RSS

Category Archives: กสทช.

​เคาะแล้ว! กสทช.ไทย-8 ประเทศอาเซียน จับมือเก็บภาษี Facebook- Youtube / คุมเนื้อหาไม่เหมาะสม

​เคาะแล้ว! กสทช.ไทย-8 ประเทศอาเซียน จับมือเดินหน้าเก็บภาษี Facebook / Youtube และ กลุ่ม OTT รายใหญ่-เล็ก ดึง ธปท.ร่วมทำกฏ กำหนดอัตราภาษี  ขณะที่แต่ละประเทศ เห็นด้วยคุมเนื้อหาออนไลน์เฉพาะประเด็นละเอียดอ่อนของแต่ละชาติ


พฤ. 14 กันยายน 2560
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12-13 ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช. ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติในหัวข้อ Over the Top (OTT) ซึ่งเกี่ยวกับการกำกับดูแลผู้ให้บริการภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต  โดยมีหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมจากประเทศสมาชิกอาเซียน 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย กัมพูชา บรูไน ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมในประเทศอาเซียน และผู้ให้บริการ OTT เข้าร่วม ภายหลังจากการประชุมดังกล่าว ได้มีการหารือภายในสภาหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแห่งอาเซียน หรือ ASEAN Telecommunications Regulators’ Council (ATRC) ถึงภาพรวมของบริการ OTT โอกาสในการดำเนินธุรกิจของผู้ให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม ความท้าท้าย ทิศทางและแนวโน้มในการกำกับดูแล และการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศอาเซียน ผลการประชุมได้ข้อสรุปเป็นหลักการในเบื้องต้นที่จะดำเนินการร่วมกันในการส่งเสริมและรองรับการให้บริการ OTT ในภูมิภาคอาเซียน 3 ประการ ได้แก่  

1. การส่งเสริมและกำกับดูแลระหว่างอุตสาหกรรมและระหว่างองค์กรกำกับดูแลเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งผลประโยชน์ของประเทศในด้านภาษี

2. การสร้างสภาวะการแข่งขันที่เหมาะสมและเท่าเทียมกันในการให้บริการ OTT ระหว่างผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมกับผู้ให้บริการ OTT และระหว่างผู้ให้บริการ OTT รายใหญ่กับรายเล็ก 
3. การส่งเสริมเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยี ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และการเข้ากันได้ของระบบต่างๆ   จะเน้นเรื่องเนื้อหาที่นำมาให้บริการ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย 

โดยหลังจากนี้จะนำหลักการดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุม ATRC เพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป ในระหว่างนี้ประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถจะดำเนินการภายใต้หลักการดังกล่าว และกฎหมายของประเทศตัวเองได้

นายฐากร กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. จะนำหลักการดังกล่าวมาดำเนินการส่งเสริมและรองรับการให้บริการ OTT ของประเทศไทยใน 3 ประเด็นใหญ่ ดังนี้ 

 

1. นโยบายด้านภาษี โดย สำนักงาน กสทช. พร้อมเป็นหน่วยงานประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่จะก่อให้เกิดความร่วมมือเพื่อให้สินค้าและบริการ OTT ที่มีรายได้จากการให้บริการในประเทศไทยดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ หรือแนวปฏิบัติด้านภาษีอากรของประเทศไทย 
2. การคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ในส่วนของการเผยแพร่ผ่านบริการ OTT ประเภทการสื่อสารผ่าน Social Network และการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมตามกฎหมายของประเทศไทย โดยจะใช้วิธีการขอความร่วมมือให้ผู้ให้บริการ OTT ออกแนวปฏิบัติ (Code of Conduct) ในเรื่องดังกล่าวให้สอดคล้องกับกฎหมายของประเทศไทย 

และ 3. การส่งเสริมการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน อย่างกรณีผู้ให้บริการ OTT ที่มาลงทะเบียนกับผู้ให้บริการที่ไม่มาลงทะเบียน และกรณีของผู้ให้บริการโทรคมนาคมซึ่งถูกกำกับดูแลด้วยกฎระเบียบต่างๆ ในขณะที่ผู้ให้บริการ OTT ยังไม่ถูกกำกับดูแล โดยสำนักงาน กสทช. สนับสนุนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการแข่งขันสำหรับการประกอบกิจการของผู้ให้บริการ OTT ในปัจจุบัน รวมถึงบริการ OTT ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมสามารถร่วมมือกับผู้ให้บริการ OTT หรือสามารถแข่งขันในการประกอบกิจการกับผู้ให้บริการ OTT บนกฎ กติกา เดียวกัน และให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการใช้บริการที่หลากหลาย จะไม่มีการปิดกั้นบริการ OTT ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 

“สำหรับหลักการดังกล่าวนี้ สำนักงาน กสทช. จะนำส่งให้คณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ Over The Top ที่มีรองประธาน กสทช. พ.อ.นที ศุกลรัตน์ เป็นประธาน เพื่อนำไปประกอบการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในเดือนตุลาคม 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเทศสมาชิกอาเซียน ยังเห็นด้วยกับแนวทางการคุมคุมเนื้อหาที่ละเอียดอ่อนและไม่เหมาะสม เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงปัจจุบัน  เนื้อหาบางลิ้งค์ URL  ที่ถูกนำเสนอผ่านช่องทาง

เฟสบุ๊ค / ยูทูป และกูเกิ้ล  ส่งผลกระทบต่อศีลธรรมและความมั่นคงของแต่ละประเทศ เช่น   

ประเทศมาเลเซีย พบการเผยแพร่ที่ส่งผลกระทบด้านศาสนาผ่านเกมส์เมื่อสัปดาห์ก่อน ที่มีการเผยแพร่เกมส์ ด้วยการนำตัวการ์ตูนพระพุทธเจ้า กับ พระเยซู มาต่อสู้กัน

ประเทศเวียดนาม และสิงคโปร์ 

เกิดปัญหาการวิจารณ์การเมืองและรัฐบาลรุนแรง 

ส่วนประเทศไทย พบปัญหากรณีหมิ่นสถาบัน และเว็บไซด์ไม่เหมาะสม 

ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนของแต่ละประเทศ แต่ผู้ให้บริการที่เป็นประเทศมหาอำนาจ

และมีความเสรี อาจไม่เข้าใจในวัฒนธรรมของอาเซียน ซึ่งหลายครั้ง เมื่อขอให้ถอดลิ้งค์ แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ  ทำให้กสทช.หลายประเทศยืนยันต้องควบคุมเนื้อหาที่ละเอียดอ่อนเหล่านี้ โดยอาจพิจารณาเสนอที่ประชุมอาเซียนใหญ่เพื่อ ออกเป็นกฏบัตรอาเซียนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

Advertisements
 

ปุกาศ..! สาวญี่ปุ่นได้มือถือคืนแล้ว..19 วัน กับการตามหา..คนต่างชาติทำมือถือตกในรถแท็กซี่ไทย

14 สิงหาคม 2560

ปุกาศ..ปุกาศ..ตามหาเจ้าของเจอแล้วค่าาา..! 19 วัน..กับการตามหาเจ้าของโทรศัพท์..ต่างชาติ ทำมือถือตกในแท็กซี่

ยังจำได้ไหม.. ข้าพเจ้าเคยโพสต์..ประกาศ..ตามหาเจ้าของโทรศัพท์ที่ทำตกในรถแท็กซี่..

อัพเดท… ขณะนี้ เจอเจ้าของโทรศัพท์แล้วนะคะ เป็นชาวญี่ปุ่น นำเครื่องส่งมอบให้แล้ว  ผ่านสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย.. เมื่อ 27 ก.ค. 2560

*******************

สืบเนื่องจาก ข้าพเจ้าพบ โทรศัพท์มือถือ “ไอโฟน” ตกอยู่ในรถแท็กซี่ เมื่อวันที่ 8 กรกฏาคม 2560  

– จากเหตุการณ์ เรียกรถจากหน้าสวนสัตว์ดุสิต กทม. เมื่อเวลาประมาณ 16:45น. เพื่อไปลงรถแถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ราวๆ 17:00น.  แต่ระหว่างจ่ายค่าโดยสาร ข้าพเจ้าเจอโทรศัพท์ มือถือตกอยู่เบาะหลัง.. 

– สอบถามคนขับบอก ให้ข้อมูลว่า น่าจะเป็นของชาวต่างชาติ

ทำให้ข้าพเจ้า ได้โพสต์ประกาศผ่าน Facebook และ ทวิต @Pat_ThaiPBS เพื่อตามหาเจ้าของโทรศัพท์แทบจะทันที  โดยคาดว่า น่าจะยังอยู่ในกรุงเทพฯ แถวๆ นั้น  หรือ ในประเทศไทย ..และหวังว่า จะได้เจอเจ้าของ.. ตามนี้ 

************************

จากนี้  จะขอเล่าถึง..เส้นทางการตามหาเจ้าของโทรศัพท์…เครื่องนี้นะคะ..

***** เจอมือถือ วันที่ 8 ก.ค.60 ******

โจทย์ในใจมีข้อเดียว คือ  “ต้องการตามหาเจ้าของโทรศัพท์ให้เจอ” 

@ปัญหาอยู่ที่ว่า …

มือถือนี้เป็นของใคร … แล้วจะหาเจอกันได้อย่างไร

เย็น.. 8 ก.ค.60  เมื่อลงจากรถแท็กซี่ ได้เจอเจ้าหน้าที่นายหนึ่ง ข้าพเจ้าสอบถามว่า  จะส่งคืนที่นี่ และช่วยรับมือถือไปประสานติดตามหาเจ้าของให้ได้ไหม..? 

