RSS

Monthly Archives: กุมภาพันธ์ 2015

แถลงการณ์! เครือข่ายสลัม 4 ภาค “คืนความสุขให้แบบไหน คนไทยยังโดนไล่ที่” ดังนี้.. (กรณีชุมชนตลาดบ่อบัว-โรงหวาย)

image

10 กุมภาพันธ์ 2558

แถลงการณ์เครือข่ายสลัม 4 ภาค คืนความสุขให้แบบไหน คนไทยยังโดนไล่ที่    

..จากสถานการณ์ในปัจจุบัน  สลัม หรือ ชุมชนแออัด ที่เป็นที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองได้ถูกรุกคืบจากกลุ่มนายทุน และหน่วยงานรัฐ ที่พยายามจะนำที่ดินที่คนจนเมืองอาศัยอยู่หลายพันครอบครัวนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์สำหรับกลุ่มทุนไม่กี่ราย ส่งผลให้เกิดการฟ้องร้องขับไล่  คนจนต้องถูกดำเนินคดีเพราะไม่มีที่อยู่อาศัย หรือบางพื้นที่ถึงขั้นมีการปะทะเกิดความรุนแรง เนื่องจากข้อพิพาทเรื่องที่ดิน

ชุมชนตลาดบ่อบัว เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณติดกับตลาดสดบ่อบัว อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา กว่า 250 หลังคาเรือน คือสมาชิกของเครือข่ายสลัม 4 ภาค ซึ่งอยู่ในกระบวนการการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมกับรัฐบาล  เป็นชุมชนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในการแก้ปัญหาชุมชนที่อาศัยอยู่ในที่ดินของการรถไฟฯ ตามมติคณะกรรมการรถไฟฯ 13 กันยายน 2543 ที่จะมีการแบ่งปันที่ดินของการรถไฟฯ ให้กับชาวชุมชนที่อาศัยอยู่ได้เช่าที่ดิน แล้วพัฒนาที่อยู่อาศัยใหม่ตามโครงการบ้านมั่นคงของรัฐบาล  

แต่เนื่องจากปัจจุบัน ทางการรถไฟฯ ให้บริษัทห้างหุ้นส่วนจำกัดบ่อบัวพัฒนาทำสัญญาเช่าที่ดิน  เพื่อทำโครงการพัฒนาพื้นที่เป็นตลาดที่บริษัทฯจะเป็นผู้บริหารเอง   โดยที่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่และค้าขายในพื้นที่นั้นมาเป็นเวลากว่า 50 ปี ไม่มีส่วนร่วมในการจัดการที่ดิน  ทั้งที่มีมติจากคณะกรรมการรถไฟฯเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2547 ที่บริษัทต้องถอนคดีความชาวบ้านที่อยู่ในศาลเสียทั้งสิ้น  จนส่งผลกระทบให้เกิดการพิพาทเรื่องที่ดินกับทางชุมชน  บริษัทฯร่วมกับการรถไฟฯฟ้องร้องดำเนินคดีกับชาวบ้านจำนวน 11 ราย ขณะนี้อยู่ระหว่างการบังคับคดี  

ที่ผ่านมาทางชุมชนพยายามหาทางออกร่วมกันโดยจะทำให้เกิดการจเรจาเพื่อหาทางออก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากทางบริษัทห้างหุ้นส่วนจำกัดบ่อบัวพัฒนา ไม่ประสงค์จะเจรจาด้วย   กลับมีการส่งนักเลงมาข่มขู่ผู้นำ รวมทั้งเร่งรัดการบังคับคดี  จนนำไปสู่การบังคับคดีผิดหลัง และเกิดการกระทบกระทั่งขึ้น เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558  ทำให้บรรยากาศการแก้ปัญหามีแนวโน้มที่จะเกิดความรุนแรง  ทางชุมชนได้ประสานงานกับกระทรวงคมนาคมให้ชะลอการบังคับคดี และให้เปิดประชุมเพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาโดยการแบ่งปันที่ดินเพื่อให้ชาวบ้านได้อยู่ที่เดิม  และทางบริษัทฯสามารถดำเนินการพัฒนาที่ดินได้  

ซึ่งทางกระทรวงคมนาคมได้มีการนัดหมายให้มีการประชุมร่วมกันในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 13.30 น.  .

ชุมชนโรงหวาย อยู่ในพื้นที่เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร ตั้งในที่ดินสาธารณะ ที่ กทม. ดูแล มีผู้อาศัยอยู่ 38 หลังคาเรือน 232 คน  เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่เป็นสมาชิกของเครือข่ายสลัม 4 ภาค ซึ่งอยู่ในกระบวนการการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) กับรัฐบาล  เป็นชุมชนที่ได้รับพิจารณาเห็นชอบของคณะกรรมการประสานงานให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) ให้ดำเนินการโฉนดชุมชน เป็นหนึ่งใน 35 ชุมชน กลุ่มแรกที่จะต้องดำเนินการโฉนดชุมชน เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยใหม่ตามโครงการบ้านมั่นคงของรัฐบาล   ซึ่งที่ดินสาธารณะดังกล่าวเดิมเคยเป็นลำรางสาธารณะแต่ปัจจุบันได้เสื่อมสภาพไม่ได้ใช้ในการระบายน้ำมานานแล้ว  

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา ได้มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตสวนหลวง สำนักงานที่ดินจังหวัดกรุงเทพมหานคร เขตประเวศ และเจ้าของที่ดินเอกชนที่ข้างเคียง ลงพื้นที่มาทำการรังวัดชุมชน   ซึ่งแต่เดิมเคยมีการรังวัดพื้นที่ไปแล้วก่อนที่จะมีการยื่นคำขอโฉนดชุมชนพบว่ามีส่วนสิ่งปลูกสร้างยื่นไปที่เอกชนไปเพียงเล็กน้อย   แต่มารังวัดใหม่ครั้งนี้กลับกลายเป็นมีบ้านพักอาศัยของชุมชนลุกล้ำไปในที่ดินเอกชนถึง 7 หลังคาเรือน  นั้นแสดงว่าพื้นที่ดินสาธารณะของรัฐได้หดหายไปกำลังจะกลายเป็นสมบัติของเพียงคนเดียว   อีกทั้งยังผู้แทนที่ดินเอกชนเตรียมที่จะฟ้องร้องชาวบ้านทั้ง 7 หลังนั้นหากไม่มีการรื้อย้ายออกไป  

ดังนั้นเครือข่ายสลัม 4 ภาค เรียกร้องให้ ม.ล.ปนัดดา  ดิสกุล ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมประสานงาน (ขปส.) เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาตามกรอบการแก้ปัญหาของ ขปส.  ที่ระหว่างหาแนวทางการแก้ไขปัญหายังคงให้ประชาชนได้ใช้วิถีชีวิตตามเดิมไปพลางก่อน  และขอเรียกร้องกับนายกรัฐมนตรี ให้ทำตามนโยบายที่จะคืนความสุขให้ประชาชน  รวมทั้งที่กล่าวไว้ตามคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 ข้อ 2.1 ว่า “การดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้นๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ยกเว้นผู้ที่บุกรุกใหม่ จะต้องดำเนินการสอบสวน และพิสูจน์ทราบ เพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป”

โดยการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มาเจรจาหาทางออกร่วมกัน พร้อมทั้งได้ส่งผู้แทนสำนักนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุมด้วยเพื่อจะได้นำรายละเอียดปัญหาดังกล่าวเข้าที่ประชุมของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม  

ด้วยจิตคารวะ

เครือข่ายสลัม 4 ภาค

image

โฆษณา
 

11 ก.พ.58! NBTC Policy Watch เสวนา“บทบาท กสทช. ภายใต้เศรษฐกิจ-สังคมดิจิทัล: ร่างกฎหมายดิจิทัลฯ ตอบโจทย์หรือไม่?” (กำหนดการ)

image

(โพสต์ 10 ก.พ.2558)

ขอเชิญร่วมงานเสวนาในหัวข้อ “บทบาท กสทช. ภายใต้เศรษฐกิจ-สังคมดิจิทัล: ร่างกฎหมายดิจิทัลฯ ตอบโจทย์หรือไม่?”

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 13.00-16.00 น. ห้องบรรยายโครงการปริญญาเอกคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ชั้น 4 อาคารคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์

จัดโดย โครงการติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม (NBTC Policy Watch) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และศูนย์ศึกษาสังคมและวัฒนธรรมร่วมสมัย คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  

13.00-13.30 น. ลงทะเบียน

13.30-13.50 น.  “ถอดประสบการณ์ต่างประเทศ: บทบาทขององค์กรอิสระด้านการสื่อสารภายใต้นโยบายเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล”  โดย วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง นักวิจัยประจำโครงการ NBTC Policy Watch

13.50-14.00 น.   พักรับประทานของว่าง  

14.00-15.30 น.  เสวนาในหัวข้อ “บทบาท กสทช. ภายใต้เศรษฐกิจ-สังคมดิจิทัล: ร่างกฎหมายดิจิทัลฯ ตอบโจทย์หรือไม่?”
โดย

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

สฤณี อาชวานันทกุล ประธานมูลนิธิเพื่ออินเทอร์เน็ตและวัฒนธรรมพลเมือง(เครือข่ายพลเมืองเน็ต)

ดำเนินรายการโดย วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

15.30-16.00 น.  ถาม-ตอบข้อสงสัย และแลกเปลี่ยนความเห็น

 

10 โมง 9 ก.พ.58! “เปิดหลักฐานใหม่ ผลตรวจสิ่งแวดล้อม เหมืองทองคำพิจิตร” โดยม.รังสิต-ชมรมนักข่าว สวล. (กำหนดการ)

image

( โพสต์ :  6 กุมภาพันธ์ 2558)

ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม
ร่วมกับ
มหาวิทยาลัยรังสิต
 
ขอเชิญสื่อมวลชนร่วมเวทีนำเสนอผลการศึกษาหัวข้อ “เปิดหลักฐานใหม่ ผลตรวจสิ่งแวดล้อม … เหมืองทองคำพิจิตร”
วันจันทร์ที่ 9 ก.พ. 2558 เวลา 10.00-12.00 น.

ณ สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ห้องประชุมชั้น 3

ตรงข้ามโรงพยาบาลวชิระ ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ

 
ผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่รอบกิจการเหมืองทองคำ กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เมื่อเดือน ก.ค.2557 ชาวบ้านผู้อยู่อาศัยอยู่รอบเหมืองอัคราฯ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร เข้าร้องเรียนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้เข้ามาแก้ปัญหาผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมซึ่งอาจเกิดขึ้นจากกิจการเหมืองทองคำ

จนเป็นที่มาของการตั้งคณะกรรมการทำงานร่วม 5 ฝ่าย ประกอบด้วย ตัวแทนชาวบ้าน เหมืองทองคำ ฝ่ายปกครอง ทหาร และทีมวิชาการ มีหน้าที่เก็บข้อมูลในทุกมิติเพื่อยุติข้อพิพาทที่เกิดขึ้น

สำหรับทีมวิชาการ มี “มหาวิทยาลัยรังสิต” เป็นแกนหลัก ภารกิจสำคัญคือเก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อม 4 รายการ ได้แก่ แหล่งน้ำ ดิน พืช ความผิดปรกติของเซลล์ในเลือดและปัสสาวะ เพื่อหาการปนเปื้อนของสารโลหะหนักและไซยาไนด์

ผลการตรวจบางส่วนได้รายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมาแล้ว โดยพบการปนเปื้อนตะกั่วและแมงกานีสสูงเกินมาตรฐานในตัวอย่างของพืชทอดยอดลงในน้ำ นอกจากนี้ยังพบอีกว่ามีเซลล์เลือดและปัสสาวะของชาวบ้านประมาณ 30% ที่ผิดปรกติ

ทว่า ในส่วนของ ดิน และแหล่งน้ำ ยังไม่เคยมีการเปิดเผยมาก่อน เช่นเดียวกับเซลล์เลือดและพืชที่จะเปิดเผยผลตรวจอย่างละเอียดครั้งแรกในเวทีนี้

“เปิดหลักฐานใหม่ ผลตรวจสิ่งแวดล้อม … เหมืองทองคำพิจิตร”

▪ผลการวิเคราะห์โลหะหนักในแหล่งน้ำ

ผศ. ดร. สิตางศุ์ พิลัยหล้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

▪ผลการวิเคราะห์โลหะหนักในดิน

ดร.อาภา หวังเกียรติ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

▪ผลการวิเคราะห์ไซยาไนด์และโลหะหนักในพืช

ภญ.ดร.ลักษณา เจริญใจ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

▪ผลการวิเคราะห์สารหนู แมงกานีส และความผิดปรกติของเซลล์ในเลือดและปัสสาวะ

ดร.อรนันท์ พรหมมาโน คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต

▪สัมปทานเหมืองทองคำ ประเทศไทยได้อะไร

ดร.สมิทธ์ ตุงคะสมิต วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

▪ดำเนินรายการ

ณรรธราวุธ เมืองสุข บรรณาธิการสำนักข่าวสิ่งแวดล้อมกรีนนิวส์ทีวี

 

กสทช. เผย10เดือน ยอดคนดูดิจิตอลทีวีช่องใหม่ 21 ช่อง 14.5 ล้านคน /โทรสอบถามสิทธิใช้คูปอง 2.6 แสนราย

image

กสทช. เผย10เดือน ยอดคนดูดิจิตอลทีวีช่องใหม่ 21 ช่องพุ่งประมาณ 14.5 ล้านคน  คอลล์เซ็นเตอร์ 1200 รับเรื่องสอบถามใช้สิทธิคูปอง 2.6 แสนราย ร้องเรียนแค่ 5สาย เตรียมแจกคูปองล็อตใหม่  10 กุมภาฯ นี้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยผลการศึกษาของสำนักงาน กสทช. ภายหลังการแพร่ภาพโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลตั้งแต่เดือนเมษายน 2557 (ดิจิตอลทีวี) อย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ 15 มกราคม 2558 พบว่า ประชาชนรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา10เดือน  โดยเฉพาะภายหลังสำนักงานกสทช. แจกคูปองดิจิตอลทีวีให้ประชาชนนำไปแลกกล่องเซ็ตท็อปบ็อกซ์ ทำให้ยอดผู้รับชมดิจิตอลทีวีช่องใหม่ (21ช่อง) พุ่งสูงขึ้นจากเดิมเมื่อตอนเริ่มต้นออกอากาศเดือนเมษายน 2557 ที่มีผู้ชมอยู่ร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 24 ในเดือนมกราคม 2558 ซึ่งคิดเป็นยอดผู้รับชมช่องดิจิตอลทีวีใหม่ประมาณ 14.5 ล้านคน 

นายฐากร กล่าวว่า ผลการศึกษาดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลการสำรวจของบริษัท เดอะ นีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด ที่ระบุภายหลังจากที่มีการออกอากาศโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลเมื่อเดือนเมษายน 2557 ความนิยมในการรับชมช่องรายการทางโทรทัศน์ระบบภาคพื้นดินเพิ่มขึ้นโดยในสิ้นปีความนิยมอยู่ที่ร้อยละ 78 ขณะที่ความนิยมในการรับชมช่องรายการทางเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมโดยสิ้นปีความนิยมอยู่ที่ร้อยละ 22 นอกจากนี้ยังมีปัจจัยของแนวโน้มที่ดีจากการปรับผังรายการใหม่ที่มีนำละครและรายการสาระบันเทิงที่ผลิตใหม่และการนำรายการที่ได้รับความนิยมอยู่แล้วมานำเสนอต่อประชาชน อาทิ ช่อง 23 (เวิร์คพอยท์ทีวี)
ช่อง 31 (จีเอ็มเอ็ม วัน เอชดี) , และ ช่อง 27 (ช่อง 8) โดยในผังรายการของช่องในปี 2558 ได้นำรายการที่ได้รับความนิยมจากช่องทีวีเดิมมาใส่ในผังรายการของช่องรายการดิจิตอลทีวีของบริษัทด้วย  

นายฐากร กล่าวว่า สำหรับการปรับผังรายการของเวิร์คพอยท์ ทีวี และจีเอ็มเอ็ม วัน เอชดี โดยนำรายการที่ได้รับความนิยมสูงจากผังรายการโทรทัศน์ระบบรายเดิมมาออกอากาศในช่องของตนเอง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความนิยมในการรับชมของทั้งสองช่องเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว  สำหรับช่อง 27 (ช่อง 8) ช่อง 22 (เนชั่นแชนแนล)  ช่อง 21( วอยซ์ทีวี) ช่อง 19 (สปริงนิวส์) ซึ่งเป็นช่องที่มีประสบการณ์จากการออกอากาศผ่านระบบดาวเทียมสามารถรักษาความนิยมได้เป็นอย่างดี  

ทั้งนี้ช่อง 8 เป็นช่องที่สามารถเพิ่มฐานผู้ชมรายการได้อย่างรวดเร็วจากการผลิตรายการที่ตอบสนองความนิยมประชาชนในวงกว้าง อาทิ ละครหลังข่าวที่มีเนื้อหาเจาะตลาดประชาชนส่วนใหญ่ ในกลุ่มช่องรายการใหม่ อาทิ ช่อง29 (โมโน) ช่อง 32 (ไทยรัฐทีวี) ช่อง34 (อมรินทร์ทีวี) ช่อง 18 (นิวส์ทีวี) ในกลุ่มนี้ ช่อง 29  เป็นช่องที่มีความนิยมสูงที่สุดโดยการนำซีรี่ส์ละครที่เดิมต้องจากค่ารับชมในเคเบิลทีวีมาออกอากาศให้รับชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  ผลการศึกษาพบว่า การมีแผนการตลาดและกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน รวมถึงการนำเอาเลขลำดับช่องรายการใส่ไว้ในชื่อช่องรายการเป็นปัจจัยที่มีผลส่งให้ช่องได้รับความนิยม

นายฐากร ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ผู้ชมโทรทัศน์เปลี่ยนพฤติกรรมการรับชมช่องรายการอย่างเห็นได้ชัดเจนจากการที่ช่องรายการโทรศัพท์ในระบบแอนะล็อกมีแนวโน้มจำนวนผู้ชมที่ลดลง  โดยส่วนแบ่งผู้ชมได้ย้ายมารับชมผ่านช่องดิจิตอลทีวีใหม่ทั้ง 21 ช่องรายการ จากข้อมูลของบริษัท เดอะ นีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัดพบว่าเมื่อเริ่มแพร่ภาพช่องดิจิตอลทีวีครั้งแรกในเดือนเมษายน 2557 มีจำนวนผู้รับชมร้อยละ 7 เพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 24 ในช่วงกลางเดือนมกราคม 2558 เติบโตอย่างรวดเร็วถึงเกือบ 4 เท่าตัวในช่วงระยะเวลา10 เดือน   ขณะที่ช่องรายการโทรทัศน์ในระบบแอนะล็อกเดิม (3, 5, 7, 9,11 และไทยพีบีเอส ) ส่วนแบ่งผู้ชมค่อยๆ ลดลงจากร้อยละ 93 ในเดือนเมษายน 2557 เหลือร้อยละ 76 ในช่วงกลางเดือน มกราคม 2558หรือ ลดลงร้อยละ 20 นับตั้งแต่ กสทช.เปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิตอลทีวี

จากผลการศึกษาข้างต้น  สามารถสรุปได้ว่าประเทศไทยเป็นสังคมที่มีแนวโน้มการตอบรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีจากการเติบโตของการรับชมดิจิตอลทีวีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการเปลี่ยนเครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์จากระบบแอนะล็อกไปเป็นระบบดิจิตอลเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม2557 และการรับชมช่องรายการโทรทัศน์ผ่านกล่องเซ็ตท็อปบ็อกซ์เพิ่มมากขึ้น โดยขณะนี้ (วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 10.00 น.) ทั่วประเทศมีการนำคูปองแลกซื้อทีวีดิจิตอลและกล่องเซ็ตท็อปบ็อกซ์แล้วจำนวน 3,057,004 ครัวเรือน   

ทั้งนี้จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นส่งผลให้ราคาค่าโฆษณาของช่องดิจิตอลทีวีในปี 2558 ในหลายช่องปรับตัวสูงขึ้น บางช่องนาทีละเกือบ 50,000 บาท ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมโทรทัศน์ทั้งในด้านการลงทุนและเกิดการแข่งขันด้านเนื้อหาสาระของรายการ ทำให้มีรายการดีมากขึ้น เป็นทางเลือกในการรับชมของประชาชน  และแนวโน้มอุตสาหกรรมโทรทัศน์เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปี 2558 นี้   

เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ในส่วนของเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับคูปองดิจิตอลทีวีทั่วประเทศระหว่างวันที่ 10 ตุลาคม 2557 ถึง 31 มกราคม 2558 ของศูนย์รับเรื่องร้องเรียนสำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 พบว่ามีแนวโน้มการร้องเรียนลดน้อยลงมาก   โดยมีจำนวนผู้โทรสอบถามรวม 265,306 เรื่อง แบ่งเป็นการสอบถามเรื่องสิทธิในการได้รับคูปอง 160,230 เรื่อง โทรสอบถามเรื่องการแจก 64,643 เรื่อง สอบถามการได้รับคูปอง 4,934 เรื่อง สอบถามเรื่องการแลกคูปอง 23,531 เรื่อง สอบถามเกี่ยวกับบริการหลังการขาย 10,355 เรื่อง และโทรสอบถามเกี่ยวกับการขยายโครงข่าย 1,613 เรื่อง สำหรับเรื่องร้องเรียนมีผู้โทรเข้ามา 5 เรื่อง

นายฐากร กล่าวอีกว่า ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ สำนักงาน กสทช. เตรียมพร้อมแจกคูปองดิจิตอลทีวีรอบที่ 5 อีก 517,463 ฉบับ ในพื้นที่อำเภอที่มีสัญญาณครอบคลุมไม่น้อยกว่าร้อยละ 8 ใน 36 อำเภอ ของ 7 จังหวัด คือ จ.สกลนคร จ.นครพนม จ.ลำปาง จ.น่าน จ.เพชรบูรณ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และจ.นครศรีธรรมราช จำนวน 517,463 ครัวเรือน  

ทั้งนี้นับตั้งแต่10ตุลาคม 2557 เป็นต้นมา สำนักงาน กสทช. แจกคูปองดิจิตอลทีวีทั้งสิ้น 5 ครั้งรวมยอดแจกทั้งหมด 8,197,679 ฉบับ

 สำหรับอำเภอที่จะแจกในรอบที่ 5 นี้ ได้แก่           

 1.จ.สกลนคร 15 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองสกลนคร อ.กุสุมาลย์ อ.กุดบาก อ.พรรณานิคม อ.พังโคน อ.วาริชภูมิ อ.นิคมน้ำอูน อ.วานรนิวาส อ.ตำตากล้า อ.อากาศอำนาจ อ.สว่างดินแดง อ.ส่องดาว อ.โคกศรีสุพรรณ อ.เจริญศิลป์   และอ.โพนนาแก้ว

 2.จ.นครพนม 9 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองนครพนม อ.ปลาปาก อ.ท่าอุเทน อ.เรณูนคร อ.ศรีสงคราม อ.นาหว้า อ.โพนสวรรค์ อ.นาทม และอ.วังยาง

 3.จ.ลำปาง 4 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองลำปาง อ.เกาะคา อ.แม่ทะ  และอ.ห้างฉัตร

 4.จ.น่าน 2 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองน่าน และอ.ภูเพียง

 5.จ.เพชรบูรณ์ 1 อำเภอ ได้แก่ อ.บึงสามพัน  

 6.ประจวบคีรีขันธ์ 2 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ อ.หัวหิน

 7.จ.นครศรีธรรมราช 2 อำเภอ ได้แก่ อ.ร่อนพิบูลย์ และอ.พรหมคีรี