RSS

Monthly Archives: มิถุนายน 2015

แถลงการณ์! กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ “ไว้อาลัย ระบบหลักประกันสุขภาพ ยุค ม.๔๔”

แถลงการณ์
กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ
๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๘
ไว้อาลัย ระบบหลักประกันสุขภาพ ยุค ม.๔๔

“กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพขอไว้อาลัยต่อคำสั่งระงับการปฏิบัติงานในตำแหน่งชั่วคราว
โดยไม่ขาดจากอัตราเงินเดือน ที่มีต่อเลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) นับเป็นการใช้อำนาจของคนเพียงคนเดียวในยุคการยึดอำนาจรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์มาแต่ต้น ตำแหน่งเลขาธิการ สปสช.เป็นกลไกสำคัญของการดำเนินงานบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ทั้งนี้ การบริหารจัดการดังกล่าวเป็นไปตามมติของบอร์ดหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่มีกฎหมายรองรับมาโดยตลอด เลขาธิการคนปัจจุบันไม่ได้มีการปฏิบัติหน้าที่ที่เป็นการประพฤติมิชอบใดใด แม้จะมีการตรวจสอบการใช้เงินกองทุนโดยหน่วยงานหลายฝ่าย ซึ่งผลตรวจสอบเหมือนกันหมดว่าไม่ได้ทำผิด เพียงแต่ต้องมีการอธิบายและออกกฎเกณฑ์ให้ชัดเจนภายใต้อำนาจบอร์ดและภายใต้กฎหมายที่ให้อำนาจไว้ โดยเฉพาะการใช้เงินสำหรับช่วยเหลือเยียวยาหมอ/พยาบาล/บุคลากรในโรงพยาบาลเมื่อได้รับความเสียหายจากการให้บริการกับประชาชน

และการทำความเข้าใจว่าเงินกองทุนเมื่อส่งให้โรงพยาบาลแล้วสามารถให้โรงพยาบาลของรัฐใช้เงินกองทุนสำหรับจัดจ้างพนักงานเพื่อทำงานในโรงพยาบาล เพราะค่าใช้จ่ายในการจัดบริการสาธารณสุขต้องรวมทั้งค่าแรงคนทำงาน ค่าวัสดุอุปกรณ์ ค่ายาเวชภัณฑ์ และค่าบริหารจัดการในโรงพยาบาลเพื่อให้เกิดการบริการรักษาที่ดีมีประสิทธิภาพได้คุณภาพต่อประชาชนทุกคน

ทั้งนี้ ระบบหลักประกันสุขภาพที่ดำเนินการมาสิบกว่าปีนั้น ได้ให้ความสำคัญต่อการสนับสนุนการทำงานของภาคประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม การตีความของกลุ่มผู้ตรวจสอบและการให้ข้อมูลของกลุ่มบุคลากรที่สูญเสียอำนาจการควบคุมระบบการรักษาที่พยายามตีความตามตัวอักษรในกฎหมายโดยละเลยเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มีเป้าหมายให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามีส่วนร่วมในการบริหารระบบหลักประกันสุขภาพ การสร้างความตระหนักไว้วางใจและใส่ใจดูแลระบบ จึงเป็นหัวใจสำคัญของการอภิบาลระบบ