คำตอบคือ ให้ประสานเอง เพราะพี่เขายังติดภารกิจ (อันนี้เข้าใจได้) 

ช่วง 6 โมงเย็น.. ข้าพเจ้าเดินหาศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ของตำรวจท่องเที่ยว ตรงสนามหลวง – วัดพระแก้ว เพราะหน้าจอมือถือเป็นภาษาญี่ปุ่น และคิดว่าตร.ท่องเที่ยวจะประสานได้โดยตรง 

เดินไปถึงหลัง 6 โมงนิดๆ  จนท.หน่วยอื่นแถวๆ นั้นบอกว่า ตำรวจท่องเที่ยวกลับหมดแล้ว เพราะ หมดเวลาปฏิบัติภารกิจประจำวัน

..เป็นเรื่องที่เข้าใจได้..เป็นอันว่า ยังไม่ได้เจอกัน.. 

ค่ำแล้ว..กลับมาที่พัก..

ลองสืบจากหน้าจอนี่แหละ …

1. ตัวเครื่องเป็น “ไอโฟน”  (ข้าพเจ้า ไม่ใช้ไอโฟน)  เครื่องมีสีชมพูอ่อนๆ

2. หน้าจอล็อกรหัส.. (แน่นอนว่า โทรศัพท์สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ผู้ใช้งานนิยมล็อกรหัสหน้าจอ)

3. ลองดูสัญญาณมือถือ (..คิดง่ายๆ ว่าเป็นนักข่าวสายกสทช. – ไอที อยู่ด้วย.. เผื่อจะประสานให้ กสทช. – ค่ายมือถือ ช่วยประสานไปทางค่ายมือถือญี่ปุ่น หรือช่วยส่งต่อข้อมูลกันให้ช่วยติดตามได้) 

4. แต่พบว่า หน้าจอถูกตั้งค่าเป็น “โหมดเครื่องบิน (ออฟไลน์)”  มีผลทำให้เจ้าตัว (เจ้าของเครื่อง) ไม่สามารถโทรศัพท์เข้ามาที่เครื่องของตัวเองได้ 100%

5. ภาษาหน้าจอ..เป็นภาษาญี่ปุ่น .. ทำให้ข้าพเจ้ายากต่อการอ่าน และแปลด้วยแอพ GOOGLE  ซึ่งแทบช่วยอะไรไม่ได้มาก 

6. ระหว่างนั้น หน้าจอ แจ้งเตือน บันทึกตารางเวลาอะไรสักอย่าง เตือนกันทุกๆ 10 นาที

7.  ระหว่างนั้น มีข้อความ อินสตาแกรมเป็นภาษญี่ปุ่น เข้ามา …เอาล่ะ / ลองถ่ายรูปหน้าจอ..ส่งไลน์ให้พี่กุล พี่บก.ข่าว @Kultida Post ที่ออฟฟิศ ซึ่งคิดว่าน่าจะมีเพื่อนเป็นญี่ปุ่นช่วยแปลให้

ได้คำแปลประมาณว่า “ มีผู้ใช้อินสตาแกรม (ชื่อผู้ใช้) ไปกดชื่นชอบ ข้อความของเจ้าของเครื่อง”  

8. ข้าพเจ้า และพี่กุล – เพื่อนพี่กุล อินบ็อคไปหา คนๆนั้น พร้อมฝากข้อความพร้อมแนบไฟล์รูป ที่คนนั้นไปกด like เจ้าของ IG  ประมาณว่า “ถ้าคุณรู้จักเจ้าของ IG โปรดแจ้งทีว่า เขาทำโทรศัพท์มือถือตกในแท็กซี่ ที่ประเทศไทย”  
แต่จนถึงวันนี้ ..( 14 สิงหาคม 60 )  ก็ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับมา… 

9. นอกจากโพสต์ผ่านFacebook  และ twitter แล้ว ..ข้าพเจ้ายังยังแจ้งที่

– ทีมเว็บข่าวออนไลน์ของ ThaiPBS 

–  จส.100  

– สวพ.91 

10. ช่องทางทวิตเตอร์ @Pat_ThaiPBS ขณะนั้นเริ่มมี   Follower หลายท่าน กรุณาช่วย RT แล้วแปลต่อเป็นภาษาญี่ปุ่นแจ้งต่อๆ กันด้วย 

11. ราว 5 ทุ่ม ทาง จส.100 โทรมา และขอให้โฟนอินออกอากาศ  เล่ารายละเอียดที่เจออีกครั้ง … 

******************

วันรุ่งขึ้น.. 9 ก.ค.   (หลังพบมือถือ 1 วัน) 

1. ข้าพเจ้า โทรสอบถามคนขับแท็กซี่ เพื่อสอบถามรายละเอียดอีกรอบ คนขับจำไม่ได้ชัดนัก บอกแต่ว่า น่าจะเป็นของคนต่างชาติ ไม่ได้สังเกตว่า ชาวต่างชาติใช้โทรศัพท์ในรถหรือไม่.. 

2.  วันนั้นหน้าจอมือถือ ปรากฏข้อมูลหุ้นนิเคอิ /การแจ้งเตือนปฏิทิน เป็นภาษาญี่ปุ่น.. 

3. ตกเย็น..ไปทานข้าวกับครอบครัว .. / พี่ชาย Preechakorn Tanngam ซึ่งเป็นโปรแกรมเมอร์ แนะนำว่าลองสลับเพื่อดูเบอร์ (นั่นเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้านึกไม่ถึงในสถานการณ์เช่นนั้น)

4. เบอร์ที่ได้..เราพบว่า เป็นเบอร์จากต่างประเทศ ..

5. ข้าพเจ้ารีบจดเบอร์ไว้ .. พี่ชายบอกว่า เหมือนว่าเจ้าของเครื่องจะโรมมิ่งค่ายมือถือของไทยด้วย เพราะเห็นสัญญาณโชว์ขึ้นหน้าจอ…(บอกชื่อเครือข่ายมือถือ) 

6.. จากนั้น ..ก็สลับซิมกลับคืนใส่ไว้ที่เครื่องเดิม 

7. เมื่อแยกจากครอบครัว.. ข้าพเจ้า ติดต่อจนท.ค่ายมือถือไทย..ประสานขอให้ช่วยดูว่าโรมมิ่งมาชื่อใครหรือไม่ หรือ อย่างน้อยๆ เอาเบอร์ที่เราได้มา.. ช่วยประสานกับค่ายมือถือที่ญี่ปุ่นช่วยติดตามหาเจ้าของได้หรือไม่ 

จนท.บอกว่า จะไปประสานผู้ใหญ่แลัวจะติดต่อกลับ … 

******************* 

จันทร์ .. 10 ก.ค.60 

1. ตัดสินใจส่ง SMS หาเลขา กสทช.ฯ  เผื่อขอแรงรบกวนให้ช่วยประสานอีกทาง พร้อมรายละเอียดสั้นๆ 

– เลขาฯ ตอบกลับว่า อยู่ต่างประเทศ  (เลยไม่ได้ติดต่ออะไรอีก) 

2.  เริ่มนึกถึงสถานทูตญี่ปุ่นฯ คิดเองว่า ถ้าเผื่อคนญี่ปุ่นในไทยมีปัญหา เขาอาจแจ้งไปที่สถานทูตฯ หรือไม่ก็ ถ้าสถานทูตฯ รู้เบอร์โทร น่าจะช่วยประสานได้. 

3. ระหว่างนั้น..จนท.ค่ายมือถือไทย โทรมาบอกว่า เช็คให้ไม่ได้ เพราะเป็นนโยบายบริษัท.. ถือเป็นความลับของลูกค้า ..  ( ก็พอจะเข้าใจได้) 

4. ระหว่างนั้น กำลังหาเบอร์สถานทูตฯ อยู่ที่  ThaiPBS “พี่หรีด” @Jingreed Slk โปรดิวเซอร์  เห็นเราโพสต์เฟสฯ ตามหาเจ้าของเครื่อง  และได้ยินเราเปรยๆ ว่า จะติดต่อไปที่สถานทูตญี่ปุ่นฯ / พี่หรีด ก็กุลีกุจอ ช่วยหาเบอร์มาให้ 

5. เราโทรไป..ที่สถานทูตฯ

มีผู้หญิง..พูดภาษาไทยสำเนียงภาษาญี่ปุ่นรับสาย.. เราแจ้งข้อมูลทั้งหมด.. และขอความกรุณาทางสถานทูต..ช่วยประสานไปที่ค่ายมือถือ ที่ประเทศญี่ปุ่น 

เจ้าหน้าที่ สถานทูตฯ บอกว่า จะพยายามติดต่อให้ แต่เธอไม่มั่นใจว่า จะเจอเจ้าของเบอร์ 

เราถามว่า จะนำไปฝากไว้ที่สถานทูตฯ ก่อนได้ไหม  เจ้าหน้าที่บอกว่าให้เราเก็บไว้ก่อน

*****************

11 ก.ค.2560 

– ทางสถานทูตญี่ปุ่นฯ จนท.คนเดิม โทรกลับมาแจ้งว่า  .. ทางค่ายมือถือขอเวลาตรวจสอบ

****** ผ่านไป 1 สัปดาห์ เศษ  … มีแต่ความเงียบ******* 

ตัดฉับ…จาก 11 ก.ค. มาถึง วันที่ 27 ก.ค.2560  

– ได้รับโทรศัพท์ จากสถานทูตญี่ปุ่นฯ แจ้งข่าวดีให้ทราบว่า..เจอเจ้าของเครื่องแล้ว.. แต่เจ้าตัว บินกลับญี่ปุ่นแล้ว… มีแต่เจ้านายคนญี่ปุ่น ที่ยังอยู่ประเทศไทย 

เราสรุปนัดส่งมอบโทรศัพท์คืนให้ที่ สถานทูตญี่ปุ่น.. ก่อน 4 โมงเย็น..วันนั้น 

เมื่อไปถึง..ได้เจอคุณ Yoshiya เจ้านายของเจ้าของเครื่อง พูดภาษาอังกฤษได้ โค้งให้เราแล้วโค้งให้อีก .. เราก็โค้งกลับ..โค้งกันไปมาหลายรอบมากๆ 

และคุณเจ้าของเสียงที่ช่วยประสานงานกับทางสถานทูตมาให้ทุกๆ ครั้ง  คือคุณ “จุงโกะ วาดะ” Junko Wada เป็นผู้ช่วยกงศุล

*********************

..ทราบว่า เจ้าของเครื่อง ไม่ได้อยู่เมืองไทย / วันที่ทำโทรศัพท์หล่นในรถ.. ก็รู้ตัวเมื่อตอนลงรถแล้ว..แต่เห็นรถวิ่งออกไป ก็ทำอะไรต่อไม่ได้แล้ว จำรายละเอียดรถไม่ได้  นอกจากทำใจ

สอบถามว่า.. ได้ไปแจ้งความหรือไม่ ..ได้รับคำตอบว่า แจ้งความแล้ว..แต่จำชื่อ สน. ไม่ได้ .. 

