RSS

Monthly Archives: เมษายน 2019

สถ.รับสมัครสอบบรรจุเป็นขรก.-พนักงานส่วนท้องถิ่น 9-31 พ.ค.62 / เข้มป้องกันข้อสอบรั่ว-ทุจริตการสอบ

23 เม.ย.2562

สถ.รับสมัครสอบบรรจุเป็นขรก.-พนักงานส่วนท้องถิ่น 9-31 พ.ค.62 / เข้มป้องกันข้อสอบรั่ว-ทุจริตการสอบ

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เปิดเผยว่า คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ได้มีประกาศเรื่องรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2562 แล้ว ซึ่งจะมีการรับสมัครสอบระหว่างวันที่ 9 – 31 พฤษภาคม 2562 ทางเว็บไซด์ http://www.dlaapplicant2562.com

โดยให้ผู้สมัครเลือกตำแหน่งที่จะสมัครเพียง 1 ตำแหน่ง และเลือกกลุ่มภาค/เขต ที่สมัครสอบได้เพียง 1 กลุ่มภาค/เขต จาก 10 กลุ่มภาค/เขต (เพื่อประโยชน์ในการสมัครสอบแข่งขัน การขึ้นบัญชี และการบรรจุแต่งตั้ง) โดยให้ชำระเงินค่าธรรมเนียมสอบ ได้ 2 ช่องทาง คือ การชำระเงินผ่านเครื่อง ATM (โดยการสแกนบาร์โค้ด หรือ QR Code) และการชำระเงินผ่านทางโทรศัพท์มือถือ (Mobile Application) ในระหว่างวันที่ 9 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2562 เวลา 23.00 น. ทั้งนี้ การรับสมัครสอบจะมีผลสมบูรณ์ เมื่อชำระค่าธรรมเนียมในการสมัครสอบเรียบร้อยแล้ว และได้ดำเนินการครบทุกขั้นตอนภายในวัน เวลา ที่กำหนด

ตำแหน่งที่รับสมัครสอบ จะประกอบด้วยตำแหน่งประเภทวิชาการ 22 ตำแหน่ง ตำแหน่งประเภททั่วไป 21 ตำแหน่ง และตำแหน่งครูผู้ช่วยและครูผู้ดูแลเด็ก 20 สาขาวิชาเอก สำหรับจำนวนอัตราว่างของตำแหน่งต่างๆ ในแต่ละกลุ่มภาค/เขตนั้น สามารถเข้าดูได้ในประกาศรับสมัครสอบที่ http://www.dla.go.th หรือ http://www.dlaapplicant2562.com

ในการรับสมัครสอบครั้งนี้ ผู้สมัครต้องอัพโหลดภาพถ่ายสีหน้าตรง ชุดสุภาพ ไม่สวมหมวกและไม่สวมแว่นตาดำ ซึ่งถ่ายไม่เกิน 6 เดือน หรืออาจใช้ภาพถ่ายจากโทรศัพท์มือถือก็ได้ เพื่อใช้ติดในเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสอบด้วย และการสอบในครั้งนี้ จะมีการสอบข้อเขียนในภาค ก และภาค ข ก่อน ซึ่งจะมีเนื้อหาวิชาที่จะใช้ในการสอบในตำแหน่งต่าง ๆ ตามที่ได้มีการประกาศไว้ในประกาศรับสมัครสอบ และจะยังคงเหมือนการสอบครั้งที่ผ่านมา ที่จะนำคะแนนภาษาอังกฤษไปรวมกับวิชาอื่นในการสอบภาค ก หากได้ไม่ต่่ำกว่า 60% ก็ถือว่าผ่านการสอบภาค ก ดังนั้น ผู้สมัครสอบจึงควรดูและเตรียมตัวให้พร้อมกับการสอบในครั้งนี้ เพื่อให้ผ่านการสอบภาค ก และภาค ข แล้วจึงจะมีสิทธิเข้าสอบภาค ค ต่อไป

สำหรับการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบภาค ก และภาค ข จะมีการประกาศในวันที่ 5 มิถุนายน 2562 และจะประกาศ วัน เวลา สถานที่สอบ และระเบียบเกี่ยวกับการสอบ ในวันที่ 11 มิถุนายน 2562 ก็ขอให้ผู้สนใจสมัครสอบ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ในประกาศรับสมัครสอบทางเว็บไซด์กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น http://www.dla.go.th หรือ http://www.dlaapplicant2562.com หรือโทร 06-3237-9888 หรือ 08-1174-3785

และขออย่าได้หลงเชื่อผู้ที่แอบอ้างว่า สามารถช่วยเหลือผู้ที่จะสมัครสอบให้สามารถเป็นผู้ที่สอบได้ โดยวิธีการต่างๆ เช่น กล่าวอ้างว่ารู้จักข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่สามารถช่วยผู้สมัครสอบให้สอบได้ มีข้อสอบที่ใช้ในการสอบให้ผู้ที่จะสมัครสอบใช้ในการอ่านและท่องจำก่อนสอบ รู้จักข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่สามารถช่วยผู้สมัครสอบให้สอบได้ หรือสามารถส่งสัญญานโดยใช้อุปกรณ์ต่างๆ หรือช่วยผู้เข้าสอบในขณะสอบให้ทำข้อสอบได้ เพราะในการดำเนินการสอบของ กสถ. นั้น จะมีการเพิ่มเติมมาตรการในการป้องกันการทุจริตให้เข้มงวดและเคร่งครัดมาโดยตลอด เพื่อให้การสอบเป็นไปด้วย “ความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ได้คนดี มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรม” อย่างแท้จริงมาปฏิบัติงานใน อปท. ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการออกข้อสอบ การคัดเลือกข้อสอบ การพิมพ์ข้อสอบ การจัดสถานที่สอบ การคุมสอบ และการตรวจข้อสอบด้วย และทาง กสถ. ยังได้มีประกาศเรื่อง การแจ้งเตือนเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบแข่งขันซึ่งมีทั้งโทษตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ความผิดฐานฉ้อโกง ความผิดฐานเป็นตัวการ ความผิดฐานเป็นผู้ใช้ และความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน รวมถึงความรับผิดทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีเกิดความเสียหายจากการทุจริต ตลอดจนความผิดทางปกครอง

กรณีผู้กระทำผิดเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ซึ่งจะต้องรับโทษทางวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการหรือประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ระดับโทษไล่ออกหรือปลดออกจากราชการ และสำหรับผู้สมัครสอบ ที่ได้กระทำความผิดดังกล่าว ก็จะเข้าข่ายทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ ทำให้เป็นผู้ขาดคุณสมบัติการเข้ารับราชการ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ และจะไม่มีสิทธิสมัครสอบเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีก ไม่ว่าจะมีการรับสมัครสอบเมื่อใดก็ตาม

ดังนั้นหากพบเห็นหรือทราบพฤติการณ์ดังกล่าว ขอให้แจ้งศูนย์ดำรงธรรม กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หมายเลขโทรศัพท์ 02-241-9000 ต่อ 2014 หรือ 08-1835-5918 หรือเว็บไซต์กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น http://www.dla.go.th หรือที่สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดทุกจังหวัด โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด และดำเนินการทางวินัย (กรณีเป็นข้าราชการ หรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น) ต่อผู้แอบอ้างนั้น

 

บทความพิเศษ! ม. 44 เอื้อรัฐ เอื้อเอกชน หรือเอื้อประชาชน โดย”ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา” กรรมการ กสทช. #คลื่น700MHz #ทีวีดิจิทัล

22 เมษายน 2562

บทความพิเศษ! ม. 44 เอื้อรัฐ เอื้อเอกชน หรือเอื้อประชาชน

โดย: นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา
กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ

“.. คำสั่ง คสช. ที่ 4/2562 ก่อให้เกิดปฏิกิริยามากมาย ฝ่ายที่ได้รับประโยชน์ต่างออกมาสนับสนุน ส่วนฝ่ายที่เห็นว่าก่อความเสียหายต่อชาติก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ จนผู้คนทั่วไปพากันตั้งคำถามว่า สรุปแล้วคำสั่งฉบับนี้ดีหรือไม่ดี ในภาพรวมของคำสั่ง มีศูนย์กลางอยู่ที่การจัดสรรคลื่น 700 MHz ซึ่งปัจจุบันใช้ให้บริการทีวีดิจิทัล เพื่อเปลี่ยนมาเป็นบริการโทรคมนาคมยุค 5G เมื่อดึงคลื่น 700 MHz จากทีวีดิจิทัลมาก็หาแนวทางชดเชย เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และถือโอกาสนี้เปิดทางให้ช่องรายการทีวีดิจิทัลที่ไปต่อไม่ได้สามารถยุติกิจการได้ โดยให้ได้รับเงินค่าคลื่นคืนตามสัดส่วนระยะเวลาที่ดำเนินกิจการ

ในส่วนการจัดสรรคลื่น 700 MHz ให้กับบริการโทรคมนาคมยุค 5G ก็เกรงว่าค่ายมือถือต่างๆ จะไม่เข้าประมูล ด้วยยังมีภาระต้องจ่ายค่าคลื่น 900 MHz ที่ประมูลไปก่อนหน้านี้ จึงให้ผ่อนค่าคลื่น 900 MHz โดยไม่คิดดอกเบี้ย แต่กำหนดให้ต้องมารับการจัดสรรคลื่น 700 MHz ไปด้วย โดยไม่ต้องประมูล
และทั้งหมดนี้ให้อำนาจสิทธิขาดแก่สำนักงาน กสทช. ไม่ใช่ให้อำนาจกรรมการ กสทช. ดังเช่นกฎหมายปกติ ทั้งหมดนี้ฟังดูเหมือนดี แต่ทำไมมีคนไม่เห็นด้วย
จากการรวบรวมความเห็นอันหลากหลาย พอจะสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

1. กรณียืดหนี้ให้ทีวีดิจิทัลตามคำสั่ง คสช. ที่ 76/2559 มีการคิดดอกเบี้ย แต่กรณียืดหนี้ค่าคลื่น 900 MHz ให้ฝั่งโทรคมนาคมกลับไม่มีการคิดดอกเบี้ยเลย ส่วนต่างดอกเบี้ยที่หายไปคือความเสียหายของประเทศหรือไม่ และทำไมจึงใช้มาตรฐานที่ต่างกัน

2. ทำไมสื่อมวลชนหลายฉบับลงข่าวล่วงหน้าในวันที่ 11 เมษายน ว่าลุ้น คสช. ออก ม.44 ได้ถูกต้อง เหมือนได้รับข้อมูลวงใน ทั้งที่คำสั่งออกจากองค์กรด้านความมั่นคง มีใครตรวจสอบการใช้ข้อมูลวงในนี้หาประโยชน์จากส่วนต่างราคาหุ้นหรือไม่ ถ้าพบว่ามีจะต่างอะไรกับการที่อดีตนักการเมืองใช้ข้อมูลวงในของการลอยตัวค่าเงินบาททำกำไรให้แก่ตัวเองเมื่อปี พ.ศ. 2540

3. การเปลี่ยนคลื่นทีวีเป็นคลื่นโทรคมนาคมในสหรัฐอเมริกา สามารถทำได้โดยไม่ต้องนำภาระค่าคลื่นเดิมมาผ่อนผันแม้แต่น้อย โดยทำการคืนคลื่นทีวีผ่านการประมูลแบบ Reverse Auction และนำคลื่นนั้นไปจัดสรรให้กับบริการโทรคมนาคมแบบ Forward Auction

4. การนำภาระค่าคลื่น 900 MHz ไปผูกกับการจัดสรรคลื่น 700 MHz โดยอ้างว่าต้องเร่งประมูล 5G ซึ่งจะสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในอีก 15 ปีข้างหน้าถึง 2.3 ล้านล้านบาท แต่จากรายงานของ GSMA ประมาณได้ว่า ผลที่ไทยจะได้รับอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท ต่ำกว่ากันถึงเกือบ 6 เท่า และประโยชน์ที่ทั้งโลกจะได้รับอยู่ที่ 70 ล้านล้านบาท สัดส่วนขนาดเศรษฐกิจไทยต่อเศรษฐกิจโลกไม่ถึงร้อยละ 1 จึงไม่มีทางที่จะเป็น 2.3 ล้านล้านบาทตามที่อ้างกัน

5. จากรายงานของ GSMA ประเทศที่จัดสรรคลื่น 5G ได้เร็วไม่ตกยุคคือประเทศที่จัดสรรภายในปี ค.ศ. 2021 น่าจะเป็นเพราะสภาพความพร้อมของอุตสาหกรรมจะมาในปี ค.ศ. 2021 ทั้งในด้านอุปกรณ์ ด้านความพร้อมใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอื่น ส่วนในปัจจุบันแม้ไม่มี 5G ระบบอัตโนมัติและ IoT ก็เปิดให้บริการแล้ว ความเข้าใจที่ว่าถ้าไม่มี 5G จะไม่มีระบบการผลิตอัตโนมัติหรือไม่มี IoT ใช้งานเป็นความเข้าใจผิด หากไทยมี 5G ในปี ค.ศ. 2021 ก็ไม่ได้ทำให้เขตเศรษฐกิจพิเศษใดของไทยต้องล้มหายไป

6. การให้บริการ 5G ต้องใช้คลื่นทั้งย่านความถี่ต่ำ กลาง และสูง แต่ไทยยังไม่จัดทำแผนบูรณาการคลื่น 5G ทุกย่าน การเร่งจัดสรรคลื่น 700 MHz โดยไม่มีแผนการใช้คลื่นย่านอื่นประกอบทำให้เกิดความเสี่ยงทางธุรกิจ มากกว่าเกิดประโยชน์ และปัจจุบันมีเฉพาะทวีปยุโรปที่มุ่งใช้คลื่นย่าน 700 MHz แต่ยังไม่เปิดบริการและยังไม่มีอุปกรณ์ในท้องตลาด ส่วนอเมริกา จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ยังไม่ได้มุ่งใช้คลื่นย่านนี้

7. การเรียกคืนคลื่นจากทีวีดิจิทัลนั้น ต้องมีการทำแผนช่องสัญญาณออกอากาศใหม่ โดยใช้เวลาประสานแผนระหว่างโครงข่ายประมาณ 3 เดือน และใช้เวลาปรับอุปกรณ์อีกประมาณ 18 เดือน อย่างน้อยจึงต้องการเวลาอย่างต่ำ 20 เดือนนับจากวันเรียกคืน จึงจะสามารถนำคลื่น 700 MHz มาให้บริการโทรคมนาคมได้ การสร้างความเข้าใจผิดในการเร่งโอ่อวดเรื่อง 5G ของไทยในปี ค.ศ. 2019 นี้จะทำให้เกิดความสับสนกับสังคม หรือมิเช่นนั้นก็เป็นเพียงข้ออ้างในการเอื้อเอกชน

8. ด้วยความกังวลว่า หากให้ผ่อนค่าคลื่น 900 MHz เมื่อเอกชนได้ประโยชน์แล้ว แต่ไม่เข้าประมูล 5G จะทำให้เกิดค่าโง่ ในคำสั่งจึงกำหนดให้เอกชนต้องรับการจัดสรรคลื่น 700 MHz หากไม่รับการจัดสรรจะไม่สามารถผ่อนค่าคลื่น 900 MHz ดูเหมือนจะเป็นการบังคับ แต่เมื่อไม่ต้องใช้วิธีประมูล โดยให้สำนักงาน กสทช. เป็นผู้กำหนดราคาคลื่น หากกำหนดราคาต่ำไป ก็จะเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้เอกชนได้ผ่อนค่าคลื่น 900 MHz ด้วย ได้รับคลื่น 700 MHz ในราคาถูกด้วย เป็นการผูกขาดตลาดโทรคมนาคมอย่างถาวร โดยผลของคำสั่ง คสช.

9. ปัญหานี้เกิดจากการไม่มีกลไกกำกับดูแลการจัดสรรคลื่นและการกำหนดราคาคลื่นให้เป็นธรรม ซึ่งในการชดเชย ทดแทน ชดใช้ จ่ายค่าตอบแทนฝั่งทีวีดิจิทัล คำสั่ง คสช. ได้มีการกำหนดให้มีคณะอนุกรรมการซึ่งมีองค์ประกอบจากหลายหน่วยงานร่วมพิจารณา แต่กลับมอบดุลพินิจที่ปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลให้กับสำนักงาน กสทช. ดังนั้น โอกาสที่รัฐจะเสียค่าโง่ในการจัดสรรคลื่น 700 MHz ยังเปิดกว้างอยู่ และทำให้ตอกย้ำคำถามเดิมว่า ทำไมกิจการสองด้าน คสช. จึงกำหนดมาตรฐานในการจัดการต่างกัน

10. ในส่วนผู้ได้รับผลกระทบจากการเรียกคืนคลื่น 700 MHz แบ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นเดิม (แต่ไม่ได้ระบุว่าช่องใด) และผู้ให้บริการโครงข่ายหรือ MUX การที่มีการตีขลุมว่าทุกช่องรายการได้รับผลกระทบนั้น อาจไม่ถูกต้อง เพราะในการออกอากาศทีวีดิจิทัล ช่องรายการเป็นผู้ส่งเนื้อหาให้ MUX แพร่ภาพ แม้ว่าจะมีการเรียกคืนคลื่น 700 MHz ช่องรายการก็ยังได้รับสิทธิแพร่ภาพด้วยคุณภาพสัญญาณระดับเดิมโดยไม่ได้รับผลกระทบ เพราะในระบบดิจิทัล 1 MUX ใช้เพียง 8 MHz ออกอากาศได้ 12 ช่องรายการ SD หรือ 4 ช่องรายการ HD เมื่อมีการประสานแผนช่องสัญญาณ แม้คลื่น 700 MHz บางส่วนจะหายไป ทุกช่องรายการในปัจจุบันก็ยังจะสามารถออกอากาศได้ตามสิทธิเดิมโดยไม่ผิดเพี้ยน การขยายความให้ผู้ไม่ได้รับผลกระทบไม่ชำระเงินงวดย่อมสร้างความเสียหายต่อรัฐและไม่เป็นไปตามคำสั่งนี้

11. สุดท้าย คำสั่งนี้คำนึงถึงทุนเป็นศูนย์กลาง มิใช่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง จึงมีมาตรการดูแลเจ้าของทุน แต่ไม่มีมาตรการดูแลประชาชน มีการตั้งคำถามว่า เอกชนได้ผ่อนค่าคลื่น ผู้ใช้บริการได้รับบริการที่ถูกลงด้วยหรือไม่ และในฝั่งทีวีดิจิทัล เดิมที กสทช. ได้กำหนดให้มีช่องรายการข่าวสารสาระ ช่องรายการเด็ก ซึ่งทั้งสองประเภทได้รับความนิยมน้อยกว่าช่องรายการบันเทิง การไม่กำหนดมาตรการดูแลที่ต่างกันระหว่างช่องรายการต่างประเภทกัน อาจทำให้ช่องรายการข่าวสารสาระและช่องรายการเด็กหายไปมากกว่าช่องรายการบันเทิง ประชาชนก็จะได้รับสัดส่วนรายการที่เป็นประโยชน์น้อยลงไป และผู้สื่อข่าวหรือผู้ผลิตรายการสำหรับเด็กก็จะล้มหายตายจากไปด้วยเช่นกัน หากผู้มีอำนาจหวนกลับมาคำนึงถึงประชาชนเป็นศูนย์กลาง ปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ยังพอมีเวลาแก้ไขทัน..”