การมีมติครม.ให้ระงับการสนับสนุนงบประมาณองค์กรเอกชน องค์กรประชาชน นับเป็นการทำลายการมีส่วนร่วมของการปฏิรูประบบสุขภาพของประเทศ สิ่งที่ท่านกำลังทำนี้จะส่งผลให้ระบบหลักประกันสุขภาพหยุดอยู่กับที่ ทุกอย่างจะทำไปตามระบบราชการ ไม่มีใครกล้าคิด กล้าทำ เพราะเกรงกลัวต่อการตีความแบบแคบตามตัวอักษรในกฎหมาย
กลุ่มฯ ใคร่ขอให้นายกรัฐมนตรี ผู้ออกคำสั่ง ได้พิจารณาทบทวน และให้เหตุผลในการดำเนินการที่
ไม่เป็นธรรม ภายใต้อำนาจบริหารแบบเบ็ดเสร็จ รวมทั้งขอให้ท่านได้มีความมุ่งมั่นและตระหนักถึงสิ่งที่ต้องธำรงรักษาไว้ซึ่งระบบหลักประกันสุขภาพสำหรับประชาชนเพียงใด
การมีระบบหลักประกันสุขภาพที่มั่นคง เป็นการสร้างหลักประกันในการดำรงชีวิตสำหรับทุกคนไม่ว่ายากดีมีจน ทุกคนมีหลักประกันว่าจะไม่ต้องล้มละลายจากการจ่ายค่ารักษาพยาบาล และเป็นการจัดสวัสดิการถ้วนหน้าเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทันที 

สิ่งที่ท่านควรกระทำคือการคุ้มครองระบบให้ก้าวหน้า การเพิ่มประสิทธิภาพ คุณภาพ ให้ระบบเดินหน้าต่อไป การลดความเหลื่อมล้ำระหว่างระบบ การจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอต่อการดำเนินการ และให้ รมว.สธ. ซึ่งเป็น ครม.ของท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานบอร์ดหลักประกันสุขภาพได้อย่างราบรื่นเหมาะสม ไม่ต้องพะวักพะวนกับการไม่เคารพกันเองของผู้บริหารกระทรวง ที่ต้องการแย่งชิงการบริหารกองทุนกลับไปอยู่ภายใต้ระบบข้าราชการกระทรวงดังเดิม

โดยปัจจุบันระบบหลักประกันสุขภาพภายใต้หลักการแยกบทบาทผู้ให้บริการ(กระทรวงสาธารณสุข). และผู้ซื้อบริการแทนประชาชน(สปสช.)โดยสปสช.อยู่ในการกำกับของรัฐมนตรีด้วย  ได้ทำให้คุณภาพชีวิตคนไทยดีและมีความสุข การทำให้ข้าราชการมีอำนาจ นี่ไม่ใช่การปฏิรูป สิ่งที่ท่านอ้างและยอมเอาตัวเองเข้าแลกเพื่อยึดอำนาจรัฐเพื่อปฏิรูปประเทศ การที่ท่านมุ่งมั่นเข้ามาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน จะไม่เป็นจริงหากขาดกลไกที่ขาดประสิทธิภาพและมีความสมดุลในการใช้อำนาจจึงขอเรียนมาเพื่อท่านโปรดพิจารณาทบทวนคำสั่งดังกล่าว”

กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ

๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๘

Advertisements
 

เคยมั้ยคะ..? รวม “10 ข้อกังขา” ยอดฮิต กับการเสียสิทธิ์ไม่รู้ตัว ในช่วง แจกกล่องฯ-คูปองทีวีดิจิทัล 690 บาท

image

โปรดทราบ! ท่านเคยอยู่ในบรรยากาศที่มีประโยคเหล่านี้กันไหมคะ ..??

เรื่องของเรื่อง..สืบเนื่องจาก ช่วงนี้ มีหลายคน..หลายพื้นที่..ในหลายจังหวัด แจ้งข้อมูลมาที่ข้าพเจ้าด้วยความสงสัยว่าถูกต้องหรือไม่… ทำได้หรือไม่ … ดังนั้น ขอประมวลสรุป ดังนี้นะคะ

1.  “..ได้รับแจกกล่องสัญญาณทีวีดิจิทัล..
โดยไม่ได้คูปองส่วนลด 690บาทไปที่บ้าน”

2. “..ไม่เคยเห็นหน้าตา คูปองเลย..แต่เค้าเรียกไปรับกล่อง”

3. “.. มีคนแจกกล่อง.. แต่ไม่ได้แจกคูปอง..”

4. “..เค้าแจกกล่อง แต่ให้ซื้อแผงเสาสัญญาณอีก เสา 200 -300 บาท  ถึงจะเอากล่องกลับไปได้”

5. “.. เป็นเจ้าบ้าน แต่ไม่มีคูปองไปที่บ้าน..”

6. “..เค้านัดไปรับ..ไปถึงก็ให้เซ็นๆ ในใบอะไรไม่รู้ แล้วก็ได้กล่องกลับมา..”

7. “..เค้าแจกกล่องมาให้ยี่ห้อเดียว.. รู้สึกไม่เป็นธรรมเลย ไม่ได้เลือก ในใจก็ไม่อยากได้หรอก แต่คนอื่นเค้าเอา ก็ต้องเอาด้วยตามๆ กัน..”

8. “.. เค้าสั่งให้เอาสำเนาบัตรปชช. + ทะเบียนบ้านด้วย”

9. “.. มีการตั้งโต๊ะที่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านบ้าง , ศาลาประชาคมบ้าน , จุดศูนย์รวมของหมู่บ้านบ้าง , วัดบ้าง ฯลฯ

10. “.. จะขอคูปองมาเก็บไว้กับตัวได้ไหม”

ฯลฯ

********

image

ท่านใด.. โดนโน้มน้าวจูงใจ  โดนสั่ง หรือ พาตัวเองไปเจอบรรยากาศเหล่านี้ .. ให้ทราบไว้เลยว่า ท่านกำลังถูกละเมิดสิทธิ์ เพราะหากท่านยังไม่ตัดสินใจ เลือกสินค้า…คนเหล่านั้น ไม่มีสิทธิ์ เก็บคูปองของท่านไป .. ให้ทวงคืนจากคนที่ถือคูปองอยู่ เพราะคูปองนี้ มีมูลค่า 690 บาท และเป็นสิทธิ์ที่”เจ้าบ้าน”ควรได้รับ

1. คูปอง ต้องส่งไปถึงบ้านท่านเท่านั้น ..คูปอง..ก็เหมือนใบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่ท่านมีสิมธิ์ได้ โดย “จนท.ปณท.” ต้องนำส่งไปให้ถึงบ้าน จะไม่มีข้ออ้างให้ไปรับที่ไหน…

2. ยกเว้น กรณี จนท.ส่งไปแล้ว ท่านไม่อยู่บ้าน…จนท. จะออกใบแจ้งให้ไปรับ ณ “ที่ทำการ ปณท.สาขาใกล้บ้าน” เท่านั้น .. จนท.ไม่มีสิทธิ์แจ้งให้ท่านไปรับที่บ้านใคร หรือ สถานที่ไหนทั้งสิ้น

3. ใครจะเก็บสำเนาบัตรปชช. +ทะเบียนบ้าน เค้าไม่มีสิทธิ์เก็บ.. ไม่ว่าข้ออ้างใดๆ ก็ตาม

4. กล่องรับสัญญาณ ณ จุดที่ท่านไปรับ ควรมีให้ท่านเลือกมากกว่า 1 ยี่ห้อ.. ซึ่งหากท่านพอใจ ก็เป็นสิทธิ์ในการตัดสิทธิ์ใจของท่าน… แต่หากไม่พอใจ แล้วมีความรู้สึกคล้ายถูก”มัดมือชก” / “ไหลตามคนอื่น” ท่านมีสิทธิ์ไม่รับกล่องนั้นกลับไป… และให้ท่านกลับบ้านไปเลือกซื้อที่อื่นๆ ได้ตามต้องการ ตราบใดที่คูปองยังอยู่กับตัวท่าน…. ก็ยังมีเวลา 6 เดือนเพื่อคิดว่า จะซื้ออะไร..ยังไง..

5.ขอย้ำว่า  กสทช. ไม่มีนโยบาย “แจกกล่อง” .. มีแต่นโยบายแจก”คูปอง” …. แต่มีกระบวนการ ที่ทำ-พูด ให้ ปชช.เข้าใจผิดว่า “แจกกล่อง” ยิ่งถ้าหากพื้นที่ที่ท่านได้รับแจก มี”ยี่ห้อเดียว” ให้ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการล็อคเสป็ค มัดมือท่านโดยไม่มีทางเลือก

6. เมื่อใดที่มีเสียงตามสายในหมู่บ้าน , การบอกกล่าวกันปากต่อปาก ฯลฯ ว่าให้เตรียมตัวไปเอากล่องแจก… วันโน้น วันนี้… ให้ท่านประเมินได้เลยว่า .. คูปองของท่าน อาจจะไปตกอยู่ในมือของคนใดคนหนึ่งที่มีหน้าที่ส่งมอบคูปองให้ท่าน…แต่กลับไม่ยอมส่งให้ นั่นหมายที่ท่านมีความเสี่ยงจะเสียคูปองไป 99.99%..

7. ถ้าท่านไปยังจุดที่ผู้นำ หรือ ใครนัดพบ แล้วได้รับกล่องสัญญาณทีวีดิจิทัลแจกกลับมาบ้านด้วยอาการยังมึนๆ งงๆ สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น.. ทำไมได้กล่อง  แทนที่จะได้คูปองกลับบ้าน.. เพื่อไปเลือกซื้อสินค้าอีกหลายรุ่น หลายแบบ… นั่นแปลว่า ท่านโดนหลอกใช้สิทธิ์ไปเรียบร้อยแล้ว…

8. ถ้าท่านไปอยู่ในบรรยากาศที่โดนมัดมือชก โดนเก็บคูปอง โดนเรียกเก็บสำเนาบัตรปชช., ทะเบียนบ้าน ไม่ว่าจะสถานที่ไหน หากไม่เต็มใจโดนมัดมือชก.. (ถ้าเต็มใจก็แล้วไป)  ขอให้ใช้มือถือถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน และข้อสำคัญ..โปรดเรียกขอคูปองจากผู้ที่ถือของท่านคืนมาเก็บไว้กับตัว…

และร้องเรียนไปที่ สายด่วน กสทช. 1200 ฟรี เพื่อรักษาสิทธิ์ของตัวท่านเอง..และพฤติกรรมเช่นนั้น กสทช.  ถือว่า เป็นความผิด

หรือเบื้องต้น สามารถส่งรูป+แจ้งข้อมูลให้ทีมข่าว ได้ที่กล่องข้อความเฟสบุ๊คข้าพเจ้า

https://m.facebook.com/phattraporn.tpbs?refsrc=https%3A%2F%2Fth-th.facebook.com%2Fphattraporn.tpbs

(ถ้าไม่สะดวกเปิดเผยตัวตน ก็จะปิดบังตัวตนให้ค่ะ)

*******

ส่วนลิ้งค์ล่างนี้… ข้าพเจ้าเคย รวบรวม
คำตอบ..จาก “10 คำถามยอดฮิต หลากประเด็น คาใจ “คูปองทีวีดิจิทัล” ที่มีคนสงสัยเกี่ยวกับ วิธีการนำคูปองไปใช้งาน..และสถานที่ที่จะนำคูปองไปใช้ ซึ่งเป็นข้อมูล จาก สำนักงาน กสทช.  ลองอ่านทบทวนกันได้ค่ะ..  

https://patnews.wordpress.com/2014/10/18/ตอบ-10-คำถามยอดฮิต-หลากประ/

“คูปองฯ ส่วนลด690 บาท” ..เป็นสิทธิ์ของท่านแล้ว…โปรดรักษา นำไปใช้ด้วยความเต็มใจ.. สุขใจ..และอย่ายอมให้ใครละเมิดสิทธิ์ท่านง่ายๆ นะคะ (^_____^)

 

กสทช.เตือน! ลูกค้า “ทรูมูฟ”และ”GSM 1800” เร่งย้ายค่าย ก่อน 17ก.ค.58 เลี่ยงเจอปัญหาซิมดับ / ขอเงินค้างในระบบเติมเงินคืนตามกม.

image

18 มิถุนายน 2558

กสทช.เตือน ผู้ใช้มือถืออีกกว่า 7แสนเบอร์ ค่าย”ทรูมูฟ”และ”จีเอสเอ็ม 1800″ เร่งย้ายออก ก่อน 17 กรกฎาคม 58  เลี่ยงเจอปัญหาซิมดับ แนะขอเงินที่ค้างในระบบเติมเงินคืนได้ตามกฎหมาย

นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภค ในกิจการโทรคมนาคม เปิเผยว่า ขณะนี้ เหลือเวลาประมาณ 1 เดือน จะครบกำหนดการขยายเวลาประกาศมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญาการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนย่านความถี่ 1800 MHz หรือมาตรการเยียวยา ตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 94/2557 ที่ระบุให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) คุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในระหว่างที่มีคำสั่งให้ชะลอการจัดประมูลคลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมเป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งคำสั่งจะครบกำหนดในวันที่ 17 กรกฎาคม 2558 ที่จะถึงนี้

 
ทั้งนี้ คณะทำงานติดตามและกำกับดูแลการดำเนินการตามมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวฯ ของสำนักงาน กสทช. รายงานว่า ปัจจุบัน มีผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 2จี ของบริษัท ทรูมูฟ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ใช้สัญญาณ”ทรูมูฟ”  ค้างอยู่ในระบบกว่า 700,000 เลขหมาย  ส่วนผู้ใช้บริการของบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด ผู้ให้บริการเครือข่าย “จีเอสเอ็ม 18000”  มีลูกค้าเหลืออยู่ประมาณ 2,700 เลขหมาย โดยมียอดเงินที่ค้างอยู่กับผู้ให้บริการรวมกันทั้งสิ้นกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งผู้ใช้บริการในส่วนนี้ หากไม่เร่งโอนย้ายออกจากระบบ พอถึงกำหนดก็จะประสบกับปัญหาซิมดับ หรือไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป

image

“อยากแจ้งให้ผู้ใช้บริการของทั้งสองบริษัทดังกล่าวทราบว่า หากประสงค์จะใช้บริการเบอร์เดิมได้อย่างต่อเนื่อง ก็ต้องเร่งดำเนินการโอนย้ายหมายเลขโทรศัพท์ออกจากระบบไปยังผู้ให้บริการรายใหม่ก่อนสิ้นสุดกำหนดระยะเวลา

 สำหรับคนที่ต้องการใช้บริการคงสิทธิเลขหมาย หรือย้ายค่ายเบอร์เดิม สามารถเลือกผู้ให้บริการรายใหม่ได้ตามความพึงพอใจ ไม่จำกัดว่าต้องโอนย้ายไปอยู่กับผู้ให้บริการใหม่ในเครือบริษัทเดิมเท่านั้น โดยสามารถติดต่อศูนย์ให้บริการลูกค้าของผู้ให้บริการรายใหม่ที่เราต้องการโอนย้ายไปใช้บริการได้ทันที ซึ่งการโอนย้ายใช้เวลาไม่เกิน 3 วัน ส่วน ผู้ยังไม่ได้ลงทะเบียนซิมการ์ด ก็จำเป็นต้องไปลงทะเบียนซิมการ์ดกับผู้ให้บริการรายเดิมเสียก่อน แล้วจึงสามารถติดต่อขอโอนย้ายเลขหมายได้” นายแพทย์ประวิทย์ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้ให้บริการแต่ละรายมีขีดความสามารถในการให้บริการคงสิทธิเลขหมายได้ไม่เกิน 60,000 เลขหมายต่อวัน  จึงไม่ต้องการให้ผู้ใช้บริการนิ่งนอนใจจนถึงนาทีสุดท้าย และควรเผื่อเวลาไว้มากกว่า 3 วัน หรืออย่างช้าไม่ควรเกินวันที่ 11 หรือ 12 กรกฎาคม เพราะถ้าไปติดต่อขอโอนย้ายแบบกระชั้น ถึงแม้จะก่อนวันที่มาตรการเยียวยาสิ้นสุด แต่หากในช่วงเวลานั้นมีผู้ขอโอนย้ายเกินขีดจำกัดของผู้ให้บริการ ก็จะเกิดปัญหาซิมดับอยู่ดี

          ส่วนในกรณีที่ผู้ใช้บริการไม่ต้องการใช้งานหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวอีกต่อไป  ทางผู้ใช้บริการ สามารถแจ้งปิดบริการ และขอเงินที่ค้างอยู่ในระบบทั้งหมดคืนได้ โดยกฎหมายกำหนดไว้ว่า ผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องคืนเงินผู้ใช้บริการภายใน 30 วันต โดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาว่าผู้ใช้บริการต้องขอเงินคืนภายในระยะเวลาเท่าใด และผู้ใช้บริการสามารถแจ้งความประสงค์ให้คืนเป็นเงินสด เช็ค หรือโอนผ่านบัญชีธนาคารก็ได้

อย่างไรก็ตาม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการขาดข้อมูลของผู้ใช้บริการในการไปขอเงินคืน หรือไม่ไว้ใจบริษัทว่าหากไปขอเงินคืนภายหลังที่ซิมดับ แล้วบริษัทจะแจ้งข้อมูลไม่ตรงกับยอดเงินที่เหลืออยู่จริงในระบบนั้น  ผู้ใช้บริการสามารถใช้วิธีกดเช็คยอดเงินในคืนวันสุดท้ายก่อนที่สัญญาณโทรศัพท์จะไม่สามารถใช้งานได้ และหาทางเก็บเป็นหลักฐานข้อมูลไว้แสดงกับบริษัท แต่ถ้าจะให้ดี ก็อยากแนะนำให้ไปปิดบริการล่วงหน้าอย่างน้อยสักวันหรือสองวัน โดยไปกดเช็กยอดเงินคงเหลือที่หน้าเคาน์เตอร์ของศูนย์บริการลูกค้าเลยก็ได้ หลังจากนั้นก็แสดงข้อมูลขอเงินคืนพร้อมกับปิดบริการ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการโต้แย้งกันเรื่องจำนวนเงิน

 

ไม่รับฟ้อง! ศาลปค.สูงสุด มีคำสั่งไม่รับฟ้อง คดีพิพาท วัดกัลยาณมิตร ฟ้องกรมศิลปากร ขอเพิกถอนคำสั่งห้ามรื้ออาคาร ที่ถูกขึ้นเป็นโบราณสถาน (มีคำสั่งศาล)

18 มิถุนายน 2558

ไม่รับฟ้อง! วันนี้  ศาลปกครองสูงสุด  มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ในคดีคำร้องที่ 601/2556 คำสั่งที่ 118/2558 คดีพิพาทระหว่าง วัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร กับ กรมศิลปากร  (กรณี กรมศิลปากร ออกคำสั่งที่ วธ 0403/1035 ลว.8 มี.ค.2555 เรื่อง ห้ามรื้อถอน ทำลาย โบราณสถานภายในวัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร)

ทั้งนี้ ศาลปกครองสูงสุด พิจารณาเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่า อาคารภายในเขตของผู้ฟ้องคดีจำนวน 3 หลัง ได้แก่ อาคารหมายเลข 20 ค 4/4 หมายเลข 20 ค 4/5 และหมายเลข 21 ตามแผนผังโบราณสถานวัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร ที่จัดทำโดยกลุ่มวิชาการทะเบียนโบราณสถาน สำนักโบราณคดี ไม่ได้เป็นโบราณสถาน โดยอ้างเหตุผลในทำนองเดียวกับที่กล่าวอ้างในคดีหมายเลขดำที่ 90/2552 หมายเลขแดงที่ 2044/2553

และมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีระงับการขึ้นทะเบียนผู้ฟ้องคดีเป็นโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน จึงเป็นการขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลปกครองชั้นต้นเกี่ยวกับประเด็นความเป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ ของผู้ฟ้องคดีอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่ศาลปกครองกลางได้เคยวินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว อันเป็นการขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ซึ่งต้องห้ามมิให้กระทำตามข้อ 96 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย 

image

image

image

image

image

image

image

image

image

image

image

image

image

image

image

image

 

(บทวิเคราะห์) กรุงเทพโพลล์ เรื่อง “ปฏิรูปหวยไม่ง่าย แต่ไม่ใช่ทำไม่ได้”

บทวิเคราะห์กรุงเทพโพลล์เรื่อง “ปฏิรูปหวยไม่ง่าย แต่ไม่ใช่ทำไม่ได้”

นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความพยายามของรัฐบาลในการแก้ปัญหาการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา ซึ่งเป็นหนึ่งในความพยายามแก้ปัญหาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีมาตั้งแต่ต้นนับตั้งแต่ได้เข้ามาบริหารประเทศ หากยังคงจำกันได้ ปัญหานี้ได้มีความพยายามที่จะแก้ปัญหาเมื่อช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลเข้ามาทำงานใหม่ๆ และหวยใต้ดินก็มีการหยุดหรือชะลอการขายด้วยโดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ที่มีการยึดอำนาจ แต่เมื่อเวลาผ่านเลยไม่กี่เดือนทุกอย่างก็กลับมาอยู่ในสภาพเดิม สลากกินแบ่งรัฐบาลก็ขายในราคาเกิน 80 บาท หวยใต้ดินก็มีการซื้อขายเหมือนเดิม แสดงให้เห็นว่าการปฏิรูปหวยจึงไม่ใช่เรื่องง่ายแม้ว่ารัฐบาลที่บริหารประเทศจะเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม และมีอำนาจตามมาตรา 44 ซึ่งครั้งนี้จะกล่าวเฉพาะการแก้ปัญหาสลากฯ ส่วนหวยใต้ดินจะกล่าวในโอกาสต่อๆ ไป

สิ่งหนึ่งที่บ่งชี้ว่าการแก้ปัญหาการขายสลากฯ เกินราคาไม่ใช่เรื่องง่าย เห็นได้จากผลสำรวจของกรุงเทพโพลล์ ที่พบว่า การออกสลากในงวดวันที่ 16 มิถุนายนที่จะถึงนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ 76.5% พบเห็นการขายหรือซื้อสลากฯ ในราคา 80 บาทตามที่รัฐบาลกำหนด แต่ในมุมกลับย่อมสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนที่เหลืออีก 23.5% หรือประมาณเกือบ 1 ใน 4 ยังพบเห็นการขายสลากเกินราคา แล้วเมื่อถามว่า “รัฐบาลจะควบคุมราคาสลากฯ ให้ขายในราคา 80 บาทได้ทุกงวดหรือไม่” มีเพียง 26.8% ที่บอกว่า “ทำได้ทุกงวด” ขณะที่ 53.2% บอกว่า “ไม่ได้หรือทำได้เฉพาะช่วงแรกๆ เท่านั้น” ที่เหลือ 20.0% “ไม่แน่ใจ”

ดังนั้น สิ่งที่สังคมอยากรู้ถัดมาคือ “ในเมื่อการปฏิรูปหวยไม่ง่าย แล้วสามารถทำได้ไหม?” คำตอบของคำถามนี้คือ “ทำได้” ซึ่งสามารถวิเคราะห์โดยหลักพื้นฐานเศรษฐศาสตร์ในเรื่องอุปสงค์ อุปทาน ดังนี้

สินค้าที่กำลังพูดถึงคือ สลากกินแบ่งรัฐบาลซึ่งแต่ละงวดมีคนซื้อประมาณ 4 ใน 5 หรือคิดเป็นประมาณ 40 ล้านคน หากแต่ละงวดสามารถขายสลากฯ ได้หมดรวม 74 ล้านฉบับนั้น เท่ากับคนไทย 1 คนซื้อสลากเท่ากับ 1.85 ใบ แม้ว่าราคาที่ขายอยู่จะสูงกว่าราคาหน้าสลากฯ ก็ตาม ข้อมูลตรงนี้บ่งชี้ให้เห็นว่าอุปสงค์ต่อราคามีความยืดหยุ่นน้อย หมายความว่า ราคาที่สูงขึ้นไม่ทำให้ปริมาณซื้อลดลงหรือกล่าวง่ายๆ ได้ว่า “แม้สลากราคาจะสูงขึ้นแต่ก็ยังขายได้” สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากความต้องการของผู้ซื้อ หรือ “ความหวังของคนจน” อย่างที่ท่านนายกฯ บอก ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่เราต้องยอมรับคือประเทศไทยมีคนยากจนอยู่มาก และสิ่งเดียวที่พวกเขาเชื่อว่าจะทำให้หลุดพ้นจากความจนได้ง่ายและเร็วที่สุดคือการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาล นี่คือความหวังแม้จะเป็นความหวังแบบลมๆ แล้งๆ ก็ตาม ความหวังเมื่อรวมกับความเชื่อ เราจึงเห็นการจัดเลขดัง การจัดเลขชุด การปั่นกระแส การสร้างข่าวต่างๆ เป็นต้น เมื่อบวกกับการขายที่ขายเป็นคู่ ขายเป็นชุด ไม่มีการซอยย่อย จึงทำให้เห็นสลากฯ ราคาแพงในปัจจุบัน

การแก้ไขหรือมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลที่ออกมาในตอนนี้จึงเชื่อว่าทำได้ไม่ทุกงวดและปัญหาเดิมๆ จะกลับมาอีก ทางแก้ที่ดีที่สุดจึงมีไม่มากและหนึ่งในนั้นคือ “การขายแบบออนไลน์” ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆ มีการรองรับและเข้าถึงประชาชนมากขึ้นโดยเฉพาะการมีสมาร์ทโฟน (smart phone) การขายแบบออนไลน์จะทำให้ความต้องการขายหรืออุปทานมีไม่จำกัด ทำให้สามารถควบคุมราคาได้ตามที่กำหนด ที่เหลือก็เพียงแค่ “ความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงของรัฐบาล” และการบริหารจัดการของสำนักงานสลากฯ เพื่อไม่ให้ขาดทุน

ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมนำกำไรที่ได้ไปช่วยเหลือคนพิการ เปลี่ยนอาชีพให้กับเขา ให้สวัสดิการต่างๆ แก่เขา รวมถึงคนอื่นๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือจากสังคมด้วย

 

16 มิ.ย.58! ศูนย์วิจัยฯ นิติ จุฬาฯ จัดเสวนารับฟังความเห็น “การจัดตั้งนิติบุคคล โดยบุคคลคนเดียว” (มีกำหนดการ)

image

ศูนย์วิจัยกฎหมายและการพัฒนา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เป็นที่ปรึกษาให้แก่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในการดำเนินโครงการศึกษากฎหมายเพื่อรองรับการจัดตั้งนิติบุคคลโดยบุคคลคนเดียว

ซึ่งขณะนี้คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาจนถึงขั้นการจัดทำรายงานการศึกษาเบื้องต้นแล้ว จึงเห็นควรจัดประชุมสัมมนารับฟังความเห็นเพื่อนำเสนอผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อเสนอแนะต่างๆ ไปปรับปรุงและแก้ไขรายงานการศึกษารวมถึงจัดทำร่างกฎหมายต่อไป

โดยจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2558 เวลา 13.00 – 16.00 น.

ณ ห้องประชุมสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ชั้น 4 อาคารเทพทวาราวดี

คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

(การสัมมนารับฟังความคิดเห็นนี้ไม่เสียค่าใช้จ่าย)

image

image

image

image

image

image

 

ป้ายกำกับ: