RSS

Monthly Archives: กุมภาพันธ์ 2016

น่าสน! พรุ่งนี้ mai – กสทช. จัดเสวนา “โลกการเงินใหม่ในยุค 4G” กำหนดการ ตามนี้ ..

image

โลกการเงินยุค 4G!  ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ร่วมกับ สถานีโทรทัศน์ Money Channel และ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดสัมมนา    “โลกการเงินใหม่ในยุค 4G” วันจันทร์ 29 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 9.30-16.00 น. ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ชั้น 7 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เลขที่ 93 ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

9.30 น.   ลงทะเบียน

10.00 น.   กล่าวต้อนรับโดย   นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

10.05 น.   กล่าวเปิดงานโดย พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

10.10 น.  ปาฐกถา “เงินจะปลอดภัยได้อย่างไร บน Mobile Payment” โดย  นายฐากร  ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ 

10.40 น. สัมมนา “e-Payment โอกาสหรือความท้าทายในธุรกิจการเงิน” โดย    คุณทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

คุณระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)                                    
คุณปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท แอสเซนด์ กรุ๊ป จำกัด

13.30 น.  สัมมนา “เปิดหุ้นเด็ด 4 เด้งในยุค 4G” โดย  คุณกวี ชูกิจเกษม  รองกรรมการผู้จัดการสายงานวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

คุณมยุรี โชวิกรานต์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด

14.45 น.  สัมมนา “ธุรกิจพันธุ์ใหม่ในยุค 4G”
โดย    คุณเรืองโรจน์ พูนผล (กระทิง)

Godfather of Thai Tech Startup   
คุณมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์)

คุณประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)

คุณอมฤทธิ์ เจริญพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  HUBBA ป๋าดันแห่งวงการ Startup

16.00 น. เสร็จสิ้นสัมมนา

Advertisements
 

จริยธรรมนักธุรกิจ! 10 ก.พ.59 ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดเสวนา “จริยธรรม : จิตสำนึกหลักบรรษัทภิบาล” กำหนดตาม ตามนี้

ตลท

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดสัมมนา CG Forum 1/2016 “จริยธรรม : จิตสำนึกหลักบรรษัทภิบาล” ในวันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 8.30-12.00 น. ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ชั้น 7 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เลขที่ 93 ถนนรัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพฯ (ที่ทำการแห่งใหม่ ดังแผนที่ตามแนบ)

กำหนดการ

8.30 น. ลงทะเบียน

9.00 น. กล่าวต้อนรับ และปาฐกถาพิเศษ “จริยธรรมของผู้นำองค์กร”
โดย ดร. ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์
ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

9.20 น. เปิดตัวหนังสือรวมบทความ “จริยธรรม : จิตสำนึกหลักบรรษัทภิบาล” และ “คณะกรรมการเสาหลักบรรษัทภิบาล”
โดย คุณยุทธ วรฉัตรธาร
ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านบรรษัทภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ประเด็นเสวนา “จรรยาบรรณธุรกิจ สร้างโอกาส สร้างรายได้ ลดความเสี่ยง”
• ความสำคัญของจริยธรรมทางธุรกิจและการจัดทำจรรยาบรรณธุรกิจให้กับองค์กร
• การนำจรรยาบรรณธุรกิจมาปฏิบัติจริง ตั้งแต่กรรมการ ผู้บริหารและพนักงาน
• ความเสี่ยงของการไม่ปฏิบัติตามหรือไม่มีจรรยาบรรณธุรกิจ
• บทบาทคณะกรรมการตรวจสอบ กรณีจรรยาบรรณธุรกิจขาดการบังคับใช้อย่างจริงจัง
• มาตรการลงโทษ กรณีฝ่าฝืนจรรยาบรรณธุรกิจ
• บทบาทและสิทธิของผู้ถือหุ้น กรณีบริษัทละเลยไม่ดำเนินการตามจรรยาบรรณธุรกิจ
• การสื่อสารจรรยาบรรณธุรกิจให้เป็นทีรับทราบทั้งภายในและภายนอกบริษัท

