RSS

Monthly Archives: พฤศจิกายน 2015

เปิดใหม่ พรุ่งนี้! ศาลปกครอง เปิดแผนก”คดีวินัยการคลังและการงบประมาณ” ในศาลปค.สูงสุด และศาลฯชั้นต้น ทั่วประเทศ เริ่ม 1ธ.ค.58

เปิดใหม่ พรุ่งนี้! ศาลปกครอง เปิดทำการแผนก”คดีวินัยการคลังและการงบประมาณ” ในศาลปกครองสูงสุด และในศาลปกครองชั้นต้น ทุกแห่งทั่วประเทศแล้ว เริ่ม 1 ธันวาคม 2558

นายไกรรัช เงยวิจิตร รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง เปิดเผยว่า วันที่ 1 ธันวาคม 2558 ศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้นทุกแห่ง จะเปิดทำการแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณ เป็นวันแรก

โดยแผนกคดีดังกล่าวจะพิจารณาพิพากษาคดีปกครองเกี่ยวกับวินัยการคลังและการงบประมาณโดยเฉพาะ ซึ่งหมายถึง คดีพิพาททางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ในกรณีการฝ่าฝืนข้อกำหนดเกี่ยวกับการบริหารการเงินและการคลังที่ออก ตามความในกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือข้อกำหนดอื่นใดที่เกี่ยวกับการรับ การเบิก การจ่าย การใช้จ่าย การบริหารงบประมาณ และก่อหนี้ผูกพัน การจัดเก็บรายได้ การใช้ประโยชน์ การเก็บรักษาการพัสดุ และการจัดการซึ่งเงินทรัพย์สิน สิทธิประโยชน์ใด ๆ ของหน่วยงานทางปกครอง ที่ได้มาจากเงินงบประมาณ เงินนอกงบประมาณ เงินกู้ เงินอุดหนุน เงินบริจาค และเงินช่วยเหลือจากแหล่งในประเทศหรือต่างประเทศ อันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายหรือวัตถุประสงค์ของหน่วยงานทางปกครอง ทั้งนี้ ให้หมายความรวมถึงเงิน ทรัพย์สิน สิทธิและผลประโยชน์ดังกล่าวที่หน่วยงานทางปกครองมีอำนาจ หรือสิทธิใช้จ่ายหรือประโยชน์ด้วย ซึ่งเป็นความผิดวินัยทางการคลังและการงบประมาณและได้รับการลงโทษปรับทางปกครองตามกฎหมาย

สำหรับแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณ เป็นแผนกคดีพิเศษ ลำดับที่ 3 ที่มีการจัดตั้งขึ้นในศาลปกครอง หลังจากที่ได้เปิดทำการแผนกคดีสิ่งแวดล้อม และแผนกคดีบริหารงานบุคคล ไปแล้วเมื่อช่วง 2 – 4 ปี ที่ผ่านมา เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีปกครองเกี่ยวกับวินัยการคลังและการงบประมาณเป็นไปโดยรวดเร็ว ทันต่อการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายที่อาจเกิดขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐ โดยประธาน ศาลปกครองสูงสุดได้มีประกาศลงวันที่ 15 ตุลาคม 2558 ให้จัดตั้งแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณ ในศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้น เพื่อทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีปกครองเกี่ยวกับวินัยการคลังและการงบประมาณในเขตอำนาจของศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้น โดยแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณ จะประกอบด้วยองค์คณะและตุลาการผู้แถลงคดีที่มีความเชี่ยวชาญคดีวินัยการคลังและการงบประมาณ ตามที่ประธานศาลปกครองสูดสุดประกาศกำหนด กรณีเป็นแผนกฯในศาลปกครองสูงสุด และตามที่อธิบดีศาลปกครองชั้นต้นประกาศกำหนด กรณีเป็นแผนกฯ ในศาลปกครองชั้นต้น ทั้งนี้ ประกาศจัดตั้งแผนกคดีดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2558 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไป

อนึ่ง ณ ปัจจุบันมีศาลปกครองชั้นต้นที่เปิดทำการแล้วจำนวนทั้งสิ้น 11 แห่ง ได้แก่ ศาลปกครองกลาง (ตั้งอยู่ในพื้นที่อาคารศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร) ศาลปกครองเชียงใหม่ ศาลปกครองสงขลา ศาลปกครองนครราชสีมา ศาลปกครองขอนแก่น ศาลปกครองพิษณุโลก ศาลปกครองระยอง ศาลปกครองนครศรีธรรมราช ศาลปกครองอุดรธานี ศาลปกครองอุบลราชธานี และ ศาลปกครองเพชรบุรี (สามารถตรวจสอบรายละเอียดเขตอำนาจศาลปกครองชั้นต้นแต่ละแห่ง ได้ที่ http://www.admincourt.go.th)

สำหรับผู้ที่ดำรงตำแหน่งตุลาการหัวหน้าแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณ ในศาลปกครองสูงสุด และศาลปกครองชั้นต้น มีรายนามดังนี้

1 นายวิษณุ วรัญญู ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด ปฏิบัติหน้าที่ ตุลาการหัวหน้าแผนกคดีวินัยการคลังฯ ในศาลปกครองสูงสุด

2 นายประวิทย์ เอื้อนิรันดร์ รองอธิบดีศาลปกครองกลาง ปฏิบัติหน้าที่ ตุลาการหัวหน้าแผนกคดีวินัยการคลังฯ ในศาลปกครองกลาง

3 อธิบดีศาลปกครองในภูมิภาคแต่ละศาล ปฏิบัติหน้าที่ ตุลาการหัวหน้าแผนกคดีวินัยการคลังฯ ในศาลปกครองในภูมิภาคของแต่ละศาล อีกหน้าที่หนึ่ง

ในการนี้ สำนักงานศาลปกครองจึงขอความอนุเคราะห์ท่านสื่อมวลชนโปรดเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การเปิดทำการแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณในศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้นดังกล่าวทางสื่อต่างๆ ตามที่เห็นสมควรด้วย จะขอบคุณยิ่ง

สำนักงานศาลปกครอง

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2558

Advertisements
 

[บทความพิเศษ 4G] ตกลงว่า ราคาประมูลคลื่น 1800 แพงหรือถูกกันแน่ โดย “ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา”กสทช.

22พ.ย.2558

[บทความพิเศษ] ตกลงว่า ราคาประมูลคลื่น 1800 แพงหรือถูกกันแน่

โดย นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา

กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

ภายหลังการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz สิ้นสุดลง ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นราคาชนะประมูลที่สูงเป็นสถิติโลกบ้าง หรือเป็นราคาที่แพงเกินไปบ้าง จนแม้แต่บริษัทจัดอันดับเครดิตบางสำนัก ก็แถลงว่า การประมูลจบด้วยราคาประมูลที่สูงกว่าที่คาด หากการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ยังเป็นลักษณะนี้ จะต้องปรับลดอันดับเครดิตของผู้ชนะการประมูลบางราย

ในทางตรงข้าม มีผู้คำนวณว่า ราคานี้หากนำมาเฉลี่ยต่อจำนวนปีที่ได้รับอนุญาตแล้ว เอกชนจะเหลือต้นทุนค่าคลื่นความถี่เพียงปีละสองพันล้านบาทเศษ ทั้งที่แต่เดิมส่วนแบ่งรายได้ตามระบบสัมปทานที่เอกชนต้องนำส่งรัฐบนคลื่นความถี่ย่านดังกล่าวอยู่ในระดับปีละหมื่นล้านบาท ราคาที่ประมูลกันไปนั้นจึงเป็นราคาที่ถูกลงมาก

การอธิบายทั้งสองด้านนี้ เป็นไปตามมุมมองของแต่ละฝ่าย

แต่ในตลาดโทรคมนาคมแล้ว เราต้องยอมรับว่า ทิศทางของโลก คือการเปลี่ยนผ่านจากการผูกขาดบริการโดยรัฐเป็นการแข่งขันโดยเอกชนมีส่วนร่วม ตลอดจนเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาต เพราะอุตสาหกรรมโทรคมนาคมใช้เม็ดเงินลงทุนสูง มีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว จนลำพังรัฐเพียงฝ่ายเดียวไม่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้ทันการเปลี่ยนแปลงได้

การชำระเงินประมูลคลื่นความถี่นั้น ประเทศส่วนใหญ่จะกำหนดให้ชำระในช่วงแรกของใบอนุญาต หากจะให้ผ่อนชำระก็จำกัดเพียงปีแรกๆ เท่านั้น เพื่อให้ต้นทุนค่าคลื่นความถี่มีลักษณะเป็นต้นทุนจม คล้ายกับค่าเซ้งอาคาร แม้ผู้ประกอบการจะเจ๊งหรือเลิกกิจการ ก็ไม่สามารถทวงเงินส่วนนี้คืนไปได้ หรือแม้จะขาดทุนก็จ่ายล่วงหน้าเต็มจำนวนไปแล้ว ไม่สามารถลดหย่อนได้ ต่างจากเงินส่วนแบ่งรายได้สัมปทานที่นำส่งรัฐเป็นรายปี หากขาดทุนก็ไม่ต้องจ่าย หรือหากเลิกกิจการไปก่อนก็ยุติการคิดส่วนแบ่ง  รัฐก็ขาดรายได้หลังจากนั้น ส่วนแบ่งรายได้แบบนี้จึงมีลักษณะเป็นค่าเช่ารายปี มิใช่ต้นทุนจม และถูกจัดเป็นต้นทุนดำเนินการ ซึ่งผู้ประกอบการมักจะผลักภาระมาให้ผู้บริโภคเป็นผู้แบกรับแทนได้ง่ายกว่าต้นทุนจม ในประเทศสหรัฐอเมริกามีการฟันธงลงไปว่า เงินประมูลคลื่นความถี่เป็นต้นทุนจม และเป็นรายได้เข้ารัฐที่ไม่กระทบอัตราค่าบริการที่ผู้บริโภคใช้จริงแต่อย่างใด กล่าวคือเป็นต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับเองโดยแบ่งมาจากส่วนกำไรที่ตนจะได้รับ ไม่สามารถผลักภาระให้ผู้บริโภคได้

หน้าที่สำคัญของการประมูลคลื่นความถี่ก็คือการคัดเลือกผู้ที่มีศักยภาพในการนำคลื่นความถี่นั้นไปใช้ให้เกิดมูลค่าทางธุรกิจสูงสุด ผู้ที่สามารถทำรายได้จากบริการมากย่อมจะยอมจ่ายค่าคลื่นสูงกว่าผู้ที่มีความสามารถต่ำกว่า ราคาประมูลจึงยุติลงเมื่อผู้แข่งขันรายอื่นไม่สามารถเสนอราคาได้สูงกว่าข้อจำกัดทางธุรกิจของตนเอง เพราะหากเสนอราคาสูงกว่าความสามารถในการหารายได้ก็จะขาดทุนนั่นเอง ราคาชนะประมูลจึงเป็นราคาที่เป็นไปตามสภาพแวดล้อมของประเทศที่จัดประมูลในครั้งนั้นๆ หากมีความต้องการคลื่นความถี่น้อยก็จะจบลงที่ราคาต่ำ หากมีความต้องการคลื่นความถี่มากราคาก็จะสูง จึงมีหลักการว่า ในการประมูลที่แข่งขันราคากันอย่างเต็มที่ ราคาสุดท้ายคือราคาที่เหมาะสม

สำหรับการประมูลในครั้งนี้ ผู้ชนะการประมูลยืนยันว่า ต้นทุนค่าคลื่นความถี่ระดับนี้ยังอยู่ในระดับที่ทำกำไรจากบริการได้ มิใช่ประมูลมาเพื่อขาดทุน และจากข้อมูลการประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ ที่ กสทช. ได้จัดทำสำหรับการประมูลครั้งนี้ ยืนยันได้ว่า