วันที่เจ้าของเครื่อง ทำมือถือตกในรถ คือ วันที่ 8 ก.ค.60 ..และวันรุ่งขึ้น 9 ก.ค. ก็เดินทางกลับญี่ปุ่น .. 

ก่อนจากกัน..ข้าพเจ้าขอขอบคุณ คุณ “จุงโกะ วาดะ” Junko Wada ( ผู้ช่วยกงศุล ) อีกครั้ง เพราะถ้าสถานทูตฯ ไม่ช่วยติดตามให้ด้วยใจจริงๆ ก็คงไม่มีโอกาสได้คืนโทรศัพท์ให้เจ้าของ..

ก่อนจากกัน..เรา และ คุณ Yoshiya ขอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระทึก..เอ้ย ระลึก เพื่อความสบายใจกันทุกฝ่าย 

คุณ Yoshiya ขออีเมล์ไว้ เพื่อส่งต่อให้ลูกน้อง ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่อง…ที่ต้องการติดต่อมาถึงเรา … 

แยกจากกัน.. ด้วยการโคังงามๆ อีกหลายรอบ.. เราก็ยกมือไหว้กันอีกหลายรอบเช่นกัน..

*************

ศุกร์ .. 28 .. ก.ค.60 

วันนั้น..ตั้งใจจะเรียบเรียง..เขียนโพสต์บอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้.. แต่ติดภารกิจด่วน ลงพื้นที่ ทำข่าวน้ำท่วมอีสาน และเพิ่งกลับถึง กทม. ไม่กี่วันก่อน  เลยนำมาเล่าสู่กันฟังวันนี้นะคะ

********

ปล. 1 เจ้านายของเจ้าของเครื่อง ให้ขนมมาด้วยกล่องหนึ่ง แม้ปฏิเสธหลายรอบ..แต่เขาก็ขอให้ด้วยความตั้งใจจริงๆ .. ณ วันนี้ ขนมได้หมดไปแล้ว..ตั้งช่วงไปทำข่าวน้ำท่วม แฮร่ๆ 

ปล. 2 เจ้าของเครื่อง คุณ เอริโกะ (Eriko) ได้อีเมลล์มาหา เพื่อขอบคุณ ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2560 แล้วค่ะ เธอได้ถ่ายรูปพร้อมโชว์มือถือที่ได้รับคืนไปส่งมาให้ด้วย

เธอบอกว่า..เสียใจมากที่ทำไอโฟนหาย เพราะเวลาที่ทำของหายในต่างประเทศ มันยากที่จะได้คืน  แต่เธอโชคดีมากที่ได้ไอโฟนคืน เธอ..ซาบซึ้งมากและอยากกลับมาประเทศไทยอีกหลายๆ ครั้ง 

(^______^)

 

พฤติกรรม..ก๊วนจีนปั่น like! คำบอกเล่า..จากผู้ให้คนจีนเช่าบ้าน คดีซิมโทรศัพท์ปริศนา 3.47 แสนเบอร์ ตัวการหลักยังหนีลอยนวล 

18 มิถุนายน 2560 

ผู้เขียน : ภัทราพร ตั๊นงาม ผู้สื่อข่าว”Thai PBS” 

พฤติกรรม..ก๊วนจีนปั่น like! คำบอกเล่า..จากผู้ให้คนจีนเช่าบ้าน คดีซิมของกลางปริศนา 3.47 แสนเบอร์ ตัวการหลักยังหนีลอยนวล เผยบ้านเช่าคนจีนใช้ไฟเดือนละ 4,500 บาท นอนกลางวัน ทำงานกลางคืน มีหญิงคนไทยจัดหาบ้านเช่าให้..ใช้เป็นฐานปฏิบัติการปั่นยอดวิว ..

ไทยพีบีเอส..พูดคุยกับผู้หญิงคนหนึ่ง..ดูแลหมู่บ้านแห่งหนึ่ง อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ที่กลุ่มชาวจีนไปเช่าบ้านอยู่ ทีมข่าวสอบถามที่มาที่ไปของกลุ่มคนจีนเหล่านี้ 

– เริ่มเข้ามาเช่าได้อย่างไร ..? 

ตอบ : มีผู้หญิงไทย เป็นข้าราชการ ในจัดหวัดสระแก้ว สอบถามและว่าจะมีคนจีนมาเช่า ซึ่งปกติ ที่นี่ ก็ให้คนต่างชาติเช่าอยู่บ้าง เลยไม่คิดว่าจะมีปัญหา เพราะเราทำตามกฎของ ตม.ชัดเจน ว่า ถ้ามีต่างชาติมาอยู่ ให้แจ้งภายใน 24 ชั่วโมง เอาหลักฐานพาสปอร์ต วีซ่า เดินทางไปแสดงให้ ตม.รับทราบ 

– เริ่มเข้าอยู่ในบ้านเมื่อไหร่ ..? 

ตอบ : เขาก็มากัน เดือนกุมภาพันธ์ 2560 คนจีน ตอนแรกมาคนเดียว ยังไม่มีเพื่อนคนจีน แล้วก็หญิงไทย ซึ่งทำงานแถวนี้ เราก็เอาบัตรปชช. ผู้หญิง แล้วก็พาสปอร์ตคนจีนมา เพราะเขาเป็นผู้เช่า ตอนมาก็เห็นว่า หิ้วกระเป๋ามาใบเดียว ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ  มีพักหลัง ที่มีเพื่อนชาวจีนเขามาเพิ่ม แต่ก็ไม่ได้อะไรแจ้งตม. แล้วก็ไม่ได้สนใจ เพราะเขาอยู่บ้านเดียวกัน เขาพูดจีน เราสื่อสารไม่ได้ มีอะไรที่จะต้องติดต่อ ก็โทรผ่านผู้หญิงคนนี้ เขาสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษกับคนจีน

– กำหนดสัญญาเช่าอย่างไรบ้าง เหมือนกับคนอื่นไหม

ตอบ : ปกติเราทำสัญญา 1 ปี ทั่วไปอยู่แล้ว แต่กรณีนี้ เขาเจรจา ขอเช่าอยู่ 6 เดือน มีต่อรองกัน เขาให้เหตุผลว่า จะอยู่ระยะสั้น แป๊ปเดียวเดี๋ยวจะย้ายไปที่อื่นแล้ว เราก็ตกลง ให้เช่าบ้าน เป็นบ้าน 2 ชั้น ราคาเดือนละ 15,000 บาท มัดจำล่วงหน้า 2 เดือน 

– พฤติกรรมการใช้ชีวิตของชาวจีนในบ้านเป็นอย่างไร

ตอบ : ก็เห็นและได้ยินคนในหมู่บ้าน ใกล้ๆ บ้านเขาบอกว่า นอนกันตอนกลางวัน และทำงานกันตอนกลางคืน แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่า เขาทำอะไรกันในบ้าน จนวันที่ตำรวจไปจับ ถึงรู้ว่า มีซิมโทรศัพท์มากมาย และมีอุปกรณ์มือถือ เครื่องโทรศัพท์จำนวนมาก ก็เพิ่งมาเห็นตอนเป็นข่าวแล้ว อย่างที่บอก เราไม่ได้สนใจรายละเอียดในบ้านเขา ก็เหมือนผู้เช่ารายอื่น ที่เมื่อให้เช่าแล้ว เราก็ไม่ได้สนใจอะไร 

– เคยให้เขาส่งของ พัสดุ หรือ มีพัสดุ สิ่งของมาส่งบ้างหรือไม่ 

ตอบ : เคยเห็นค่ะ เป็นกล่องๆ มาส่งเป็นระยะ และช่วงแรกๆ เขายังมาขอชื่อและที่อยู่บ้านเราไปด้วย เพื่อให้เรารับของพัสดุแทนเขา รับมาก็เอาไปให้เขา 2 ครั้ง หลังจากนั้น ก็โทรบอกผู้หญิงไทยให้เขาทราบว่า เราจะไม่รับฝากของอีกแล้ว ไม่ใช่อะไร เราแค่รู้สึกว่า ไม่สบายใจ เพราะไม่รู้ว่า ของที่รับแทนมาเป็นอะไร 

ใจเราก็ไม่อยากยุ่งกับเรื่องแบบนี้แต่แรกแล้ว เพราะหนึ่งเขาเป็นต่างชาติ ยิ่งเป็นคนจีนพูดก็ไม่รู้เรื่องกันอยู่แล้ว เคยได้ยินมาเหมือนกันว่า คนจีนไปเช่าบ้านในประเทศไทย ทำโน่น..ทำนี่ แต่เราก็ไม่ได้คิดว่า บ้านเราที่ให้เช่าจะมีปัญหา

หลังจากนั้น ก็แจ้งผ่านผู้หญิงไทย ให้คนจีนติดต่อรับส่งพัสดุเอง เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้น เราก็ไม่อยากไปมีส่วนร่วมรับผิดด้วย 

– ตอนรับพัสดุ..ได้สังเกตไหมว่าเป็นอย่างไร ส่งผ่านมาทางไหน 

ตอบ :  ไม่ได้สังเกตมากค่ะ แต่ตอนรับจะมีรถขนส่งสินค้าของเอกชนทั่วไปเป็นผู้ขนส่งมาให้ รับมาแล้ว ก็ไม่เคยเขย่า เพราะกลัวว่าของๆ เขาจะแตก หรือ เสียหาย เดาไม่ได้ด้วยว่า เป็นซิมโทรศัพท์หรือไม่ เพราะเป็นกล่องสีน้ำตาลทึบแบบกล่องใส่ของปกติ

– คนจีนเคยฝากส่งของไหม..?

ตอบ : ไม่เคยค่ะ 

–  อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และ อื่นๆ เข้ามาอยู่ในบ้านคนจีนได้อย่างไร ..?  ( ตำรวจยึดของกลางคดีนี้ไว้ คดีแรกรวม 21 รายการ คดีสองรวม 17 รายการ รวมซิมมือถือกว่า 3.47 เบอร์) 

ตอบ : (หัวเราะ) ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ อย่างที่บอก เหมือนคนเช่าบ้านทั่วไป ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เราทำแค่ที่ ตม.บอก คือรายงานใน 24 ชม. เมื่อเขามาเช่สบ้านจากนั้นก็จบ ถ้าเขาไม่ได้ต้องการอะไร ก็ไม่ได้ไปยุ่งวุ่นวายกับเขา  วันที่ตำรวจจับ เจอแผงโทรศัพท์ ก็ไม่ได้อยุ่ด้วย แต่ทางตำรวจโทรตามให้ไปช่วยชี้ตัว เอาจริงๆ นะยังตกใจเลยตอนเห็นข่าว เห็นภาพแผงมือถือ อุปกรณ์อะไรมากมายขนาดนั้น ก็ยังสงสัยว่า เขาไปขนเข้าบ้านกันมาตอนไหน


– บ้านหลังนี้ มีข้อมูลไหมว่า การจ่ายค่าไฟ คนจีนจ่ายค่าไฟเดือนละเท่าไหร่ ( ถามประเด็นนี้ เพราะเห็นจากแผงวางมือถือ ตามรูปนะคะ มีการชาร์ตไฟ..เสียบแบตกัน อุปกรณ์ไอทีทั้งนั้น ถ้าจะใช้งานแบบนี้ ค่าไฟน่าจะเป็นตัวบอกข้อมูลอะไรได้บ้าง) 
ตอบ : ทราบค่ะ ค่าไฟบ้านนี้พุ่งสูงกว่า บ้านหลังอื่นๆ ค่าไฟเฉลี่ยรวมก็ตกเดือนละ 4,000 บาท – 5,000 บาท ถ้าเปรียบเทียบกับค่าไฟบ้านหลังอื่นๆ ก็ประมาณ 1,000 บาท

– เหตุเกิดขณะนี้ เขาโดนจับกันแล้ว มีใครจ่ายค่าเช่าบ้านหรือยัง

ตอบ : โอ้ยยย ..ยังไม่จ่ายเลยค่ะ เขาติดค่าเช่าของเดือนพฤษภาคมอยู่งวดนึงด้วย ของมิถุนา เดือนนี้ ไม่ต้องคิดถึงเลย แต่ก็จะไม่ทวงนะ ไม่เอา ยอมปล่อยไม่อยากมีปัญหา 

– จากนี้ จะมีแนวทางให้คนต่างชาติเช่าบ้านอีกหรือไม่ 

ตอบ : (หัวเราะ) ไม่เอาแล้ว เข็ดแล้วค่ะ ชาติไหนก็ไม่เอาแล้ว ให้คนไทยเช่าดีกว่า อย่างน้อยก็ยังคุยสื่อสารกันรู้เรื่อง นี่ยังดีนะว่าไม่โดนไปด้วย แต่เราก็แสดงความบริสุทธิ์ใจแต่แรกแล้ว อย่างเขามาเช่า เราก็รีบบอก ตม. ไม่ได้ปกปิดอะไร ..ตำรวจถามอะไร ก็บอก ก็ให้ความร่วมมือ ..ขนาดนักข่าวมาถามเรายังบอกเลยนี่ ไม่อยากปิด ไม่มีประโยชน์อะไร 

 – คดีนี ตำรวจเชิญไปสอบปากคำอย่างไรบ้างแล้ว..?

ตอบ : ก็มีช่วงแรก อ่อแล้วก็เมื่อคืนนี้ ตำรวจโทรมาเชิญไปให้ปากคำเมื่อ 3 ทุ่ม และชี้ตัวบุคคลที่เป็นคนจีนอีกคนหนึ่ง เพราะตำรวจยังจับไม่ได้อีกคนหนึ่ง  ด้วยการดูรูปผ่านสำเนาพาสปอร์ตว่าตรงตัวกันหรือไม่ ก็ยืนยันไปว่าใช่ เพราะเป็นคนหลักที่มาขอเช่าบ้าน เป็นคนที่ยื่นพาสปอร์ตมาตอนเข้าอยู่ แต่ตอนนี้ ตำรวจว่ายังหลบหนีอยู่

************

หมายเหตุ : ..พูดคุยกันราวๆ เกือบ ครึ่งชั่วโมง ที่ศาลารอรถ ข้างทาง ใกล้ๆ หมู่บ้านที่เกิดเหตุ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว


 

อัพเดท 5 วันผ่าน..!  คดี ซิมโทรศัพท์ปริศนา 347,000 เบอร์ หลังจาก ตร.อรัญฯ สระแก้ว จับ 3 คนจีน พร้อมอุปกรณ์คอมพ์-ไอโฟน 500 เครื่อง

17 มิถุนายน พ.ศ.2560 
5 วันผ่าน!  คดี ซิมโทรศัพท์ปริศนา 347,000 เบอร์ หลังจาก ตร.อรัญฯ สระแก้ว จับ 3 คนจีน พร้อมอุปกรณ์คอมพ์-ไอโฟน 500 เครื่อง

…ขอสรุปคร่าวๆ นะคะในประเด็นเหล่านี้..

1.สรุปความคืบหน้า  

2.ผลตรวจสอบ 

3.ปมที่มา..พบซิมไทยส่วนหนึ่งมาจากกัมพูชา..?

4. กสทช.ยังไงต่อ..?

5. ตำรวจ..รออะไร..? 

6. เชื่อ-ไม่เชื่อ ปัญหาคาใจ? 

7. คนเราจะซื้อซิมจำนวนมากๆ ได้หรือไม่ ?


 1.สรุปความคืบหน้า

– ช่วงเวลานี้ 4-5 วันมานี้.. เป็นบรรยากาศแห่งการสแกนบาร์โค้ทของค่ายมือถือ ทั้ง AIS / Dtac และ True ที่ สถานีตำรวจ (สภ.อรัญประเทศ) ห่างชายแดน ราวๆ 5-6 กม. (โรงเกลือ- ปอยเปต) 

– วันๆ .. ก็จะได้ยินเสียง …ติ๊ด…ติ๊ด…ติ๊ด….ติ๊ดๆๆๆๆๆ ระรัว..มือเป็นระวิง..  ภายใต้ระยะเวลา ที่ต้องเร่งสแกนบาร์โค้ทซิมกว่า 347,000 ซิม.. ให้แล้วเสร็จเร็วที่สุด



– AIS ระดมทีม 30 คน .. ใช้เวลา ..วันเดียวจบ สแกน 105,485 เบอร์ 

– Dtac มาวันแรกเมื่อ 2 วันก่อน..มาถึงก็ครึ่งบ่ายแล้ว งานไม่จบ.. สแกนได้ 16,000 เบอร์ … วันต่อมา (เมื่อวาน) เพิ่มคน..เพิ่มเครื่องสแกน เพิ่มคนช่วย เริ่มตั้งแต่เช้า จนถึง 5 ทุ่ม ปิดจ็อบสแกนสำเร็จ 104,439 เบอร์ วันนี้เจอทีมดีแทค ตาโหลไปตามๆ กัน

– Truemove จริงๆ มาถึง สภ.อรัญฯ ค่ายแรกช่วงหลังเกิดเหตุแรกๆ แต่ใช้วิธีสุ่มสแกนบาร์โค้ทซิม ทำไปได้ 7,000 เบอร์ แล้วทิ้งไป 2 วัน เข้าใจว่า .. ทาง ตำรวจ หรือ กสทช. แจ้งว่าการสแกนต้องทำทุกชิ้นที่เป็นของกลาง … 

มาวันนี้เลยงานงอก เพราะ อีก 2 ค่าย AIS กับ Dtac ทำเสร็จไปแล้ว .. แต่ True ยังต้องสแกนที่เหลืออีกนับแสนเบอร์ เพราะของ True โดนยึดเป็นของกลางมากที่สุด 131,000 เบอร์ วันนี้ จึงได้ยินเสียง ติ๊ดๆๆๆๆ ตั้งแต่เช้า 


– แล้วข้อกำหนด กสทช. คือ ทั้ง 3 ค่าย ต้องส่งรายงานเบอร์ ให้ กสทช. ทราบภายในวันนี้ … คือ ต้องทราบว่า ของกลางเหล่านี้.. ใช้เบอร์อะไร
– เพื่อ กสทช.จะสรุปรายงานส่งให้ตำรวจ

2. ผลตรวจสอบ (ยังไม่สรุป..แต่มีอัพเดท)

– การสแกนบาร์โค้ทซิมโทรศัพท์ ของทั้ง 2 ค่ายมือถือที่แล้วเสร็จไปแล้ว ทำให้ กสทช.ได้รับแจ้งเบื้องต้นว่า บางเบอร์ พบว่า มาจากกัมพูชา และภาคกลางของไทย

เบื้องต้น..บางซิมที่ตรวจสอบพบว่าถูกเปิดใช้งานแล้ว…. และลงทะเบียนซิม ..แต่ ยังไม่มีใครบอกได้ว่า… ลงทะเบียนโดยใคร  

3.ปมที่มา..พบซิมไทยส่วนหนึ่งมาจากกัมพูชา..?

– พูดคุยสอบถามกับแหล่งข่าวหลายคน สันนิษฐานคล้ายๆ กันว่า เป็นการใช้งานบริเวณชายแดน และบางส่วนเป็นข้อสันนิษฐานจาก กสทช. ว่า อาจมีกลุ่มทัวร์ ที่ไปเที่ยวในปอยเปตแล้ว แจกซิมฟรีของค่ายมือถือ รวมในแพคเกจท่องเที่ยว และแพคเกจเข้ากาสิโน 

– โดยคาดเดาว่า ผู้จัดแพคเกจ เป็นผู้จัดหาซิมฟรีของไทย จะจัดเตรียมไว้ให้ใช้ระยะสั้นๆ ในแพคเกจกิน-นอน-เที่ยว-โทร พอเข้าไปฝั่งปอยเปตได้  แต่ถ้าไม่มีใครใช้ ก็ทิ้งๆ ไป..ขายส่งแบบเหมาเข่ง หรือ เป็นถุง ก็มีความเป็นได้ แต่จะไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็นล็อตของกลาง 3.47 แสนซิมแน่นอน

4.กสทช.ยังไงต่อ..?
– นำไปสู่การรอตรวจสอบ..ของ 3 ค่ายมือถือที่จะรายงาน…หลังรู้เบอร์..ก็จะรู้แหล่งที่มาของซิม.. เมื่อรู้แหล่งที่มาแล้ว ..ที่มานั้นจะเป็นตัวบอกข้อมูลอะไรได้หลายๆ อย่างในตัวซิมมันเอง เช่น 

ซิมนี้มาจากภูมิภาคไหน / จังหวัด / เขต / อำเภออะไร / 

ลงทะเบียน..ด้วยบัตรประชาชน.. มีหรือไม่ 

ถ้าไม่…ค่ายมือถือก็งานเข้าเต็มๆ … (ต้องไปเจอคำสั่งลงโทษจาก กสทช.) 


แต่ถ้ามีลงทะเบียน..คือใคร .. เป็นคนไทย หรือ ต่างชาติ

การลงทะเบียนเป็นตัวบุคคล หรือ ในนามตัวแทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) 

– ข้อมูล จาก กสทช.เท่าที่เคยทำข่าว กสทช. มาหลายประเด็น ข้อมูลดิบๆ ภาพรวมเบอร์โทรฯ ในตลาดอุตสาหกรรมซิมโทรศัพท์ ขณะนี้มี 120 ล้านเบอร์ 

ในจำนวนนี้ เป็นเบอร์ระบบเติมเงิน 90% 

และมีประมาณ 20% ของจำนวนซิมทั้งหมด.. เป็นการลงทะเบียนในนามตัวแทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) 


5. ตำรวจ..รออะไร..? 
-หลังจากฝากขังผู้ต้องหา คนจีน 3 คนไปแล้ว … ตอนนี้ รอข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น…จาก ค่ายมือถือ และ กสทช. ซึ่งต้องสรุปเป็นเอกสารรายงานส่งให้ตำรวจ เพื่อนำมาขยายประเด็นการสอบสวน

6. เชื่อ-ไม่เชื่อ ปัญหาคาใจ? 
– ข้อกล่าวอ้างของคนจีน..เอาซิมกว่า 3.47 แสนซิมไป สมัครสมาชิกวีแชท 

– ด้วยการเอาซิม ใส่เครื่องอ่านเบอร์ (แอคซิม) โดยไม่หักเบอร์ออกมา คือ ไม่ได้ใช้งานโทรศัพท์ แต่อยากรู้เบอร์โทรอย่างเดียว เพื่อเอาเบอร์ไปลงทะเบียนสมัคร”วีแชท” แอพยอดฮิตของคนจีน (ฮิตแบบไหน.. ก็ฮิตแบบคนไทย เล่น Facebook อารมณ์ประมาณนั้น) 

– เพื่อเอาไอดี วีแชท ไปสมัคร เพจออนไลน์ของจีน เพื่อปั่นสินค้า ยอดวิว ยอดไลค์ ยอดแชร์

– ทำกันที่สระแก้ว แต่อ้างว่า บริษัทแม่ที่ประเทศจีน เป็นคนสั่ง และเป็นผู้จัดหาซิมมือถือมาให้ โดยมีการส่งกันในประเทศไทย ตร.บอก ผู้ต้องหาให้ข้อมูลว่า มาเป็นกล่องบ้างๆ ลังบ้าง มาครั้งละมากๆ 

7. คนเราจะซื้อซิมจำนวนมากๆ ได้หรือไม่ ?

ได้ อยากซื้อเท่าไหร่ก็ได้…ไม่มีกฎหมายห้าม ..ต้องลงทะเบียนด้วยบัตร ปชช. 

ว่าแต่ว่า..คนๆ หนึ่ง… หรือ คน 3 คน..ถ้ามีซิม 3 แสน 4 หมื่น 7 พันเบอร์ อยู่ในครอบครอง… 

..เป็นคุณจะเอาซิมเหล่านี้..ไปทำอะไรได้บ้าง..?  

 

​[บทความพิเศษ] “โลกยุค 5G และไอโอที อยู่อย่างไรให้ปลอดภัย” โดย :  ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช.

2 เมษายน 2560

“โลกยุค 5G และไอโอที อยู่อย่างไรให้ปลอดภัย”

บทความพิเศษโดย :  ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 

“..เทคโนโลยีนำมาซึ่งความสะดวกสบายในชีวิต เทคโนโลยีการสื่อสารทำให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกมุมโลก ทำให้คนที่แม้จะอยู่คนละทวีป พบปะและสื่อสารกันได้บนโลกออนไลน์ โดยไม่ต้องไปมาหาสู่กันจริงๆ ทำให้เราสามารถค้นหาสินค้าจากต่างประเทศและสั่งซื้อพร้อมชำระเงินออนไลน์ แล้วรอรับสินค้าที่จะถูกส่งมาถึงบ้าน ระบบอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อข้อมูลอย่างกว้างขวางนี้ จึงถูกขนานนามว่า อินเทอร์เน็ตของข้อมูลข่าวสาร และผู้ที่ใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตก็คือคนเรานั่นเอง

หลายปีที่ผ่านมา นอกจากการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างคนกับคน เริ่มมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างคนกับสิ่งของ หรือสิ่งของกับสิ่งของ จนเรียกกันว่า อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งหรือไอโอที (Internet of Things) ตัวอย่างเช่น กล้องวงจรปิดหรือเครื่องใช้ต่างๆ ในบ้านที่เราสามารถควบคุมทางไกลด้วยอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ หรือแม้แต่การขับเคลื่อนของรถยนต์ไร้คนขับ เป็นต้น

แต่ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายที่ยังมีข้อจำกัด ทำให้การเชื่อมต่อสิ่งของต่างๆ มักทำได้ดีเฉพาะการเชื่อมต่อเครื่องใช้ประจำที่ผ่านอินเทอร์เน็ตประจำที่ซึ่งวางสายเข้าสู่บ้านหรือสำนักงาน หากจะมีการเชื่อมต่อสิ่งของต่างๆ มากมายจริง เราต้องออกแบบโครงข่ายไร้สายให้รองรับปริมาณการสื่อสารขนาดมหาศาลและหนาแน่นในทุกพื้นที่ และต้องรองรับการตอบสนองได้ฉับไว เพราะการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนเราต้องการความเร็วสูงขึ้นเรื่อยๆ

เทคโนโลยี 4G ไม่สามารถรองรับความต้องการลักษณะนี้ได้ แต่ 5G ที่กำลังจะมาถึง ได้รับการออกแบบเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว หากเราควบคุมรถยนต์ผ่านระบบ 4G ซึ่งมีความหน่วงในการตอบสนอง (Latency) จะเกิดอุบัติเหตุมากมายบนท้องถนน แต่ผลการทดลอง 5G ในปัจจุบันสามารถลดความหน่วงของสัญญาณไปกลับหนึ่งรอบเหลือเพียงสองในพันส่วนของวินาที ทำให้สามารถควบคุมอุปกรณ์ทางไกลได้ฉับไวเกือบเหมือนควบคุมด้วยมือของเราเอง การผ่าตัดทางไกล การกู้ภัยในพื้นที่อันตราย จะปลอดภัยยิ่งไปกว่าในปัจจุบัน

ดูเหมือนไอโอทีทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเรามีคุณภาพดียิ่งขึ้น เราจะมีระบบบ้านอัจฉริยะ เมืองอัจฉริยะ จนหลายคนเฝ้ารอการมาถึง แต่ทุกเรื่องราวก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย ที่ผ่านมาอินเทอร์เน็ตของข้อมูลทำให้เยาวชนเข้าถึงการพนันออนไลน์ แหล่งยาเสพติด และสื่อลามก ผู้ก่อการร้ายเข้าถึงความรู้ในการสร้างอาวุธทำลายล้างชีวิต คนบางกลุ่มใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อสร้างข่าวลวงหรือใส่ร้ายคนอื่น มิจฉาชีพสวมรอยเพื่อแฮ็กบัญชีธนาคารหรือบัญชีเครือข่ายสังคมออนไลน์ การหลอกลวงและการฉ้อโกงผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นข่าวที่พบได้ทุกวัน

แล้วในยุค 5G ไอโอที จะแย่ไปกว่าปัจจุบันได้ขนาดไหน จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคนร้ายจะหลอกลวงอุปกรณ์ต่างๆ ด้วย ไม่เพียงแต่หลอกลวงคนอย่างในปัจจุบัน

ในการประชุม Mobile World Congress 2017 เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีการพูดถึงระบบรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทั่วโลก ผู้บริหาร SoftBank เล่าว่า พนักงานของบริษัทคนหนึ่งนัดทานอาหารเที่ยงกับภรรยา ขณะนั่งรอภรรยาในร้านก็ใช้เวลาว่างทดสอบระบบรักษาความปลอดภัยของกล้องวงจรปิดสาธารณะ เพียงแค่ช่วงเวลาก่อนภรรยาเดินทางมาถึง เขาแฮ็กกล้องวงจรปิดได้หนึ่งล้านสองแสนตัว

และในการประชุมดังกล่าวได้มีการสาธิตการแฮ็ก BabyCam (กล้องวงจรปิดเฝ้าดูทารก) กาต้มน้ำ และเครื่องทำกาแฟ โดยใช้เวลาไม่กี่วินาที โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เราท์เตอร์อินเทอร์เน็ตตามบ้านหลายร้อยล้านเครื่องทั่วโลกถูกแฮ็กได้ง่ายมาก โดยเฉพาะเราท์เตอร์ที่ติดตั้งมานานและไม่มีการอัพเดทเฟิร์มแวร์เพื่ออุดช่องโหว่เรื่องความปลอดภัย ทำให้คนร้ายแฮ็กอุปกรณ์ทุกชิ้นที่เชื่อมต่อได้ไม่ยาก

การแฮ็กโดยทั่วไปมีเป้าหมายสองกลุ่ม หนึ่งคือกลุ่มบุคคลสำคัญ มีชื่อเสียง หรือฐานะดี เพื่อล้วงความลับหรือเจาะข้อมูลลับต่างๆ หรือขโมยทรัพย์สินทางออนไลน์ อย่างเช่น กรณีวิกิลีกส์เผยแพร่ข้อมูลว่าหน่วยสืบราชการลับบางประเทศบันทึกเสียงสนทนาภายในบ้านของเหยื่อผ่านสมาร์ททีวีที่ปิดอยู่ และจริงๆ แล้วในกรณี BabyCam คนร้ายสามารถบันทึกวิดีโอได้ด้วย

เนื่องจากการแฮ็กแต่ละครั้งต้องใช้ทรัพยากรและเวลา คนร้ายจึงจะไม่เสียเวลาทำแบบนี้กับประชาชนทั่วไป เพราะประโยชน์ตอบแทนไม่คุ้มค่า แต่คนทั่วไปก็เป็นเป้าหมายกลุ่มที่สอง เพราะระบบรักษาความปลอดภัยมีช่องโหว่ โดยหลักแล้วคนร้ายจะแฮ็กอุปกรณ์อะไรก็ได้ชิ้นแรก แล้วใช้เป็นเกตเวย์ในการแฮ็กอุปกรณ์ที่เหลือทั้งหมดในบ้าน แล้วสร้างทราฟฟิคไปโจมตีเซิร์ฟเวอร์หรือเว็บไซต์เป้าหมายอีกชั้นหนึ่ง เรียกว่าการโจมตีแบบดีดอส (Distributed Denial of Service) ทำให้สามารถโจมตีเป้าหมายพร้อมๆ กันจากอุปกรณ์ทั่วโลกหลายล้านชิ้น ยากต่อการหาต้นตอการโจมตี

แล้วใครต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ในอดีตเวลาเครื่องคอมพิวเตอร์ติดไวรัส เราจะโทษผู้ใช้งาน ไม่มีใครกล่าวโทษผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ หรือกล่าวโทษเจ้าของระบบปฏิบัติการ เพราะความเสี่ยงในการติดไวรัสมักจะมาจากพฤติกรรมการใช้งาน ผู้บริโภคต้องติดตั้งโปรแกรมตรวจฆ่าไวรัสเอง แต่ในกรณีเครื่องทำกาแฟอัจฉริยะหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ผู้บริโภคก็เพียงแต่ใช้งานตามคู่มือการใช้งานตามปกติ หรือรถยนต์ไร้คนขับ ผู้โดยสารก็นั่งเฉยๆ ไม่ได้ควบคุมรถ หรือมีพฤติกรรมแผลงๆ แต่อย่างใด จะให้เป็นผู้รับผิดแบบเดิมๆ ได้อย่างไร ดังนั้น ในโลกยุคไอโอที อุปกรณ์ทุกชิ้นต้องถูกฝังระบบรักษาความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Security by Design) และกรณีที่พบช่องโหว่ต้องมีการออก patch หรืออัพเดทเฟิร์มแวร์อัตโนมัติ เพราะในอนาคตแต่ละบ้านอาจมีอุปกรณ์ไอโอทีนับร้อยชิ้น การจะให้ผู้บริโภคคอยอัพเดทเฟิร์มแวร์เองทุกชิ้นในแต่ละเดือน ก็คงไม่เหลือเวลาไปทำอะไรอื่นอีก นอกจากนี้ อาจต้องมีการทำประกันภัยที่เกิดจากการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ อีกด้วย และต้องวางแนวทางในการกำหนดผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งเกี่ยวข้องกับหลายบริษัท เช่น ผู้ผลิตชิพ ผู้ผลิตตัวอุปกรณ์ ผู้ผลิตซอฟต์แวร์หรือแอพ ผู้รับผิดชอบระบบสื่อสาร และผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ เป็นต้น

ประเด็นที่ต้องคุ้มครองผู้บริโภคในยุคไอโอที ยังมีเรื่องการรักษาข้อมูลส่วนบุคคล เพราะธุรกิจจะใช้การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analysis) เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ทำให้สามารถวิเคราะห์โปรไฟล์ของผู้บริโภคแต่ละคน จนบางครั้งรู้ดีกว่าตัวผู้บริโภคคนนั้นเสียอีก และหากมีการรั่วไหลหรือลักลอบขายข้อมูล ก็จะเกิดผลเสียรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้ จึงต้องมีการออกกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการดูแลและใช้ประโยชน์ข้อมูลส่วนบุคคล และต้องยึดหลักการพื้นฐานว่า การใช้ประโยชน์อื่นใดจากข้อมูล ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลเสมอ

ในส่วนประเด็นความเป็นส่วนตัว ต่อไปเราอาจพบเห็นโดรนบินเต็มท้องฟ้า หากไม่มีการกำกับดูแล โดรนจะสามารถรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของแต่ละบ้านได้ไม่ยาก และอุปกรณ์เซ็นเซอร์ต่างๆ ในบ้านที่เราติดตั้งเพื่อดูแลความปลอดภัย ก็ใช้เป็นเครื่องมือระบุว่ามีใครอยู่ในห้องไหนหรือบ้านไหนหรือไม่ กำลังนั่ง ยืน หรือนอนอยู่ หรือแม้แต่สมาร์ทมิเตอร์ก็อาจบอกได้ว่าในบ้านมีคนอยู่หรือไม่ ส่วนอุปกรณ์พกพาติดตัว (Wearable Device) ก็ใช้ระบุตำแหน่งผู้ใช้งานได้ คนร้ายจึงสามารถใช้ติดตามเรา หรือใช้ตัดสินใจบุกเข้าบ้านเราเวลาปลอดคนก็ได้

ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่า ผู้บริโภคไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เพราะต่อให้ระบบรักษาความปลอดภัยดีเพียงใด แต่หากเราเป็นผู้มอบกุญแจ หรือเป็นผู้ไขประตูให้คนร้ายเข้ามาในระบบ ย่อมต้องรับผิดชอบตัวเอง สิ่งที่ผู้บริโภคต้องตระหนักคือการสร้างนิสัยในการใช้งานอย่างปลอดภัย และการไม่เปิดเผยข้อมูลสำคัญแก่ใครๆ ซึ่งในปัจจุบันคนร้ายนิยมใช้เทคนิค Social Engineering มากกว่าการแฮ็กข้อมูล เพราะการหลอกให้เราเปิดเผยข้อมูลนั้น ใช้หลักจิตวิทยาในการหลอกลวงโดยไม่ต้องเชี่ยวชาญด้านเทคนิคเหมือนการแฮ็ก การส่งอีเมลหลอกลวง การสร้างหน้าเว็บปลอม การสวมรอยเป็นคนที่เรารู้จัก การสร้างข้อมูลข่าวสารเท็จ หรือแม้แต่การโทรมาหลอกแบบแก๊งค์คอลล์เซ็นเตอร์ คือรูปแบบต่างๆ ที่จะหลอกลวงให้เราเปิดเผยข้อมูลออกไปด้วยตัวเราเอง กรณีการเจาะภาพลับของดาราฮอลลีวู้ดที่เก็บบนระบบคลาวด์นั้น ส่วนใหญ่เกิดจาก Social Engineering ไม่ใช่การแฮ็กขั้นเทพแต่อย่างใด

ในยุค 5G และไอโอที ทุกฝ่ายจึงต้องร่วมรับผิดชอบและร่วมมือกัน เพื่อให้การใช้งานเกิดความปลอดภัยมากที่สุด..”

 

ปรับผังใหม่! มติ ทรท. ผู้ประกอบการทีวี –วิทยุ ปรับผังเข้ารายการปกติได้ หลังจบพระราชพิธี เคลื่อนขบวนพระบรมศพ รัชกาลที่ 9 ค่ำนี้ ให้มีโฆษณาได้แต่คุมโทนสียึดช่อง NBT เป็นหลัก และเชื่อมสัญญาณถ่ายทอดสดพิเศษ / เนื้อหาละคร – บันเทิง – กีฬา รอกรมประชาสัมพันธ์ เคาะอีกครั้ง / มอบ กสทช.คุมสื่ออนไลน์ – Facebooklike

14658329_1256932200994571_1022560430_n

14 ตุลาคม 2559

ปรับผังใหม่! มติ ทรท. ผู้ประกอบการทีวี – วิทยุ ปรับผังเข้ารายการปกติได้ หลังจบพระราชพิธี เคลื่อนขบวนพระบรมศพ รัชกาลที่ 9 ค่ำนี้ ให้มีโฆษณาได้แต่คุมโทนสียึดช่อง NBT เป็นหลัก และเชื่อมสัญญาณถ่ายทอดสดพิเศษ / เนื้อหาละคร – บันเทิง – กีฬา รอกรมประชาสัมพันธ์ เคาะอีกครั้ง / มอบ กสทช.คุมสื่ออนไลน์ – Facebooklike

เมื่อเวลา 12.30 น. พล.ท.สบโชค ศรีสาคร เลขานุการบริหารสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยเผย (ทีวีพูล) เปิดเผยภายหลังการประชุมสมาชิกผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์ (ทรท.) โดยมีพลตรี สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาราชการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เข้าร่วมประชุมด้วย โดยพล.ท.สบโชค ระบุว่า ทรท. ได้รับแนวปฏิบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการแผนงานการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ และสถานีวิทยุทุกสถานี ว่า ตั้งแต่เวลา 14.30 น.วันนี้ ทุกช่องจะร่วมกันลิ้งค์สัญญาณถ่ายทอดสดสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปในการเชิญพระบรมศพไปยังพระทีนั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง”

หลังจากนั้น เมื่อจบรายการถ่ายทอดสด ทางสถานีโทรทัศน์แต่ละช่อง สามารถปรับผังออกอากาศรายการได้ตามปกติ แต่อยู่ภายในเงื่อนไข การนำเสนอให้เป็นไปตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งยังเน้นการนำเสนอรายการเฉลิมพระเกียรติ สารคดีเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจต่างๆ และให้เชื่อมลิ้งค์สัญญาณการถ่ายทอดสดของ ทรท. เมื่อมีพิธี/พระราชพิธีต่างๆ รวมทั้งพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในระยะนี้

สำหรับแนวปฏิบัติของ ทรท. และผู้ประกอบการโทรทัศน์จะขึ้นอยู่กับ แนวทางของสำนักพระราชวัง และนโยบายของนายกรัฐมนตรี เป็นหลัก เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติของผู้ประกอบการโทรทัศน์ และสถานีวิทยุ

“แนวทางเดิมที่รายการโทรทัศน์ , วิทยุ จะออกอากาศสารคดีเทิดพระเกียรติของ ทรท. ไปตลอด 30 วันนั้น ก็ปรับร่นให้เริ่มออกอากาศผังปกติได้ตั้งแต่หลังจบพระราชพิธี ค่ำวันนั้น สังเกตได้จากโลโก้ ทรท. จบ ก็เข้าผังรายการปกติได้ ซึ่งผู้ประกอบการทุกช่อง จะคิดเองได้ว่า อะไรเหมาะสม ไม่เหมาะสม ส่วนเรื่องการออกอากาศละคร, ความบันเทิง และการถ่ายทอดสดรายการกีฬา หรือ เนื้อหาที่มีความบันเทิง ทางกรมประชาสัมพันธ์จะไปประชุมกันอีกครั้ง เพื่อกำหนดเป็นแนวปฏิบัติที่เป็นนโนบายชัดเจนอีกครั้ง แต่เบื้องต้น ให้ผู้ประกอบการแต่ละช่องยึดหลักความเหมาะสม” พล.ท.สบโชค กล่าว

ส่วนการออกอากาศ สปอตโฆษณา ของให้แต่ละช่อง คำนึงถึงความเหมาะสมของเนื้อหา ต้องไม่มีฉูดฉาดหรือปรากฎภาพหวือหวา ถ้าเป็นสปอตโฆษณาที่มีเนื้อหาธรรมดา สามารถออกอากาศได้ตามปกติ แต่ขอความร่วมมือให้ทุกช่อง ควบคุมโทนสีในการออกอากาศ โดยให้ยึดโทนสีของสถานีโทรทัศน์ NBT เป็นหลัก โดยการปรับผังเฉพาะกิจในช่วงนี้ ผู้ประกอบการไม่ต้องส่งผังให้ กสทช. ทราบล่วงหน้า จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
สำหรับการออกอากาศของสื่อใหม่ สื่อออนไลน์ (นิวมีเดีย) สำนักงาน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม(กสทช.) จะรับผิดชอบ รวมถึงการดูแลการใช้ เฟสบุ๊คไลน์ และโซเชียลมีเดียต่างๆ

ขณะที่วันนี้ สำนักงาน กสทช. ส่งหนังสือแจ้งผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทุกรายให้ความร่วมมือเผยแพร่ข่าวสารตามแนวทางของรัฐบาล และระงับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เหมาะสม ฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด โดยนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ตามที่ รัฐบาลขอความร่วมมือสื่อมวลชนทุกสังกัดที่มี Online TV เผยแพร่ข่าวสารและ รายการผ่านเว็บไซต์ หรือผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่าน Youtube Channel, Facebook Live และสื่อภาพและเสียงอื่นที่เผยแพร่สดทางสื่อออนไลน์ ให้เกาะสัญญาณภาพและเสียงของสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เป็นเวลา 30 วัน หรือจนกว่าจะเปลี่ยนแปลง ซึ่งรวมถึงเว็บไซต์หรือสื่อออนไลน์ต่างๆ ด้วย นั้น

ในวันนี้ (14 ต.ค. 2559) สำนักงาน กสทช. จึงได้มีหนังสือถึงผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทุกรายให้ดำเนินการดังต่อไป นี้

1. ให้ความร่วมมือในการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารใดๆ ผ่านเว็บไซต์หรือสื่อออนไลน์โดยเคร่งครัด

2. นอกจากการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลข้างต้นแล้ว ให้ติดตามและตรวจสอบการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต และหากตรวจพบการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เหมาะสม ให้ดำเนินการระงับหรือยับยั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวในทันที รวมทั้งประสานไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น Facebook, Twitter, Youtube, Lineฯลฯ ให้ดำเนินการระงับหรือยับยั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวในทันที ทั้งนี้ หากพบการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารใดที่ไม่เหมาะสมแล้วไม่ดำเนินการระงับหรือยับยั้ง การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวในทันทีแล้ว ถือเป็นความผิดร้ายแรงที่ กสทช. จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

3. ให้จัดตั้งหน่วยตรวจสอบขึ้นภายในองค์กรหรือหน่วยงานท่านเพื่อติดตามและตรวจสอบการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารใดๆ ผ่านเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ ตลอด 24 ชั่วโมง และหากพบการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารใดที่ไม่เหมาะสมแล้วให้ดำเนินการตาม 2. โดยทันที และให้แจ้งผลการดำเนินการให้สำนักงาน กสทช. ทราบโดยเร็ว
4. สำนักงาน กสทช. จะร่วมติดตามและตรวจสอบการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารใดๆ ผ่านเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง โดยหากพบการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารใดที่ไม่เหมาะสม จะดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อผู้กระทำผิดโดยตรงกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ต่อไป ซึ่งสำนักงาน กสทช. ได้ประสานช่องทางการดำเนินการดังกล่าวกับ ปอท. ไว้แล้ว

ทั้งนี้ หากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใดไม่ปฏิบัติตามดังที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาต สำนักงาน กสทช. จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายให้ถึงที่สุดต่อไป

 

คำต่อคำ..! ผู้เสียหาย วิงวอน “AIS” หาเบื้องหลัง พนง.ขโมยข้อมูล ส่วนตัวลูกค้า -ละเมิดสิทธิ์ ไม่ปลอดภัย

15 กันยายน 2559 

“AIS..ควรชี้แจงข้อมูลทั้งหมดว่า เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นคนทำ ทำกันคนเดียว หรือขบวนการ มีคนสมรู้ร่วมคิดด้วยหรือไม่..”

เสียงวิงวอนจาก “พล” มัณฑนากร วัย 41 ปี บอกกับทีมข่าว”ไทยพีบีเอส” ถึงสิ่งที่ต้องการให้
AIS แสดงความรับผิดชอบมากกว่า การให้ข้อมูลว่า ไล่ออกพนักงาน หรือ แสดงความเสียใจ ต่อกรณี ข้อมูลส่วนตัวของ “พล” ถูกพนักงานขโมยออกไปขายให้คนนอกองค์กร

วันนี้ ทีมข่าวได้พูดคุยกับชายผู้นี้ ซึ่งดูจากภาษากายแล้ว มีความเครียด และ กังวลไม่น้อย..

ประเด็นที่เริ่มต้น คงเหมือนที่หลายคนสงสัย คือ “ได้เอกสารมาอย่างไร”

“พล” บอกว่า “ไม่ทราบว่าใครส่งมาให้ผม แต่ได้รับทรัมพ์ไดร์ ถูกวางไว้ในกล่องตู้รับจดหมายหน้าบ้าน พยายามสอบถามข้อมูลจาก รปภ.หมู่บ้าน ก็ไม่พบข้อมูลว่าใคร หรืออะไร”

คำถาม ที่สนใจเพิ่มเติมคือ “ในนั้น มีข้อมูลอะไรบ้าง”

คำตอบที่ได้คือ “ในทรัมพ์ไดร์ มีรายละเอียดไฟล์เอ็กเซล ระบุข้อมูลการโทรเข้า-ออกของเบอร์ผม รวมทั้งตำแหน่งโลเคชั่น เสาสัญญาณที่อยู่รอบๆ ตัว ทำให้รู้ว่าผมอยู่ที่ไหน กำลังจะเดินทางไหน
ทำให้รู้ว่าตอนนั้นใครโทรหาผม หรือ ผมโทรหาใคร”

ถาม: ในเอกสารพอจะเห็นรายละเอียดหรือไม่ว่า มีย้อนหลังนานแค่ไหน

“เท่าที่ดูมีข้อมูลเฉพาะเบอร์ของผมมีย้อนหลังไป 3-4 เดือน”

ถาม: ในไฟล์เอ็กซ์เซลนี้ มีเบอร์อื่นที่รู้จัก และไม่รู้จักหรือไม่

“ผมประเมินคร่าวๆ ด้วยสายตา ไม่ได้นับเป๊ะๆ ยังมีเบอร์โทรคนอื่นๆ ที่ผมไม่รู้จักในหลัก 100 เบอร์ ซึ่งย้อนหลังตั้งแต่ปี 2013 หรือ 2-3 ปีที่ผ่านมา”

ถาม: “ได้เห็นหรือไม่ว่า มีชื่อของใครในเอกสาร”

“ผมตรวจสอบข้อมูลในไฟล์เอกสารที่ไดัรับ พบว่ามีการะบุชื่อ พนักงานคนหนึ่ง (ชื่อพนักงาน) ระบุชื่อบริษัท ทุกไฟล์ที่มีข้อมูลย้อนหลังในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถูกระบุเหมือนกัน แต่ไม่ทราบว่า
เป็นระดับไหนอย่างไร”

หลังจากได้รับเอกสาร… นี่คือสิ่งที่ “พล” บอกว่า เค้าติดตามสอบถามไปยังฝ่ายเกี่ยวข้อง

“ผมเริ่มโทรไปที่ เอไอเอส เซเรเนด ซึ่งเจ้าหน้าที่โทรกลับมาในวันเดียวกัน บอกว่า ไม่สามารถทำอะไรได้ แม้กระทั่งรับเรื่องไว้ตรวจสอบ หลังจากวางสายไปวันนั้นผมยังงงๆ ไม่รู้ว่า จะทำอย่างไรต่อไป…
วันรุ่งขึ้น ผมไปพบผู้จัดการสาขา ที่ช็อปเอไอเอสแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ผู้จัดการสาขา บอกว่า จะรับเรื่องส่งไปให้ และจะตามเรื่องให้ แต่ผมเองก็ตามเรื่องอยู่ทุกวัน แต่ก็ได้รับคำตอบว่า ได้ตามเรื่องให้อยู่

..ผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น..

จากนั้น ภรรยาผมจึงตัดสินใจโพสต์เว็บพันทิพ (ลิ้งค์นี้  http://m.pantip.com/topic/35589452? )

ซึ่งภรรยาเป็นเจ้าของเบอร์ ..แต่ผม เป็นผู้ใช้งาน..
หลังจากโพสต์ มีผู้บริหารติดต่อมาขอพบผมที่บ้าน แต่ผมไม่ต้องการให้ใครไปบ้าน จึงไปพบผู้บริหาร ที่สำนักงานใหญ่ บริษัทAIS (ปากซอยพหลโยธิน 8) ภายในห้องที่พบกัน มีฝั่งเอไอเอส 4 คน เป็นชาย 1 คนอยู่ฝ่ายกฏมาย อีก 3 คน เป็นผู้หญิง เค้าแนะนำตัว แต่ผมจำไม่ได้แน่ชัดว่า ฝ่ายอะไรบ้าง

ทาง AIS เริ่มต้นด้วยการกล่าวแสดงความเสียใจ และแจ้งว่าบริษัทได้ทำการสืบสวน และไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งบริษัทได้ไล่พนักงานออกไปแล้ว พร้อมอธิบายให้ฟังเกี่ยวกับระบบการตรวจสอบ ว่า บริษัทมีการวางระบบป้องกันดีเยี่ยมอยู่แล้ว แต่ผมก็ถามกลับว่า ถ้าระบบมันดีเยี่ยมอยู่แล้ว
แล้วข้อมูลหลุดมาได้อย่างไร

ผมฟังอยู๋ประมาณ ครึ่งชั่วโมง เห็นว่าไม่มีอะไรคืบหน้าแล้ว จึงขอตัวกลับ และจนถึงวันนี้ บริษัท ก็ไม่ได้ติดต่ออะไรมาอีก”

ถามว่า : จนถึงวันนี้ มีการแจ้งความแล้วหรือไม่

“ที่ผ่านมา ยังไม่ได้คิดแจ้งความ เพราะไม่คิดว่าจะมีเหตถุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเรา และอยากได้ความชัดเจนก่อนว่า มันเกิดอะไร และเป็นมายังไง แต่เมื่อยังไม่มีความกระจ่าง ก็จะเตรียมแจ้งความ
รวมถึงเข้าให้ข้อมูลกับ ทาง กสทช. ด้วย ก็พร้อมและยินดีให้ความร่วมมือ ให้ข้อมูลเช่นกัน”

ถามว่า: ต้องการให้ AIS แก้ปัญหา อย่างไร

“มาถึงขั้นนี้แล้ว เบอร์ผมหลุดออกมาแล้ว ก็ไม่รู้จะแก้อย่างไรได้ แต่อยากขอให้เอไอเอส ชี้แจงให้ชัดเจนว่า ทำไมพนักงานบางคนถึงได้เอาข้อมูลออกไปสู่ภายนอกบริษัท ต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน
เพราะดูจากเอกสารแล้วมันมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2013 มันมีผลประโยชน์ตอบแทนกันอย่างไร และทำให้ผมสงสัยว่าแล้วพนักงานที่กำลังทำงานกันอยู่ ในขณะนี้ กำลังมีใครทำแบบนี้อยู่อีกหรือไม่ และการที่เรื่องมันเงียบไป หรือ ไม่ได้รับการติตต่ออีก ยิ่งทำให้สงสัยว่า ผู้บริหารมีส่วนเกี่ยวข้อง
หรือรู้เรื่อง หรือพยายามจะปกปิดหรือไม่..

ตอนนี้ ผมไม่เชื่อมั่นในระบบสักระบบ ไม่ว่าจะเป็นค่ายมือถืออื่นๆ เครือข่ายใดก็ตาม เพราะหากลองค้นดูกูเกิ้ล จะเห็นข้อมูลที่มีคนโพสต์ว่า รับจ้างสืบข้อมูลหลายราย อยากรู้ว่า คนเหล่านี้
เค้าประสานกับใคร และทำได้อย่างไร ถึงได้ข้อมูลลูกค้าเหล่านี้มาได้เพื่อตามสืบ..

ส่วนมาตรการเข้าถึงข้อมูลลูกค้านั้น เอไอเอสควรชี้แจงข้อมูลทั้งหมดว่า เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นคนทำ ทำกันคนเดียว หรือขบวนการ มีคนสมรู้ร่วมคิดด้วยหรือไม่ และอยากให้มีวิธีการที่ลูกค้าทั่วไปของเอไอเอสจะตรวจสอบได้
อยากรู้ว่ามีพนักงานคนไหนที่เข้ามาค้นหาข้อมูลเบอร์ของเราได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเท่าที่ติดตามข้อมูลตามสื่อต่างๆ เอไอเอส พยายามตอบกลับว่า ไม่มีข้อมูลหลุด แต่ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้..

อยากฝากถึงเอไอเอสว่า อย่าเงียบ และช่วยแอคชั่นอะไรออกมาให้เป็นรูปธรรมมากกว่านี้”


ถามว่า ..AIS ชี้แจงแล้วว่าจะปรับปรุงให้รัดกุม รอบคอบมากขึ้น เพิ่มคนเข้ารหัส 2 คน จากเดิมหนึ่งคน

“ผมไม่มั่นใจ เพราะกลายเป็นว่า คนว่าจ้างให้ขโมยข้อมูล แทนที่จะจ้างวานจ่ายให้คนเดียว ก็กลายเป็นจ่ายให้สองคนก็ได้ และหากหนึ่งในสองคนนี้ร่วมกันทุจริตขึ้นมา ก็อาจทำให้เพื่อนร่วมงานที่ไม่รู้เรื่องซวยไปด้วย

ส่วนการห้ามพนักงานนำโทรศัพท์มือถือ ทรัมพ์ไดร์ ยูเอสบี เข้าไปให้ห้องที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่เข้าถึงข้อมูลลูกค้านั้น ผมมองว่า หากจะห้ามแบบนั้น ก็ต้องห้ามเอากระดาษปากกา ดินสอเข้าไปด้วย
คนขโมยต้องใช้วิธีดูหน้าจอแล้วจำเอา อาจต้องใช้คนที่มีความสามารถมากหน่อย การแก้ปัญหาแบบนี้ ไม่ได้ช่วยสร้างความมั่นใจมากนัก..

ผมเชื่อว่าที่ผ่านมา ภายในทำงานของเอไอเอส หละหลวมมาก เป็นที่ระบบของเอไอเอส ไม่เช่นนั้นจะตรวจพบแล้ว มีการนำข้อมูลออกมาเป็นระยะเวลาหลายปี ซึ่งสวนทางกับสิ่งที่ผู้บริหารเอไอเอสชี้แจงว่า
มีระบบออดิด ตรวจสอบกันอยู่บ่อยๆ ตลอดเวลา แต่ผมบอกว่า มันไม่ใช่ เพราะไม่เช่นนั้น พนักกงานคนนี้จะถูกจับได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ เป็นระบบที่ไร้การตรวจสอบสิ้นเชิง จากการที่เอไอเอสเงียบอยู่แบบนี้ ผมเชื่อว่า น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ หรือ ผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่เป็นระดับใหญ่โตมากกว่านั้นหรือไม่”