RSS

Monthly Archives: พฤษภาคม 2015

งาน2 วัน! กก.สิทธิฯ จัดสัมมนา 21-22พ.ค.“การระดมความเห็น และข้อเสนอ ต่อแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ฯ ” (กำหนดการ)

วันที่  21-22 พ.ค. 2558 คณะอนุกรรมการด้านที่ดินและป่า (นายแพทย์นิรันดร์  พิทักษ์วัชระ  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  เป็นประธานอนุฯ)  จัดสัมมนา“การระดมความเห็นและข้อเสนอ ต่อแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้, การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนภาคประชาชน” ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม ชั้น 2 โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ รายละเอียดตามกำหนดการที่แนบมาพร้อมนี้

กำหนดการสัมมนา
“การระดมความเห็นและข้อเสนอ ต่อแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้,
การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนภาคประชาชน”

ระหว่างวันที่ ๒๑ – ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๘
ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม ชั้น ๒ โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ

จัดโดย คณะอนุกรรมการด้านที่ดินและป่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
 

วันพฤหัสที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘

๐๘.๐๐ – ๐๙.๐๐ น.  ลงทะเบียน

๐๙.๐๐ – ๐๙.๑๕ น.    กล่าวเปิดการสัมมนา โดย นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
                             ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและป่า

๐๙.๑๕ – ๑๐.๓๐ น.   นำเสนอ “ปัญหาและผลกระทบจากคำสั่ง คสช.ฉบับที่ ๖๔, ๖๖ / ๒๕๕๗ และแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ฯ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ”

 – สรุปภาพรวมปัญหา และผลกระทบภาพรวมจากคำร้อง

โดย นางสาวพรพนา ก๊วยเจริญ  อนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและป่า

 -สถานการณ์ปัญหา และผลกระทบในพื้นที่ภาคเหนือ

โดย นายประยงค์ ดอกลำใย สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ

๑๐.๓๐ – ๑๐.๔๕ น.      พักรับประทานอาหารว่าง 

๑๐.๔๕ – ๑๑.๑๕ น.     
-สถานการณ์ปัญหา และผลกระทบในพื้นที่ภาคอีสาน

โดย นายเหลาไท นิลนวล สหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคอีสาน

๑๑.๑๕ – ๑๒.๐๐ น.     
– สถานการณ์ปัญหา และผลกระทบในพื้นที่ภาคใต้
โดย ผู้แทนจากพื้นที่ภาคใต้ตอนบน
                                 
โดย ผู้แทนจากพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

๑๒.๐๐ – ๑๓.๐๐ น.      พักรับประทานอาหารเที่ยง

๑๓.๐๐ – ๑๓.๓๐ น.  นำเสนอ “รายงานผลกระทบ ปฎิบัติการตามคำสั่ง คสช. ฉบับ ๖๔/๒๕๕๗ ฉบับที่ ๖๖/๒๕๕๗”
                                 
โดย นายสืบสกุล กิจนุกร

๑๓.๓๐ – ๑๔.๐๐ น. นำเสนอ “วิเคราะห์แนวโน้มผลกระทบจากแผนปฏิบัติการยึดคืนผืนป่า และและแผนปฏิบัติการแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้, การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน”
                                 
โดย นายประยงค์ ดอกลำใย สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ

๑๔.๐๐ – ๑๔.๑๕ น.      พักรับประทานอาหารว่าง

๑๔.๑๕ – ๑๔.๔๕ น.   นำเสนอ “ประสบการณ์คดีป่าไม้จากนโยบายยึดคืนผืนป่าของรัฐบาล คสช.”
                                   
โดย นายสมนึก ตุ้มสุภาพ อนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและป่า

๑๔.๔๕ – ๑๖.๐๐ น.      พิจารณาและให้ความเห็นต่อร่างแผนแม่บทภาคประชาชนในการจัดการ
ทรัพยากรป่าไม้และที่ดินอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม

วันศุกร์ที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๘

๐๘.๐๐ – ๐๙.๐๐ น.      ลงทะเบียน

๐๙.๐๐ – ๐๙.๓๐ น.      ชี้แจงและนำเสนอผลการตรวจสอบคำร้องจากคำสั่ง ๖๔, ๖๖/๒๕๕๗ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
                                  
โดย นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
                             ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและป่า

๐๙.๓๐ – ๑๐.๑๐ น.    นำเสนอ “ผลการดำเนินงานและแผนปฎิบัติการแผนแม่บทแก้ไขปัญหาปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้, การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน”
                                
โดย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

๑๐.๑๐ – ๑๐.๒๕ น.      พักรับประทานอาหารว่าง

๑๐.๒๕ – ๑๑.๐๐ น.  นำเสนอ “ผลการดำเนินงานตามคำสั่ง คสช. ฉบับที่ ๖๔/๒๕๕๗ และการแก้ไข ปัญหาตามคำสั่ง คสช. ฉบับที่ ๖๖/๒๕๕๗
    
โดย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

๑๑.๐๐ – ๑๑.๔๕ น.      อภิปรายแนวทางการแก้ไขปัญหา

๑๑.๔๕ – ๑๒.๐๐ น.      สรุปและกล่าวปิดการสัมมนา

โดย นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
                             ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและป่า

๑๒.๐๐ – ๑๓.๐๐ น.      พักรับประทานอาหารเที่ยง                   

โฆษณา
 

แถลงการณ์! กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เรื่อง”การควบคุมค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลเอกชน “

แถลงการณ์

กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ

๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๘

กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพขอแสดงความขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ได้แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในขั้นต้น ต่อข้อเรียกร้องที่ต้องการให้รัฐบาลพัฒนากลไกควบคุมค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลเอกชน

อย่างไรก็ตาม ขอย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพิ่มเติมที่สามารถตอบสนองต่อปัญหาอย่างชัดเจน และทันต่อกาล  ในการนี้ ขอสนับสนุนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศกระทรวงตามข้อเสนอของ ชมรมแพทย์ชนบท และกลุ่มผู้เสียหายทางการแพทย์ กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ดังนี้

ข้อเสนอระยะสั้น

1.  ให้ รมว. สธ. ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ตามมาตรา 35(4) ประกอบมาตรา 36 ของพรบ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1.1.  ให้โรงพยาบาลทุกแห่ง ทั้งภาครัฐ และเอกชน ยุติการเรียกเก็บเงินกับผู้ป่วยและญาติในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ภายในเวลา 72 ชั่วโมง หรือจนกว่าสัญญาณชีพจะอยู่ในภาวะคงที่หรือปลอดภัยเพียงพอที่จะนำส่งไปรับการรักษาพยาบาลต่อในโรงพยาบาลต้นสังกัดตามสิทธิของผู้ป่วย ยืนยันขอให้ดำเนินกระบวนการให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน

1.2 ให้โรงพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินนั้นมีหน้าที่ในการส่งต่อผู้ป่วยไปยังรพ.ตามสิทธิ

1.3  ให้ 3 กองทุนหลักประกันสุขภาพ  (สปสช. สปส. กรมบัญชีกลาง) ดำเนินการจัดหาเตียงสำรองให้เพียงพอ หากจัดหาให้ไม่ได้ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

1.4   ให้ภาครัฐดำเนินการทำข้อตกลงกับรพ.เอกชน เกี่ยวกับอัตราค่ารักษาพยาบาลในกรณีฉุกเฉินของ 3 กองทุน และให้มีบทลงโทษสำหรับรพ.เอกชนที่ไม่ทำตามเงื่อนไขดังกล่าวอย่างเด็ดขาด

2. กระทรวงสาธารณสุขต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบว่า โรงพยาบาล ไม่มีสิทธิบังคับผู้ป่วยและญาติให้เซ็นรับสภาพหนี้ เพราะเป็นสิทธิของประชาชนในการใช้บริการรพ.เอกชน ในกรณีฉุกเฉินตามมาตรา 36 และตามประกาศ ว่าด้วยการใช้บริการในกรณีฉุกเฉิน 3 กองทุน