1.  ราคานี้มิได้ทำลายสถิติโลก เพราะหากนำข้อมูลการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ในประเทศต่างๆ มาเปรียบเทียบโดยปรับตัวเลขประชากรและปริมาณคลื่นความถี่ให้เข้ากับสถานการณ์การประมูลของเราแล้ว ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา มูลค่าคลื่นที่สูงสุดรวมสองใบอนุญาต จะอยู่ที่แสนล้านบาทเศษ และมูลค่าสูงสุดในกลุ่มประเทศแถบเอเชียแปซิฟิกจะอยู่ที่แสนห้าหมื่นล้านบาทเศษ การประมูลในครั้งนี้จบลงที่แปดหมื่นล้านบาทเศษ จึงมิได้ทำลายสถิติใดๆ เลย

2.               ราคานี้มิได้เกินราคาคาดการณ์ขั้นสูงที่ กสทช. ได้คำนวณโดยใช้หลักวิชาการ ซึ่งพบว่า เพดานราคาสูงสุดที่ยังทำกำไรได้นั้นสูงกว่าราคาชนะประมูลครั้งนี้นับพันล้านบาท แต่เหตุที่การประมูลมิได้จบที่ราคานั้น เพราะผู้แข่งขันในการประมูลรายที่สามยุติการเสนอราคาตามศักยภาพทางธุรกิจของตน กรณีจึงมิได้เกิดจากการสมยอมราคา

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลต่างๆ ข้างต้นแล้ว จึงไม่อาจสรุปว่า ราคาชนะประมูลครั้งนี้เป็นราคาที่แพงเกินไป ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถเปรียบเทียบโดยตรงกับส่วนแบ่งรายได้จากระบบสัมปทานเพราะมีฐานคิดและผลกระทบต่อผู้บริโภคแตกต่างกัน แต่ราคาชนะประมูลครั้งนี้สะท้อนความต้องการคลื่นความถี่ในตลาดโทรคมนาคมไทย และเป็นผลลัพธ์จากความต้องการแทรกตัวเข้าสู่ตลาดของผู้ประกอบการรายใหม่ ซึ่งหากทั้งสององค์ประกอบนี้ยังดำรงอยู่ในช่วงการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz เราก็คงจะเห็นการประมูลที่เข้มข้นไม่ต่างจากการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz เพียงแต่ปริมาณคลื่นความถี่ 900 MHz ที่นำมาประมูลมีจำนวนน้อยกว่า ระยะเวลาอนุญาตสั้นกว่า และข้อกำหนดภาระในการขยายโครงข่ายสูงกว่าคลื่นความถี่ 1800 MHz

ดังนั้น แม้ในสถานการณ์ที่การแข่งขันประมูลเข้มข้น แต่คาดการณ์ได้ว่า จำนวนเงินสุดท้ายที่รัฐจะได้รับ ก็ไม่น่าจะแตะระดับแปดหมื่นล้านอย่างคลื่นความถี่ 1800 MHz เพราะจะเป็นระดับราคาที่ทำกำไรได้ค่อนข้างยาก ภายใต้เงื่อนไขใบอนุญาตดังกล่าว และสุดท้ายแล้ว ผู้ที่กำหนดราคาชนะประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz ว่าจะสูงมากน้อยเพียงใด คือผู้เข้าร่วมประมูลทุกรายนั่นเอง

 

สธ.เตือน! โรคไข้เลือดออก ให้สังเกตได้ด้วยตัวเอง ไข้สูงเกิน 2 วัน เบื่ออาหาร กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ฯลฯ

กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนโรคไข้เลือดออก มีอาการสำคัญที่สังเกตได้ คือ ไข้สูงลอยเกิน 2 วัน เบื่ออาหาร อาเจียน กินยาแล้วไข้ไม่ลด รีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษา อันตรายที่สุดคือช่วงไข้ลดประมาณ 3-4 วัน หากซึมลง อ่อนเพลียมาก รับประทานอาหารและดื่มไม่ได้ กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ปวดท้องหรืออาเจียนเป็นเลือด แสดงว่าเข้าสู่ภาวะช็อก ให้ไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

ศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสถานการณ์โรคไข้เลือดออก ว่า นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยประชาชนเรื่องโรคไข้เลือดออกกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาให้ประชาชนปลอดภัย ขอให้ประชาชนรับฟังข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ โรคไข้เลือดออกมีอาการสำคัญที่สังเกตได้ด้วยตัวเอง คือ ไข้สูงลอยเกิน 2 วัน ไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ผู้ป่วยอาจจะเบื่ออาหาร อาเจียน เมื่อกินยาลดไข้แล้ว ไข้มักไม่ลด หรืออาจลดชั่วคราวแล้วกลับมาสูงอีก ควรไปพบแพทย์ทันที เพื่อวินิจฉัยและรักษา
เมื่อมีไข้ดูแลง่ายๆ คือ เช็ดตัวผู้ป่วยไม่ให้ตัวร้อนจัด รับประทานยาตามแพทย์สั่ง รับประทานอาหารอ่อนและที่ทำให้สดชื่น เช่น น้ำเกลือ น้ำผลไม้ พักผ่อนมากๆ และหมั่นสังเกตอาการที่เปลี่ยนแปลงของผู้ป่วย ช่วงที่สำคัญและถือว่าอันตรายที่สุดคือ ช่วงที่ไข้ลด ซึ่งประมาณ 3-4 วันหลังป่วย ถ้าผู้ป่วยฟื้นไข้ คือ มีอาการสดชื่น รับประทานอาหารได้ กรณีในเด็ก ถ้าวิ่งเล่นได้ก็แสดงว่าหายป่วย แต่หากพบว่าซึมลง อ่อนเพลียมาก รับประทานอาหารและดื่มไม่ได้ กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ปวดท้องกะทันหัน หรืออาเจียนเป็นเลือด แสดงว่าเข้าสู่ภาวะช็อก ให้ไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ โรคไข้เลือดออกป้องกันได้ ประชาชนมีส่วนสำคัญในการป้องกันและควบคุมโรค ทำได้ด้วยการ 1.เก็บบ้านให้สะอาด โปร่ง โล่ง ไม่ให้มีมุมอับทึบ เป็นที่เกาะพักของยุง ตรวจสอบมุ้งลวด มุ้งที่ใช้กางนอน มีรอยรั่วหรือไม่ ให้ปะชุนให้เรียบร้อย 2.เก็บขยะ เศษภาชนะรอบบ้าน เช่น ใบไม้ กล่องโฟม จานรองกระถางต้นไม้ ยางรถยนต์เก่า ต้องเก็บกวาด ฝัง เผา หรือทำลายทำต่อเนื่องสัปดาห์ละครั้ง ไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง 3.ภาชนะเก็บน้ำ ต้องปิดฝาให้มิดชิด ป้องกันยุงลายไปวางไข่ ภาชนะรองน้ำ ต้องสังเกตดูว่า มีรอยไข่ยุงลาย ดำ ๆ ติดอยู่หรือไม่ เพราะไข่ยุงลายติดอยู่ได้นานเป็นปี หากพบใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดออก 4.ป้องกันตนเองจากการถูกยุงกัด เช่น ทายากันยุง กำจัดยุงโดยใช้ไม้ช็อตไฟฟ้า จุดสมุนไพรหรือยาจุดไล่ยุง หรือ ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ประชาชนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค1422 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือเว็บไซต์ http://www.thaivbd.org/n/home

สำหรับสถานการณ์ของโรคไข้เลือดออก ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่ 1 มกราคม –10 พฤศจิกายน 2558 จำนวน 107,564 คน เสียชีวิต 106 ราย อัตราป่วยต่อแสนประชากร 165.17 อัตราตายต่อแสนประชากร 0.16 กลุ่มอายุส่วนใหญ่ 15-24 ปี รองลงมา 10-14 ปี และ อายุ 25-34 ปี จังหวัดที่มีผู้ป่วยสะสม สูงสุด ได้แก่ ระยอง รองลงมา เพชรบุรี ราชบุรี อุทัยธานี และปราจีนบุรี