RSS

Monthly Archives: มีนาคม 2016

ฉบับ 2! ไทยพาณิชย์ ชี้แจงกรณีเหตุการณ์ ณ สำนักงานใหญ่ ดังนี้..

ฉบับ 2! ไทยพาณิชย์ ชี้แจงกรณีเหตุการณ์ ณ สำนักงานใหญ่ ดังนี้..

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ชี้แจงความคืบหน้า กรณีเกิดเหตุการณ์ ณ ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ รัชโยธิน บริเวณชั้นใต้ดิน เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2559 เวลาประมาณ 21.30 น. นั้น

ธนาคาร เรียนขอชี้แจงว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างการดำเนินงานปรับปรุงระบบป้องกันอัคคีภัยเพิ่มเติม เพื่อให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น จากปัจจุบันที่ใช้ระบบก๊าซไพโรเจนเป็นสารตั้งต้นในการป้องกันอัคคีภัยมาเป็นระบบ Clean Agent ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ก๊าซไนโตรเจนในการดับเพลิง ซึ่งยังคงประสิทธิภาพในการป้องกันอัคคีภัยด้วยมาตรฐานระดับสากล
โดยได้มีการว่าจ้างบริษัท เมก้า แพลนเน็ต จำกัด ให้เป็นผู้เข้ามาดำเนินการ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2559 ตามแผนที่ได้วางไว้

            จากเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตจำนวน 8 คนและได้รับบาดเจ็บจำนวน 7 คน ธนาคารขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ไม่คาดคิดในครั้งนี้ และได้ให้ความช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการประกอบพิธีทางศาสนาแก่ผู้ที่เสียชีวิตรายละ 100,000 บาท สำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนั้น ผู้บริหารของธนาคาร ได้เข้าเยี่ยมทุกราย และได้มอบความช่วยเหลือเบื้องต้นรายละ 30,000 บาท
          
           
สำหรับการสืบสวนหาสาเหตุนั้น ในช่วงเช้าของวันนี้ (14 มีนาคม 2559) ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำโดย พล.ต.ท. ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พร้อมเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ โดยธนาคารให้การสนับสนุนด้านข้อมูล และพยานหลักฐานต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเจ้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ให้สามารถหาข้อเท็จจริง และสรุปสาเหตุที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่คาดว่าจะสามารถสรุปได้ภายในสัปดาห์นี้
          
            ธนาคารรู้สึกซาบซึ้งและขอขอบพระคุณเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตจตุจักร พนักงานดับเพลิง และพนักงานอาสาสมัครที่เกี่ยวข้องทุกคนที่ได้มาดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ พร้อมให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดีในคืนวันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา         

ทั้งนี้ ธนาคารขอยืนยันว่าเอกสารสำคัญ และทรัพย์สินต่างๆ ของลูกค้าและธนาคาร รวมถึงระบบปฏิบัติงานภายในและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ไม่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด และธนาคารยังคงเปิดให้บริการตามปกติ

(18:35น. / 14 มี.ค.2559)

Advertisements
 

บทความพิเศษ : ความโกลาหล หลังประมูลคลื่นมือถือ เรื่องที่ผู้บริโภคต้องรับมือ โดย ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช.

13 มี.ค.2559

บทความพิเศษ

ความโกลาหลหลังประมูลคลื่นมือถือ..เรื่องที่ผู้บริโภคต้องรับมือ

โดย ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม

“..ปัญหาที่มีการกล่าวขานกันมากในวงการโทรศัพท์มือถือในสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ ผู้ชนะการประมูลจะจ่ายเงินประมูลหรือไม่ ถ้าไม่จ่ายแล้วจะเป็นอย่างไร ถ้าจ่ายแล้วซิมจะดับหรือไม่ รวมถึงปัญหาการย้ายค่าย ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคทั้งสิ้น

                   เรื่องแรกที่ต้องทำความเข้าใจร่วมกันคือ ปัจจุบันยังไม่สิ้นสุดระยะเวลาในการจ่ายเงิน จึงยังไม่มีผู้ชนะการประมูลรายใดสิ้นสิทธิในการรับใบอนุญาต ในขณะนี้มีข่าวว่า ผู้ชนะการประมูลยังคงพยายามหาทางจ่ายเงินอยู่ จึงยังต้องเปิดโอกาสจนวินาทีสุดท้าย

                   
อย่างไรก็ตาม หากถึงที่สุดไม่มีการชำระเงิน เท่ากับเป็นการสละสิทธิในการรับใบอนุญาต หากจัดประมูลใหม่จึงไม่สามารถเข้าร่วมประมูลเพื่อขอรับใบอนุญาตเดิมได้อีก และต้องถูกริบเงินที่วางเป็นหลักประกันการประมูล 644 ล้านบาท ตลอดจนต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดประมูล และหากราคาชนะประมูลครั้งใหม่ต่ำกว่าเดิม ก็จะมีการฟ้องร้องให้รับผิดชอบส่วนต่างนั้น เพื่อปกป้องประโยชน์ของรัฐมิให้เสียหาย ส่วนการกำหนดราคาเริ่มต้นการประมูลครั้งใหม่ ต้องคำนึงถึงความได้เปรียบเสียเปรียบของผู้ชนะการประมูลที่มาชำระเงินแล้วด้วย เพราะหากราคาชนะการประมูลรอบใหม่ต่ำลงมาก ก็เสมือนเป็นการลงโทษผู้ที่ทำตามกติกา เนื่องจากต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าจากการที่คนอื่นไม่ทำตามกติกา ดังนั้นระดับราคาที่สมเหตุสมผลคือระดับราคาที่ผู้เข้าร่วมประมูลเดิมทุกรายยังยินยอมเสนอราคาในการประมูลที่ผ่านมา นั่นคือระดับราคาไม่ต่ำกว่าเจ็ดหมื่นล้านบาทเศษ

                    ส่วนใบอนุญาตประกอบกิจการใบอื่นของกลุ่มบริษัทในเครือ ก็ต้องพิจารณาจากคุณสมบัติการเป็นผู้รับใบอนุญาตและการปฏิบัติตามกฎหมายและตามเงื่อนไขใบอนุญาต ซึ่งเป็นการพิจารณาทางปกครอง หากไม่ขาดคุณสมบัติหรือไม่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขหรือผิดกฎหมาย ก็อาจไม่สามารถเพิกถอนใบอนุญาตที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประมูลได้ ซึ่งองค์กรกำกับดูแลคงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้ชัดเจนก่อน หากยืนยันจะเพิกถอนใบอนุญาต

                    ประเด็นต่อมาที่ต้องทำความเข้าใจ ปัจจุบันชัดเจนแล้วว่า ผู้ชนะการประมูลรายหนึ่งได้ชำระเงินและวางหนังสือค้ำประกันแล้ว ดังนั้น เมื่อ กสทช. ออกใบอนุญาตให้กับผู้ที่มาชำระเงินแล้ว ซิมระบบ 2G เดิมบนคลื่นความถี่ 900 MHz จึงต้องหยุดบริการ ผู้บริโภคที่ยังใช้ซิมนี้อยู่ หากต้องการใช้งานต่อ จะต้องย้ายค่ายก่อนที่ซิมดับ มิเช่นนั้น เบอร์มือถือที่ใช้งาน ก็จะไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป ต้องไปซื้อซิมใหม่ และใช้เบอร์ใหม่เท่านั้น

                   
แต่หากจะมีการใช้กฎหมายพิเศษ เพื่อให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้ยังใช้งานได้อยู่ ก็ต้องอาศัยความพร้อมใจของเจ้าของโครงข่ายเดิมและเจ้าของคลื่น เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งที่ผ่านมาการเจรจาไม่ประสบความสำเร็จ ผู้บริโภคจึงต้องเตรียมใจรับกับสถานการณ์ซิมดับ

                    ส่วนผู้บริโภคอีกกลุ่มหนึ่งที่เปลี่ยนเป็นระบบ 3G ของค่ายเดิม แต่ยังใช้เครื่องมือถือรุ่นเก่าซึ่งไม่รองรับระบบ 3G ที่ผ่านมายังสามารถใช้งานได้เนื่องจากผู้ให้บริการใช้วิธีการโรมมิ่งให้กลับมาใช้ระบบสองจีบนคลื่นความถี่ 900 MHz ทำให้เกิดสถานการณ์ย้ายค่ายแต่ไม่ย้ายคลื่น ซึ่งเมื่อบริการ 2G บนคลื่นเดิมหยุดให้บริการ กลุ่มนี้ก็จะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ที่ผ่านมาผู้ให้บริการจึงมีข้อเสนอแจกเครื่อง 3G ฟรี เพื่อแก้ปัญหานี้ แต่ผู้บริโภคอีกหลายล้านคนก็ยังไม่ได้ติดต่อรับเครื่องใหม่ จนในที่สุดผู้ให้บริการหาทางออกโดยการทำความตกลงไปใช้งานโรมมิ่งระบบ 2G บนคลื่นความถี่ 1800 MHz ของค่ายพันธมิตร อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนคลื่นที่ใช้โรมมิ่งก็อาจเกิดปัญหาการใช้งานได้ อาทิเช่น ในช่วงเปลี่ยนคลื่นความถี่จะเกิดการสะดุดของการใช้งาน หรือกรณีพื้นที่มีสัญญาคลื่นใหม่อ่อนกว่าสัญญาณคลื่นเดิมก็ทำให้คุณภาพสัญญาณแย่ลง รวมถึงปัญหาโทรไม่ออกสายหลุด หากมีการใช้งานพร้อมกันมากกว่าความจุของการโรมมิ่ง

                   
สุดท้ายคือปัญหาการย้ายค่าย ซึ่งต้องยอมรับว่า ค่ายมือถือส่วนใหญ่ต่างหวงลูกค้า จึงมักจะหาทางไม่ให้เกิดการย้ายค่าย การย้ายค่ายปริมาณมากๆ ครั้งแรกในประเทศไทย เกิดในช่วงหลังการประมูล 3G โดยมีการแจ้งลูกค้า 2G ให้อัพเกรดเทคโนโลยีเป็น 3G แต่ในทางปฏิบัติคือการย้ายค่ายจากบริการในระบบสัมปทาน 2G ไปยังบริการของบริษัทในเครือที่ได้รับใบอนุญาต 3G ประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้คือได้ใช้บริการคุณภาพสูงขึ้น ประโยชน์ที่ค่ายมือถือได้คือลดภาระในการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐตามสัญญาสัมปทาน ทำให้รายจ่ายลดลงมากกว่าร้อยละ 20 ทันที แต่ก็มีข้อทักท้วงจากรัฐวิสาหกิจคู่สัญญาสัมปทานว่า มีการย้ายค่ายโดยผิดกฎหมายและส่งเรื่องให้ สตง.ตรวจสอบ เนื่องจากกระทบต่อผลประโยชน์ของรัฐ

                   
ในครั้งนั้น การย้ายค่ายที่ผิดกฎหมายคือการย้ายค่ายโดยผู้บริโภคไม่ยินยอมหรือไม่รับรู้ ซึ่งผิดอย่างชัดเจน ในต่างประเทศเรียกพฤติการณ์แอบเปลี่ยนผู้ให้บริการว่า Slamming ซึ่งอาจใช้วิธีการ Mis-selling คือทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด เช่น อยากอัพเกรดเทคโนโลยีโดยไม่รู้ว่ากำลังถูกย้ายค่าย กับอีกกรณีคือผู้บริโภคประสงค์จะย้าย แต่ไม่ได้ผ่านขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เช่น ไม่มีการแสดงเจตนาและไม่ได้ให้ข้อมูลพร้อมหลักฐานกับค่ายมือถือใหม่ เพียงการตอบรับ SMS ก็ย้ายค่ายสำเร็จแล้ว โดยที่ค่ายมือถือแอบโอนข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างกันเอง ที่สำคัญคือไม่มีการเก็บหลักฐานการขอย้าย ทำให้แยกได้ยากว่าเป็นการแอบย้ายโดยผู้บริโภคไม่รู้ตัวหรือไม่

                   
ในสหรัฐอเมริกา FCC มีบทลงโทษการ Slamming โดยหากผู้บริโภครู้ว่าถูก Slam ก็ไม่ต้องจ่ายค่าบริการ 30 วันแรกให้กับผู้ให้บริการรายใหม่ และได้รับการโอนบริการกลับไปยังผู้ให้บริการเดิม แต่หากชำระค่าบริการไปแล้วจำนวนเท่าใด ผู้ให้บริการรายใหม่จะต้องส่งเงินทั้งหมดนั้นให้กับผู้ให้บริการรายเดิม แล้วยังต้องชำระค่าเสียหายให้กับผู้บริโภคอีกต่างหากในอัตราร้อยละ 50
     
แต่ปัญหาการย้ายค่ายในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเกิดจากการดึงดูดลูกค้าข้ามค่ายด้วยโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม  ประกอบกับมีการเปิดย้ายค่ายในร้านสะดวกซื้อ กรณีผู้บริโภคแจ้งขอย้ายเองย่อมไม่ใช่การ Slamming หรือการขโมยลูกค้า แต่ประเด็นปัญหาอยู่ที่กระบวนการย้ายในร้านสะดวกซื้อ ว่าครบขั้นตอนตามกฎหมายหรือไม่ คือ ต้องมีใบคำขอย้ายและมีการลงลายมือชื่อ ซึ่งสองขั้นตอนนี้จะใช้กฎหมายธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์มาทดแทนการเขียนและการเซ็นชื่อบนกระดาษก็ได้ แต่ไม่ใช่การลดขั้นตอนคือไม่มีใบคำขอหรือไม่มีลายเซ็นใดๆ เลย ค่ายอื่นจึงร้องขอให้ตรวจสอบความถูกต้อง จนลามไปถึงการไม่ดำเนินการย้ายค่ายให้ตามความประสงค์ของผู้บริโภค จึงเกิดปัญหาการย้ายค่ายไม่สำเร็จสะสมหลักแสนราย และเนื่องจากฐานข้อมูลการย้ายค่ายไม่มีการระบุว่าเป็นการย้ายตามช่องทางปกติ หรือย้ายผ่านร้านสะดวกซื้อ ทำให้ปัญหาบานปลายกระทบผู้ขอย้ายค่ายทุกช่องทาง          ค่ายมือถือจึงต้องเร่งปรับปรุงการย้ายค่ายให้ถูกกฎหมาย และแยกแยะกลุ่มผู้ขอย้ายค่ายว่าเป็นผู้ขอย้ายตามปกติหรือไม่ และหากเป็นผู้ขอย้ายค่ายที่ซิมกำลังจะดับ ก็ควรเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว..”

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มีนาคม 13, 2016 in ทั่วไป

 

จี้นายกฯ ระงับคำสั่ง! แถลงการณ์ สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน คัดค้านคำสั่ง คสช. แก้ กม.สิ่งแวดล้อม ชี้ทำลายหลักการป้องกันล่วงหน้า-คืนความสุขให้กลุ่มทุน

image

จี้นายกฯ ระงับคำสั่ง! แถลงการณ์ สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน
เรื่อง คัดค้านคำสั่ง คสช.ที่ 9/2559 ทำลายหลักการป้องกันล่วงหน้า-คืนความสุขให้กลุ่มทุน

…………………..

ตามที่หัวหน้า คสช. ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 โดยการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อให้การดำเนินโครงการหรือกิจการของรัฐในการจัดให้มีสาธารณูปโภคอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะสามารถดำเนินการได้โดยรวดเร็ว อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปประเทศในด้านเศรษฐกิจและสังคม อาทิ โครงการหรือกิจการด้านการคมนาคมขนส่ง การชลประทาน การป้องกันสาธารณภัย โรงพยาบาล หรือที่อยู่อาศัย โดยในระหว่างที่รอผลการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA/EHIA) ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการหรือกิจการ อาจเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติให้ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกชนผู้รับดำเนินการตามโครงการหรือกิจการไปพลางก่อนได้นั้น

          สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนขอคัดการการใช้อำนาจที่เกินความจำเป็น อันขัดต่อเจตนารมณ์ของมาตรา 4 และ 5 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ประกอบ พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535 โดยชัดแจ้ง เนื่องจากคำสั่งดังกล่าว ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ แต่อย่างใด

อีกทั้งเป็นการส่งเสริมความขัดแย้งและแตกความสามัคคีของประชาชนในชาติ เพราะจะทำให้ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมทั่วประเทศออกมาคัดค้านกันอย่างมากมาย รวมทั้งเป็นการทำลาย “หลักการ” ของกฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างสิ้นเชิง ที่มุ่งเน้น “หลักการป้องกันไว้ล่วงหน้า” หรือ Precautionary Principle โดยการกำหนดให้โครงการหรือกิจกรรมตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (36+11 ประเภท) จะต้องจัดทำ EIA/EHIA เพื่อให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) พิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเสียก่อนเท่านั้น

         
คำสั่ง คสช.ที่บัญญัติว่า “ระหว่างที่รอผลการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA/EHIA) ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการหรือกิจการ อาจเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติให้ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกชนผู้รับดำเนินการตามโครงการหรือกิจการไปพลางก่อนได้นั้น” จึงเป็นการทำลายหลักการหรือเจตนารมณ์ที่สำคัญของกฎหมายแห่งชาติ เป็นการใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์หรือคืนความสุขให้กลุ่มทุนเท่านั้น และจะเป็นการบีบบังคับการทำหน้าที่ของ คชก. ให้จำต้องให้ความเห็นชอบรายงาน EIA/EHIA ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไปก่อนล่วงหน้าแล้วเท่านั้น

         
สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน จึงใคร่ขอเรียกร้องมายังหัวหน้า คสช. ได้โปรดทบทวนการออกคำสั่งที่เกินความจำเป็นดังกล่าวเสีย และหาก คสช.ยังเดินหน้าต่อคำสั่งนี้ สมาคมฯและเครือข่ายจะนำความนี้ขึ้นร้องเรียนต่อศาลปกครองสูงสุดและหรือศาลรัฐธรรมนูญตามความในมาตรา 5 ประกอบมาตรา 45 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ต่อไป

นายศรีสุวรรณ  จรรยา

นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน

(8 มีนาคม2559)

 

9 มี.ค.59! TDRI- สกว.จัดเสวนา “ดุลยพินิจรัฐไทย ผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชน” (มีกำหนดการ)

image

9 มี.ค.59!  TDRI- สกว.จัดเสวนา “ดุลยพินิจรัฐไทย ผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชน” เวลา 9.00 – 12.15 น. ณ ห้องซาลอน B ชั้น 2 โรงแรงสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด (รัชดาฯ)  

กำหนดการ

8.25 – 8.45 น.  ลงทะเบียน

8.45 – 9.00 น.  กล่าวเปิดงาน
โดย ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกว.

9.00 – 9.30 น.  ช่วงที่ 1 รัฐในฐานะผู้อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และขั้นตอนทางราชการ: ใครดีขึ้น – ใครยังเฉย
ผลสำรวจ ความคืบหน้าการปรับปรุงขั้นตอนทางราชการตามรายงาน Ease of doing business ของธนาคารโลก
โดย คุณธิปไตร แสละวงศ์ นักวิจัย TDRI

9.30 – 10.00 น. ช่วงที่ 2 รัฐในฐานะผู้กำกับดูแลธุรกิจ และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
ผลลการศึกษา เรื่องธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบของหน่วยงานกำกับดูและ ธุรกิจโทรคมนาคมและพลังงานโดย ดร. เดือนเด่น นิคมบริรักษณ์ ผู้อำนวยการวิจัย TDRI

10.00 – 11.30 น. ช่วงที่ 3 เสวนา “ดุลยพินิจรัฐไทย ผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชน”
ดำเนินรายการโดย คุณธิปไตร แสละวงศ์
ผู้เข้าร่วมเสวนา คุณวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ สำนักงาน ก.พ.ร.  คุณวิชัย อัศรัสกร รองประธานหอการค้าไทย
                                             

คุณสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
ผศ.ดร.พรเทพ เบญญาอภิกุล โครงการติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม (NBTC Policy Watch)

11.30 – 12.15 น.  ถาม – ตอบ

12.15 น.  สรุปการเสวนาและปิดเสวนา โดย ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย TDRI