RSS

Monthly Archives: ธันวาคม 2015

แถลงการณ์! แอมเนสตี้ฯ กรณีศาลฎีกา พิพากาษา ปฏิเสธสิทธิครอบครัว”สมชาย นีละไพจิตร” ดังนี้

แถลงการณ์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

29 ธันวาคม 2558

วันที่ประเทศไทยต้องไว้อาลัยให้แก่ความยุติธรรมเมื่อศาลยกฟ้องคดีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ 

และปฏิเสธสิทธิของครอบครัวผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนคนสำคัญในการเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีการบังคับบุคคลให้สูญหาย

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประนามการลอยนวลพ้นผิดที่ยังคงเกิดขึ้นต่อกรณีการบังคับบุคคลให้สูญหายของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชน ภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาปฏิเสธสิทธิของครอบครัวนายสมชายไม่ให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ ซึ่งคำตัดสินดังกล่าวนับเป็นการขัดขวางไม่ให้ครอบครัวของเขาเข้าถึงความยุติธรรมได้ ศาลมีคำสั่งยกฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจ 5 นายในการรับผิดทางอาญาต่อการบังคับบุคคลให้สูญหายของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชนผู้ถูกอุ้มหายไปจากใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อเดือนมีนาคม 2547 ผลคำตัดสินดังกล่าวนับเป็นผลกระทบรุนแรงต่อสิทธิของผู้เป็นเหยื่อ

                คำพิพากษาในคดีแรกที่เกี่ยวข้องกับการบังคับบุคคลให้สูญหายในประเทศไทย เน้นให้เห็นถึงความจำเป็นที่ทางการไทยต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อแก้ไขอุปสรรคสำคัญทั้งทางกฎหมายและทางปฏิบัติที่ขัดขวางการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้เป็นเหยื่อทุกคน รวมทั้งการกำหนดให้การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดทางอาญาที่ชัดเจน การลอยนวลพ้นผิดอย่างต่อเนื่องกรณีการบังคับบุคคลให้สูญหายต่อนายสมชาย นีละไพจิตร ยังเป็นสัญญาณบ่งบอกการขาดซึ่งการเยียวยาและชดเชยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

                แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลร้องขอให้เจ้าหน้าที่รัฐทำให้เกิดความมั่นใจว่ามีการสอบสวนคดีการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตรและคนอื่นๆ อย่างเป็นอิสระ เป็นผลและถี่ถ้วน และปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยาต่อผู้ต้องตกเป็นเหยื่อ รัฐบาลจะต้องดำเนินการกำหนดมาตรการทางกฎหมายที่สมควรจะเกิดขึ้นเป็นเวลานานแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการบังคับบุคคลให้สูญหายในอนาคต ทั้งนี้รวมถึงการให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) ซึ่งไทยได้ลงนามแล้วตั้งแต่ปี 2555 และให้นำข้อบัญญัติในอนุสัญญามากำหนดเป็นกฎหมายในประเทศ อนุสัญญาดังกล่าวกำหนดให้ทางการต้องบัญญัติให้การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา และให้มีมาตรการป้องกัน อนุสัญญายังระบุอย่างชัดเจนว่าผู้เป็นเหยื่อไม่ได้หมายถึงเพียงผู้สูญหาย แต่รวมถึงบุคคลใด ๆ ก็ตาม รวมทั้งครอบครัวซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการบังคับบุคคลให้สูญหาย

                นายสมชาย นีละไพจิตรซึ่งในขณะนั้นมีอายุ 53 ปี ได้หายตัวไปจากกรุงเทพฯ เมื่อค่ำวันที่ 12 มีนาคม 2547 โดยมีกลุ่มผู้ชายนำตัวเขาออกจากรถและพาตัวหายไป ตามรายงานที่น่าเชื่อถือรวมทั้งคำให้การของประจักษ์พยานต่อศาล เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ 5 นายเป็นผู้กระทำการลักพาตัวดังกล่าว ทั้งนี้ ในช่วงเวลานั้นนายสมชายได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อร้องเรียนของผู้ถูกควบคุมตัวที่เป็นลูกความของเขาที่ระบุว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจรุมซ้อม โดยหนึ่งในเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าวเป็นบุคคลที่ได้รับการยกฟ้องในคดีในวันนี้

                ในการไต่สวนล่าสุด ศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2558 ว่าเนื่องจากขาดหลักฐานพิสูจน์ว่านายสมชายเสียชีวิต ครอบครัวเขาจึงไม่อาจเป็นโจทก์ร่วมและไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลในอาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับเขาได้ เมื่อปี 2554 ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องที่ครอบครัวขอเป็นโจทก์ร่วม โดยศาลเห็นว่าพวกเขาไม่ได้เป็น “ผู้เสียหาย” นอกจากนี้ศาลอุทธรณ์ยังตัดสินไม่ให้ครอบครัวนายสมชายกระทำการแทนได้ เนื่องจากไม่มีหลักฐานว่าเขาเสียชีวิตแล้วจริง ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลรวมทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรเคยกล่าวไว้เมื่อปี 2549 ว่า มีหลักฐานว่านายสมชาย นีละไพจิตรเสียชีวิตแล้ว เจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษก็เช่นกัน ได้แจ้งต่อครอบครัวของนายสมชายว่าเขาได้ถูกซ้อมทรมานจนเสียชีวิตหลังถูกลักพาตัว มีการนำศพไปเผาและนำขี้เถ้าไปโปรย นอกจากนี้ ศาลยังมีคำสั่งให้ยกฟ้องคดีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 5 นายสำหรับความผิดอื่น ๆ ที่มีความรุนแรงน้อยกว่า รวมทั้งการบังคับขืนใจและการลักทรัพย์ โดยให้ความเห็นว่าพยานหลักฐานที่นำสืบในคดี “ขาดความน่าเชื่อถือ”

                คำพิพากษาในครั้งนี้ยืนตามการปฏิเสธของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2558 ที่ไม่อนุญาตให้พยานเข้าให้การเพื่อยืนยันความถูกต้องของหลักฐานที่แสดงการบันทึกการใช้โทรศัพท์มือถือของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 5 นาย โดยในรายการใช้โทรศัพท์มือถือยืนยันว่าตำรวจทั้ง 5 นายได้ติดตามนายสมชายไปตั้งแต่เช้าวันที่เขาหายตัวไป ทั้งนี้มีการขีดฆ่ารายการในบันทึกที่ชี้ให้เห็นว่ามีการใช้โทรศัพท์จำนวนมากระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจเหล่านั้นในวันที่สามชายหายตัวไป และรายการที่ชี้ให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มดังกล่าวได้โทรศัพท์ติดต่อไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีและหมายเลขอื่น ๆ ในวันดังกล่าว ก่อนหน้านี้ศาลได้ปฏิเสธที่จะพิจารณาหลักฐานดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่าไม่ได้เป็นหลักฐานที่พนักงานสอบสวนได้มาอย่างเป็นทางการ                

การบังคับบุคคลให้สูญหายที่เกิดขึ้นกับนายสมชายนั้นยังเน้นให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกับบุคคลที่เป็นกระบอกเสียงให้กับความกังวลของสังคม และเรียกร้องให้แก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในช่วงที่เขาหายตัวไปในปี 2547 นายสมชาย นีละไพจิตรเป็นประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และรองประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ เขาทำหน้าที่เป็นตัวแทนลูกความ 5 คน ซึ่งถูกควบคุมตัวในคดีปล้นปืนจากค่ายทหาร ในการเข้าร้องเรียนแก่ทางการ โดยลูกความของเขาร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จังหวัดนราธิวาสทางภาคใต้ของไทย ได้ทรมานลูกความของเขาเพื่อบังคับให้รับสารภาพ มีทั้งการทุบตีและเตะต่อย การช็อตด้วยไฟฟ้าที่ร่างกาย การพยายามทำให้ขาดอากาศหายใจ และการปัสสาวะใส่

                ครอบครัวของนายสมชาย นีละไพจิตร และนางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ต่อสู้และเผชิญกับการข่มขู่และคุกคาม ไม่เพียงเพื่อความยุติธรรมสำหรับนายสมชาย แต่ยังรวมถึงการรณรงค์เรียกร้องเพื่อเหยื่อการบังคับบุคคลให้สูญหายอื่น ๆ รวมทั้งนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ “บิลลี่” 30 ปี พ่อลูกสี่ ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิชนเผ่ากะเหรี่ยงในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และได้ตกเป็นเหยื่อการบังคับบุคคลให้สูญหายเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 ซึ่งอยู่ระหว่างการแจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อกลุ่มชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ร้องขอให้ทางการอนุญาตตามคำร้องของภรรยาหม้ายของนายพอละจี รักจงเจริญ ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้สอบสวนคดีนี้ มีรายงานว่าการสอบสวนกรณีการบังคับบุคคลให้สูญหายที่เกิดขึ้นกับนายพอละจี เกิดความล่าช้า เนื่องจากการเข้ามาแทรกแซงของกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์ระดับท้องถิ่น  

                แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความจำเป็นที่จะต้องทำให้เกิดความจริงและความยุติธรรมต่อผู้ตกเป็นเหยื่อของการบังคับบุคคลให้สูญหาย รวมทั้งครอบครัวของคนเหล่านั้นที่ได้รับผลกระทบ และดำเนินการให้เกิดบรรยากาศที่เป็นมิตรต่อการเข้าแจ้งความเพื่อการดำเนินคดีต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและหาทางเยียวยาโดยไม่ต้องหวาดกลัวต่อการตอบโต้เพื่อเอาคืน    

Advertisements
 

แอพใหม่! นศ.พระจอมเกล้าฯ ธนบุรี สร้าง แอพฯ Dog Blood Donor สื่อกลาง ช่วยเหลือ-รับบริจาคเลือดให้ สุนัข

image

28 ธ.ค.2558

Dog Blood Donor แอพพลิเคชัน สื่อกลางในการติดต่อขอรับบริจาคเลือดสุนัข ไอเดีย 3 สาว เพ็ญรดี คลังสุนทรรังสี(บี) , ภัทราภรณ์ ด้วงสำรวย (วิว) และ วริศรา เอกศิริ (จอย) นักศึกษาจากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)  
         จากประสบการณ์ตรงที่เห็นสุนัขของเพื่อนต้องตายลงเพราะหาเลือดสำหรับผ่าตัดไม่ทัน ทำให้ วิว คิดหาช่องทางในการสื่อสารอย่างคล่องตัว และอัพเดทที่สุด ในการหาทางช่วยเหลือสุนัขที่กำลังป่วยรอรับการช่วยเหลือ เธอบอกว่าแม้เฟสบุค (facebook)จะมีผู้ใช้อยู่มากมายมีศักยภาพในการกระจายข่าวอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว แต่เธอพบว่า เฟสบุคกลับมีข้อจำกัดเรื่องการอัพเดทของข้อมูล เมื่อโพสต์ข่าวจะถูกแชร์และเมื่อกระจายไปเรื่อยๆ ข่าวมักจะไม่ได้ถูกอัพเดท ให้เป็นปัจจุบัน ว่าสุนัขได้รับเลือดหรือยัง ได้รับเพียงพอไหม ต้องการเพิ่มอีกเท่าไหร่ พอข้ามวันคนที่อ่านก็อาจจะเริ่มคิดลังเลว่า อาจจะได้รับการช่วยเหลือไปแล้วหรือไม่
จึงเป็นที่มาของการทำ Dog Blood Donor เพื่อเป็นสื่อกลางในการติดต่อกันระหว่างเจ้าของสุนัขที่ต้องการขอรับบริจาคเลือดกับเจ้าของสุนัขที่ต้องการบริจาคเลือด โดยเริ่มต้นผู้ใช้จะต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกเพื่อระบุตัวตนเจ้าของสุนัขพร้อมกับน้องหมา เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับสมาชิกท่านๆ อื่นได้เห็นว่าในเครือข่ายมีสุนัขพันธุ์อะไร กี่ตัว หมู่เลือด น้ำหนัก แม้จะยังไม่ป่วยก็เข้ามาเป็นสมาชิกไว้ก่อนได้ เพราะนอกจากแอพฯ นี้จะเป็นสื่อกลางในการติดต่อขอรับบริจาคเลือดแล้ว ยังมีประกาศ และบทความดีๆ ที่เกี่ยวข้องมาลงให้อ่านกันอีกด้วย

image

 “กรณีที่เมื่อมีน้องหมาป่วยขึ้นมา สมาชิกที่เป็นเจ้าของน้องหมาก็สามารถเข้ามากดขอเลือด ซึ่งในการขอเลือดแต่ละครั้งก็จะมีฐานข้อมูลให้กรอกรายละเอียด เช่น ป่วยเป็นอะไร สถานที่ที่บริจาคได้ ที่สำคัญคือ กรุ๊ปเลือด และ ปริมาณเลือดที่ต้องการ ซึ่งคุณหมอที่ให้การรักษาจะเป็นผู้ประเมินมาแล้วว่า ต้องการกี่ซีซี จากนั้นโพสต์ประกาศ ข่าวประกาศก็จะปรากฏที่หน้าหลักของแอพฯ ทันที”

จอย กล่าวเสริมว่า หลังจากที่โพสต์ประกาศแล้ว แอพฯ นี้ยังมีระบบที่ช่วยคำนวณปริมาณเลือดที่ต้องการว่า จะต้องได้รับการบริจาคเลือดจากสุนัขตัวอื่นประมาณกี่ตัว เช่น หากหมอประเมินแล้วว่าต้องการเลือด 600 ซีซี ระบบก็จะสามารถคำนวณได้ทันทีว่าจะต้องมีสุนัขตัวอื่นมาบริจาคเลือดให้อย่างน้อย 2 ตัวถึงจะเพียงพอต่อความต้องการ

image

“เราคำนวณจากน้องหมาน้ำหนัก 17 กิโลกรัม เพราะเป็นน้ำหนักมาตรฐานที่สามารถบริจาคเลือดได้ โดยสุนัข 1 ตัว น้ำหนัก 17 กิโลกรัม จะสามารถบริจาคเลือดได้อย่างน้อย 300 ซีซี ต่อ 1 ครั้ง ดังนั้น หากมีสมาชิกแอพฯ เข้ามาโพสต์หรือกดบริจาคให้ 2 ครั้ง ถึงจะเป็นการบริจาคที่ครบสมบูรณ์ และผู้ประกาศก็จะเป็นผู้ปิดประกาศเอง”
นอกจากนี้ ยังมีระบบคำนวณวัน due date ว่า น้องหมาตัวดังกล่าวสามารถรอการรับบริจาคเลือดได้กี่วันโดยคุณหมอที่ให้การรักษาจะเป็นผู้บอกกับเจ้าของน้องหมา ถ้าสามารถรอได้ไม่เกิน 3 วัน ระบบจะจัดให้อยู่ในแถบ “ฉุกเฉิน”
แต่หากสามารถรอได้นานกว่านั้น ระบบก็จะติดแถบให้อยู่ในรูปแบบทั่วไป

วิว และบี ระบุว่า “ปัจจุบันยังไม่มีแอพฯ ที่จะมาช่วยเหลือระหว่างผู้เลี้ยงสุนัขด้วยกันแบบนี้ หากมีผู้เข้ามาใช้มากๆ ก็ทำให้เกิดสังคมแห่งการช่วยเหลือแบ่งปันในเรื่องดีๆ ได้ ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการต่อยอดและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น”

 

แถลงการณ์! กรรมการสิทธิฯ เรื่อง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยบริสุทธิ์ใจของเด็ก (กรณีเหมืองทองคำ)

แถลงการณ์! คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
เรื่อง กรณีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยบริสุทธิ์ใจของเด็ก

            ตามที่ปรากฏข่าวผ่านสื่อมวลชน กรณีเด็กชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 นำเสนอการออกค่ายของกลุ่มเยาวชนฮักบ้านเกิดเจ้าของ ตอน นักสืบลำน้ำฮวยแท้ๆ แน๊ว ซึ่งรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในฐานะนักข่าวพลเมือง ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส จนเป็นเหตุให้บริษัท ทุ่งคำ จำกัด  ผู้ประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ  ซึ่งได้รับประทานบัตรทำเหมืองทองคำ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย  อันอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน  ดำเนินคดีอาญาแก่เด็กในความผิดฐานหมิ่นประมาท นั้น  

            คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริมและคุ้มครองเพื่อให้เกิดการเคารพสิทธิมนุษยชน รู้สึกกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีอาญาแก่เด็ก ที่มีสาเหตุมาจากการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยหากปรากฏว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยด้วยความบริสุทธิ์ใจ และมีจิตสำนึกที่รักชุมชนสังคม ดูแลและปกป้องชุมชนของตนเองในฐานะพลเมือง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เด็กมีความห่วงใยในผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรในชุมชนของตนถือเป็นสิ่งดีและควรสนับสนุน  อย่างไรก็ดี  การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอาจไม่รอบด้าน เพียงพอ และครอบคลุมทุกมิติในการนำเสนอข่าว  ประกอบกับข้อจำกัดทางวัยวุฒิและคุณวุฒิของเด็ก  ดังนั้น เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เคารพสิทธิมนุษยชน  กสม. มีความเห็นดังต่อไปนี้

            1.  ขอให้องค์กรหรือหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่สร้างความเข้าใจต่อสังคม กรณีใช้สิทธิในการมีส่วนร่วม และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยและเป็นอิสระของเด็กต้องได้รับความคุ้มครอง ทั้งตามหลักรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child-CRC) ซึ่งประเทศไทยเข้าเป็นภาคีแล้ว  อันมีสาระสำคัญและให้หลักประกันว่า
            “รัฐภาคีจะต้องให้หลักประกันแก่เด็กซึ่งสามารถมีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นโดยเสรีในทุกๆ เรื่องที่มีผลกระทบต่อเด็ก ทั้งนี้ ความคิดเห็นดังกล่าวของเด็กจะได้รับการพิจารณาตามสมควรแก่อายุและวุฒิภาวะของเด็กนั้น”… “เด็กมีสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก  สิทธินี้จะรวมเสรีภาพที่จะแสวงหา ได้รับ หรือถ่ายทอดข้อมูลข่าวสาร และความคิดทุกลักษณะโดยไม่ถูกจำกัดโดยเขตแดน…” แม้จะมีข้อจำกัดการใช้สิทธิบางประการในการใช้สิทธิ

            2.  ขอให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนนำหลักการสิทธิมนุษยชนสำหรับธุรกิจตามกรอบงานขององค์การสหประชาชาติในการคุ้มครอง เคารพ และเยียวยา เพื่อกำหนดให้องค์กรธุรกิจมีนโยบายและกระบวนการที่เหมาะสมกับขนาดและสภาพแวดล้อมขององค์กรธุรกิจ และนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินการใดๆ ทั้งนี้ เป็นไปตามความรับผิดชอบของภาคธุรกิจในการเคารพหลักสิทธิมนุษยชน

             3.  ขอให้บริษัท ทุ่งคำ จำกัด  ทบทวนการดำเนินคดีอาญาแก่เด็ก โดยให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ  ทั้งนี้  กสม. เห็นว่า  การดำเนินคดีอาญาแก่เด็ก จะไม่เกิดประโยชน์ใดแก่สังคม และทุกภาคส่วน  แต่กลับจะส่งผลกระทบต่อการแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยและเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจของเด็ก  ทั้งยังอาจส่งผลต่อการศึกษาและพัฒนาการของเด็กโดยเฉพาะทางจิตใจ  ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงควรหาทางออกร่วมกัน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ
          อนึ่ง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ใคร่ขอเรียนว่า หากผู้ใดพบเห็นหรือถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ขอให้ร้องเรียนไปยังสายด่วน 1377  เพื่อจะได้ดำเนินการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง และนำไปสู่การสร้างสังคมสันติสุข ที่มีความเสมอภาค เท่าเทียมและเคารพสิทธิมนุษยชนต่อไป

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 
23 ธันวาคม 2558

 

(บทความพิเศษ) ไขปริศนา การประมูลคลื่น 900 MHz โดย ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช.

image

19 ธ.ค.2558

ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา  กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  

“..ในที่สุดการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz ก็สิ้นสุดลงหลังเที่ยงคืนของวันที่ 18 ย่างเข้าสู่เช้าวันที่ 19 ธันวาคม 2558 ผลการประมูลเหนือความคาดหมายทั้งในเรื่องราคาชนะประมูล และผู้ชนะการประมูล และมีคำถามหรือข้อสงสัยต่างๆ เกิดขึ้นมากมายในระหว่างการประมูล ตลอดจนมีข้อสังสัยหลังสิ้นสุดการประมูลว่า ทั้งสี่รายจะมีอนาคตเป็นเช่นไร เราลองมาหาคำอธิบายต่อข้อสังสัยดังกล่าว ดังนี้

1. ทำไมผู้ให้บริการที่มีคลื่นความถี่ย่านอื่นอยู่แล้ว จึงยังร่วมประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz  

ในปัจจุบันและอนาคตบริการหลักบนโทรศัพท์เคลื่อนที่คือบริการบรอดแบนด์ผ่านมือถือ (ต่างจากเดิมซึ่งเน้นเพียงการโทรออกรับสาย)  ความเร็วของบริการนี้ขึ้นกับปริมาณคลื่นที่ใช้งาน อีกทั้งปัจจุบันเทคโนโลยีสามารถนำคลื่นย่านต่างๆ มาผสมผสานให้บริการได้อย่างลงตัว เราจึงมักจะเห็นผู้ให้บริการเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ทุกแถบย่าน เพื่อช่วงชิงการเป็นผู้นำบริการนั่นเอง

2. ทำไมราคาคลื่นความถี่ 900 MHz ถึงแพงกว่าคลื่นความถี่ 1800 MHz

คลื่นความถี่ 900 MHz มีคุณสมบัติเดินทางได้ไกลกว่าคลื่นความถี่ 1800 MHz การตั้งเสาสถานี 1 ต้น จึงครอบคลุมพื้นที่เทียบเท่ากับเสาสถานีของคลื่นความถี่ 1800 MHz ประมาณ 3 ต้น ทำให้ใช้งบประมาณในการขยายโครงข่ายต่ำกว่าในพื้นที่ให้บริการขนาดเดียวกัน ราคาคลื่นความถี่ 900 MHz เฉลี่ยต่อหน่วยทั่วโลกจึงสูงกว่าราคาคลื่นความถี่ 1800 MHz ประมาณ 2 เท่าตัว

3. ทำไมราคาคลื่นชุดที่หนึ่งถึงถูกกว่าคลื่นชุดที่สอง ทั้งที่เป็นคลื่นความถี่ 900 MHz เหมือนกัน  

คลื่นชุดที่หนึ่งเป็นแถบที่ติดกับคลื่นความถี่ย่าน 850 MHz ซึ่งค่ายดีแทคเปิดให้บริการ 3G อยู่ ทำให้อาจเกิดปัญหาสัญญาณรบกวนกันได้ ในอดีตจึงมีการกันคลื่นไว้ประมาณ 3.5 MHz เพื่อเป็นพื้นที่กันชนหรือการ์ดแบนด์ (guard band) ทำให้เหลือคลื่นความถี่ 900 MHz สำหรับให้บริการเพียง 17.5 MHz แต่ในการประมูลครั้งนี้ กสทช. ลดขนาดการ์ดแบนด์ลงอีก 2.5 MHz เพื่อนำมารวมกับคลื่นที่หมดสัมปทานจนสามารถเพิ่มปริมาณคลื่นในการประมูลเป็น 20 MHz ในทางเทคนิคผู้ชนะการประมูลชุดนี้จึงอาจต้องลงทุนติดตั้งอุปกรณ์จัดการปัญหาสัญญาณรบกวนเพิ่ม ซึ่งค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในส่วนนี้อาจสูงถึงประมาณ 3,000 ล้านบาท ในขณะที่คลื่นชุดที่สองไม่ประสบปัญหานี้ จึงไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม ข้อมูลนี้สามารถอธิบายได้ว่าทำไมค่ายเอไอเอส (ผู้แพ้การประมูลชุดที่สอง) ถึงไม่ชนะการประมูลคลื่นความถี่ทั้งที่เสนอราคาสูงกว่าค่ายแจส (ผู้ชนะการประมูลชุดที่หนึ่ง) เพราะหากต้องการกลับมาชนะคลื่นชุดที่หนึ่ง ค่ายเอไอเอสต้องเตรียมงบประมาณเพื่อจัดการปัญหาการรบกวนเพิ่มอีกนับพันล้านบาทอยู่ดี จึงยอมหยุดการเสนอราคาลงที่คลื่นชุดที่สอง

4. ราคาชนะประมูลครั้งนี้สูงที่สุดในโลกหรือไม่  

ราคาชนะประมูลครั้งนี้เหนือความคาดหมายของทุกฝ่าย จนมีข้อสงสัยว่าเป็นราคาที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ หรือไม่ จากรายงานการศึกษาของ ITU เพื่อประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ 900 MHz ในการจัดประมูลครั้งนี้ พบว่า เมื่อทำการรวบรวมผลการประมูลในประเทศต่างๆ (ซึ่งอาจไม่ครบทุกประเทศ จึงไม่สามารถยืนยันเป็นสถิติโลกได้) พบว่าราคาคลื่นความถี่ 900 MHz ที่ประมูลสูงสุดในอดีต คือ การประมูลที่ฮ่องกงเมื่อ พ.ศ. 2554 มีราคาคลื่นเฉลี่ยต่อหน่วยที่ประมาณ 64 บาทต่อเมกะเฮิรต์ซต่อประชากร ส่วนราคาชนะประมูลของไทยอยู่ที่ประมาณ 57 บาทต่อเมกะเฮิรต์ซต่อประชากร

จะเห็นได้ว่าราคาของไทยยังต่ำกว่า แต่นี่เป็นการเปรียบเทียบโดยใช้ตัวเลขดิบ หากมีการปรับมูลค่าที่แท้จริงของค่าเงินตามหลักการความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ (Purchasing power parity) แล้ว ราคาคลื่นเฉลี่ยของฮ่องกงจะเทียบได้เพียงประมาณ 51 บาทต่อเมกะเฮิรต์ต่อประชากร ซึ่งจะพบว่าราคาของไทยสูงกว่า ทั้งที่ตลาดโทรคมนาคมฮ่องกงมีอัตราผลตอบแทนต่อการลงทุนสูงกว่าประเทศไทยมาก

5. จำนวนรอบการประมูลครั้งนี้มากที่สุดในโลกหรือไม่  

การประมูลครั้งนี้มีการเสนอราคาถึง 198 รอบ ซึ่งนานกว่าการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ที่ผ่านมา จนหลายคนสงสัยว่าเป็นการประมูลมาราธอนที่สุดในโลกหรือไม่
จากข้อเท็จจริงเราจะพบว่าการประมูลหลักร้อยรอบเป็นเรื่องปกติของการประมูลคลื่นความถี่ในต่างประเทศ ในปี 2551 แคนาดามีการประมูลคลื่นนานเกือบสองเดือน สิ้นสุดที่ 331 รอบอย่างไรก็ตามโดยทั่วไป การประมูลคลื่นความถี่ในต่างประเทศมิได้นำผู้เข้าร่วมประมูลมาเก็บตัวเหมือนในบ้านเรา

6. ทำไมราคาชนะประมูลจึงสูง

ราคาชนะประมูลที่สูงสะท้อนถึงความต้องการชนะที่สูงเช่นกัน ปัจจัยที่ทำให้เกิดความต้องการสูงขนาดนี้ มีหลายด้าน ได้แก่  ปัจจัยด้านเทคนิค: คลื่นความถี่ 900 MHz ประหยัดงบประมาณการขยายโครงข่าย และที่สำคัญประเทศไทยมีคลื่นย่านนี้เหลือสำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพียง 20 MHz ที่นำมาจัดประมูลครั้งนี้เท่านั้น ไม่มีคลื่นเหลืออีกแล้ว ในขณะที่ในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอินเดียหรือเยอรมนี มีการประมูลคลื่นความถี่ย่านนี้ในปริมาณมากกว่าไทย เมื่อเป็นสินค้าที่ขาดแคลนและมีความต้องการสูง จึงไม่น่าแปลกใจว่าราคาจะสูงไปด้วย  ปัจจัยด้านส่วนแบ่งการตลาด: มีผู้ให้บริการรายใหม่ต้องการแจ้งเกิดในตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และรายเก่าบางรายจำเป็นต้องได้คลื่นความถี่ซึ่งเคยถือครองตามสัมปทานเดิมเพื่อไม่ให้คุณภาพบริการลดต่ำลง ในขณะที่บางรายต้องการคลื่นความถี่เพื่อลดความเสี่ยงของการสิ้นสุดสัมปทานในอนาคต และที่สำคัญบางรายต้องการช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดโดยเพิ่มปริมาณคลื่นที่ถือครอง ซึ่งในขณะเดียวกันก็เท่ากับการแย่งชิงคลื่นมาจากมือของคู่แข่ง จนอาจส่งผลให้คู่แข่งบางรายต้องออกจากตลาดไปในอนาคต  

ปัจจัยด้านการแบ่งงวดชำระเงิน: ในการประมูลคลื่นความถี่อื่น กสทช. กำหนดให้ผู้ชนะชำระเงินงวดแรก 50% ของราคาที่ชนะ และงวดที่สองและสามงวดละ 25% ยิ่งประมูลในราคาที่สูงขึ้นก็ยิ่งต้องหาเงินมาชำระงวดแรกเพิ่มขึ้น แต่ในการประมูลครั้งนี้ กสทช. กำหนดให้ชำระงวดแรกประมาณ 8,000 ล้านบาท และงวดที่สองและสามงวดละประมาณ 4,000 ส่วนที่เหลือทั้งหมดจึงนำมาชำระในงวดที่สี่ ทำให้การเพิ่มราคาประมูลอย่างต่อเนื่องไม่มีผลต่อภาระทางการเงินในสามงวดแรก การแบ่งงวดการชำระเงินแบบนี้ หากสามารถนำคลื่นที่ชนะประมูลไปสร้างรายได้ในสี่ปีแรก แล้วนำรายได้ดังกล่าวมาชำระในงวดสุดท้าย ก็จะไม่เป็นการเพิ่มภาระหนี้และดอกเบี้ยในระยะสั้น

7. ผู้ชนะการประมูลจะเบี้ยวหนี้ได้ไหม หากกิจการไม่ประสบความสำเร็จ

จากการแบ่งงวดชำระเงินที่กล่าวมาแล้ว พบว่าผู้ชนะการประมูลต้องชำระค่างวดในแต่ละงวดในอัตราส่วนประมาณ 10 : 5 : 5 : 80 กล่าวคือชำระงวดสุดท้ายเกือบร้อยละ 80 ของราคาชนะการประมูล มีข้อสงสัยว่า หากธุรกิจไม่รอดก็สามารถเบี้ยวหนี้ก้อนโตได้ โดยแท้จริงแล้ว กสทช. กำหนดให้ชำระงวดแรกประมาณ 8,000 ล้านบาท แต่ต้องวางหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงินสำหรับยอดเงินในงวดที่เหลือทั้งหมดในคราวเดียวกันด้วย ดังนั้นหากมีการไม่ชำระค่างวดในงวดใดก็ตาม  กสทช. สามารถดำเนินการตามกฎหมายเพื่อยึดหลักทรัพย์ค้ำประกันที่ได้รับมอบตั้งแต่แรก

8. ราคาชนะประมูลที่สูงจะทำให้บริการ 4G แพงขึ้นหรือไม่
 การประมูลคลื่นความถี่เปรียบเสมือนการเซ้งสิทธิในการใช้คลื่นความถี่ ไม่ว่าเราเซ้งปั๊มน้ำมันมาแพงเพียงใด เราก็ต้องขายน้ำมันในราคาลิตรละไม่เกินราคาของปั๊มคู่แข่ง ไม่เช่นนั้นจะไม่มีคนมาเติมน้ำมันกับปั๊มเรา การผลักภาระค่าเซ้งจึงเป็นเรื่องยาก ในขณะเดียวกัน แม้กลุ่มเอไอเอสและดีแทคจะไม่ชนะการประมูลครั้งนี้ แต่ก็มีบริการ 4G เช่นกัน หากผู้ชนะการประมูลหวังจะแย่งส่วนแบ่งการตลาด ก็ไม่สามารถขายแพงกว่า 4G ในปัจจุบันได้อย่างแน่นอน

9. แล้วอะไรที่อาจจะกระทบผู้บริโภค  

กสทช. ได้กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับอัตราค่าบริการเฉลี่ยที่ต้องลดต่ำกว่าค่าบริการเฉลี่ยในปัจจุบัน แต่เป็นไปได้ว่า หากผู้ชนะการประมูลเน้นการประคับประคองผลประกอบการ จะพบการลดค่าบริการอย่างค่อยเป็นค่อยไปทีละเล็กน้อย และหากผู้ชนะการประมูลขาดแคลนงบประมาณในการขยายโครงข่าย ก็จะกระทบต่ออัตราการครอบคลุมของพื้นที่ให้บริการ อย่างไรก็ตาม กสทช. มีหน้าที่ต้องติดตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในทุกด้าน และหากจำเป็นอาจต้องกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของสาธารณะ

10. อนาคตการแข่งขันในตลาดมือถือ หลังการประมูลของแต่ละรายจะเป็นเช่นใด  สำหรับค่ายเอไอเอสและค่ายดีแทค แม้จะไม่ชนะการประมูล แต่ระดับราคาที่ยืนหยัดสู้ในการประมูลที่ไม่ต่ำกว่า 70000 ล้านบาททั้งสองค่าย สะท้อนให้เห็นว่า ทั้งสองค่ายสู้เต็มที่และไม่ได้ส่งสัญญาณแม้แต่น้อยว่าจะถอนตัวออกจากตลาดมือถือเมืองไทย โดยแต่ละค่ายเองยังมีคลื่นความถี่ย่านอื่นที่จะให้บริการได้อยู่ ในปัจจุบันทั้งสองค่ายมิได้ตกอยู่ภายใต้สถานการณ์คับขันแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องกำหนดกลยุทธ์เพื่อรักษาคุณภาพบริการและส่วนแบ่งการตลาดให้ได้ สำหรับค่ายทรูนั้น การมุ่งมั่นเอาจริงเพื่อชนะการประมูลทั้งคลื่นความถี่ 900 และ 1800 MHz แสดงให้เห็นถึงความต้องการก้าวสู่อันดับ 1 ของตลาดมือถือในไทย การครอบครองคลื่นหลายย่านความถี่ในปริมาณมากจะเป็นผลดีต่อคุณภาพบริการและความครอบคลุมของพื้นที่ให้บริการ  ในส่วนน้องใหม่ในตลาดมือถือคือค่ายแจส ซึ่งเดิมมีบริการบรอดแบนด์แบบมีสายและบริการไวไฟอยู่แล้ว การเพิ่มบริการบรอดแบนด์ผ่านมือถือจะทำให้สามารถบริการลูกค้าบรอดแบนด์ได้ครบวงจรมากยิ่งขึ้น และแม้ว่าราคาคลื่นที่แจสเคาะนั้นนับว่าสูงเกินไปสำหรับรายใหม่ที่จะทำกำไร เพราะเป็นระดับราคาของรายเก่ารายใหญ่ แต่ก็คาดการณ์ว่าแจสคงจะหาพันธมิตรทางธุรกิจกับค่ายมือถือเดิมที่ไม่ชนะการประมูลครั้งนี้ เพื่อลดต้นทุนส่วนอื่นในการเข้าสู่ตลาดมือถือ จึงต้องจับตาว่าค่ายมือถือที่ครอบครองคลื่นความถี่ปริมาณน้อยกว่าค่ายอื่นน่าจะมีโอกาสที่จะเป็นพันธมิตรที่ผลประโยชน์ลงตัวมากที่สุดใช่หรือไม่  

ทั้งนี้ การที่มีผู้ให้บริการรายใหม่เกิดขึ้น น่าจะกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันเพื่อผู้บริโภคอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่การแข่งขันในตลาดมือถือของสามค่ายใหญ่อยู่ในสภาพตกตะกอนมาหลายปี 11. การประมูลครั้งนี้ทำให้ กสทช. มีรายได้มหาศาล  กสทช. มีหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่โดยวิธีการประมูล แต่รายได้จากการประมูลทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่ายในการจัดประมูล ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน มิใช่รายได้ของ กสทช. แม้แต่บาทเดียว การใช้จ่ายเงินดังกล่าวจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของทางรัฐบาล ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ในทุกภารกิจโดยไม่มีข้อจำกัด

อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมโทรคมนาคมก็อยากให้รัฐบาลจัดสรรเงินบางส่วนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทอล ซึ่งจะส่งเสริมให้ตลาดมือถือและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องเติบโตได้อย่างต่อเนื่องด้วย  ส่วน กสทช. เองมิได้เสร็จสิ้นภารกิจเพียงการจัดประมูล แต่ยังมีหน้าที่หลังจากการประมูล ตั้งแต่การออกใบอนุญาต การกำกับดูแลการประกอบกิจการ ที่สำคัญอย่างยิ่งคือการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม และหากเกิดสถานการณ์ในภายหลังว่า การประมูลในครั้งนี้นำไปสู่การผูกขาดในตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยผู้ให้บริการรายใดหรือหลายราย กสทช. ก็ต้องมีมาตรการเพื่อรับมือกับปัญหาการผูกขาดจากผู้มีอำนาจเหนือตลาดรายนั้นๆ..”

 

จดหมายเปิดผนึก! ชมรมแพทย์ชนบท ถึง รมว.สาธารณสุข เนื่องในวันต่อต้านการคอร์รัปชั่นสากล 9 ธันวาคม 2558

image

จดหมายเปิดผนึกชมรมแพทย์ชนบท ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

เนื่องในวันต่อต้านการคอร์รัปชั่นสากล 9 ธันวาคม 2558

ที่ พชบ. 77/2558                                                           ชมรมแพทย์ชนบท

โรงพยาบาลชุมแพ
อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น

9 ธันวาคม 2558

เรื่อง การไม่เพิกเฉยต่อกรณีการชี้มูลทุจริตผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงสาธารณสุข

เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร

การต่อต้านการคอร์รัปชั่น เป็นภารกิจที่สำคัญยิ่ง ที่ชมรมแพทย์ชนบทได้ให้ความสำคัญมาโดยตลอด ประวัติศาสตร์การขับเคลื่อนของชมรมแพทย์ชนบทตั้งแต่อดีตได้ทำหน้าที่เป็น “Watch-dog” เพื่อป้องปรามและเปิดเผยหลักฐานกรณีที่มีการทุจริต ไม่ว่ากรณีทุจริตยา กรณีทุจริตรถพยาบาล ทุจริตการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ หรือทุจริตโครงการไทยเข้มแข็ง ฯลฯ ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางของสังคม

            ชมรมแพทย์ชนบทรับทราบถึงความตั้งใจในการสร้างกระทรวงสาธารณสุขให้โปร่งใสและปราศจากการคอร์รัปชั่นของท่านรัฐมนตรี ตามที่ได้ประกาศนโยบาย 3 ป 1 ค คือปลูกจิตสำนึก ป้องกัน ปราบปราม และสร้างเครือข่าย  ไปเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2558 อย่างไรก็ตาม ชมรมแพทย์ชนบทยังเห็นว่า การประกาศนโยบายสวยหรูโดยละเลยเพิกเฉยกับการจัดการกับการมีมูลทุจริตของผู้บริหารระดับสูงนั้น เป็นสิ่งที่จะบั่นทอนความจริงจังของนโยบายของท่านเอง

            ชมรมแพทย์ชนบทขอเตือนความจำของท่านรัฐมนตรีว่า ยังมีคดีที่เกี่ยวเนื่องกับผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงสาธารณสุขอีก 3 กรณีการร้องเรียนเรื่องการทุจริต ซึ่งท่านรัฐมนตรีที่ได้รับตำแหน่งมากว่า 3 เดือนแล้ว ยังเพิกเฉยโดยไม่มีการสั่งการหรือมอบนโยบายใดๆ กล่าวคือ

1.        กรณีของ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ต่อกรณีที่เบิกเงินค่ารถประจำตำแหน่งซ้ำซ้อน ทำให้รัฐเสียหาย โดยได้มีการตั้งคณะกรรมสืบสวนข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นแล้ว และผลการสืบสวนก็มีความชัดเจนว่า มีมูลการทุจริตผิดวินัยร้ายแรง ตามข่าวที่ปรากฏก่อนหน้านี้ บัดนี้ หน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐมนตรี คือต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ตั้งแต่ก่อนที่ปลัดจะเกษียรอายุราชการ แต่ปล่อยเลยเรื่องดังกล่าว ผ่านมากว่าสามเดือนแล้ว ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ

2.  กรณีของ นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ ในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอนามัย ในขณะนั้น ก็ได้มีการร้องเรียนเรื่องการเบิกเงินค่ารถประจำตำแหน่งซ้ำซ้อนเช่นเดียวกับอดีตปลัดณรงค์ สหเมธาพัฒน์ แต่กรณีดังกล่าวยังไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสืบสวน สอบสวนแต่อย่างใด ทั้งที่ระยะเวลาได้ผ่านมาหลายเดือนแล้วเช่นกัน

3.  กรณีของ พญ.ประชุมพร บูรณ์เจริญ พยาธิแพทย์ของโรงพยาบาลสุรินทร์ ที่มีการเบิกเงินค่าเวรตัดและอ่านชิ้นเนื้อทุกวัน ทั้งๆที่ไม่ได้อยู่เวรจริงทุกวัน ซึ่งได้มีการตั้งกรรมการสอบสวนและสอบวินัยแล้ว กรรมการได้ชี้มูลความผิดพร้อมทั้งเสนอให้มีการลงโทษทางวินัยแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆในการดำเนินการต่อไปเช่นกัน

 

ทั้ง 3 กรณีเป็นการกระทำอันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่หรือส่อเค้าการทุจริตต่อหน้าที่ของผู้บริหารระดับสูง ที่ควรมีการดำเนินการลงโทษหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง อันจะส่งผลดีอย่างเป็นรูปธรรมต่อการต่อต้านการคอร์รัปชั่นตามนโยบายของท่านรัฐมนตรีเอง ชมรมแพทย์ชนบทจึงขอให้ท่านมีนโยบายหรือสั่งการเพื่อให้มีการดำเนินการตามวินัยและกฏหมายต่อไป ขออย่าดองเรื่องหรือเพิกเฉยต่อกรณีทั้ง 3 กรณีดังกล่าว มิเช่นนั้นการรณรงค์ประกาศนโยบายที่เกิดขึ้นก็จะเป็นเพียงวาทกรรมที่เพียงแค่ดูดีแต่ไม่มีผลในการปฏิบัติอย่างแท้จริง

           
                        จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

                            ด้วยความเคารพอย่างสูง

             นายแพทย์เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ
                         ประธานชมรมแพทย์ชนบท