3.  ห้ามสถานพยาบาลกักตัวผู้ป่วยหากไม่เป็นเหตุอันก่อให้เกิดภาวะคุกคามต่อชีวิต หากฝ่าฝืนถือเป็นความผิดทางอาญา

ข้อเสนอระยะกลาง (ภายในเวลา 3 เดือน)

1.  ให้กระทรวงสาธารณสุข ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการหนึ่งชุดที่มีองค์ประกอบจากทุกฝ่ายและมีสัดส่วนภาคประชาชนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็น ประธาน เพื่อติดตามตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการสถานพยาบาลตามข้อ 1 และให้
คณะกรรมการสถานพยาบาลรายงานผลดำเนินการต่อกรรมการชุดนี้ทุก 2 เดือน และดำเนินการเผยแพร่ผลการดำเนินงานผ่านสื่อสาธารณะทุกครั้ง

2.  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปรับคณะกรรมการสถานพยาบาลในมาตรา 7 (2) ตามพรบ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ในส่วนผู้ทรงคุณวุฒิอื่นจำนวน 5 คน ให้เป็นผู้แทนจากภาคประชาชนที่เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ และภาคีเครือข่ายเป็นผู้เสนอ

3. ให้คณะกรรมการสถานพยาบาลทำหน้าที่ ตามมาตรา 11 (4) ในการควบคุมหรือการพิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการดำเนินการ ของสถานพยาบาล ให้รวมถึง การวินิจฉัย การรักษา ที่มากเกินความจำเป็น ค่ารักษาพยาบาล ค่ายา หรือค่าใช้จ่ายทางการแพทย์อื่นๆ ที่แพงเกินจริง

4. การดำเนินการเรื่องราคายา ให้มีการบังคับใช้ clinical practice guideline อย่างเคร่งครัด และการให้มีการใช้ยาชื่อสามัญ (generic) เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ป่วย

5. ขอให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เร่งรัดการออก พระราชบัญญัติยา ที่มีการเสนอขอปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์โดยภาคประชาชน ทั้งนี้ ต้องยืนยันไม่ให้มีการตัดเรื่องกลไกการควบคุมราคายา ตามที่กลุ่มบริษัทยาคัดค้านไว้

6.เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการตรวจสอบและลดเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและการปฏิรูปประเทศ จึงควรให้มีการเปิดเผยข้อมูลประโยชน์ทับซ้อนของแพทย์หรือผู้เกี่ยวข้องในรัฐบาล สนช. สปช. และแพทยสภา

ข้อเสนอระยะยาวใน 1 ปี

1. ควบคุมการทำธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ไม่ให้มุ่งเน้นผลกำไร แต่มุ่งเน้นการดำเนินการทางมนุษยธรรม ด้วยการสร้างแรงจูงใจให้มีการสำรองเตียงสำหรับผู้ป่วยคนไทยในทุกสิทธิ ทั้งในกรณีฉุกเฉิน และการรับส่งต่อจากโรงพยาบาลภาครัฐในกรณีอื่นๆ โดยให้กองทุนหลักประกันสุขภาพร่วมกับตัวแทนโรงพยาบาลเอกชน ในการกำหนดราคาในการรักษาพยาบาลที่เป็นธรรมไม่ค้ากำไรเกินควรและไม่โกงราคา

2.  ยกเลิกการสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาล และเร่งรัดการออกกฎหมายควบคุมการควบรวมกิจการการแข่งขันทางการค้า

3. เปิดให้มีการสมัครใจของโรงพยาบาลเอกชนที่จะดำเนินการด้านบริการสาธารณะให้เป็นการดำเนินการแบบองค์กรสาธารณะประโยชน์ โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น

ทั้งนี้  กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ  เห็นด้วยในการปรับปรุงคณะกรรมการชุดต่างๆที่เกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพ ระบบสาธารณสุข ระบบวิชาชีพการสาธารณสุขต่างๆ โดยดำเนินการปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ไม่เห็นด้วยที่จะดำเนินการโดยใช้มาตรการ ม.44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 แต่ควรเป็นไปแบบประชาธิปไตยอย่างมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

 

 

แถลงการณ์! คณะกรรมการสิทธิฯ เรื่อง ขอประณามการใช้ความรุนแรง และการกระทำที่ทารุณโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ในจังหวัดยะลา ดังนี้..

แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
เรื่อง ขอประณามการใช้ความรุนแรง และการกระทำที่ทารุณโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม
ในพื้นที่จังหวัดยะลา
 
ในห้วงเวลาที่ผ่านมา  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีความกังวลและห่วงใย ต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  และได้ติดตามตรวจสอบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดมา  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ด้วยวัตถุระเบิดและอาวุธสงคราม รวมถึงการกระทำที่ทารุณโหดร้าย  ไร้มนุษยธรรม และป่าเถื่อน  เช่น การใช้ระเบิดสังหารในที่ชุมชน การใช้อาวุธสงครามอันก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิต ร่างกายของประชาชนผู้บริสุทธิ์แล้ว ยังเกิดความเศร้าสลดใจแก่ผู้ที่พบเห็นและสังคมโดยรวม  โดย กสม.ขอแสดงความเสียใจ อย่างสุดซึ้งต่อทุกเหตุการณ์  ต่อทุกครอบครัวที่สูญเสียดังกล่าว จนกระทั่งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2558 ได้เกิดเหตุการณ์ลอบวางระเบิดในพื้นที่เทศบาลเมือง  จังหวัดยะลา ราว 16 จุด      จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกายและทรัพย์สิน  ยังความเศร้าสลดใจ และหวาดกลัวต่อการกระทำที่โหดร้าย  ไร้มนุษยธรรม  ดังปรากฏเป็นข่าวแล้ว นั้น
                       คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งมีบทบาทและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  ในอันที่จะส่งเสริมการเคารพและปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนและปกป้อง    หลักการเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย อันจะละเมิดมิได้   และขอประณามการกระทำของผู้ก่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่ไร้มนุษยธรรม ผิดต่อกฎหมาย ละเมิดสิทธิมนุษยชน และหลักมนุษยธรรมซึ่งเป็นหลักสากล ทั้งนี้ขอเสนอแนะให้ทุกภาคส่วนคำนึงและควรปฏิบัติดังนี้
                      1.ขอให้ผู้ที่ก่อเหตุการณ์ความรุนแรงได้ยุติการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม ผิดกฎหมาย และละเมิดสิทธิมนุษยชนทันที  และได้สำนึกบาปต่อการกระทำดังกล่าว และหันกลับมาสร้างสันติสุข  เพราะการกระทำดังกล่าวนอกจากจะละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้ว ยังเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ขัดต่อมนุษยธรรม อีกด้วย  

                     2.กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน  ภาค 4 ส่วนหน้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านความมั่นคง ต้องเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างรวดเร็ว  และรายงานความคืบหน้าต่อสาธารณชน
                    3.รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเพิ่มมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย แก่ประชาชนในพื้นที่ให้เข้มงวดยิ่งขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งให้กลุ่มเด็ก สตรี และประชาชนผู้บริสุทธิ์ ต้องได้รับการคุ้มครอง  เพื่อให้เกิดความรู้สึกปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน และการดำรงชีวิตอย่างปกติสุข เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ให้กลับคืนมา
                     4.รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือ เยียวยาความเสียหาย   ฟื้นฟูจิตใจและความบอบช้ำของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว 
         
5.ในส่วนของภาคประชาชน และภาคประชาสังคมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  หากจะช่วยกันเฝ้าระวัง เพื่อป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรง หรือการก่อกวนหรือการสร้างสถานการณ์ต่างๆเพื่อให้เกิดความหวาดกลัว  โดยเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐอีกทางหนึ่ง  ย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานและการบรรลุเป้าหมายในการสร้างสันติสุขในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน
                 
ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  จะทำหน้าที่ในการส่งเสริม  ปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน  โดยติดตามสถานการณ์และตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และนำเสนอให้สาธารณชนได้รับทราบต่อไป                                                                                          คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
 15 พฤษภาคม  2558                       

 

หมอเตือน! คนไทยป่วยความดันโลหิตสูง ไม่รู้ตัว อันตรายถึงชีวิต

15 พ.ค.2558  อธิบดีกรมการแพทย์ชี้คนไทยป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าตนเองมีภาวะของโรคดังกล่าว แนะประชาชนเข้ารับการตรวจวัดความดันโลหิตของตนเองอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง พร้อมหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค  
         

นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ทุกวันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปี สมาพันธ์ความดันโลหิตสูงโลก ได้กำหนดให้เป็นวันความดันโลหิตสูงโลกเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวในการป้องกันโรคดังกล่าว โดยองค์การอนามัยโลกเผยสถิติทั่วโลกมีผู้ที่มีความดันโลหิตสูงถึง 1,000 ล้านคน ทำให้ความดันโลหิตสูงเป็น 1 ในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนทั่วโลก

สำหรับสถานการณ์   ในประเทศไทยจากข้อมูลสํานักนโยบายและยุทธศาสตร์ 
สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปีพ.ศ.2556 มีคนไทยเสียชีวิตจากความดันโลหิตสูง จํานวน 5,165 คน ซึ่งมีสถิติสูงกว่าเมื่อปี 2555 ที่มีจํานวน3,684 คน  

ดังนั้นหากประชาชนรู้จักวิธีการดูแลตนเองและหมั่นสำรวจความผิดปกติของร่างกายอยู่เสมอ จะช่วยป้องกันและลดความรุนแรงของโรคดังกล่าวได้ ซึ่งความดันโลหิตสูงเกิดจากภาวะที่มีระดับความดันโลหิตสูงเรื้อรัง ซึ่งค่าความดันปกติในปัจจุบันถือเอาค่าตัวบนไม่เกิน 140 มิลลิเมตรปรอท และค่าตัวล่างไม่เกิน 90 มิลลิเมตรปรอท และมีคนจำนวนมากไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะนี้ เนื่องจากไม่ปรากฏอาการในช่วงแรก เมื่อปล่อยนานไปโดยไม่รับการรักษาแรงดันในหลอดเลือดที่สูงจะไปทำลายผนังหลอดเลือดและอวัยวะที่สำคัญหลายระบบในร่างกายเป็นเหตุให้เกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจ และโรคไตตามมา

ซึ่งจากความรุนแรงดังกล่าว สมาพันธ์ความดันโลหิตสูงโลก ได้กำหนดคำขวัญการรณรงค์ว่า“Know Your Numbers” และคำขวัญของกระทรวงสาธารณสุขและสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย คือ ท่านทราบระดับความดันโลหิตของท่านหรือไม่ เพื่อให้ประชาชนตื่นตัวเข้ารับการตรวจวัดความดันโลหิตของตนเองอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ตามสถานบริการกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากการรู้ค่าความดันโลหิตจะทำให้รู้วิธีปฎิบัติตนในการป้องกันและควบคุมความดันโลหิตสูง
               
สำหรับปัจจัยเสี่ยงการเกิดความดันโลหิตสูง คือ พฤติกรรมการใช้ชีวิตส่งผลให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการบริโภคอาหารที่ไม่ได้สัดส่วน การกินของหวาน มันและเค็มจัด  รับประทานผักและผลไม้ไม่เพียงพอ ภาวะอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ดื่มแอลกอฮอล์มาก สูบบุหรี่และมีภาวะเครียด  รวมทั้งอายุที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นได้ 