9.30 น. จริยธรรมในการดำเนินงานและการประพฤติตนของกรรมการและผู้บริหาร
โดย คุณชนินท์ ว่องกุศลกิจ
กรรมการ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)

คุณเชาวลิต เอกบุตร
ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-การเงินและการลงทุน บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)

ดร. บัณฑิต นิจถาวร
กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย

ดำเนินรายการและร่วมเสวนา โดย คุณยุทธ วรฉัตรธาร ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านบรรษัทภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

11.00 น. ความคาดหวังของตลาดทุนต่อจริยธรรมของกรรมการ และผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน
โดย คุณรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

คุณเกศรา มัญชุศรี
กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ดำเนินรายการและร่วมเสวนา โดย คุณวรวรรณ ธาราภูมิ
ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และนายกสมาคม สมาคมบริษัทจัดการลงทุน

12.30 น. สิ้นสุดการสัมมนา

 

บทความพิเศษ : ซิมดับ ย้ายค่าย และโปรลับ สถานการณ์ผู้บริโภคหลังประมูล 4G โดย”ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา”

image

บทความพิเศษ : ซิมดับ ย้ายค่าย และโปรลับ
สถานการณ์ผู้บริโภคหลังประมูล 4G

โดย นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

 
“ผ่านพ้นการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz นานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว สื่อมวลชนต่างมุ่งความสนใจไปที่การยังไม่ชำระเงินของผู้ชนะการประมูลทั้งสองราย ซึ่งตามหลักเกณฑ์แล้วมีเวลาชำระได้ถึง 90 วันหลังการรับรองผลการประมูล และทั้งสองรายยังอยู่ระหว่างกระบวนการประสานวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงิน โดยยังไม่มีสัญญาณใดๆ แม้แต่น้อย ว่าสถาบันการเงินได้ปฏิเสธการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อ เพียงแต่ต้องพิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบรัดกุม และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การกำกับดูแลที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควร อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างจะมีข้อสรุปก่อนครบกำหนด 90 วันอย่างแน่นอน

แต่สำหรับผู้บริโภคแล้ว คำถามที่สำคัญกว่าก็คือ ผู้ใช้งานในระบบ 2G บนคลื่นความถี่ 900 MHz เดิมซึ่งอยู่ในช่วงมาตรการเยียวยาจะใช้งานได้ถึงเมื่อใด และต้องเตรียมการรับมืออย่างไร จะมีการขยายระยะเวลาเยียวยาออกไปอีกหรือไม่

ตัวเลขผู้ใช้บริการในระบบ 2G ตามที่ผู้ให้บริการให้ข่าวคือประมาณ 1 ล้านราย นอกจากนี้ยังมีผู้ใช้บริการที่ย้ายค่ายไประบบ 3G แล้ว แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนเครื่องมือถือให้รองรับ 3G ทำให้ต้องใช้งานโรมมิ่งบนระบบ 2G อีกประมาณ 10 ล้านราย หากปิดระบบ 2G บนคลื่นนี้แล้ว จะพลอยใช้งานไม่ได้ไปด้วยหากไม่เปลี่ยนมือถือใหม่

ทางออกของผู้บริโภคกลุ่มที่ยังไม่ได้ย้ายค่าย หากต้องการใช้บริการต่อเนื่องหรือใช้งานหมายเลขเดิมต่อไป ก็จะต้องย้ายค่าย มิเช่นนั้นก็จะเจอเหตุการณ์ซิมดับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งการย้ายค่ายอาจย้ายไปค่ายเดิมบนระบบ 3G หรือเปลี่ยนไปค่ายอื่นเลยก็ได้ เป็นสิทธิของผู้บริโภค แต่ต้องคำนึงถึงอุปกรณ์มือถือว่ารองรับบริการของค่ายที่ย้ายไปหาด้วย ซึ่งในปัจจุบันหลายค่ายต่างก็ออกโปรโมชั่นแจกเครื่องหรือขายเครื่องราคาถูก

ส่วนผู้บริโภคกลุ่มหลังที่ยังไม่ได้เปลี่ยนมือถือ ทำให้ยังคงใช้งานเครือข่าย 2G ได้เท่านั้น ทั้งที่ย้ายไปค่าย 3G แล้ว หากยังรักค่ายเดิมก็ต้องติดต่อขอรับมือถือใหม่หรือซื้อมือถือใหม่แล้วแต่สะดวก แต่หากจะย้ายค่ายไปหาระบบ 2G ที่เหลืออยู่ ก็ต้องสอบถามแต่ละค่ายให้ดี ว่าค่ายใดยังให้บริการ 2G อยู่บ้าง เช่นถ้าเป็นค่ายที่ยังไม่หมดสัมปทาน 2G หรือค่ายที่นำคลื่นที่ชนะการประมูลหรือคลื่นที่มีอยู่เดิมมาแบ่งให้บริการ 2G ก็อาจจะไม่ต้องเปลี่ยนมือถือ แต่ต้องยอมรับว่าบริการ 2G คงมีระยะเวลาเหลืออีกเพียงประมาณ 1-2 ปี สุดท้ายแล้วบริการ 2G ในประเทศไทยก็จะหยุดลง และเราก็ต้องเปลี่ยนมือถืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ส่วนคำถามที่ว่า การย้ายค่ายไป 3G จำนวน 10 ล้านราย โดยที่ยังใช้เครื่อง 2G เกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่หน่วยงานตรวจสอบต้องร่วมกันหาคำตอบ แต่ปัญหาเฉพาะหน้าในปัจจุบัน คือทำอย่างไรให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้ใช้บริการได้ต่อเนื่อง แม้ว่าหากเกิดปัญหาขึ้นจริง ผู้ให้บริการจะต้องรับผิดชอบโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม และตามหลักกฎหมายแล้ว ผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ถือว่าเป็นผู้ใช้บริการตามมาตรการเยียวยา เพราะได้ย้ายค่ายออกไปก่อนแล้ว

ที่ผ่านมา มีผู้เสนอให้ขยายระยะเวลาเยียวยา คือให้คงบริการ 2G บนคลื่นนี้ออกไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้ผู้บริโภคมีเวลาย้ายค่ายนั้น โดยทางเทคนิคแล้ว แต่ละค่ายมีความสามารถในการย้ายได้วันละประมาณ 60,000 ราย หากมีการย้ายอย่างจริงจังหลังสิ้นสุดการประมูลคลื่น  ในวันนี้เราก็จะไม่เหลือผู้ใช้บริการในระบบ 2G (ที่เคยมีจำนวน 1 ล้านราย) เลย โดยไม่ต้องขยายเวลาแม้แต่น้อย ปัญหาจึงอยู่ที่การลงมือปฏิบัติ ตั้งแต่ การแจ้งเตือนผู้บริโภค การเตรียมระบบรับมือกับการย้ายค่ายปริมาณมาก ปัญหามิได้อยู่ที่ระยะเวลาไม่เพียงพอ เพราะหากค่ายมือถือยังคงไม่แจ้งเตือนอย่างทั่วถึงและจริงจัง ต่อให้ขยายระยะเวลาก็ยังมีผู้บริโภคตกค้างจนต้องเผชิญปัญหาซิมดับโดยไม่รู้ตัวอยู่ดี

ที่สำคัญกว่านั้น คือสิทธิในการใช้คลื่นย่านนี้ ย่อมตกเป็นของผู้ชนะการประมูลที่มาชำระเงินและได้รับใบอนุญาตแล้ว หากมีการขยายระยะเวลาเยียวยาออกไปเกินกว่านั้น ย่อมเป็นการกระทบสิทธิการใช้คลื่นโดยชอบด้วยกฎหมาย และจะก่อปัญหาตามมาอีกมากมาย จึงสรุปได้แต่เพียงว่า มาตรการเยียวยาผู้บริโภคบนคลื่นความถี่ 900 MHz จะสิ้นสุดในวันที่มีการชำระเงินประมูลและออกใบอนุญาตแล้ว บนบรรทัดฐานเดียวกับการเยียวยาบนคลื่นความถี่ 1800 MHz

แต่สำหรับผู้บริโภคที่ขอย้ายค่ายนั้น (ไม่ว่าจะกรณีการหลีกเลี่ยงซิมดับหรือกรณีทั่วไป) อาจพบอุปสรรคบางอย่าง เช่น การย้ายค่ายไม่สำเร็จ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักเกิดจากค่ายเดิมไม่อนุมัติให้ย้ายออกโดยยกสาเหตุต่างๆ นานา หรือค่ายเดิมมีข้อเสนอพิเศษเพื่อจูงใจให้ใช้งานค่ายของตนต่อไป หรือที่เรียกกันว่าโปรลับ เช่น ลดราคาให้ถึง 50% หรือเพิ่มการใช้งานให้จนไม่อยากย้ายค่าย ก็มีผู้สอบถามว่าพฤติการณ์เหล่านี้ถูกกฎหมายไหม

ตามประกาศ กทช. เรื่องหลักเกณฑ์บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น การย้ายค่ายเป็นสิทธิของผู้บริโภค ค่ายมือถือจะกีดกัน ขัดขวาง หรือหน่วงเหนี่ยวการย้ายค่ายไม่ได้ เช่น การอ้างว่ายังใช้บริการไม่ครบ 90 วันไม่สามารถย้ายออกได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง เงื่อนไขที่ปฏิเสธการย้ายได้คือ เลขหมายที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เลขหมายที่อยู่ระหว่างดำเนินคดีหรือถูกอายัด เลขหมายที่ยกเลิกบริการแล้ว เลขหมายที่มิใช่ของเราหรืออยู่ระหว่างเปลี่ยนชื่อผู้ใช้หรือยังไม่ลงทะเบียน และเลขหมายที่อยู่ระหว่างโอนย้ายอยู่แล้ว รวมถึงการที่ผู้ขอย้ายค่ายยังไม่ส่งเอกสารหลักฐานประกอบการย้าย โดยสรุป ผู้ให้บริการไม่สามารถยกสาเหตุอื่นนอกจากสาเหตุเหล่านี้ได้ ส่วนความสับสนที่พบบ่อยอีกประเด็นคือการมีค่าบริการค้างชำระ ซึ่งผู้บริโภคควรชำระหนี้ที่ค้างก่อนการย้าย ยกเว้นค่าบริการเดือนสุดท้ายที่ยังไม่ครบรอบบิล ให้ชำระเมื่อย้ายออกได้แล้ว หากผู้บริโภคพบพฤติการณ์ที่กีดกัน ขัดขวาง หรือหน่วงเหนี่ยวการย้ายค่ายสามารถร้องเรียนได้

กรณีที่มีข่าวว่า ค่ายมือถือบางค่ายบังคับให้ผู้บริโภคที่จะโทรไปศูนย์บริการของค่ายมือถืออื่น ต้องฟังข้อความประชาสัมพันธ์ของค่ายตนก่อน ก็เป็นเรื่องที่มีการตั้งคำถามว่าเหมาะสมหรือไม่ และถูกกฎหมายหรือไม่ แต่หากจงใจขัดขวางการโทรออกของผู้บริโภคไม่ว่าด้วยเหตุใด ย่อมผิดกฎหมายอย่างแน่นอน

ตรงข้ามกับมาตรการเชิงลบที่กระทบสิทธิการย้ายค่ายและผิดกฎหมายอย่างชัดเจนแล้ว ค่ายมือถือต่างก็ใช้มาตรการเชิงบวก คือการยื่นข้อเสนอที่ดีขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคสมัครใจไม่ย้ายค่าย ไม่ว่าการลดราคา หรือเพิ่มสิทธิประโยชน์ ซึ่งตามหลักธุรกิจแล้วถือว่าทำได้ เนื่องจากเป็นการสมนาคุณแก่ลูกค้าของตน แต่หากมีสภาพเป็น ”โปร” แล้ว ย่อมไม่มีคำว่า “ลับ” เพราะ กสทช. กำหนดให้ค่ายมือถือต้องรายงานรายการส่งเสริมการขายให้สำนักงาน กสทช. ทุกเดือน การปกปิดรายการส่งเสริมการขายย่อมผิดกฎหมาย แต่หากเป็นการสมนาคุณเฉพาะบุคคลโดยไม่มีลักษณะเป็นรายการส่งเสริมการขายก็อาจเป็นคนละกรณีกัน

อย่างไรก็ตาม การกำหนดอัตราค่าบริการให้แตกต่างกันในบริการโทรคมนาคมลักษณะและประเภทเดียวกัน เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ผู้บริโภคที่ต้องจ่ายแพงกว่าในบริการแบบเดียวกันสามารถร้องเรียนเพื่อจ่ายในอัตราเดียวกับคนอื่นได้ และผู้ให้บริการก็ควรคำนึงถึงหัวอกของผู้บริโภคที่ยังภักดีและไม่ขอย้ายค่ายด้วยว่า เหตุใดในที่สุดต้องจ่ายแพงกว่าคนอื่น

และที่สำคัญสำหรับสถานการณ์ภายหลังการประมูลคลื่น คือเรามีผู้ให้บริการายใหม่  หากค่ายมือถือเดิมเสนอโปรลับในราคาที่ต่ำกว่าทุน ย่อมเป็นการกีดกันการค้า ส่งผลเป็นการจำกัดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และในระยะยาวจะก่อให้เกิดการผูกขาดแบบเดิมๆ นับเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แม้ดูผิวเผิน เสมือนว่าผู้บริโภคได้รับประโยชน์ (ในระยะสั้น) ก็ตาม ในหลายประเทศแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ต่างก็เฝ้าระวังการกำหนดราคาแบบ Predatory Pricing เช่นกัน

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พอจะสรุปได้ว่า การประมูลคลื่นความถี่ที่ผ่านมา เป็นจุดเปลี่ยนของตลาดโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยอย่างแท้จริง”

 

แถลงการณ์! ชมรมเพื่อนนักพัฒนาภาคใต้ เรื่อง “แก้ไขปัญหาชาวเล ปฏิรูปวางกติกาสังคมธรรม” ดังนี้

แถลงการณ์ ชมรมเพื่อนนักพัฒนาภาคใต้

เรื่อง “แก้ไขปัญหาชาวเล ปฏิรูปวางกติกาสังคมธรรม”

จากเหตุการณ์ความรุนแรงอันเกิดจากกลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 100 คน เข้าทำร้ายชุมชนชาวเลบ้านราไวย์ ตำบลราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2559 ที่ผ่านมาและทำการปิดทางสาธารณะเข้าออกพื้นที่โดยใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่พร้อมรถไถเพื่อปิดทางและทำลายเครื่องมือประมง ทำให้ชาวชุมชนได้รับบาดเจ็บ เครื่องมือประมงได้รับความเสียหายจำนวนมาก นับเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญและอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในสังคม ที่สะท้อนความรุนแรงอันเกิดจากการสมรู้ร่วมคิดระหว่างอำนาจรัฐราชการและทุนที่มุ่งหวังกอบโกย แย่งชิงทรัพยากรทีดินชุมชนโดยมิชอบ รวมถึงการเพิกเฉยต่อการย่ำยีและการละเมิดสิทธิชาวชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานอย่างยาวนาน ซึ่งประจักษ์ชัดทั้งในแง่การศึกษาวิจัย และข้อมูลทางประวัติศาสตร์

ชมรมเพื่อนนักพัฒนาภาคใต้ อันเกิดจากการรวมตัวของผู้นำ กลุ่ม/ องค์กรชุมชน นักวิชาการ นักพัฒนาเอกชนในภาคใต้ และได้ติดตามสถานการณ์มาอย่างใกล้ชิด เห็นว่าการกระทำอันอุกอาจ ท้าทายกฎหมาย และการพร้อมใช้ความรุนแรงโดยปราศจากมนุษยธรรมใดๆ ในครั้งนี้เป็นผลมาจากความย่ามใจในอำนาจ การรับใช้ระบบทุนนิยมของกลไกรัฐในท้องถิ่น รวมถึงการเผยให้ถึงโครงสร้างอันบิดเบี้ยวที่เอื้อประโยชน์แก่คนส่วนน้อยที่มีอภิสิทธิ์ในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งหากปราศจากการดำเนินการใดๆในการยุติปัญหาอย่างชอบธรรม รักษาไว้ซึ่งสิทธิชุมชน ทั้งต่อสิทธิตามกฎหมายในประเทศ และสิทธิตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (CERD) และปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง เป็นต้น แล้วอาจเป็นการสั่งสม “ชัยชนะบนความ อยุติธรรม” ที่พร้อมนำไปสู่การใช้ความรุนแรงรอบใหม่ทั้งต่อชาวราไวย์และชาวชุมชนในพื้นที่อื่นๆ ในอนาคต

ชมรมเพื่อนนักพัฒนาภาคใต้จึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาลและสังคมไทย ดังนี้

1. ดำเนินการตรวจสอบการความถูกต้องของการออกเอกสารสิทธิ์และเพิกถอนการออกเอกสารโดยมิชอบในพื้นที่ชุมชนชาวเลบ้านราไวย์โดยเร่งด่วน และดำเนินการตรวจสอบการความถูกต้องของการออกเอกสารสิทธิ์ในพื้นที่ที่อื่นๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มประชาชนผู้ด้อยโอกาสอื่นในสังคม โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ภาคประชาสังคม และ/หรือองค์กรอิสระต่างๆ  

2. เร่งเยียวยาผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์การใช้ความรุนแรง และฟื้นฟูวิถีชีวิต ขวัญและกำลังใจแก่ชาวชุมชนราไวย์ โดยคำนึงถึงความยุติธรรม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิพลเมืองที่เท่าเทียมในสังคมไทย

3. ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้เผยให้เห็นเพียงการเสี้ยวส่วนของปัญหาอันเกิดจากความอยุติธรรมและไม่เป็นธรรมในสังคมไทย จึงขอเรียกร้องให้สังคมร่วมรณรงค์ปฏิรูปเพื่อสร้างกติกาการอยู่ร่วมกันโดยคำนึงถึงถึงหลักนิติรัฐ นิติธรรม และธรรมาภิบาล

ชมรมเพื่อนนักพัฒนาภาคใต้ขอยืนยันว่าการแก้ไขปัญหาของประชาชน คือความชอบธรรมอันพึงกระทำของรัฐบาล ระบบราชการ และการประกอบการทางธุรกิจ การกระทำการรุกรานใดๆ ที่ไร้มนุษยธรรม ส่งผลต่ออนาคตและความเป็นอยู่ของประชาชน จักต้องได้รับการปกป้องและร่วมปฏิบัติการอย่างแข็งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งการดำรงอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเสมอภาค เคารพเท่าเทียม และเป็นธรรม  

ชมรมเพื่อนนักพัฒนาภาคใต้

2 กุมภาพันธ์ 2559

 

กว่า 5 แสนตัน! ก.พาณิชย์ เปิดประมูลข้าวในสต๊อก / พรุุ่งนี้ ชี้แจงเงื่อนไขประมูล เตรียมเปิดให้ดูสภาพข้าวในคลัง 2 -10 ก.พ.59

ประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เห็นชอบให้กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ เปิดประมูลข้าวสารในสต็อกของรัฐเป็นการทั่วไป และเข้าสู่อุตสาหกรรม ปริมาณ 5.7 แสนตัน เชิญผู้สนใจรับฟังคำชี้แจงเงื่อนไขการประมูลในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 14.00 น.

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559
รองประธาน นบข. (พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ) รับคำสั่งประธานกรรมการ นบข. (พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา)
ได้เห็นชอบให้กรมการค้าต่างประเทศเปิดประมูลข้าวสารในสต็อกของรัฐ ปริมาณ 5.7 แสนตัน เนื่องจากเห็นว่าสถานการณ์ข้าวในช่วงนี้เอื้ออำนวยและอยู่ในวิสัยที่จะเร่งระบายข้าวในสต็อกของรัฐได้ โดยข้าวฤดูใหม่ส่วนใหญ่ได้ออกจากมือของเกษตรกรแล้ว จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่กระทบต่อราคาข้าวที่เกษตรกรจะได้รับ ดังนั้น เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาข้าวของภาครัฐ กรมการค้าต่างประเทศจึงได้นำข้าวสารในสต็อกของรัฐออกมาเปิดประมูลเป็นครั้งแรกของปี 2559 ประกอบด้วย

1. ประกาศคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต็อกของรัฐ เรื่อง การจำหน่ายข้าวสารในสต็อกของรัฐ
เป็นการทั่วไป ครั้งที่ 1/2559 ปริมาณ 2.04 แสนตัน เป็นข้าว 8 ชนิดที่มีคุณภาพตามมาตรฐานและใกล้เคียงมาตรฐาน (ระดับคุณภาพเกรด P/A/B) ประกอบด้วย ข้าวปทุมธานี ข้าวเหนียวขาว 10% ข้าวท่อนหอมมะลิ ข้าวท่อนปทุมธานี ปลายข้าวหอมมะลิ ปลายข้าวปทุมธานี ปลายข้าว A1เลิศ และปลายข้าว (เหนียว) A1 รวมจำนวน 40 คลัง ใน 13 จังหวัด

2. ประกาศคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต็อกของรัฐ เรื่อง การจำหน่ายข้าวสารในสต็อกของรัฐเข้าสู่อุตสาหกรรม ครั้งที่ 1/2559 ปริมาณ 3.6 แสนตัน เป็นข้าว 7 ชนิดที่คุณภาพไม่ตรงตามมาตรฐาน (ระดับคุณภาพเกรด C) ประกอบด้วย ข้าวปทุมธานี ข้าวขาว 5% ข้าวขาว 15% ข้าวเหนียวขาว 10% ข้าวท่อนหอมมะลิ ข้าวท่อนหอมจังหวัด และปลายข้าว A1 เลิศ รวมจำนวน 119 คลัง ใน 28 จังหวัด

นอกจากนี้ นางดวงพร รอดพยาธิ์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า กรมการค้าต่างประเทศมีกำหนดจะเชิญผู้สนใจเข้ามารับฟังการชี้แจงเงื่อนไขการประมูล (TOR) ดังกล่าวนี้ ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 14.00 น. ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 3 อาคารสำนักมาตรฐานสินค้านำเข้าส่งออก กรมการค้าต่างประเทศ โดยจะเปิดให้ผู้สนใจเข้าดูสภาพข้าวในคลัง ในระหว่างวันที่ 2 – 10 กุมภาพันธ์ 2559 สำหรับรายละเอียดคุณสมบัติและเงื่อนไขการประมูลของประกาศทั้ง 2 ฉบับ ยังคงหลักการเดิม และได้เพิ่มความชัดเจนในประกาศประมูลข้าว
เข้าสู่อุตสาหกรรมให้ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดข้อกำหนดเงื่อนไขประกอบการทำสัญญาและร่างสัญญาซื้อขายพร้อมเอกสารแนบท้ายได้ที่ http://www.pwo.co.th

ทั้งนี้ ในส่วนของการประมูลข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม ครั้งที่ 1/2558 เมื่อเดือนธันวาคม 2558 ที่ผ่านมาอคส./อ.ต.ก. ได้ทำสัญญากับบริษัท ว.ธนทรัพย์ จำกัด แล้วเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2559 ส่วน บริษัท สินไชยศรี จำกัด ไม่ได้มาทำสัญญาตามกำหนดเวลา ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศจะดำเนินการตามเงื่อนไขของประกาศประมูล
ที่ นบข. ให้ความเห็นชอบ