RSS

Monthly Archives: สิงหาคม 2016

[บทความพิเศษ]”ขโมยเงินออนไลน์ อันตรายผ่านมือถือ” โดย..ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช.

25 สิงหาคม 2559

บทความพิเศษ! “ขโมยเงินออนไลน์ อันตรายผ่านมือถือ” 

โดย..นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

“..ข่าวมิจฉาชีพขโมยเงินเกือบล้านบาทออกจากบัญชีธนาคารของร้านขายอุปกรณ์ประดับยนต์ โดยการหลอกขอสำเนาบัตรประชาชนเจ้าของร้าน แล้วไปติดต่อขอออกซิมการ์ดมือถือเลขหมายของเจ้าของร้าน เพื่อใช้มือถือไปสวมรอยขอรหัสเข้าระบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งหรือธนาคารออนไลน์ของเจ้าของร้านอีกต่อหนึ่ง แล้วโอนเงินเกือบล้านบาทออกไปในเวลาอันรวดเร็ว เป็นข่าวที่สะเทือนขวัญและสร้างความกังวลแก่ผู้ใช้ระบบธนาคารออนไลน์ หรือผู้ที่กำลังจะขอใช้บริการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากไล่เรียงเหตุการณ์ตามข่าว เราจะพบประเด็นน่าสนใจซึ่งผู้บริโภคควรเท่าทันเพื่อป้องกันภัยจากมิจฉาชีพ ได้แก่

๑. สำเนาหรือภาพถ่ายบัตรประชาชน แม้เราจะปกปิดเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักไว้แล้ว แต่หากไม่ปกปิดบาร์โค้ดทางซ้ายของบัตรก็ไม่มีประโยชน์ เพราะบาร์โค้ดนั้นสามารถใช้อุปกรณ์หรือโปรแกรมอ่านบาร์โค้ดเพื่อบอกเลขประจำตัว ๑๓ หลักได้อยู่ดี 

และในกรณีทั่วไป สำเนาหรือภาพถ่ายบัตรประชาชนควรมีการขีดฆ่าและเขียนวัตถุประสงค์กำกับไว้ เช่น ใช้เพื่อเปิดบัญชีธนาคาร ใช้เพื่อสมัครบริการอะไร เป็นต้น โดยเขียนทับบนตำแหน่งของบัตร หากมีการทำสำเนาซ้ำ ก็จะปรากฏรอยขีดฆ่าและวัตถุประสงค์กำกับไปด้วย ทำให้การปลอมแปลงทำได้ยากขึ้น

๒. การรับโอนเงินไม่จำเป็นต้องสมัครอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง เพราะบริการดังกล่าวใช้ตรวจสอบยอดและนำเงินออกจากบัญชีทางออนไลน์ เช่น โอนออก หรือชำระค่าบริการต่างๆ หากเราเปิดบัญชีเพื่อฝากถอนเงินตามปกติ ไม่ประสงค์จะถอนเงินทางออนไลน์ก็ไม่จำเป็นต้องสมัคร โดยลูกค้าที่สั่งซื้อออนไลน์ก็สามารถโอนเงินออนไลน์เข้าบัญชีเราได้อยู่ดี แต่หากเราจะสมัครอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง มีคำแนะนำให้สมัครเฉพาะบัญชีที่มีวงเงินไม่สูงนัก หากเกิดปัญหาจะได้ไม่กระทบรุนแรง ส่วนบัญชีที่มีเงินจำนวนมาก หากไม่จำเป็นก็อย่านำไปผูกกับอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง

ในส่วนการสมัครพร้อมเพย์เพื่อความสะดวกในการรับเงินเข้าบัญชี หากเราไม่สมัครอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง มิจฉาชีพก็ไม่สามารถขโมยเงินเราทางออนไลน์ได้ กรณีที่เกิดนี้ จึงไม่เกี่ยวอะไรกับความน่าเชื่อถือของพร้อมเพย์

๓. กรณีมีการสวมรอยขอซิมการ์ดเลขหมายมือถือของเราสำเร็จ มือถือเราจะถูกระงับสัญญาณอัตโนมัติ ดังนั้น หากมือถือถูกระงับบริการ ให้สอบถามผู้ให้บริการในทันทีว่าเกิดจากสาเหตุใด อย่านิ่งนอนใจ เพราะหากปล่อยผ่านไป แม้เวลาไม่นานนัก ก็อาจเกิดการสวมรอยทำธุรกรรมผ่านมือถือได้ 

แต่โดยปกติหากผู้ให้บริการรอบคอบ การสวมรอยขอซิมใหม่ โดยใช้เพียงสำเนาบัตรประชาชนที่ปลอมแปลงมาจะทำไม่สำเร็จ เพราะในการขอซิมการ์ดจะต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อตรวจสอบด้วยเสมอ การปลอมแปลงบัตรนั้นทำได้ แต่ไม่ง่ายนัก และหากใช้เครื่องอ่านสมาร์ทการ์ด ก็สามารถตรวจสอบการปลอมแปลงบัตรได้ ในเบื้องต้น

๔. โดยปกติ การทำธุรกรรมอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง ธนาคารจะส่งรหัส OTP (One Time Password) ทาง SMS ซึ่งการจะเข้าใช้งานระบบได้ต้องมีทั้งชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านด้วย การขโมยเงินออนไลน์จึงต้องรู้ข้อมูลทั้งหมด 

ในกรณีนี้มิจฉาชีพได้ขอตั้งรหัสผ่านใหม่ผ่าน call center และรู้ข้อมูลอื่นๆ ตามบัตรประชาชน รู้เลขบัญชีธนาคาร และรู้เลขหมายมือถือ ทำให้สวมรอยขอรหัสผ่านได้ แต่โดยปกติธนาคารมักจะไม่ส่งรหัสผ่านใหม่ทาง SMS เพราะจะเป็นช่องทางเดียวกันกับ OTP ทำให้คนที่ไม่ใช่เจ้าของบัญชีตัวจริงแต่เข้าถึงมือถือของเจ้าของบัญชีสามารถขโมยเงินได้โดยง่าย ธนาคารจึงมักส่งรหัสผ่านใหม่ผ่านทางอีเมล 

ดังนั้นหากมิจฉาชีพไม่รู้บัญชีอีเมลและรหัสผ่านเข้าอีเมลของเรา ก็ไม่สามารถเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งได้ จึงสันนิษฐานได้ว่ามิจฉาชีพรายนี้อาจรู้ชื่อบัญชีอีเมลและรหัสผ่านอยู่ก่อนแล้ว เนื่องจากในปัจจุบันผู้ให้บริการอีเมลมักจะขอให้เราลงทะเบียนเลขหมายมือถือในการกู้บัญชีกรณีถูกแฮ็กบัญชีอีเมลด้วย 
ดังนั้นมิจฉาชีพที่มีซิมมือถือของเรา ก็สามารถขอรีเซตรหัสผ่านอีเมลได้เช่นกัน แล้วจึงไปขอรีเซ็ตรหัสอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งกับทางธนาคารซึ่งส่งมาทางอีเมลนี้ในภายหลังอีกทอดหนึ่ง ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ เราจึงควรใช้เลขหมายมือถือคนละเลขหมายกัน ในการรีเซ็ตรหัสผ่านเข้าอีเมล และในการรีเซ็ตรหัสผ่านอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง

๕. หากเราเปิดบริการอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง ก็ควรตรวจสอบยอดเงินในบัญชีอย่างสม่ำเสมอ หากมีการเคลื่อนไหวของบัญชีผิดปกติ เราจะรู้ปัญหาและแก้ไขได้โดยเร็ว

จะเห็นได้ว่ากรณีที่เป็นข่าว บางแง่มุมอาจเกิดจากการรู้ไม่เท่าทันของผู้บริโภค แต่หากธนาคารและค่ายมือถือมีระบบที่รัดกุม กรณีนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นเช่นกัน เราจึงควรหามาตรการจัดการปัญหาเชิงระบบด้วย ซึ่งกรณีนี้ได้ชี้ให้เห็นช่องโหว่ของระบบบริการได้เป็นอย่างดี 

อย่างไรก็ตาม การกำหนดมาตรการใหม่ควรจะมีการหารือร่วมกันจากทุกฝ่าย เพื่อประเมินความเป็นไปได้และภาระในการดำเนินการ เช่น กรณีการใช้ลายนิ้วมือในการลงทะเบียนซิมและขอซิมใหม่นั้น หากผู้ให้บริการไม่มีระบบตรวจสอบลายนิ้วมือออนไลน์ตามสาขาต่างๆ ก็ไม่สามารถป้องกันปัญหาการสวมรอยได้อยู่ดี แต่หากจะมีระบบตรวจสอบลายนิ้วมือออนไลน์ก็ต้องคำนึงถึงต้นทุนในการวางระบบให้ทั่วถึงด้วย และหากเกิดการแฮ็กฐานข้อมูลลายนิ้วมือจะแก้ไขอย่างไร 

เพราะแม้แต่ภายหลังการลงประชามติที่ผ่านมา เมื่อมีการโพสต์ภาพถ่ายนิ้วมือเปื้อนหมึกก็มีคำเตือนว่ามิจฉาชีพอาจปลอมแปลงลายนิ้วมือได้ แต่นี่คือลายนิ้วมือที่จัดเก็บทางอิเล็กทรอนิกส์ ยิ่งสะดวกต่อการนำไปก่อเหตุต่างๆ 

นอกจากนี้ ในกรณีเกิดการแฮ็กเลขบัตรเครดิต แฮ็ครหัสผ่านต่างๆ เราสามารถออกเลขบัตรเครดิตหรือรหัสผ่านใหม่ แต่คนเราไม่สามารถออกลายนิ้วมือใหม่ได้ แม้ในต่างประเทศก็พัฒนาเทคโนโลยี Biometrics ต่างๆ มาทดแทนลายนิ้วมือ เช่น Finger Vein Recognition เนื่องจากขบวนการมิจฉาชีพสามารถเจาะระบบความปลอดภัยของลายนิ้วมือได้แล้ว จึงควรต้องมีการหารือเกี่ยวกับข้อเสนอต่างๆ อย่างรอบคอบ ไม่เต้นไปตามกระแส

อย่างไรก็ตาม จุดที่ควรมีการปรับปรุง เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ ได้แก่

๑. การกำหนด Security Standard  ของโครงข่ายบริการและมีกระบวนการ Security Audit ทั้งของฝั่งธนาคารและฝั่งค่ายมือถือ เพื่อปิดช่องโหว่ของระบบบริการ

๒. การปรับปรุงขั้นตอนการออกซิมใหม่ และการขอรหัสผ่านอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งใหม่ให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยต้องระลึกเสมอว่าผู้บริโภคมักเก็บข้อมูลทุกอย่างในโทรศัพท์มือถือ เราจึงต้องออกแบบระบบที่ป้องกันไม่ให้ใครก็ตามที่เข้าถึงหรือเก็บโทรศัพท์มือถือได้ สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ได้โดยที่เจ้าตัวมิได้รับรู้หรือยินยอม 

ดังเช่นกรณีของประเทศเอสโตเนีย ซึ่งพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทดแทนธุรกรรมบนกระดาษ จนแม้แต่การเลือกตั้งก็สามารถทำผ่านมือถือได้ ยังออกแบบการทำธุรกรรมออนไลน์ให้มี 2 ขั้นตอน คือการ Verification และการ Authentication 

โดยทั้งสองขั้นตอนไม่สามารถใช้รหัสที่เซฟไว้ในมือถือ หรือเม็มไว้ในเครื่องได้ เหมือนที่ผู้บริโภคทั่วไปมักเม็มชื่อบัญชีออนไลน์และรหัสผ่านไว้ในเครื่อง เพื่อใช้งานอัตโนมัติโดยไม่ต้องคอยจดจำและกรอกข้อมูลใหม่ทุกครั้งที่จะใช้งาน แต่ระบบของเอสโตเนียบังคับให้เรากรอกข้อมูลใหม่ทุกครั้ง 

โดยขั้นตอนแรกจะส่งเป็น OTP ทาง SMS ทุกครั้งที่เราจะเข้าใช้งาน และในขั้นที่สอง หากตัดสินใจทำธุรกรรม  เราจะต้องกรอกรหัส PIN เหมือนรหัสเอทีเอ็มที่เรารู้อยู่คนเดียวโดยไม่สามารถเม็มไว้ในเครื่องได้ เสมือนเป็นการลงลายมือชื่อบนกระดาษ จะเห็นได้ว่า นี่เป็นการออกแบบระบบที่ใช้ต้นทุนต่ำแต่มีความปลอดภัยในระดับที่ยอมรับได้

๓. การกำหนดช่องทางรับแจ้งเหตุ และการกำหนดผู้รับผิดชอบและสัดส่วนความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดกับผู้บริโภคอย่างชัดเจน ทั้งในฝั่งธนาคารและค่ายมือถือ โดยไม่จำเป็นต้องให้ผู้บริโภคเที่ยวตระเวนออกสื่อเพื่อกดดันหาผู้รับผิดชอบอย่างที่ปรากฏเป็นข่าว

๔. การให้ความรู้ คำเตือน ข้อควรระวัง หรือข้อควรปฏิบัติแก่ผู้บริโภคอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เท่าทันบริการและป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้

๕. การฝึกให้พนักงานมีความเท่าทันและปฏิบัติตามแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย อย่างในกรณีนี้หากพนักงานค่ายมือถือจะโทรไปยังเลขหมายมือถือที่มิจฉาชีพอ้างว่าหาย ก็จะทราบความจริงได้ในทันที เหมือนกรณีการแฮ็กอีเมล แล้วหลอกขอให้โอนเงินโดยอ้างว่า เจ้าของอีเมล์กระทำลำบากในต่างประเทศ และโทรศัพท์หายไม่สามารถติดต่อได้ หากคนได้รับอีเมลเฉลียวใจ ลองโทรไปสอบถามข่าวคราว ก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่ใช้มุกโทรศัพท์หายเพื่อสวมรอยผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นมุกเก่าที่ใช้กันอยู่บ่อยๆ..”

Advertisements
 

แถลงการณ์..นายกฯ! หลังเกิดเหตุระเบิด-ไม่สงบ 7จังหวัด ย้ำยังมีคนไม่ดีอยู่ในสังคมไทย /เดินหน้าหาคนร้ายสุดความสามารถ

12 สิงหาคม 2559

แถลงการณ์..นายกฯ! หลังเกิดระเบิด-ไม่สงบ 7จังหวัด ย้ำยังมีคนไม่ดีอยู่ในสังคมไทย พร้อมเดินหน้าหาคนร้ายตามกระบวนยุติธรรม เข้ม มาตรการรปภ.สถานทูต-ชาวต่างชาติ ขอปชช.-สื่อฯ อย่าตื่นตระหนก ช่วยกันสอดส่องพท.ตัวเอง

เมื่อเวลาประมาณ 21:12น.วันนี้  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์ ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) ระบุว่า 

“จากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ในบางพื้นที่ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่วันที่ 11 และ 12 สิงหาคม 2559 นี้ ได้เกิดในสถานที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทั้งของคนไทยและชาวต่างชาติ ทำให้มีผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายคน นับเป็นการกระทำที่ทำร้ายจิตใจคนไทยทั้งประเทศอย่างที่สุด 

ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นเครื่องย้ำเตือนจิตใจของคนไทยอยู่เสมอและแสดงให้เห็นว่า ยังมีคนเลวอยู่ในสังคมไทย มีผู้สร้างสถานการณ์ตั้งแต่ก่อนวันลงประชามติและวันสำคัญของคนไทยทั้งชาติ ซึ่งในวันนี่ ทุกคนควรมีความสุขร่วมกัน ทำความดีถวายวันแม่ กลับมีคนบางกลุ่มที่ไม่อาจกลับตัวกลับใจได้ เป็นคนไม่ดีที่สังคมไทยต้องปฏิเสธ ไม่สมควรเกิดในผืนแผ่นดินแม่แห่งนี้

ผมขอแสดงความเสียใจกับผู้บาดเจ็บและผู้ที่เสียชีวิต ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ รัฐบาลจะดูแลและให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และดำเนินการสืบสวน สอบสวนหาผู้กระทำความผิดครั้งนี้มาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมอย่างสุดความสามารถ 

ระหว่างที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าใครเป็นคนทำ ขอให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงาน ขออย่ากดดันเจ้าหน้าที่มากเกินไป รัฐบาลจะสนับสนุนทุกอย่างที่สามารถทำได้ ทั้งรายงานความคืบหน้าของผลการสืบสวนสอบสวนให้ทราบเป็นระยะ รวมทั้งให้ช่วยกันแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

ผมขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนและสื่อมวลชน อย่าได้ตื่นตระหนก ต่อจากนี้ไปขอให้ช่วยกันเพิ่มการเฝ้าระวัง ช่วยกันเป็นหูเป็นตา จัดอาสาสมัครในพื้นที่ตนเองทุกสถานที่สำคัญ สถานที่ท่องเที่ยวทุกแห่งทุกจังหวัด หากพบเห็นสิ่งใดผิดสังเกต ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทราบโดยทันที สำหรับคณะทูตานุทูต สถานกงกุล ชาวต่างชาติที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย รัฐบาลพร้อมดูแลความปลอดภัย รวมถึงผลประโยชน์ของทุกประเทศอย่างเต็มที่

ในขณะนี้ คนไทยทั้งประเทศต้องช่วยกัน ประสานพลังประชารัฐ ให้เกิดความมั่นคงปลอดภัย เจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรี รัฐบาล คณะรักษาความสงบแห่งชาติ พลเรือน ตำรวจ ทหารยังคงมุ่งมั่นทำงานต่อไปดูแลคนไทย และไม่สร้างความขัดแย้งกับใคร เราจะไม่โทษใครไปมา เวลานี้ประเทศชาติ คนไทยต้องเป็นหนึ่งเดียว

วันนี้ ต่างประเทศคงไม่ใช้เหตุการณ์นี้ซ้ำเติมประเทศไทยอีก เราไม่เคยขัดแย้งใครไม่ว่าจะวันนี้และวันหน้า เราต้องร่วมกันทั้งโลกช่วยทำให้โลกใบนี้เป็นโลกที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน ผมขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกคนที่ได้ทำงานหนักตั้งแต่ก่อนวันทำประชามติและงานที่สำคัญต่อไป ขออย่าท้อแท้ จงมีสติ ใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาอย่างเต็มขีดความสามารถ

สุดท้ายนี้ ผมขอให้กำลังใจคนไทยทุกคนให้มีความเข้มแข็ง และร่วมมือกันขจัดคนไม่ดีหรือคิดร้ายให้หมดไปจากประเทศของเรา รัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะร่วมมือกับพวกเราคนไทยทั้งชาติ ฟันฝ่าอุปสรรคคราวนี้ไปให้จงได้..”

 

แถลงการณ์! พีเน็ต เสนอแนะ 8 ข้อ หลังผลประชามติ

8 สิงหาคม 2559 

มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) ออกแถลงการณ์วันนี้ เสนอทุกฝ่ายเรียนรู้บทเรียนการออกเสียงประชามติ 7 สิงหา เพื่อพัฒนาการเมืองการเลือกตั้งไทยอย่างต่อเนื่อง ผู้สังเกตการณ์องค์กรกลางใน 35 จังหวัดที่กระจายอยู่ทุกภาคจำนวน 400 กว่าคนมีความเห็นต่อการออกเสียงประชามติ 7 สิงหาคม 2559 ซึ่งเป็นครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย 
โดยเห็นพ้องกันว่าการออกเสียงประชามติครั้งนี้เป็นไปอย่างสันติ ไร้ความรุนแรง ไม่ได้รับรายงานเรื่องการโกงการออกเสียง หรือมีการข่มขู่จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง  และผู้มาออกเสียงส่วนใหญ่สามารถลงคะแนน “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” ต่อร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงได้โดยราบรื่น  แต่มีข้อสังเกตและข้อเสนอต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแนะดังนี้ 

1. เห็นว่าการออกเสียงประชามติเป็นการแสดงออกต่ออนาคตของประเทศครั้งสำคัญ ไม่ว่าผลการออกเสียงจะออกมาอย่างไร สมควรให้ เป็นจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ อีกครั้งหนึ่ง  และถือเป็นประสบการณ์บทเรียนที่สำคัญที่ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมแต่เริ่มแรกเพื่อทำให้องค์ประกอบของกระบวนการให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
2. ผู้สังเกตการณ์เห็นความไม่พร้อมบางประการในการจัดการลงประชามติ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ยังไม่สามารถทำให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสารขั้นพื้นฐาน รวมถึงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่มากพอ โดยในหลายพื้นที่ร่างรัฐธรรมนูญเผยแพร่ผ่านกลไกของรัฐเท่านั้น ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประสังคมและเอกชน และเอกสาร อส 7 ที่ส่งไม่ถึงบ้านเรือนประชาชนทำให้เกิดความขลุกขลักในการหารายชื่อที่หน่วยในช่วงเช้า 

3.  การจัดการหน่วยเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ได้รับการอบรมที่ไม่มีมาตรฐานเดียวกัน โดยเฉพาะเอกสารเพื่อให้ข้อมูลผู้มาใช้สิทธิที่หน้าหน่วย การขานชื่อ การไม่ดูหน้าผู้ถือบัตรประชาชน ไม่ตรวจบัตรอื่นใด ในบางพื้นที่มีรายชื่อผู้ใช้สิทธิมากกว่าปกติ ทำให้เกิดความล่าช้าและทำให้ผู้มาใช้สิทธิออกเสียง ไม่สามารถใช้สิทธิได้ เป็นต้น การทำงานดังกล่าวต้องได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น และทำให้ประชาชนมีความมั่นใจในกระบวนการ รวมทั้งได้รับการรับรองจากทุกฝ่ายทั้งในและนอกประเทศ

4.  จากการที่มีผู้ฉีกบัตรโดยไม่เจตนาหรือเข้าใจผิดในหลายหน่วย คณะกรรมการการเลือกตั้งควรศึกษาการออกแบบบัตรที่จะใช้เพื่อการออกเสียง อย่างรอบคอบ ทดลองใช้ก่อนการนำมาใช้จริงเพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าใจผิด  และเร่งระดมทำความเข้าใจกับประชาชน  สื่อมวลชน  และผู้ที่เกี่ยวข้อง

5.   เสนอให้ต่อไปต้องกำชับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในการทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นผู้ให้ข้อมูล ให้เผยแพร่เอกสารให้แก่ผู้มีสิทธิออกเสียงลงประชามติ และขอตั้งข้อสังเกตที่ใช้บ้านของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นสถานที่เก็บรักษาอุปกรณ์การจัดการออกเสียงในบางพื้นที่

6.   ผู้สังเกตการณ์เห็นพัฒนาการของการให้บริการผู้พิการ และผู้สูงวัย ที่ดีขึ้น แต่ยังมีสถานที่ตั้งของหน่วยบางแห่งยังเดินทางไปลำบาก และในบางหน่วยออกเสียงมีแสงสว่างในขณะที่มีการออกเสียงประชามติ

7.   ควรมีการกวดขันจับกุมลงโทษผู้ที่ยังซื้อเหล้าหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอร์ในห้วงเวลาห้ามการจำหน่าย มีรายงานว่าบางร้านยังแอบขายเหล้าในเย็นของวันก่อนวันเลือกตั้ง  และวันเลือกตั้ง 

8.  สำหรับการนับคะแนน ผู้สังเกตการณ์รายงานว่ามีความเรียบร้อยและราบรื่นดี ถึงแม้จะมีการขานคะแนนที่ผิดพลาดในบางหน่วยออกเสียง นอกจากนี้ยังมีรายงานเรื่องแสงสว่างในหลายหน่วยออกเสียงว่ามีไม่เพียงพอ มีประชาชนเข้าร่วมสังเกตการณ์นับคะแนนแต่มีปริมาณน้อยกว่าปกติ 

สุดท้ายผู้สังเกตการณ์องค์กรกลาง พบว่าผู้มาใช้สิทธิในหลายจังหวัดน้อยกว่าปกติเป็นเพราะประชาชนให้ความสนใจน้อย คณะกรรมการการเลือกตั้ง เปิดให้มีการรณรงค์ล่าช้า ประชาชนจำนวนไม่น้อยได้รับข้อมูลข่าวสารไม่เพียงพอ  ไม่เปิดให้ใช้สิทธิออกเสียงล่วงหน้า และเลือกนอกอาณาจักร  รวมถึงบางพื้นที่ฝนตกหนัก  จึงควรให้มีมาตรการรองรับปัญหาดังกล่าวในการเลือกตั้งที่จะมีมาถึง และโดยที่ผลการออกเสียงประชามติครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิเกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิทั้งหมด มีจำนวนเสียงเห็นขอบทั้งสองประเด็นทิ้งห่างจำนวนเสียงไม่เห็นชอบอย่างเด่นชัด จึงขอให้ประชาชนทุกฝ่ายยอมรับผลของประชามติเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไป

หมายเหตุ – องค์กรกลางจะมีการเผยแพร่ข้อมูลและสถิติจากการสังเกตการณ์การออกเสียงอีกหลังมีการตรวจสอบความถูกต้อง

 

ป้ายกำกับ: , , ,

10 ข้อควรรู้! สำหรับพ่อแม่ ก่อนตัดสินใจให้ลูกเล่นเกม Pokemon Go โดย “ธาม เชื้อสถาปนศิริ” นักวิชาการด้านสื่อ 

10 ข้อควรรู้! สำหรับพ่อแม่

ก่อนตัดสินใจให้ลูกเล่นเกม Pokemon Go 

โดย “ธาม เชื้อสถาปนศิริ” นักวิชาการด้านสื่อ 

……

“..ผมมีข้อกังวลใจสำหรับเกมโปเกม่อนโก สำหรับพ่อแม่ทั้งหลาย ดังนี้ครับ

1. เกมนี้ ผู้เล่นควรมีอายุมากกว่า 13 ปีขึ้นไป ดังนั้น พ่อแม่ควรทำความเข้าใจเงื่อนไขของเกม (ข้อแย่ คือ ผู้พัฒนา ไม่เขียนเงื่อนไข แปลเป็นภาษาท้องถิ่น กรณีประเทศไทย คำแนะนำเป็นภาษาอังกฤษที่มีคำศัพท์เทคนิคยืดยาว เชื่อว่าไม่มีผู้ปกครองคนใด อ่าน หรือทำความเข้าใจได้หมด ขอตำหนิแรงๆ ไปยังบริษัทผู้ผลิตและพัฒนาว่า ขาความตระหนักในเรื่องนี้)

2. เกมนี้ เด็กที่จะถูกอนุญาตให้เล่นโดยความยินยอมและรับทราบของผู้ปกครอง หากเด็กเล่น ต้องมีบัญชีจีเมล์ (หรือบัญชีเฟซบุ๊คในกรณีบางประเทศ) ดังนั้น การเล่น ต้องได้รับความยินยอมจากผุ้ปกครอง ส่วนผู้ใหญ่ ก็ใช้วิจารณญาณส่วนตัวเอาเองครับ ระวังจะเล่นเกมจนเสียเงิน เสียงาน เสียความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

3. เกมนี้ ทางบริษัทจะนำเอาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ ไปเก็บเป็นประวัติข้อมูลเพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนาเกมต่อไป ดังนั้น อาจมีข้อมูลส่วนตัวของท่านถูกดัก ตรวจ จับเอาไปใช้งานในอนาคต (ข้อมูล ชื่อ นามสกุล สถานที่ บัตรเครดิต และเพื่อนๆ ของท่าน จะถูกใช้การเอาไปวิเคราะห์พฤติกรรมและการตัดสินใจบริโภคในเชิงการตลาด)

4. เกมนี้ ผู้เล่นจะต้องเปิดเผยพื้นที่ตำแหน่งของตนเองให้ผู้พัฒนาทราบ และ ผู้เล่นคนอื่น ๆจะทราบว่ามีใครในละแวกนั้นอยู่บ้าง เพราะฉะนั้น อาจเป็นช่องทางที่ไม่เหมาะสมสำหรับโจรออนไลน์ ที่จะรู้ว่าท่านอยู่ที่ไหน หรือไปที่ไหน หรือทำอะไร (ต่อไปจะสามารถแชร์ตำแหน่งการเล่น เปิดเผยกับเพื่อนๆ ในเกมได้)

5. เกมนี้ เล่นร่วมกันกับเพื่อนได้ ดังนั้นระมัดระวัง การออกไปเจอคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักนอกบ้าน ซึ่งอาจเป็นอาชญากร หรือ ขบวนการลักพาตัวเด็ก (ด้วยการใช้ ไอเท็ม หรือ คำชักชวน ล่อออกมาพบ เจอกัน เพื่อที่จะช่วยเล่นเกม หรือ แลกเปลี่ยนไอเท็ม)

6. เกมนี้ มีการซื้อขายไอเท็ม อุปกรณ์ ต่างๆ ในเกม ดังนั้น ผู้เล่น หรือ พ่อแม่ ควรระมัดระวังการใช้จ่ายเงิน และควบคุมวินัยการเงินในเครื่องบัญชีของเยาวชนที่เล่นเกม ระวังเจอบิลช็อกจากการจ่ายเงินเล่นเกม

7. เกมนี้ ผู้เล่นอาจเข้าไปฝ่าฝืนพื้นที่ส่วนตัว ถนน และ สถานที่สาธารณะอันมีรถ ถนน ตลาด ย่านการค้า ร้านขายอาหารแผงลอยต่างๆ ซึ่งมีความพลุกพล่าน ควรเล่นเกมด้วยความเคารพผู้คนในสถานที่ที่เขาไม่ได้เล่นเกม และเคารพกฎเกณฑ์ ข้อระเบียบ และวัฒนธรรม ความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมของบริบทพื้นที่แวดล้อมนั้น

8. เกมนี้ เล่นได้ทั้งวันทั้งคืน การออกไปจับสัตว์โปเกม่อนในยามวิกาล ค่ำคืน หรือที่เปลี่ยว ตามจุดต่างๆ ละแวกบ้านหรือพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย อาจไม่ปลอดภัย และตกเป็นเหยื่ออาชญากร แก๊งปล้น ที่คอยดักจี้ ปล้น ได้

9. เกมนี้ ไม่ควรเล่นขณะขับขี่ยวดยานพาหนะ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ การจอดในพื้นที่ข้างถนน ห้ามจอด) หรือ การขับขี่จักรยาน (บางพื้นที่ห้ามนำเอาจักรยาน เข้าไปในพื้นที่) หากเล่นในพื้นที่กรุงเทพ ระวังหลุม ผาท่อ คูน้ำ พื้นที่ขุดลอกคลอง ที่เต็มไปด้วยอันตราย และ พื้นที่ก่อสร้างข้างเคียง อาจบาดเจ็บได้

10. เกมนี้ อาจทำให้ผู้เล่น เสพติดความเสมือนจริงจากหน้าจอ มากยิ่งขึ้น 

กลายเป็นคนเสติดเกม เสพติดมือถือมากขึ้น เพราะมีความสนุก ไม่ควรเล่นจนเสียการเรียน การงาน และสูญเสียความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและคนรอบข้าง ควรมีวิจารณญาณ สติเท่าทันตนเอง และผู้พัฒนาเกม ตลอดจนบริษัทเอกชนที่ได้ผลประโยชน์จากเกมนี้ อีกทั้ง ต้องเท่าทันรอบคอบ ไม่เชื่อใจคนแปลกหน้า หรือ เพื่อนร่วมเล่นเกม ที่จะชักจูงเราออกไปเล่นเกมในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย


ผู้ปกครอง ควรใช้วิจารณญาณให้มาก ก่อนที่ลูก บุตรหลานของท่านจะได้รับอุบัติเหตุ หรือ เป็นเหยื่อของอาชญากรที่แฝงตัวมากับเกม หรือ ตกเป็นทาสของเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ

โปรดจำไว้ว่า ของเล่นที่ดีที่สุดของเด็ก คือ พ่อแม่ครับ อย่าให้เทคโนโลยีมาแย่ง มาทำหน้าที่แทนท่าน ด้วยข้ออ้างว่ารักลูก หรือ ทนคำรบเร้าอยากล่นของลูกไม่ไหว

ด้วยความรัก ความเอาใจใส่ การทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว คือสายใยที่ดีที่สุดในการสร้างบุตรหลานของท่านให้เป็นมนุษย์ที่มีจิตใจ อย่าทำให้โทรศัพท์มือถือมาทำให้ลูกหลานของท่านกลายเป็นหุ่นยนต์

อย่าให้มือถือท่านเลี้ยงลูกเลยจะดีกว่าครับ

เกมที่ดีที่สุด สำหรับเด็กๆ คือ 

Family Go! พาลูกออกไปเที่ยวไปทำกิจกรรมนอกบ้านครับ!..”

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 6, 2016 in ทั่วไป

 

​ไม่รับ! มติเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค 302 องค์กร โหวตไม่รับร่างรธน.ชี้ลดอำนาจปชช. การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคถอยหลัง

ไม่รับ..ร่างรธน.! มติเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค 302 องค์กร โหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ชี้ลดอำนาจประชาชน การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในร่างรัฐธรรมนูญไทย ถอยหลัง

นางสาวบุญยืน  ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค เปิดเผยว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะลงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 กำหนดสาระสำคัญว่า “องค์กรของผู้บริโภคมีสิทธิรวมกันจัดตั้งเป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระเพื่อให้เกิดพลังในการพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ทั้งนี้หลักเกณฑ์และวิธีการจัดตั้ง อำนาจในการเป็นตัวแทนผู้บริโภค และการสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด” 

การเขียนในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นความล้าหลังของร่างรัฐธรรมนูญกลายเป็นย้อนไปในอดีตก่อนปี 2540 ไม่มีความก้าวหน้าในการปฏิรูประบบการคุ้มครองผู้บริโภค หรือหลักประกันสิทธิผู้บริโภค ไม่มีการกำหนดให้มีองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคทำหน้าที่ตัวแทนผู้บริโภคระดับประเทศในการให้ความเห็นต่อหน่วยงานรัฐ สนับสนุนผู้บริโภคให้เท่าทันปัญหาและสามารถคุ้มครองตนเองได้ รวมทั้งสนับสนุนหน่วยงานรัฐในการกำกับดูแลการคุ้มครองผู้บริโภค ทำให้ขาดกลไกคุ้มครองผู้บริโภคที่สำคัญอย่างที่เคยมีในรัฐธรรมนูญปี 40 และ 50

การที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด เขียนเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐ ถือเป็นการลดทอนสิทธิเสรีภาพประชาชน สะท้อนการสร้างความเหลื่อมล้ำในการใช้อำนาจของรัฐ และสวนทางกับหลักการร่างรัฐธรรมนูญที่บอกว่าต้องการจะปราบการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งผู้ประกอบการหรือนายทุนมักผูกขาดใช้อำนาจเงินมหาศาลเข้าหาอำนาจรัฐให้เอื้อประโยชน์ให้  นำไปสู่แนวทางการปฏิรูปประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญที่ประชาชนหรือผู้บริโภคไม่มีส่วนร่วม  

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า บุคคลมีสิทธิรวมตัวกันจัดตั้งองค์กรผู้บริโภคเพื่อคุ้มครองสิทธิและพิทักษ์ผู้บริโภค เป็นการเขียนรัฐธรรมนูญโดยไม่ได้เข้าใจบริบทสังคม เพราะผู้บริโภคมีการรวมกลุ่มตั้งเป็นองค์กรผู้บริโภคกันมานานกว่า 30 ปีแล้ว หน้าที่ในการตรวจสอบในฐานะประชาชนในฐานะผู้บริโภคมีอยู่แล้ว เป็นสิทธิและหน้าที่พื้นฐานของประชาชนในฐานะผู้บริโภค 
แต่การกำหนดให้เป็นองค์การอิสระในรัฐธรรมนูญ เป็นองค์การมหาชนแบบหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ที่เรียกว่า special delivery unit จะมีศักดิ์และสิทธิมากกว่าการรวมตัวเป็นกลุ่ม ชมรม มูลนิธิ สมาคม หรือรูปแบบอื่นๆ เป็นการสร้างหลักประกันให้กับสิทธิผู้บริโภคที่จะได้รับการคุ้มครอง เป็นการใช้พลังผู้บริโภคในการพัฒนามาตรฐานของสินค้าและบริการ ทำให้ผู้บริโภคมีความรู้ คอยเป็นหูเป็นตา ให้กับหน่วยงานรัฐ 
ประสบการณ์ของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่มากกว่า 37 ปีลำพังการมีกฎหมายที่ดี มีหน่วยงานรัฐด้านการคุ้มครองผู้บริโภคที่ดีเท่านั้นไม่เพียงพอ ต้องสนับสนุนให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการคุ้มครองตนเองและสังคม

หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คสช. และรัฐบาลควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดเรื่องการปฏิรูประบบการคุ้มครองผู้บริโภคที่ชัดเจนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ และเร่งรัดการทำกฎหมายองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคโดยเร็ว
นางสาวสุรีรัตน์ ตรีมรรคา  กรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน ด้านบริการสุขภาพ กล่าวว่า เนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุข และหน้าที่ของรัฐมีเนื้อหาที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 โดยตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ มาตรา 47 ที่กำหนดว่า 
“บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ” มีการตัดเรื่อง “ สิทธิเสมอกัน” เช่นที่เคยมีในรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 51 ระบุว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย…”

ทำให้สวัสดิการรัฐ 2 เรื่องคือ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และหลักประกันรายได้ให้ผู้สูงอายุที่ให้ทุกคนอย่างเสมอภาคหายไป ทำให้สิทธิของประชาชนที่เคยมีลดทอนลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มุ่งจำกัดสิทธิมากกว่าคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน นอกจากนี้ ร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการลงประชามติ ระบุว่า ให้ชุมชนมีสิทธิจัดสวัสดิการได้ ซึ่งเหมือนจะดูดีแต่กลับผลักภาระการจัดสวัสดิการไปให้ชุมชน 
ทั้งนี้โดยเฉพาะการศึกษา สุขภาพ บำนาญไม่สามารถไปรอดได้ เพราะสวัสดิการชุมชนจะบำนาญให้ประชาชนด้วยกันเองไปตลอดชีวิตไม่ได้ หรือจะจัดการศึกษาให้ทุกคนตั้งแต่อนุบาลถึงปริญญาตรีไม่ได้ และเห็นว่าหน้าที่ของรัฐต้องไปเอาความมั่งคั่งในรูปแบบภาษีกลับมาแล้วคืนภาษีนั้นกลับไปให้กับทุกคนในรูปแบบสวัสดิการแล้วไม่ต้องแยกแยะว่าสวัสดิการนั้นให้เฉพาะคนจนหรือคนรวย

ผศ.รุจน์  โกมลบุตร กรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน ด้านสื่อและโทรคมนาคม กล่าวว่า  ตามร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นการเปลี่ยนแปลงเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่และ กสทช. ภายใต้หมวดหน้าที่ของรัฐ และปรับนิยามคลื่นความถี่จาก “ทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ” เป็น “ทรัพยากรของชาติ” เป็นแนวคิดที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา เนื่องจากแนวคิดที่รัฐเป็นเจ้าของ ครอบครองและใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ได้สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งมีการเปลี่ยนระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาต  

ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบด้วยว่ามีการตัดข้อความ “การแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม” ที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับที่ให้กำเนิดพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ฉบับปัจจุบัน ทำให้เกิดคำถามว่า การจัดสรรทรัพยากรคลื่นความถี่ยังคงวางอยู่บนพื้นฐานให้เกิดการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม หรือเป็นการนำคลื่นความถี่ไปใช้ประโยชน์ของคนเพียงบางกลุ่ม  

นอกจากนี้ พบว่า มีการตัดเรื่องการจัดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ ทำให้ขาดหลักประกันสิทธิแก่ภาคประชาชน และอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนถ้อยคำในร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่กำหนดให้ภาคประชาชนได้ใช้คลื่นความถี่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20

ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคทั้งหมด 302 องค์กร จึงมีความเห็นร่วมกันที่จะโหวตโน ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง เพราะเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคที่ไม่ก้าวหน้า ทั้งขาดหลักประกันด้านสิทธิและสวัสดิการของประชาชน

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 5, 2016 in ทั่วไป

 

(เสวนา) 24 ส.ค.59 คณะจิตวิทยา จุฬาฯ “การสร้างแรงจูงใจในการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี”

13393305_10204814365318794_179620508_n

กำหนดการ จัดการเสวนา เรื่อง “การสร้างแรงจูงใจในการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี”
วันพุธที่ 24 สิงหาคม 2559 เวลา 13.00-16.00 น.
ณ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ห้อง 613 ชั้น 6 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ

การเสวนานี้ มีวิทยากรซึ่งเป็นผู้วิจัยเจ้าของผลงานวิทยานิพนธ์ เกี่ยวกับการสร้างแรงจูงใจในการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีให้แก่ผู้ติดเชื้อเอชไอวี การสร้างสัมพันธภาพระหว่างแพทย์ผู้ดูแลและผู้ติดเชื้อจำนวน 3 ท่าน คือ

1.นายแพทย์บัลลังค์ เหลืองวรานันท์…(วิทยานิพนธ์เรื่อง ความไว้วางใจของผู้ติดเชื้อเอชไอวีต่อแพทย์ผู้รักษา : การศึกษาเชิงคุณภาพ)

2.นางสาวจุรีรัตน์ นิลจันทึก (วิทยานิพนธ์เรื่อง ความหมายในชีวิตของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ : การศึกษาเชิงคุณภาพแบบทีมวิจัยเห็นชอบร่วมกัน)

3.นายภาณุ สหัสสานนท์ (วิทยานิพนธ์เรื่อง ผลของกลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแนวปัญญาพฤติกรรมนิยมที่มีศิลปะเป็นสื่อต่อภาวะซึมเศร้าและความร่วมมือในการทานยาต้านไวรัสในผู้ติดเชื้อเอชไอวี)

ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการเสวนาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ สามารถสมัครผ่านทางระบบออนไลน์ https://form.jotform.me/61712732524451

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร . 02-218-1171 หรือ e-mail: wellness.chula@gmail.com

 

(กำหนดการ) 18 ส.ค.59 สำนักเศรษฐกิจการคลัง จัดเสวนา “โลกเปลี่ยน คลังปรับ” -รมว.คลัง ปาฐกถาพิเศษ

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำหนดจัดงานสัมมนาวิชาการ สศค. ประจำปี 2559 (FPO Symposium 2016) ภายใต้หัวข้อ “โลกเปลี่ยน คลังปรับ” ในวันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม 2559 เวลา 08.30 – 15.30 น.ณ ห้องคริสตัล ฮอลล์ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน กรุงเทพฯ

กำหนดการ

08.30 – 09.00 ลงทะเบียน

09.00 – 09.15 ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวรายงาน

09.15 – 09.45 นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษ

10.10 – 11.30 การนำเสนอผลงานเรื่อง “โลกเปลี่ยน คลังปรับ: เจาะยุทธศาสตร์การคลังไทย” ผู้นำเสนอ : สำนักนโยบายการคลัง

11.30 – 12.00 การรับฟังความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่าน ได้แก่

1.ดร. กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการวิจัยด้านการวิจัยและคำปรึกษาระหว่างประเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

2.ดร. สมประวิณ มันประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

13.30 – 15.30 การเสวนา เรื่อง “อนาคตการคลังไทยกับบริบทใหม่ที่เปลี่ยนแปลง” โดยมีผู้ร่วมเสวนา ดังนี้

1.ดร. สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ

2.คุณปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

3.ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน)

4.นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

ผู้ดำเนินรายการ : นางสาวอรกันยา เตชะไพบูลย์ เศรษฐกรชำนาญการ สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
หมายเหตุ: กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม