัสผ่านใหม่ผ่าน call center และรู้ข้อมูลอื่นๆ ตามบัตรประชาชน รู้เลขบัญชีธนาคาร และรู้เลขหมายมือถือ ทำให้สวมรอยขอรหัสผ่านได้ แต่โดยปกติธนาคารมักจะไม่ส่งรหัสผ่านใหม่ทาง SMS เพราะจะเป็นช่องทางเดียวกันกับ OTP ทำให้คนที่ไม่ใช่เจ้าของบัญชีตัวจริงแต่เข้าถึงมือถือของเจ้าของบัญชีสามารถขโมยเงินได้โดยง่าย ธนาคารจึงมักส่งรหัสผ่านใหม่ผ่านทางอีเมล 

ดังนั้นหากมิจฉาชีพไม่รู้บัญชีอีเมลและรหัสผ่านเข้าอีเมลของเรา ก็ไม่สามารถเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งได้ จึงสันนิษฐานได้ว่ามิจฉาชีพรายนี้อาจรู้ชื่อบัญชีอีเมลและรหัสผ่านอยู่ก่อนแล้ว เนื่องจากในปัจจุบันผู้ให้บริการอีเมลมักจะขอให้เราลงทะเบียนเลขหมายมือถือในการกู้บัญชีกรณีถูกแฮ็กบัญชีอีเมลด้วย 
ดังนั้นมิจฉาชีพที่มีซิมมือถือของเรา ก็สามารถขอรีเซตรหัสผ่านอีเมลได้เช่นกัน แล้วจึงไปขอรีเซ็ตรหัสอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งกับทางธนาคารซึ่งส่งมาทางอีเมลนี้ในภายหลังอีกทอดหนึ่ง ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ เราจึงควรใช้เลขหมายมือถือคนละเลขหมายกัน ในการรีเซ็ตรหัสผ่านเข้าอีเมล และในการรีเซ็ตรหัสผ่านอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง

๕. หากเราเปิดบริการอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง ก็ควรตรวจสอบยอดเงินในบัญชีอย่างสม่ำเสมอ หากมีการเคลื่อนไหวของบัญชีผิดปกติ เราจะรู้ปัญหาและแก้ไขได้โดยเร็ว

จะเห็นได้ว่ากรณีที่เป็นข่าว บางแง่มุมอาจเกิดจากการรู้ไม่เท่าทันของผู้บริโภค แต่หากธนาคารและค่ายมือถือมีระบบที่รัดกุม กรณีนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นเช่นกัน เราจึงควรหามาตรการจัดการปัญหาเชิงระบบด้วย ซึ่งกรณีนี้ได้ชี้ให้เห็นช่องโหว่ของระบบบริการได้เป็นอย่างดี 

อย่างไรก็ตาม การกำหนดมาตรการใหม่ควรจะมีการหารือร่วมกันจากทุกฝ่าย เพื่อประเมินความเป็นไปได้และภาระในการดำเนินการ เช่น กรณีการใช้ลายนิ้วมือในการลงทะเบียนซิมและขอซิมใหม่นั้น หากผู้ให้บริการไม่มีระบบตรวจสอบลายนิ้วมือออนไลน์ตามสาขาต่างๆ ก็ไม่สามารถป้องกันปัญหาการสวมรอยได้อยู่ดี แต่หากจะมีระบบตรวจสอบลายนิ้วมือออนไลน์ก็ต้องคำนึงถึงต้นทุนในการวางระบบให้ทั่วถึงด้วย และหากเกิดการแฮ็กฐานข้อมูลลายนิ้วมือจะแก้ไขอย่างไร 

เพราะแม้แต่ภายหลังการลงประชามติที่ผ่านมา เมื่อมีการโพสต์ภาพถ่ายนิ้วมือเปื้อนหมึกก็มีคำเตือนว่ามิจฉาชีพอาจปลอมแปลงลายนิ้วมือได้ แต่นี่คือลายนิ้วมือที่จัดเก็บทางอิเล็กทรอนิกส์ ยิ่งสะดวกต่อการนำไปก่อเหตุต่างๆ 

นอกจากนี้ ในกรณีเกิดการแฮ็กเลขบัตรเครดิต แฮ็ครหัสผ่านต่างๆ เราสามารถออกเลขบัตรเครดิตหรือรหัสผ่านใหม่ แต่คนเราไม่สามารถออกลายนิ้วมือใหม่ได้ แม้ในต่างประเทศก็พัฒนาเทคโนโลยี Biometrics ต่างๆ มาทดแทนลายนิ้วมือ เช่น Finger Vein Recognition เนื่องจากขบวนการมิจฉาชีพสามารถเจาะระบบความปลอดภัยของลายนิ้วมือได้แล้ว จึงควรต้องมีการหารือเกี่ยวกับข้อเสนอต่างๆ อย่างรอบคอบ ไม่เต้นไปตามกระแส

อย่างไรก็ตาม จุดที่ควรมีการปรับปรุง เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ ได้แก่

๑. การกำหนด Security Standard  ของโครงข่ายบริการและมีกระบวนการ Security Audit ทั้งของฝั่งธนาคารและฝั่งค่ายมือถือ เพื่อปิดช่องโหว่ของระบบบริการ

๒. การปรับปรุงขั้นตอนการออกซิมใหม่ และการขอรหัสผ่านอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งใหม่ให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยต้องระลึกเสมอว่าผู้บริโภคมักเก็บข้อมูลทุกอย่างในโทรศัพท์มือถือ เราจึงต้องออกแบบระบบที่ป้องกันไม่ให้ใครก็ตามที่เข้าถึงหรือเก็บโทรศัพท์มือถือได้ สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ได้โดยที่เจ้าตัวมิได้รับรู้หรือยินยอม 

ดังเช่นกรณีของประเทศเอสโตเนีย ซึ่งพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทดแทนธุรกรรมบนกระดาษ จนแม้แต่การเลือกตั้งก็สามารถทำผ่านมือถือได้ ยังออกแบบการทำธุรกรรมออนไลน์ให้มี 2 ขั้นตอน คือการ Verification และการ Authentication 

โดยทั้งสองขั้นตอนไม่สามารถใช้รหัสที่เซฟไว้ในมือถือ หรือเม็มไว้ในเครื่องได้ เหมือนที่ผู้บริโภคทั่วไปมักเม็มชื่อบัญชีออนไลน์และรหัสผ่านไว้ในเครื่อง เพื่อใช้งานอัตโนมัติโดยไม่ต้องคอยจดจำและกรอกข้อมูลใหม่ทุกครั้งที่จะใช้งาน แต่ระบบของเอสโตเนียบังคับให้เรากรอกข้อมูลใหม่ทุกครั้ง 

โดยขั้นตอนแรกจะส่งเป็น OTP ทาง SMS ทุกครั้งที่เราจะเข้าใช้งาน และในขั้นที่สอง หากตัดสินใจทำธุรกรรม  เราจะต้องกรอกรหัส PIN เหมือนรหัสเอทีเอ็มที่เรารู้อยู่คนเดียวโดยไม่สามารถเม็มไว้ในเครื่องได้ เสมือนเป็นการลงลายมือชื่อบนกระดาษ จะเห็นได้ว่า นี่เป็นการออกแบบระบบที่ใช้ต้นทุนต่ำแต่มีความปลอดภัยในระดับที่ยอมรับได้

๓. การกำหนดช่องทางรับแจ้งเหตุ และการกำหนดผู้รับผิดชอบและสัดส่วนความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดกับผู้บริโภคอย่างชัดเจน ทั้งในฝั่งธนาคารและค่ายมือถือ โดยไม่จำเป็นต้องให้ผู้บริโภคเที่ยวตระเวนออกสื่อเพื่อกดดันหาผู้รับผิดชอบอย่างที่ปรากฏเป็นข่าว

๔. การให้ความรู้ คำเตือน ข้อควรระวัง หรือข้อควรปฏิบัติแก่ผู้บริโภคอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เท่าทันบริการและป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้

๕. การฝึกให้พนักงานมีความเท่าทันและปฏิบัติตามแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย อย่างในกรณีนี้หากพนักงานค่ายมือถือจะโทรไปยังเลขหมายมือถือที่มิจฉาชีพอ้างว่าหาย ก็จะทราบความจริงได้ในทันที เหมือนกรณีการแฮ็กอีเมล แล้วหลอกขอให้โอนเงินโดยอ้างว่า เจ้าของอีเมล์กระทำลำบากในต่างประเทศ และโทรศัพท์หายไม่สามารถติดต่อได้ หากคนได้รับอีเมลเฉลียวใจ ลองโทรไปสอบถามข่าวคราว ก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่ใช้มุกโทรศัพท์หายเพื่อสวมรอยผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นมุกเก่าที่ใช้กันอยู่บ่อยๆ..”

 

(เสวนา) 3ส.ค.59 กสทช.จัด “การเยียวยาความเสียหายของผู้บริโภค : กรณีผู้ประกอบการยกเลิกการให้บริการช่องรายการ/ทีวีดาวเทียมและเคเบิ้ล”

13872625_1195573167130475_1944168749_n

เวทีเสวนา NBTC Public Forum 3/2559
“การเยียวยาความเสียหายของผู้บริโภค : กรณีผู้ประกอบการยกเลิกการให้บริการช่องรายการ/ทีวีดาวเทียมและเคเบิ้ล”
วันพุธที่ 3 สิงหาคม 2559 เวลา 08.30 – 13.30 น.
ณ หอประชุมชั้น 1 สำนักงาน กสทช. (ซอยสายลม)

กำหนดการ

09.00 – 09.30 น. เปิดการเสวนาและกล่าวต้อนรับ โดย นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา และ นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช.

09.30 – 12.00 น. เสวนา “ความรับผิดชอบต่อผู้เสียหายกรณียกเลิกการให้บริการช่องรายการ /ทีวีดาวเทียมและเคเบิ้ล”
วิทยากร

• ชัยรัตน์ แสงอรุณ อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์

• อำนาจ เนตยสุภา อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์

• นิพนธ์ นาคสมภพ นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม (ประเทศไทย)

• วิริยา ธรรมเรืองทอง นายกสมาคมเคเบิ้ลทีวีแห่งประเทศไทย

• รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

• วชิร พฤกษ์ไพบูลย์ ทนายความมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

• สุดารัตน์ ก้องประวัติ ตัวแทนผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบ

• ภาคภูมิ ว่องสันตติวานิช ตัวแทนผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบ

ผู้ดำเนินรายการ : กรรณิการ์ กิจติเวชกุล
12.00-12.30 น. สรุปการประชุมและแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคในประเด็นการยกเลิกกิจการสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิ้ลทีวี และปิดการประชุม

 

บทความพิเศษ : ซิมดับ ย้ายค่าย และโปรลับ สถานการณ์ผู้บริโภคหลังประมูล 4G โดย”ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา”

image

บทความพิเศษ : ซิมดับ ย้ายค่าย และโปรลับ
สถานการณ์ผู้บริโภคหลังประมูล 4G

โดย นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

 
“ผ่านพ้นการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz นานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว สื่อมวลชนต่างมุ่งความสนใจไปที่การยังไม่ชำระเงินของผู้ชนะการประมูลทั้งสองราย ซึ่งตามหลักเกณฑ์แล้วมีเวลาชำระได้ถึง 90 วันหลังการรับรองผลการประมูล และทั้งสองรายยังอยู่ระหว่างกระบวนการประสานวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงิน โดยยังไม่มีสัญญาณใดๆ แม้แต่น้อย ว่าสถาบันการเงินได้ปฏิเสธการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อ เพียงแต่ต้องพิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบรัดกุม และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การกำกับดูแลที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควร อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างจะมีข้อสรุปก่อนครบกำหนด 90 วันอย่างแน่นอน

แต่สำหรับผู้บริโภคแล้ว คำถามที่สำคัญกว่าก็คือ ผู้ใช้งานในระบบ 2G บนคลื่นความถี่ 900 MHz เดิมซึ่งอยู่ในช่วงมาตรการเยียวยาจะใช้งานได้ถึงเมื่อใด และต้องเตรียมการรับมืออย่างไร จะมีการขยายระยะเวลาเยียวยาออกไปอีกหรือไม่

ตัวเลขผู้ใช้บริการในระบบ 2G ตามที่ผู้ให้บริการให้ข่าวคือประมาณ 1 ล้านราย นอกจากนี้ยังมีผู้ใช้บริการที่ย้ายค่ายไประบบ 3G แล้ว แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนเครื่องมือถือให้รองรับ 3G ทำให้ต้องใช้งานโรมมิ่งบนระบบ 2G อีกประมาณ 10 ล้านราย หากปิดระบบ 2G บนคลื่นนี้แล้ว จะพลอยใช้งานไม่ได้ไปด้วยหากไม่เปลี่ยนมือถือใหม่

ทางออกของผู้บริโภคกลุ่มที่ยังไม่ได้ย้ายค่าย หากต้องการใช้บริการต่อเนื่องหรือใช้งานหมายเลขเดิมต่อไป ก็จะต้องย้ายค่าย มิเช่นนั้นก็จะเจอเหตุการณ์ซิมดับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งการย้ายค่ายอาจย้ายไปค่ายเดิมบนระบบ 3G หรือเปลี่ยนไปค่ายอื่นเลยก็ได้ เป็นสิทธิของผู้บริโภค แต่ต้องคำนึงถึงอุปกรณ์มือถือว่ารองรับบริการของค่ายที่ย้ายไปหาด้วย ซึ่งในปัจจุบันหลายค่ายต่างก็ออกโปรโมชั่นแจกเครื่องหรือขายเครื่องราคาถูก

ส่วนผู้บริโภคกลุ่มหลังที่ยังไม่ได้เปลี่ยนมือถือ ทำให้ยังคงใช้งานเครือข่าย 2G ได้เท่านั้น ทั้งที่ย้ายไปค่าย 3G แล้ว หากยังรักค่ายเดิมก็ต้องติดต่อขอรับมือถือใหม่หรือซื้อมือถือใหม่แล้วแต่สะดวก แต่หากจะย้ายค่ายไปหาระบบ 2G ที่เหลืออยู่ ก็ต้องสอบถามแต่ละค่ายให้ดี ว่าค่ายใดยังให้บริการ 2G อยู่บ้าง เช่นถ้าเป็นค่ายที่ยังไม่หมดสัมปทาน 2G หรือค่ายที่นำคลื่นที่ชนะการประมูลหรือคลื่นที่มีอยู่เดิมมาแบ่งให้บริการ 2G ก็อาจจะไม่ต้องเปลี่ยนมือถือ แต่ต้องยอมรับว่าบริการ 2G คงมีระยะเวลาเหลืออีกเพียงประมาณ 1-2 ปี สุดท้ายแล้วบริการ 2G ในประเทศไทยก็จะหยุดลง และเราก็ต้องเปลี่ยนมือถืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ส่วนคำถามที่ว่า การย้ายค่ายไป 3G จำนวน 10 ล้านราย โดยที่ยังใช้เครื่อง 2G เกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่หน่วยงานตรวจสอบต้องร่วมกันหาคำตอบ แต่ปัญหาเฉพาะหน้าในปัจจุบัน คือทำอย่างไรให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้ใช้บริการได้ต่อเนื่อง แม้ว่าหากเกิดปัญหาขึ้นจริง ผู้ให้บริการจะต้องรับผิดชอบโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม และตามหลักกฎหมายแล้ว ผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ถือว่าเป็นผู้ใช้บริการตามมาตรการเยียวยา เพราะได้ย้ายค่ายออกไปก่อนแล้ว

ที่ผ่านมา มีผู้เสนอให้ขยายระยะเวลาเยียวยา คือให้คงบริการ 2G บนคลื่นนี้ออกไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้ผู้บริโภคมีเวลาย้ายค่ายนั้น โดยทางเทคนิคแล้ว แต่ละค่ายมีความสามารถในการย้ายได้วันละประมาณ 60,000 ราย หากมีการย้ายอย่างจริงจังหลังสิ้นสุดการประมูลคลื่น  ในวันนี้เราก็จะไม่เหลือผู้ใช้บริการในระบบ 2G (ที่เคยมีจำนวน 1 ล้านราย) เลย โดยไม่ต้องขยายเวลาแม้แต่น้อย ปัญหาจึงอยู่ที่การลงมือปฏิบัติ ตั้งแต่ การแจ้งเตือนผู้บริโภค การเตรียมระบบรับมือกับการย้ายค่ายปริมาณมาก ปัญหามิได้อยู่ที่ระยะเวลาไม่เพียงพอ เพราะหากค่ายมือถือยังคงไม่แจ้งเตือนอย่างทั่วถึงและจริงจัง ต่อให้ขยายระยะเวลาก็ยังมีผู้บริโภคตกค้างจนต้องเผชิญปัญหาซิมดับโดยไม่รู้ตัวอยู่ดี

ที่สำคัญกว่านั้น คือสิทธิในการใช้คลื่นย่านนี้ ย่อมตกเป็นของผู้ชนะการประมูลที่มาชำระเงินและได้รับใบอนุญาตแล้ว หากมีการขยายระยะเวลาเยียวยาออกไปเกินกว่านั้น ย่อมเป็นการกระทบสิทธิการใช้คลื่นโดยชอบด้วยกฎหมาย และจะก่อปัญหาตามมาอีกมากมาย จึงสรุปได้แต่เพียงว่า มาตรการเยียวยาผู้บริโภคบนคลื่นความถี่ 900 MHz จะสิ้นสุดในวันที่มีการชำระเงินประมูลและออกใบอนุญาตแล้ว บนบรรทัดฐานเดียวกับการเยียวยาบนคลื่นความถี่ 1800 MHz

แต่สำหรับผู้บริโภคที่ขอย้ายค่ายนั้น (ไม่ว่าจะกรณีการหลีกเลี่ยงซิมดับหรือกรณีทั่วไป) อาจพบอุปสรรคบางอย่าง เช่น การย้ายค่ายไม่สำเร็จ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักเกิดจากค่ายเดิมไม่อนุมัติให้ย้ายออกโดยยกสาเหตุต่างๆ นานา หรือค่ายเดิมมีข้อเสนอพิเศษเพื่อจูงใจให้ใช้งานค่ายของตนต่อไป หรือที่เรียกกันว่าโปรลับ เช่น ลดราคาให้ถึง 50% หรือเพิ่มการใช้งานให้จนไม่อยากย้ายค่าย ก็มีผู้สอบถามว่าพฤติการณ์เหล่านี้ถูกกฎหมายไหม

ตามประกาศ กทช. เรื่องหลักเกณฑ์บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น การย้ายค่ายเป็นสิทธิของผู้บริโภค ค่ายมือถือจะกีดกัน ขัดขวาง หรือหน่วงเหนี่ยวการย้ายค่ายไม่ได้ เช่น การอ้างว่ายังใช้บริการไม่ครบ 90 วันไม่สามารถย้ายออกได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง เงื่อนไขที่ปฏิเสธการย้ายได้คือ เลขหมายที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เลขหมายที่อยู่ระหว่างดำเนินคดีหรือถูกอายัด เลขหมายที่ยกเลิกบริการแล้ว เลขหมายที่มิใช่ของเราหรืออยู่ระหว่างเปลี่ยนชื่อผู้ใช้หรือยังไม่ลงทะเบียน และเลขหมายที่อยู่ระหว่างโอนย้ายอยู่แล้ว รวมถึงการที่ผู้ขอย้ายค่ายยังไม่ส่งเอกสารหลักฐานประกอบการย้าย โดยสรุป ผู้ให้บริการไม่สามารถยกสาเหตุอื่นนอกจากสาเหตุเหล่านี้ได้ ส่วนความสับสนที่พบบ่อยอีกประเด็นคือการมีค่าบริการค้างชำระ ซึ่งผู้บริโภคควรชำระหนี้ที่ค้างก่อนการย้าย ยกเว้นค่าบริการเดือนสุดท้ายที่ยังไม่ครบรอบบิล ให้ชำระเมื่อย้ายออกได้แล้ว หากผู้บริโภคพบพฤติการณ์ที่กีดกัน ขัดขวาง หรือหน่วงเหนี่ยวการย้ายค่ายสามารถร้องเรียนได้

กรณีที่มีข่าวว่า ค่ายมือถือบางค่ายบังคับให้ผู้บริโภคที่จะโทรไปศูนย์บริการของค่ายมือถืออื่น ต้องฟังข้อความประชาสัมพันธ์ของค่ายตนก่อน ก็เป็นเรื่องที่มีการตั้งคำถามว่าเหมาะสมหรือไม่ และถูกกฎหมายหรือไม่ แต่หากจงใจขัดขวางการโทรออกของผู้บริโภคไม่ว่าด้วยเหตุใด ย่อมผิดกฎหมายอย่างแน่นอน

ตรงข้ามกับมาตรการเชิงลบที่กระทบสิทธิการย้ายค่ายและผิดกฎหมายอย่างชัดเจนแล้ว ค่ายมือถือต่างก็ใช้มาตรการเชิงบวก คือการยื่นข้อเสนอที่ดีขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคสมัครใจไม่ย้ายค่าย ไม่ว่าการลดราคา หรือเพิ่มสิทธิประโยชน์ ซึ่งตามหลักธุรกิจแล้วถือว่าทำได้ เนื่องจากเป็นการสมนาคุณแก่ลูกค้าของตน แต่หากมีสภาพเป็น ”โปร” แล้ว ย่อมไม่มีคำว่า “ลับ” เพราะ กสทช. กำหนดให้ค่ายมือถือต้องรายงานรายการส่งเสริมการขายให้สำนักงาน กสทช. ทุกเดือน การปกปิดรายการส่งเสริมการขายย่อมผิดกฎหมาย แต่หากเป็นการสมนาคุณเฉพาะบุคคลโดยไม่มีลักษณะเป็นรายการส่งเสริมการขายก็อาจเป็นคนละกรณีกัน

อย่างไรก็ตาม การกำหนดอัตราค่าบริการให้แตกต่างกันในบริการโทรคมนาคมลักษณะและประเภทเดียวกัน เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ผู้บริโภคที่ต้องจ่ายแพงกว่าในบริการแบบเดียวกันสามารถร้องเรียนเพื่อจ่ายในอัตราเดียวกับคนอื่นได้ และผู้ให้บริการก็ควรคำนึงถึงหัวอกของผู้บริโภคที่ยังภักดีและไม่ขอย้ายค่ายด้วยว่า เหตุใดในที่สุดต้องจ่ายแพงกว่าคนอื่น

และที่สำคัญสำหรับสถานการณ์ภายหลังการประมูลคลื่น คือเรามีผู้ให้บริการายใหม่  หากค่ายมือถือเดิมเสนอโปรลับในราคาที่ต่ำกว่าทุน ย่อมเป็นการกีดกันการค้า ส่งผลเป็นการจำกัดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และในระยะยาวจะก่อให้เกิดการผูกขาดแบบเดิมๆ นับเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แม้ดูผิวเผิน เสมือนว่าผู้บริโภคได้รับประโยชน์ (ในระยะสั้น) ก็ตาม ในหลายประเทศแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ต่างก็เฝ้าระวังการกำหนดราคาแบบ Predatory Pricing เช่นกัน

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พอจะสรุปได้ว่า การประมูลคลื่นความถี่ที่ผ่านมา เป็นจุดเปลี่ยนของตลาดโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยอย่างแท้จริง”

 

ปฏิรูปคลื่นฯ ! 25 ม.ค.59 NBTC Policy Watch จัดเสวนา “บทบาท กสทช. ในการปฏิรูปคลื่นความถี่ฯ : 4 ปีแห่งความสำเร็จหรือล้มเหลว?”

ปฏิรูปคลื่นความถี่

โครงการติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม (NBTC Policy Watch) จะจัดแถลงรายงานและเสวนาในหัวข้อ “บทบาท กสทช. ในการปฏิรูปคลื่นความถี่ในกิจการกระจายเสียง: 4 ปีแห่งความสำเร็จหรือล้มเหลว?”

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2559 เวลา 13.00-16.00 น.
ห้องบรรยายโครงการปริญญาเอกคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ชั้น 4
อาคารคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์

จัดโดย โครงการติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม (NBTC Policy Watch)
ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และศูนย์ศึกษาสังคมและวัฒนธรรมร่วมสมัย
คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

13.00-13.30 น. ลงทะเบียน

13.30-13.50 น. นำเสนอรายงานการศึกษาของโครงการ NBTC Policy Watch ในหัวข้อ “กสทช. กับการดำเนินการกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียง 1 ปณ.: บทวิเคราะห์ความถูกต้องในแง่กฎหมายและความสอดคล้องกับพันธกิจของ กสทช.”
โดย วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง นักวิจัยประจำโครงการ NBTC Policy Watch

13.50-14.00 น. พักรับประทานของว่าง

14.00-15.30 น. เสวนาในหัวข้อ “บทบาท กสทช. กับการปฏิรูปคลื่นความถี่ในกิจการกระจายเสียง: 4 ปีแห่งความสำเร็จหรือล้มเหลว?” โดย
สุวรรณา สมบัติรักษาสุข ผู้อำนวยการสถานีวิทยุจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผศ.ดร.ปิยบุตร บุญอร่ามเรือง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (อยู่ระหว่างการติดต่อ)
ดำเนินรายการโดย โสภิต หวังวิวัฒนา เลขานุการคณะกรรมการจริยธรรม สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

15.30-16.00 น. ถาม-ตอบข้อสงสัย และแลกเปลี่ยนความเห็น

 

(บทความพิเศษ) ไขปริศนา การประมูลคลื่น 900 MHz โดย ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช.

image

19 ธ.ค.2558

ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา  กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  

“..ในที่สุดการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz ก็สิ้นสุดลงหลังเที่ยงคืนของวันที่ 18 ย่างเข้าสู่เช้าวันที่ 19 ธันวาคม 2558 ผลการประมูลเหนือความคาดหมายทั้งในเรื่องราคาชนะประมูล และผู้ชนะการประมูล และมีคำถามหรือข้อสงสัยต่างๆ เกิดขึ้นมากมายในระหว่างการประมูล ตลอดจนมีข้อสังสัยหลังสิ้นสุดการประมูลว่า ทั้งสี่รายจะมีอนาคตเป็นเช่นไร เราลองมาหาคำอธิบายต่อข้อสังสัยดังกล่าว ดังนี้

1. ทำไมผู้ให้บริการที่มีคลื่นความถี่ย่านอื่นอยู่แล้ว จึงยังร่วมประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz  

ในปัจจุบันและอนาคตบริการหลักบนโทรศัพท์เคลื่อนที่คือบริการบรอดแบนด์ผ่านมือถือ (ต่างจากเดิมซึ่งเน้นเพียงการโทรออกรับสาย)  ความเร็วของบริการนี้ขึ้นกับปริมาณคลื่นที่ใช้งาน อีกทั้งปัจจุบันเทคโนโลยีสามารถนำคลื่นย่านต่างๆ มาผสมผสานให้บริการได้อย่างลงตัว เราจึงมักจะเห็นผู้ให้บริการเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ทุกแถบย่าน เพื่อช่วงชิงการเป็นผู้นำบริการนั่นเอง

2. ทำไมราคาคลื่นความถี่ 900 MHz ถึงแพงกว่าคลื่นความถี่ 1800 MHz

คลื่นความถี่ 900 MHz มีคุณสมบัติเดินทางได้ไกลกว่าคลื่นความถี่ 1800 MHz การตั้งเสาสถานี 1 ต้น จึงครอบคลุมพื้นที่เทียบเท่ากับเสาสถานีของคลื่นความถี่ 1800 MHz ประมาณ 3 ต้น ทำให้ใช้งบประมาณในการขยายโครงข่ายต่ำกว่าในพื้นที่ให้บริการขนาดเดียวกัน ราคาคลื่นความถี่ 900 MHz เฉลี่ยต่อหน่วยทั่วโลกจึงสูงกว่าราคาคลื่นความถี่ 1800 MHz ประมาณ 2 เท่าตัว

3. ทำไมราคาคลื่นชุดที่หนึ่งถึงถูกกว่าคลื่นชุดที่สอง ทั้งที่เป็นคลื่นความถี่ 900 MHz เหมือนกัน  

คลื่นชุดที่หนึ่งเป็นแถบที่ติดกับคลื่นความถี่ย่าน 850 MHz ซึ่งค่ายดีแทคเปิดให้บริการ 3G อยู่ ทำให้อาจเกิดปัญหาสัญญาณรบกวนกันได้ ในอดีตจึงมีการกันคลื่นไว้ประมาณ 3.5 MHz เพื่อเป็นพื้นที่กันชนหรือการ์ดแบนด์ (guard band) ทำให้เหลือคลื่นความถี่ 900 MHz สำหรับให้บริการเพียง 17.5 MHz แต่ในการประมูลครั้งนี้ กสทช. ลดขนาดการ์ดแบนด์ลงอีก 2.5 MHz เพื่อนำมารวมกับคลื่นที่หมดสัมปทานจนสามารถเพิ่มปริมาณคลื่นในการประมูลเป็น 20 MHz ในทางเทคนิคผู้ชนะการประมูลชุดนี้จึงอาจต้องลงทุนติดตั้งอุปกรณ์จัดการปัญหาสัญญาณรบกวนเพิ่ม ซึ่งค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในส่วนนี้อาจสูงถึงประมาณ 3,000 ล้านบาท ในขณะที่คลื่นชุดที่สองไม่ประสบปัญหานี้ จึงไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม ข้อมูลนี้สามารถอธิบายได้ว่าทำไมค่ายเอไอเอส (ผู้แพ้การประมูลชุดที่สอง) ถึงไม่ชนะการประมูลคลื่นความถี่ทั้งที่เสนอราคาสูงกว่าค่ายแจส (ผู้ชนะการประมูลชุดที่หนึ่ง) เพราะหากต้องการกลับมาชนะคลื่นชุดที่หนึ่ง ค่ายเอไอเอสต้องเตรียมงบประมาณเพื่อจัดการปัญหาการรบกวนเพิ่มอีกนับพันล้านบาทอยู่ดี จึงยอมหยุดการเสนอราคาลงที่คลื่นชุดที่สอง

4. ราคาชนะประมูลครั้งนี้สูงที่สุดในโลกหรือไม่  

ราคาชนะประมูลครั้งนี้เหนือความคาดหมายของทุกฝ่าย จนมีข้อสงสัยว่าเป็นราคาที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ หรือไม่ จากรายงานการศึกษาของ ITU เพื่อประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ 900 MHz ในการจัดประมูลครั้งนี้ พบว่า เมื่อทำการรวบรวมผลการประมูลในประเทศต่างๆ (ซึ่งอาจไม่ครบทุกประเทศ จึงไม่สามารถยืนยันเป็นสถิติโลกได้) พบว่าราคาคลื่นความถี่ 900 MHz ที่ประมูลสูงสุดในอดีต คือ การประมูลที่ฮ่องกงเมื่อ พ.ศ. 2554 มีราคาคลื่นเฉลี่ยต่อหน่วยที่ประมาณ 64 บาทต่อเมกะเฮิรต์ซต่อประชากร ส่วนราคาชนะประมูลของไทยอยู่ที่ประมาณ 57 บาทต่อเมกะเฮิรต์ซต่อประชากร

จะเห็นได้ว่าราคาของไทยยังต่ำกว่า แต่นี่เป็นการเปรียบเทียบโดยใช้ตัวเลขดิบ หากมีการปรับมูลค่าที่แท้จริงของค่าเงินตามหลักการความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ (Purchasing power parity) แล้ว ราคาคลื่นเฉลี่ยของฮ่องกงจะเทียบได้เพียงประมาณ 51 บาทต่อเมกะเฮิรต์ต่อประชากร ซึ่งจะพบว่าราคาของไทยสูงกว่า ทั้งที่ตลาดโทรคมนาคมฮ่องกงมีอัตราผลตอบแทนต่อการลงทุนสูงกว่าประเทศไทยมาก

5. จำนวนรอบการประมูลครั้งนี้มากที่สุดในโลกหรือไม่  

การประมูลครั้งนี้มีการเสนอราคาถึง 198 รอบ ซึ่งนานกว่าการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ที่ผ่านมา จนหลายคนสงสัยว่าเป็นการประมูลมาราธอนที่สุดในโลกหรือไม่
จากข้อเท็จจริงเราจะพบว่าการประมูลหลักร้อยรอบเป็นเรื่องปกติของการประมูลคลื่นความถี่ในต่างประเทศ ในปี 2551 แคนาดามีการประมูลคลื่นนานเกือบสองเดือน สิ้นสุดที่ 331 รอบอย่างไรก็ตามโดยทั่วไป การประมูลคลื่นความถี่ในต่างประเทศมิได้นำผู้เข้าร่วมประมูลมาเก็บตัวเหมือนในบ้านเรา

6. ทำไมราคาชนะประมูลจึงสูง

ราคาชนะประมูลที่สูงสะท้อนถึงความต้องการชนะที่สูงเช่นกัน ปัจจัยที่ทำให้เกิดความต้องการสูงขนาดนี้ มีหลายด้าน ได้แก่  ปัจจัยด้านเทคนิค: คลื่นความถี่ 900 MHz ประหยัดงบประมาณการขยายโครงข่าย และที่สำคัญประเทศไทยมีคลื่นย่านนี้เหลือสำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพียง 20 MHz ที่นำมาจัดประมูลครั้งนี้เท่านั้น ไม่มีคลื่นเหลืออีกแล้ว ในขณะที่ในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอินเดียหรือเยอรมนี มีการประมูลคลื่นความถี่ย่านนี้ในปริมาณมากกว่าไทย เมื่อเป็นสินค้าที่ขาดแคลนและมีความต้องการสูง จึงไม่น่าแปลกใจว่าราคาจะสูงไปด้วย  ปัจจัยด้านส่วนแบ่งการตลาด: มีผู้ให้บริการรายใหม่ต้องการแจ้งเกิดในตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และรายเก่าบางรายจำเป็นต้องได้คลื่นความถี่ซึ่งเคยถือครองตามสัมปทานเดิมเพื่อไม่ให้คุณภาพบริการลดต่ำลง ในขณะที่บางรายต้องการคลื่นความถี่เพื่อลดความเสี่ยงของการสิ้นสุดสัมปทานในอนาคต และที่สำคัญบางรายต้องการช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดโดยเพิ่มปริมาณคลื่นที่ถือครอง ซึ่งในขณะเดียวกันก็เท่ากับการแย่งชิงคลื่นมาจากมือของคู่แข่ง จนอาจส่งผลให้คู่แข่งบางรายต้องออกจากตลาดไปในอนาคต  

ปัจจัยด้านการแบ่งงวดชำระเงิน: ในการประมูลคลื่นความถี่อื่น กสทช. กำหนดให้ผู้ชนะชำระเงินงวดแรก 50% ของราคาที่ชนะ และงวดที่สองและสามงวดละ 25% ยิ่งประมูลในราคาที่สูงขึ้นก็ยิ่งต้องหาเงินมาชำระงวดแรกเพิ่มขึ้น แต่ในการประมูลครั้งนี้ กสทช. กำหนดให้ชำระงวดแรกประมาณ 8,000 ล้านบาท และงวดที่สองและสามงวดละประมาณ 4,000 ส่วนที่เหลือทั้งหมดจึงนำมาชำระในงวดที่สี่ ทำให้การเพิ่มราคาประมูลอย่างต่อเนื่องไม่มีผลต่อภาระทางการเงินในสามงวดแรก การแบ่งงวดการชำระเงินแบบนี้ หากสามารถนำคลื่นที่ชนะประมูลไปสร้างรายได้ในสี่ปีแรก แล้วนำรายได้ดังกล่าวมาชำระในงวดสุดท้าย ก็จะไม่เป็นการเพิ่มภาระหนี้และดอกเบี้ยในระยะสั้น

7. ผู้ชนะการประมูลจะเบี้ยวหนี้ได้ไหม หากกิจการไม่ประสบความสำเร็จ

จากการแบ่งงวดชำระเงินที่กล่าวมาแล้ว พบว่าผู้ชนะการประมูลต้องชำระค่างวดในแต่ละงวดในอัตราส่วนประมาณ 10 : 5 : 5 : 80 กล่าวคือชำระงวดสุดท้ายเกือบร้อยละ 80 ของราคาชนะการประมูล มีข้อสงสัยว่า หากธุรกิจไม่รอดก็สามารถเบี้ยวหนี้ก้อนโตได้ โดยแท้จริงแล้ว กสทช. กำหนดให้ชำระงวดแรกประมาณ 8,000 ล้านบาท แต่ต้องวางหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงินสำหรับยอดเงินในงวดที่เหลือทั้งหมดในคราวเดียวกันด้วย ดังนั้นหากมีการไม่ชำระค่างวดในงวดใดก็ตาม  กสทช. สามารถดำเนินการตามกฎหมายเพื่อยึดหลักทรัพย์ค้ำประกันที่ได้รับมอบตั้งแต่แรก

8. ราคาชนะประมูลที่สูงจะทำให้บริการ 4G แพงขึ้นหรือไม่
 การประมูลคลื่นความถี่เปรียบเสมือนการเซ้งสิทธิในการใช้คลื่นความถี่ ไม่ว่าเราเซ้งปั๊มน้ำมันมาแพงเพียงใด เราก็ต้องขายน้ำมันในราคาลิตรละไม่เกินราคาของปั๊มคู่แข่ง ไม่เช่นนั้นจะไม่มีคนมาเติมน้ำมันกับปั๊มเรา การผลักภาระค่าเซ้งจึงเป็นเรื่องยาก ในขณะเดียวกัน แม้กลุ่มเอไอเอสและดีแทคจะไม่ชนะการประมูลครั้งนี้ แต่ก็มีบริการ 4G เช่นกัน หากผู้ชนะการประมูลหวังจะแย่งส่วนแบ่งการตลาด ก็ไม่สามารถขายแพงกว่า 4G ในปัจจุบันได้อย่างแน่นอน

9. แล้วอะไรที่อาจจะกระทบผู้บริโภค  

กสทช. ได้กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับอัตราค่าบริการเฉลี่ยที่ต้องลดต่ำกว่าค่าบริการเฉลี่ยในปัจจุบัน แต่เป็นไปได้ว่า หากผู้ชนะการประมูลเน้นการประคับประคองผลประกอบการ จะพบการลดค่าบริการอย่างค่อยเป็นค่อยไปทีละเล็กน้อย และหากผู้ชนะการประมูลขาดแคลนงบประมาณในการขยายโครงข่าย ก็จะกระทบต่ออัตราการครอบคลุมของพื้นที่ให้บริการ อย่างไรก็ตาม กสทช. มีหน้าที่ต้องติดตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในทุกด้าน และหากจำเป็นอาจต้องกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของสาธารณะ

10. อนาคตการแข่งขันในตลาดมือถือ หลังการประมูลของแต่ละรายจะเป็นเช่นใด  สำหรับค่ายเอไอเอสและค่ายดีแทค แม้จะไม่ชนะการประมูล แต่ระดับราคาที่ยืนหยัดสู้ในการประมูลที่ไม่ต่ำกว่า 70000 ล้านบาททั้งสองค่าย สะท้อนให้เห็นว่า ทั้งสองค่ายสู้เต็มที่และไม่ได้ส่งสัญญาณแม้แต่น้อยว่าจะถอนตัวออกจากตลาดมือถือเมืองไทย โดยแต่ละค่ายเองยังมีคลื่นความถี่ย่านอื่นที่จะให้บริการได้อยู่ ในปัจจุบันทั้งสองค่ายมิได้ตกอยู่ภายใต้สถานการณ์คับขันแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องกำหนดกลยุทธ์เพื่อรักษาคุณภาพบริการและส่วนแบ่งการตลาดให้ได้ สำหรับค่ายทรูนั้น การมุ่งมั่นเอาจริงเพื่อชนะการประมูลทั้งคลื่นความถี่ 900 และ 1800 MHz แสดงให้เห็นถึงความต้องการก้าวสู่อันดับ 1 ของตลาดมือถือในไทย การครอบครองคลื่นหลายย่านความถี่ในปริมาณมากจะเป็นผลดีต่อคุณภาพบริการและความครอบคลุมของพื้นที่ให้บริการ  ในส่วนน้องใหม่ในตลาดมือถือคือค่ายแจส ซึ่งเดิมมีบริการบรอดแบนด์แบบมีสายและบริการไวไฟอยู่แล้ว การเพิ่มบริการบรอดแบนด์ผ่านมือถือจะทำให้สามารถบริการลูกค้าบรอดแบนด์ได้ครบวงจรมากยิ่งขึ้น และแม้ว่าราคาคลื่นที่แจสเคาะนั้นนับว่าสูงเกินไปสำหรับรายใหม่ที่จะทำกำไร เพราะเป็นระดับราคาของรายเก่ารายใหญ่ แต่ก็คาดการณ์ว่าแจสคงจะหาพันธมิตรทางธุรกิจกับค่ายมือถือเดิมที่ไม่ชนะการประมูลครั้งนี้ เพื่อลดต้นทุนส่วนอื่นในการเข้าสู่ตลาดมือถือ จึงต้องจับตาว่าค่ายมือถือที่ครอบครองคลื่นความถี่ปริมาณน้อยกว่าค่ายอื่นน่าจะมีโอกาสที่จะเป็นพันธมิตรที่ผลประโยชน์ลงตัวมากที่สุดใช่หรือไม่  

ทั้งนี้ การที่มีผู้ให้บริการรายใหม่เกิดขึ้น น่าจะกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันเพื่อผู้บริโภคอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่การแข่งขันในตลาดมือถือของสามค่ายใหญ่อยู่ในสภาพตกตะกอนมาหลายปี 11. การประมูลครั้งนี้ทำให้ กสทช. มีรายได้มหาศาล  กสทช. มีหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่โดยวิธีการประมูล แต่รายได้จากการประมูลทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่ายในการจัดประมูล ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน มิใช่รายได้ของ กสทช. แม้แต่บาทเดียว การใช้จ่ายเงินดังกล่าวจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของทางรัฐบาล ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ในทุกภารกิจโดยไม่มีข้อจำกัด

อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมโทรคมนาคมก็อยากให้รัฐบาลจัดสรรเงินบางส่วนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทอล ซึ่งจะส่งเสริมให้ตลาดมือถือและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องเติบโตได้อย่างต่อเนื่องด้วย  ส่วน กสทช. เองมิได้เสร็จสิ้นภารกิจเพียงการจัดประมูล แต่ยังมีหน้าที่หลังจากการประมูล ตั้งแต่การออกใบอนุญาต การกำกับดูแลการประกอบกิจการ ที่สำคัญอย่างยิ่งคือการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม และหากเกิดสถานการณ์ในภายหลังว่า การประมูลในครั้งนี้นำไปสู่การผูกขาดในตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยผู้ให้บริการรายใดหรือหลายราย กสทช. ก็ต้องมีมาตรการเพื่อรับมือกับปัญหาการผูกขาดจากผู้มีอำนาจเหนือตลาดรายนั้นๆ..”

 

[บทความพิเศษ 4G] ตกลงว่า ราคาประมูลคลื่น 1800 แพงหรือถูกกันแน่ โดย “ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา”กสทช.

22พ.ย.2558

[บทความพิเศษ] ตกลงว่า ราคาประมูลคลื่น 1800 แพงหรือถูกกันแน่

โดย นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา

กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

ภายหลังการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz สิ้นสุดลง ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นราคาชนะประมูลที่สูงเป็นสถิติโลกบ้าง หรือเป็นราคาที่แพงเกินไปบ้าง จนแม้แต่บริษัทจัดอันดับเครดิตบางสำนัก ก็แถลงว่า การประมูลจบด้วยราคาประมูลที่สูงกว่าที่คาด หากการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ยังเป็นลักษณะนี้ จะต้องปรับลดอันดับเครดิตของผู้ชนะการประมูลบางราย

ในทางตรงข้าม มีผู้คำนวณว่า ราคานี้หากนำมาเฉลี่ยต่อจำนวนปีที่ได้รับอนุญาตแล้ว เอกชนจะเหลือต้นทุนค่าคลื่นความถี่เพียงปีละสองพันล้านบาทเศษ ทั้งที่แต่เดิมส่วนแบ่งรายได้ตามระบบสัมปทานที่เอกชนต้องนำส่งรัฐบนคลื่นความถี่ย่านดังกล่าวอยู่ในระดับปีละหมื่นล้านบาท ราคาที่ประมูลกันไปนั้นจึงเป็นราคาที่ถูกลงมาก

การอธิบายทั้งสองด้านนี้ เป็นไปตามมุมมองของแต่ละฝ่าย

แต่ในตลาดโทรคมนาคมแล้ว เราต้องยอมรับว่า ทิศทางของโลก คือการเปลี่ยนผ่านจากการผูกขาดบริการโดยรัฐเป็นการแข่งขันโดยเอกชนมีส่วนร่วม ตลอดจนเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาต เพราะอุตสาหกรรมโทรคมนาคมใช้เม็ดเงินลงทุนสูง มีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว จนลำพังรัฐเพียงฝ่ายเดียวไม่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้ทันการเปลี่ยนแปลงได้

การชำระเงินประมูลคลื่นความถี่นั้น ประเทศส่วนใหญ่จะกำหนดให้ชำระในช่วงแรกของใบอนุญาต หากจะให้ผ่อนชำระก็จำกัดเพียงปีแรกๆ เท่านั้น เพื่อให้ต้นทุนค่าคลื่นความถี่มีลักษณะเป็นต้นทุนจม คล้ายกับค่าเซ้งอาคาร แม้ผู้ประกอบการจะเจ๊งหรือเลิกกิจการ ก็ไม่สามารถทวงเงินส่วนนี้คืนไปได้ หรือแม้จะขาดทุนก็จ่ายล่วงหน้าเต็มจำนวนไปแล้ว ไม่สามารถลดหย่อนได้ ต่างจากเงินส่วนแบ่งรายได้สัมปทานที่นำส่งรัฐเป็นรายปี หากขาดทุนก็ไม่ต้องจ่าย หรือหากเลิกกิจการไปก่อนก็ยุติการคิดส่วนแบ่ง  รัฐก็ขาดรายได้หลังจากนั้น ส่วนแบ่งรายได้แบบนี้จึงมีลักษณะเป็นค่าเช่ารายปี มิใช่ต้นทุนจม และถูกจัดเป็นต้นทุนดำเนินการ ซึ่งผู้ประกอบการมักจะผลักภาระมาให้ผู้บริโภคเป็นผู้แบกรับแทนได้ง่ายกว่าต้นทุนจม ในประเทศสหรัฐอเมริกามีการฟันธงลงไปว่า เงินประมูลคลื่นความถี่เป็นต้นทุนจม และเป็นรายได้เข้ารัฐที่ไม่กระทบอัตราค่าบริการที่ผู้บริโภคใช้จริงแต่อย่างใด กล่าวคือเป็นต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับเองโดยแบ่งมาจากส่วนกำไรที่ตนจะได้รับ ไม่สามารถผลักภาระให้ผู้บริโภคได้

หน้าที่สำคัญของการประมูลคลื่นความถี่ก็คือการคัดเลือกผู้ที่มีศักยภาพในการนำคลื่นความถี่นั้นไปใช้ให้เกิดมูลค่าทางธุรกิจสูงสุด ผู้ที่สามารถทำรายได้จากบริการมากย่อมจะยอมจ่ายค่าคลื่นสูงกว่าผู้ที่มีความสามารถต่ำกว่า ราคาประมูลจึงยุติลงเมื่อผู้แข่งขันรายอื่นไม่สามารถเสนอราคาได้สูงกว่าข้อจำกัดทางธุรกิจของตนเอง เพราะหากเสนอราคาสูงกว่าความสามารถในการหารายได้ก็จะขาดทุนนั่นเอง ราคาชนะประมูลจึงเป็นราคาที่เป็นไปตามสภาพแวดล้อมของประเทศที่จัดประมูลในครั้งนั้นๆ หากมีความต้องการคลื่นความถี่น้อยก็จะจบลงที่ราคาต่ำ หากมีความต้องการคลื่นความถี่มากราคาก็จะสูง จึงมีหลักการว่า ในการประมูลที่แข่งขันราคากันอย่างเต็มที่ ราคาสุดท้ายคือราคาที่เหมาะสม

สำหรับการประมูลในครั้งนี้ ผู้ชนะการประมูลยืนยันว่า ต้นทุนค่าคลื่นความถี่ระดับนี้ยังอยู่ในระดับที่ทำกำไรจากบริการได้ มิใช่ประมูลมาเพื่อขาดทุน และจากข้อมูลการประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ ที่ กสทช. ได้จัดทำสำหรับการประมูลครั้งนี้ ยืนยันได้ว่า

1.  ราคานี้มิได้ทำลายสถิติโลก เพราะหากนำข้อมูลการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ในประเทศต่างๆ มาเปรียบเทียบโดยปรับตัวเลขประชากรและปริมาณคลื่นความถี่ให้เข้ากับสถานการณ์การประมูลของเราแล้ว ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา มูลค่าคลื่นที่สูงสุดรวมสองใบอนุญาต จะอยู่ที่แสนล้านบาทเศษ และมูลค่าสูงสุดในกลุ่มประเทศแถบเอเชียแปซิฟิกจะอยู่ที่แสนห้าหมื่นล้านบาทเศษ การประมูลในครั้งนี้จบลงที่แปดหมื่นล้านบาทเศษ จึงมิได้ทำลายสถิติใดๆ เลย

2.               ราคานี้มิได้เกินราคาคาดการณ์ขั้นสูงที่ กสทช. ได้คำนวณโดยใช้หลักวิชาการ ซึ่งพบว่า เพดานราคาสูงสุดที่ยังทำกำไรได้นั้นสูงกว่าราคาชนะประมูลครั้งนี้นับพันล้านบาท แต่เหตุที่การประมูลมิได้จบที่ราคานั้น เพราะผู้แข่งขันในการประมูลรายที่สามยุติการเสนอราคาตามศักยภาพทางธุรกิจของตน กรณีจึงมิได้เกิดจากการสมยอมราคา

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลต่างๆ ข้างต้นแล้ว จึงไม่อาจสรุปว่า ราคาชนะประมูลครั้งนี้เป็นราคาที่แพงเกินไป ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถเปรียบเทียบโดยตรงกับส่วนแบ่งรายได้จากระบบสัมปทานเพราะมีฐานคิดและผลกระทบต่อผู้บริโภคแตกต่างกัน แต่ราคาชนะประมูลครั้งนี้สะท้อนความต้องการคลื่นความถี่ในตลาดโทรคมนาคมไทย และเป็นผลลัพธ์จากความต้องการแทรกตัวเข้าสู่ตลาดของผู้ประกอบการรายใหม่ ซึ่งหากทั้งสององค์ประกอบนี้ยังดำรงอยู่ในช่วงการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz เราก็คงจะเห็นการประมูลที่เข้มข้นไม่ต่างจากการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz เพียงแต่ปริมาณคลื่นความถี่ 900 MHz ที่นำมาประมูลมีจำนวนน้อยกว่า ระยะเวลาอนุญาตสั้นกว่า และข้อกำหนดภาระในการขยายโครงข่ายสูงกว่าคลื่นความถี่ 1800 MHz

ดังนั้น แม้ในสถานการณ์ที่การแข่งขันประมูลเข้มข้น แต่คาดการณ์ได้ว่า จำนวนเงินสุดท้ายที่รัฐจะได้รับ ก็ไม่น่าจะแตะระดับแปดหมื่นล้านอย่างคลื่นความถี่ 1800 MHz เพราะจะเป็นระดับราคาที่ทำกำไรได้ค่อนข้างยาก ภายใต้เงื่อนไขใบอนุญาตดังกล่าว และสุดท้ายแล้ว ผู้ที่กำหนดราคาชนะประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz ว่าจะสูงมากน้อยเพียงใด คือผู้เข้าร่วมประมูลทุกรายนั่นเอง

 

เคยมั้ยคะ..? รวม “10 ข้อกังขา” ยอดฮิต กับการเสียสิทธิ์ไม่รู้ตัว ในช่วง แจกกล่องฯ-คูปองทีวีดิจิทัล 690 บาท

image

โปรดทราบ! ท่านเคยอยู่ในบรรยากาศที่มีประโยคเหล่านี้กันไหมคะ ..??

เรื่องของเรื่อง..สืบเนื่องจาก ช่วงนี้ มีหลายคน..หลายพื้นที่..ในหลายจังหวัด แจ้งข้อมูลมาที่ข้าพเจ้าด้วยความสงสัยว่าถูกต้องหรือไม่… ทำได้หรือไม่ … ดังนั้น ขอประมวลสรุป ดังนี้นะคะ

1.  “..ได้รับแจกกล่องสัญญาณทีวีดิจิทัล..
โดยไม่ได้คูปองส่วนลด 690บาทไปที่บ้าน”

2. “..ไม่เคยเห็นหน้าตา คูปองเลย..แต่เค้าเรียกไปรับกล่อง”

3. “.. มีคนแจกกล่อง.. แต่ไม่ได้แจกคูปอง..”

4. “..เค้าแจกกล่อง แต่ให้ซื้อแผงเสาสัญญาณอีก เสา 200 -300 บาท  ถึงจะเอากล่องกลับไปได้”

5. “.. เป็นเจ้าบ้าน แต่ไม่มีคูปองไปที่บ้าน..”

6. “..เค้านัดไปรับ..ไปถึงก็ให้เซ็นๆ ในใบอะไรไม่รู้ แล้วก็ได้กล่องกลับมา..”

7. “..เค้าแจกกล่องมาให้ยี่ห้อเดียว.. รู้สึกไม่เป็นธรรมเลย ไม่ได้เลือก ในใจก็ไม่อยากได้หรอก แต่คนอื่นเค้าเอา ก็ต้องเอาด้วยตามๆ กัน..”

8. “.. เค้าสั่งให้เอาสำเนาบัตรปชช. + ทะเบียนบ้านด้วย”

9. “.. มีการตั้งโต๊ะที่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านบ้าง , ศาลาประชาคมบ้าน , จุดศูนย์รวมของหมู่บ้านบ้าง , วัดบ้าง ฯลฯ

10. “.. จะขอคูปองมาเก็บไว้กับตัวได้ไหม”

ฯลฯ

********

image

ท่านใด.. โดนโน้มน้าวจูงใจ  โดนสั่ง หรือ พาตัวเองไปเจอบรรยากาศเหล่านี้ .. ให้ทราบไว้เลยว่า ท่านกำลังถูกละเมิดสิทธิ์ เพราะหากท่านยังไม่ตัดสินใจ เลือกสินค้า…คนเหล่านั้น ไม่มีสิทธิ์ เก็บคูปองของท่านไป .. ให้ทวงคืนจากคนที่ถือคูปองอยู่ เพราะคูปองนี้ มีมูลค่า 690 บาท และเป็นสิทธิ์ที่”เจ้าบ้าน”ควรได้รับ

1. คูปอง ต้องส่งไปถึงบ้านท่านเท่านั้น ..คูปอง..ก็เหมือนใบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่ท่านมีสิมธิ์ได้ โดย “จนท.ปณท.” ต้องนำส่งไปให้ถึงบ้าน จะไม่มีข้ออ้างให้ไปรับที่ไหน…

2. ยกเว้น กรณี จนท.ส่งไปแล้ว ท่านไม่อยู่บ้าน…จนท. จะออกใบแจ้งให้ไปรับ ณ “ที่ทำการ ปณท.สาขาใกล้บ้าน” เท่านั้น .. จนท.ไม่มีสิทธิ์แจ้งให้ท่านไปรับที่บ้านใคร หรือ สถานที่ไหนทั้งสิ้น

3. ใครจะเก็บสำเนาบัตรปชช. +ทะเบียนบ้าน เค้าไม่มีสิทธิ์เก็บ.. ไม่ว่าข้ออ้างใดๆ ก็ตาม

4. กล่องรับสัญญาณ ณ จุดที่ท่านไปรับ ควรมีให้ท่านเลือกมากกว่า 1 ยี่ห้อ.. ซึ่งหากท่านพอใจ ก็เป็นสิทธิ์ในการตัดสิทธิ์ใจของท่าน… แต่หากไม่พอใจ แล้วมีความรู้สึกคล้ายถูก”มัดมือชก” / “ไหลตามคนอื่น” ท่านมีสิทธิ์ไม่รับกล่องนั้นกลับไป… และให้ท่านกลับบ้านไปเลือกซื้อที่อื่นๆ ได้ตามต้องการ ตราบใดที่คูปองยังอยู่กับตัวท่าน…. ก็ยังมีเวลา 6 เดือนเพื่อคิดว่า จะซื้ออะไร..ยังไง..

5.ขอย้ำว่า  กสทช. ไม่มีนโยบาย “แจกกล่อง” .. มีแต่นโยบายแจก”คูปอง” …. แต่มีกระบวนการ ที่ทำ-พูด ให้ ปชช.เข้าใจผิดว่า “แจกกล่อง” ยิ่งถ้าหากพื้นที่ที่ท่านได้รับแจก มี”ยี่ห้อเดียว” ให้ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการล็อคเสป็ค มัดมือท่านโดยไม่มีทางเลือก

6. เมื่อใดที่มีเสียงตามสายในหมู่บ้าน , การบอกกล่าวกันปากต่อปาก ฯลฯ ว่าให้เตรียมตัวไปเอากล่องแจก… วันโน้น วันนี้… ให้ท่านประเมินได้เลยว่า .. คูปองของท่าน อาจจะไปตกอยู่ในมือของคนใดคนหนึ่งที่มีหน้าที่ส่งมอบคูปองให้ท่าน…แต่กลับไม่ยอมส่งให้ นั่นหมายที่ท่านมีความเสี่ยงจะเสียคูปองไป 99.99%..

7. ถ้าท่านไปยังจุดที่ผู้นำ หรือ ใครนัดพบ แล้วได้รับกล่องสัญญาณทีวีดิจิทัลแจกกลับมาบ้านด้วยอาการยังมึนๆ งงๆ สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น.. ทำไมได้กล่อง  แทนที่จะได้คูปองกลับบ้าน.. เพื่อไปเลือกซื้อสินค้าอีกหลายรุ่น หลายแบบ… นั่นแปลว่า ท่านโดนหลอกใช้สิทธิ์ไปเรียบร้อยแล้ว…

8. ถ้าท่านไปอยู่ในบรรยากาศที่โดนมัดมือชก โดนเก็บคูปอง โดนเรียกเก็บสำเนาบัตรปชช., ทะเบียนบ้าน ไม่ว่าจะสถานที่ไหน หากไม่เต็มใจโดนมัดมือชก.. (ถ้าเต็มใจก็แล้วไป)  ขอให้ใช้มือถือถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน และข้อสำคัญ..โปรดเรียกขอคูปองจากผู้ที่ถือของท่านคืนมาเก็บไว้กับตัว…

และร้องเรียนไปที่ สายด่วน กสทช. 1200 ฟรี เพื่อรักษาสิทธิ์ของตัวท่านเอง..และพฤติกรรมเช่นนั้น กสทช.  ถือว่า เป็นความผิด

หรือเบื้องต้น สามารถส่งรูป+แจ้งข้อมูลให้ทีมข่าว ได้ที่กล่องข้อความเฟสบุ๊คข้าพเจ้า

https://m.facebook.com/phattraporn.tpbs?refsrc=https%3A%2F%2Fth-th.facebook.com%2Fphattraporn.tpbs

(ถ้าไม่สะดวกเปิดเผยตัวตน ก็จะปิดบังตัวตนให้ค่ะ)

*******

ส่วนลิ้งค์ล่างนี้… ข้าพเจ้าเคย รวบรวม
คำตอบ..จาก “10 คำถามยอดฮิต หลากประเด็น คาใจ “คูปองทีวีดิจิทัล” ที่มีคนสงสัยเกี่ยวกับ วิธีการนำคูปองไปใช้งาน..และสถานที่ที่จะนำคูปองไปใช้ ซึ่งเป็นข้อมูล จาก สำนักงาน กสทช.  ลองอ่านทบทวนกันได้ค่ะ..  

https://patnews.wordpress.com/2014/10/18/ตอบ-10-คำถามยอดฮิต-หลากประ/

“คูปองฯ ส่วนลด690 บาท” ..เป็นสิทธิ์ของท่านแล้ว…โปรดรักษา นำไปใช้ด้วยความเต็มใจ.. สุขใจ..และอย่ายอมให้ใครละเมิดสิทธิ์ท่านง่ายๆ นะคะ (^_____^)

 
 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 57,214 other followers