ดังนั้น การปฏิบัติตนเพื่อหลีกเลี่ยง และป้องกันความดันโลหิตสูง คือ ลดการบริโภคอาหารที่ผ่านกระบวนการ อาหารสำเร็จรูป อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง อาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น ขนมถุง ไส้กรอก แฮมเบอร์เกอร์ เป็นต้น ลดอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง เพิ่มการบริโภคผักและผลไม้ที่หวานน้อย เช่น พืชตระกูลถั่ว กล้วย เป็นต้น ลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และงดการสูบบุหรี่ ไม่เครียด ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกับครอบครัว เช่น ทำอาหารรับประทานเอง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตรวจสุขภาพ  เป็นประจำทุกปีเพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยง

ในกรณีผู้ที่เป็นโรคนี้อยู่แล้ว ต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องและพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอตลอดจนวัดความดันโลหิตเป็นประจำพร้อมจดบันทึก จะทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและใช้ชีวิตประจำวันได้เช่นคนปกติ 

 

มติ ป.ป.ช! แจ้งข้อกล่าวหา”ยิ่งลักษณ์” +ครม. คดี ดึงงบแผ่นดิน 2พันล้าน จ่ายผู้กระทบชุมนุมปี 53 หวังประโยชน์การเมือง /ไร้กม.รับรอง

ความคืบหน้าคดีจ่ายเงินเยียวยา แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๘ – ๒๕๕๓

วันนี้ (๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕8) เวลา 1๕.00 น. ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา  มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกคณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ไต่สวน กรณีกล่าวหานางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี นายยงยุทธ  วิชัยดิษฐ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) และนายปกรณ์  พันธุ ในฐานะอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมจำนวน 36 ราย ว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือโดยทุจริต กรณีการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง (พ.ศ.2548-2553) โดยไม่มีอำนาจ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ และเพื่อช่วยเหลือพวกพ้องของตนเอง

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้ว มีมติ ดังนี้

๑. กรณีกล่าวหานายปกรณ์  พันธุ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ ในฐานะเป็นหน่วยเบิกจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง  พ.ศ. 2548 – 2553 โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว เห็นว่านายปกรณ์ พันธุ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดี      กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการในขณะนั้นและในฐานะประธานคณะทำงานช่วยเหลือเยียวยาด้านเงินตามหลักมนุษยธรรม มีหน้าที่ในดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ตามมติคณะรัฐมนตรีมีมติวันที่ 6 มีนาคม 2555 เป็นการปฏิบัติตามหน้าที่เช่นเดียวกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง ที่ต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีซึ่งถือเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ต้องปฏิบัติตาม

นอกจากนี้ ยังมีคณะอนุกรรมการด้านการเยียวยาทางแพ่งและการฟื้นฟูด้วยวิธีการอื่น โดยมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (นายธงทอง จันทรางศุ) เป็นประธาน ที่พิจารณากรณีเกิดปัญหาการพิจารณาจ่ายเงินเยียวยาอีกชั้นหนึ่ง

ดังนั้น ในชั้นนี้จึงเห็นว่าการกระทำของนายปกรณ์  พันธุ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ  ให้จ่ายเงินเยียวยาเท่านั้น ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพียงพอตามข้อกล่าวหา จึงให้ข้อกล่าวหา  ตกไป

๒. กรณีกล่าวหานางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี มีมติ อนุมัติและจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง พ.ศ. 2548-2553 โดยไม่มีอำนาจ และไม่มีกฎหมายรองรับ

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่าการที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2555 และเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2555 เห็นชอบให้มีการเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง พ.ศ. 2548 – 2553 และให้ใช้งบประมาณจากเงินงบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 2,000 ล้านบาท มาใช้ในการดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง พ.ศ. 2548 – 2553 โดยออกหลักเกณฑ์และอัตราการเยียวยาขึ้นใหม่และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีกฎหมายใดมารองรับการจ่ายเงินเยียวยาดังกล่าว

ซึ่งตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติวิธีงบประมาณ พ.ศ. 2502  กำหนดว่าการจ่ายเงินแผ่นดินหรือเงินงบประมาณเพื่อใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินดังกล่าว จะกระทำได้แต่เฉพาะที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติราชการตามหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐ เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดแก่ทางราชการ

การที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และคณะรัฐมนตรี ร่วมกันมีมติ  เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2555 และวันที่ 6 มีนาคม 2555 ให้จ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ทางการเมือง และให้ใช้งบประมาณจากเงินงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 2,000,000,000 บาท (สองพันล้านบาท) มาใช้ในการดำเนินการดังกล่าวนั้น โดยออกหลักเกณฑ์และอัตราการเยียวยาขึ้นใหม่ และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีกฎหมายใดมารองรับการจ่ายเงินเยียวยาดังกล่าว ทั้งที่มิใช่เป็นการจ่ายเงินเกี่ยวกับปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน หรือเป็นไปเพื่อบริการสาธารณะแห่งรัฐ หรือเป็นกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นที่หากไม่ดำเนินการจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ  ตามพระราชบัญญัติวิธีงบประมาณ พ.ศ. 2502 แต่เป็นการจ่ายในลักษณะเงินสงเคราะห์ให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมือง ซึ่งจะต้องมีกฎหมายมารองรับเพื่อใช้บังคับกับกรณีนี้โดยเฉพาะ ซึ่งในอดีตรัฐบาลที่ผ่านมาได้เคยจ่ายเงินในลักษณะเดียวกันนี้ โดยอาศัยพระราชบัญญัติสงเคราะห์ผู้ประสบภัยเนื่องจากการช่วยเหลือราชการการปฏิบัติงานของชาติ หรือการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรม พ.ศ. 2543 เป็นกฎหมายรองรับเพื่อก่อให้เกิดสิทธิในการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง กรณีจึงเป็นการจ่ายเงินแผ่นดินหรือเงินงบประมาณโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ประกอบกับกรอบอัตราการเยียวยาตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวเป็นวงเงินงบประมาณจำนวนสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานการเยียวยาความเสียหายต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีอื่น ๆ อาทิ การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความ ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น

อีกทั้งมีการกำหนดการชดเชยเยียวยาความสูญเสียทางด้านจิตใจ      เป็นจำนวน 3,000,000 บาท โดยไม่มีขั้นตอนพิสูจน์ความเสียหายหรือความสูญเสียแต่อย่างใด อันก่อให้ผลกระทบต่องบประมาณในการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศ เป็นการนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงวินัยทางการเงินการคลัง

ดังนั้น การกระทำของนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และคณะรัฐมนตรี    ผู้ถูกกล่าวหา จึงเป็นการหลีกเลี่ยงละเว้นไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทำให้เกิดความเสียหายแก่การเงินการคลังของประเทศที่ต้องจ่ายเงินเพื่อการดำเนินการดังกล่าวเป็นจำนวน 1,921,061,629.46 บาท (หนึ่งพันเก้าร้อยยี่สิบเอ็ดล้านหกหมื่นหนึ่งพันหกร้อยยี่สิบเก้าบาทสี่สิบหกสตางค์)

คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติให้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหา ได้แก่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคณะรัฐมนตรี รวมจำนวน 34 ราย เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาได้มีโอกาสชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อไป ตามมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542  

สำหรับผู้ถูกกล่าวหา ราย นายชุมพล ศิลปอาชา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2556

 

5 หน่วย ร่วมแถลง! 13 พ.ค.58 ใบเหลืองอียู : ชะตากรรมทะเลไทย ในอุ้งมือรัฐ และอุตสาหกรรมประมง (มีกำหนดการ)

image

(โพสต์ 12 พ.ค.2558)

สมาคมรักษ์ทะเลไทย, มูลนิธิสายใยแผ่นดิน, สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย, องค์การอ็อกแฟม แห่งประเทศไทย และกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขอเรียนเชิญร่วมงานแถลงข่าว

ใบเหลืองอียู : ชะตากรรมทะเลไทยในอุ้งมือรัฐและอุตสาหกรรมประมง

วันที่ 13 พฤษภาคม  2558

เวลา 10.00-12.00น.

ณ สำนักงานกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ชั้น จี อาคารแคปปิตอล ถนนพหลโยธิน (ตรงข้ามธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่)

กำหนดการ

09.30- 10.00 ลงทะเบียน

10.00-10. 20 เจตนารมย์ของใบเหลือง EU ในการต่อต้านประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU Fishing)

: วิพากษ์มาตรการการจัดการประมงไทย 6 ข้อของภาครัฐ

โดย คุณสุภาภรณ์ อนุชิราชีวะ  ผู้จัดการโครงการประมงพื้นบ้าน- สัตว์น้ำ มูลนิธิสายใยแผ่นดิน

10.20-10.40             เร่งปลดใบเหลืองอียูเพื่อใคร?

โดย  คุณบรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย

10.40-11.00             ชะตากรรมประมงพื้นบ้านไทย ระบบนิเวศทะเลและชายฝั่งภายใต้ความพยายามนิรโทษกรรมเรืออวนรุนอวนลาก

โดย  คุณสะมะแอ เจ๊ะมูดอ นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย

11.00-11.30 กฎหมายประมงใหม่: ช่องโหว่และความท้าทายของการบังคับใช้

โดย  คุณวิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี ผู้จัดการสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย และ

คุณอัญชลี พิพัฒนวัฒนากุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทร กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

11.30-12.00  ซักถามและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น “ทางออกร่วมในการจัดการประมงไทย”

ดำเนินรายการโดย คุณจักรชัย โฉมทองดี ผู้ประสานงานด้านนโยบายและรณรงค์ องค์การอ็อกแฟม แห่งประเทศไทย

 

สอบ ปมจ่ายเงินสื่อ! 4 องค์กรสื่อ ตั้ง กก.สอบข้อเท็จริง กรณีเอแบคโพลล์ จ่ายค่าตอบแทนสื่อกว่า 4ล้านบาท รวม 163 รายการ

11 พ.ค.2558

4 องค์กรสื่อ ตั้งคณะกรรมการสอบสวน  กรณีข่าวนักข่าวกับเอแบคโพลล์

ตามทีมีข่าวเผยแพร่ในเวปไซด์ อิศราระบุว่า มหาวิทยาลัย เอแบคโพลล์ตรวจสอบการดำเนินงานของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ ในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณนอกวัตถุประสงค์และรายการงบประมาณ โดยมีการรายงานว่าสำนักวิจัยเอแบคโพลล์จ่ายค่าตอบแทนสื่อมวลชน จำนวน 163 รายการ รวมเป็นเงิน 4,420,500 บาท รายงานระบุรายชื่อนักข่าวของสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง  ว่าเป็นผู้ที่รับเงินค่าตอบแทนมากที่สุด  เป็นเงิน 2,150,866 บาท

กรณีดังกล่าว องค์กรสื่อ 4 องค์กร  ซึ่งประกอบด้วย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย  สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ  สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เห็นว่าเป็นเรื่องกระทบต่อความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบวิชาชีพข่าว เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ดังนี้

1.  นายเจษฎา อภิจารี   กรรมการ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนฯ

2.  นายปฏิวัติ วสิกชาติ กรรมการ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

3.  นายชาย ปถะคามินทร์ เลขาธิการ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

4.  นายเสด็จ บุนนาค รองเลขาธิการ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ 

5.  นายบรรยงค์ สุวรรณผ่อง กรรมการควบคุมจริยธรรมสื่อ   สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

6.  นายมานพ ทิพย์โอสถ อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและปฏิรูปสื่อ  สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

7. นายคทาธร อัศวจิรัฐติกรณ์ รองเลขาธิการ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

8. นายสุปัน รักเชื้อ อุปนายกฝ่ายสิทธิ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

9. นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค