RSS

Monthly Archives: กุมภาพันธ์ 2015

คำชี้แจงร่วม! จาก ธ.ไทยพาณิชย์ และ สจล. บรรลุข้อตกลงเพื่อดูแลความเสียหายในวงเงิน 1,500 ล้านบาท ย้ำสนับสนุนตร.ให้จับกุมผู้ทุจริตมารับโทษตามกฎหมาย จนถึงที่สุด ดังนี้..

27 ก.พ.2558

ไทยพาณิชย์ และ สจล. บรรลุข้อตกลงเพื่อดูแลความเสียหายในวงเงิน 1,500 ล้านบาท
ย้ำสนับสนุนตำรวจให้จับกุมผู้ทุจริตมารับโทษตามกฎหมายจนถึงที่สุด

​กรุงเทพฯ : ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยธนาคารไทยพาณิชย์จะให้เงินเพื่อดูแลความเสียหายในวงเงินไม่เกิน 1,500 ล้านบาท แก่ สจล. ตามมูลค่าความเสียหายที่ทาง สจล. ได้ประเมินไว้ แต่หากในที่สุดมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า สจล. มีความเสียหายที่แท้จริงน้อยกว่าวงเงินข้างต้น สจล. จะจ่ายคืนส่วนต่างให้แก่ธนาคาร ทั้งนี้ การทำความตกลงข้างต้นไม่กระทบต่อการดำเนินคดีอาญากับกลุ่มผู้ทุจริต ซึ่งทั้ง 2 สถาบันต่างยืนยันการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดำเนินคดีจนถึงที่สุด และต่อจากนี้ไปการให้ข่าวสารใดๆ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ให้เป็นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือพนักงานอัยการเพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อรูปคดี

ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การที่ธนาคารไทยพาณิชย์ให้เงินเพื่อดูแลความเสียหายแก่ สจล. ในวงเงินไม่เกิน 1,500 ล้านบาทในครั้งนี้นั้น ธนาคารยึดหลักธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบต่อลูกค้าและสังคม ซึ่งกรณีนี้ได้ปรากฎว่ามีพนักงานของธนาคารมีส่วนเกี่ยวข้องในการทุจริต ธนาคารจึงแสดงความรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ สจล.  ธนาคารเห็นว่าหากปล่อยให้เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างสถาบันยืดเยื้อต่อไป จะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อทั้ง 2 สถาบัน และอาจส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งในภาคเศรษฐกิจและการศึกษาของประเทศ เพราะธนาคารเป็นหนึ่งในสถาบันหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เช่นเดียวกับ สจล. ที่เป็นหนึ่งในสถาบันหลักด้านการศึกษา ทั้ง 2 สถาบันจึงเห็นพ้องกันให้ดำเนินการยุติเรื่องโดยเร็ว ส่วนเรื่องการเอาผิดตามกฎหมายก็ให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยทั้ง 2 สถาบัน พร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างดีที่สุดเพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม”

​ด้าน ศ. ดร.โมไนย ไกรฤกษ์ รักษาการแทนอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า สถาบันขอขอบคุณธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในการแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทั้ง สจล. และธนาคารไม่ต้องการที่จะให้เกิดขึ้นอีก โดยในส่วนของ สจล. แล้วต้องถือว่าเป็นบทเรียนที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่จะต้องรีบดำเนินการป้องกันและแก้ไขอย่างเร่งด่วน  ในส่วนของการบริหารจัดการทางด้านการเงินของ สจล. ก็จะมีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น ทุกกระบวนการในการทำธุรกรรมทางด้านการเงินสามารถตรวจสอบได้ ด้านคดีความ สจล. ก็จะให้ความร่วมมือกับทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดให้ถึงที่สุด และเพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปด้วยความถูกต้องและยุติธรรมกับทุกฝ่าย

ในเบื้องต้นนี้ สจล. ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอบคุณธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่ให้ความสำคัญกับคดีความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ สจล. และเห็นความสำคัญของสถาบันการศึกษาที่มีหน้าที่หล่อหลอมเยาวชนของชาติให้เป็นผู้มีความรู้เพื่อนำไปพัฒนาประเทศ ซึ่ง สจล. ก็จะนำเงินจำนวนดังกล่าวของ สจล.มาเพิ่มความแข็งแกร่งทางด้านวิชาการและด้านการบริหารในส่วนต่างๆของสถาบันต่อไป

Advertisements
 

[บทวิเคราะห์] โพแทชคืออะไร? ความสำคัญ ผลกระทบ และอนาคตธุรกิจเหมืองโพแทชในไทย โดย..ศูนย์วิจัยฯ ไทยพาณิชย์

image

19 กุมภาพันธ์ 2558

โพแทชคืออะไร? ความสำคัญ ผลกระทบ และอนาคตธุรกิจเหมืองโพแทชในไทย

ผู้เขียน: เลิศพงศ์ ลาภชีวะสิทธิ์

แร่โพแทชนำมาใช้ในอุตสาหกรรมผลิตปุ๋ยเป็นหลัก โดยเป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยโพแทสเซียม ซึ่งเป็นหนึ่งสามธาตุอาหารหลักของพืชผลที่ใช้ในการเพิ่มคุณภาพผลผลิตและป้องกันโรคและแมลง ดังนั้น การขยายตัวของประชากรทั่วโลกซึ่งส่งผลต่อความต้องการด้านพืชผลทางการเกษตรทำให้ปริมาณความต้องการแร่โพแทชยังสูงต่อเนื่อง โดยมีแคนาดาเป็นตลาดส่งออกหลัก และมีภูมิภาคเอเชียเป็นจุดศูนย์กลางของตลาดนำเข้าหลักของโลก

ในขณะที่ไทยเป็นผู้นำเข้าสูงเป็นอันดับที่ 5 ของทวีปเอเชียหากไทยสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่โพแทชภายในประเทศเพื่อลดการนำเข้าได้จะช่วยลดต้นทุนให้แก่ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี แม้ไทยจะมีศักยภาพสูงในการพัฒนาเหมืองแร่โพแทช เนื่องจากมีจุดแข็งในด้านปริมาณสำรองและคุณภาพของแร่ ตลอดจนความเข้มแข็งของภาคเกษตรและธุรกิจอาหาร แต่ก็ต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ดังนั้น การให้ข้อมูลเพื่ออธิบายถึงผลดีและผลเสียที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และการเฟ้นหาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการบริหารจัดการเหมืองแร่ จะช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นให้มากที่สุดและพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่โพแทชได้อย่างยั่งยืน

โพแทช (Potash) คือกลุ่มแร่อุตสาหกรรมที่มีโพแทสเซียมเป็นส่วนประกอบสำคัญ มักพบรวมกันกับเกลือหิน (rock salt) และเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ยเป็นหลัก กว่า 90% ของแร่โพแทชที่ผลิตได้ทั่วโลกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยโพแทสเซียม ซึ่งเป็นหนึ่งในสามส่วนผสมสำคัญในการผลิตปุ๋ยเคมี (นอกเหนือจากไนโตรเจน และฟอสฟอรัส) โดยปุ๋ยโพแทสเซียมมีคุณสมบัติในการช่วยเพิ่มผลผลิตและป้องกันโรคให้แก่พืชผล

นอกจากนี้ แร่โพแทชยังสามารถนำมาเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์บางประเภท เช่นการผลิตแก้ว สบู่และเซรามิก เป็นต้น แต่ไม่แพร่หลายมากนัก แร่โพแทชมักมีส่วนผสมของเกลือในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง จึงต้องมีการกระบวนการคัดกรองเกลือออกก่อนจึงจะสามารถนำมาผลิตปุ๋ยได้ โดยเกลือที่แยกออกมาจากแร่โพแทชสามารถนำมาผลิตเกลือที่ใช้สำหรับปรุงอาหาร หรือสำหรับละลายหิมะตามท้องถนน เป็นต้น
ปัจจุบัน ประเทศแคนาดาเป็นผู้ผลิตและส่งออกโพแทชมากที่สุดในโลก

ในขณะที่ทวีปเอเชียนำเข้าโพแทชมากที่สุด ในปัจจุบันแคนาดามีกำลังการผลิตโพแทชประมาณ 30% ของปริมาณการผลิตโพแทชในตลาดโลก รองลงมาคือรัสเซีย เบลารุส และจีน นอกจากนี้ แคนาดายังมีมูลค่าการส่งออกโพแทชสูงที่สุดในโลกหรือร่วม 40% ของการส่งออกทั่วโลก โดยตลาดส่งออกหลักของแคนาดาคือ สหรัฐฯ มากกว่า 50% และทวีปเอเชียประมาณ 30% ในขณะเดียวกัน ตลาดนำเข้าโพแทชที่ใหญ่ที่สุดหนีไม่พ้นทวีปเอเชียซึ่งนำเข้าแร่โพแทชกว่า 40% ของแร่โพแทชในตลาดส่งออกทั้งหมด

โดยไทยเป็นตลาดนำเข้าที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของทวีปเอเชีย สังเกตได้ว่า เอเชียมีความต้องการใช้โพแทชอยู่สูงเพราะมีสัดส่วนประชากรที่ทำอาชีพเกษตรกรรมมาก และยังมีอัตราการเติบโตของประชากรที่ค่อนข้างสูง แต่กลับมีอุตสาหกรรมการผลิตและส่งออกโพแทชขนาดใหญ่เพื่อผลิตปุ๋ยสำหรับภาคเกษตรและอาหารอยู่ในจีนเป็นประเทศหลักเพียงประเทศเดียว แม้หลายประเทศในเอเชียมีทรัพยากรแร่โพแทชที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์เช่นกัน เช่น เวียดนาม ลาว รวมถึงไทย โดยปัจจุบัน จีนมีสัดส่วนการผลิตประมาณ 4.4 ล้านตัน และส่งออกได้เพียงประมาณแสนกว่าตัน เมื่อเทียบกับความต้องการใช้โพแทชประมาณ 15 ล้านตันในทวีปเอเชีย

…แล้วอุตสาหกรรมเหมืองโพแทชในไทยเป็นอย่างไร?

ปัจจุบันไทยต้องนำเข้าโพแทชเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตปุ๋ย แม้ตามจริงแล้วไทยมีปริมาณสำรองแร่โพแทชในประเทศค่อนข้างสูง แต่ยังไม่เคยมีการขุดนำมาใช้เนื่องจากเกิดแรงต่อต้านค่อนข้างรุนแรง ปัจจุบันไทยนำเข้าแร่โพแทชจำนวน 7 แสนตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ในการผลิตปุ๋ยโพแทสเซียม โดยนำเข้าจากแคนาดา เบลารุส และเยอรมนี เป็นหลัก นอกจากนี้แล้ว ยังมีการนำเข้าปุ๋ยเคมีโดยตรงซึ่งมีส่วนผสมของทั้งไนโตรเจน และฟอสฟอรัสอยู่ด้วยอีกร่วม 5 ล้านตันต่อปี การนำเข้าทั้งโพแทชและปุ๋ยเคมีนั้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้นทุนภาคเกษตรค่อนข้างสูง แม้ตามจริงแล้วไทยมีปริมาณสำรองแร่โพแทชสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกหรือกว่า 4 แสนล้านตัน โดยเฉพาะในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เช่น ชัยภูมิ อุดรธานี ขอนแก่น สกลนคร และนครราชสีมา เป็นต้น ซึ่งการผลิตแร่โพแทชได้เองในประเทศจะช่วยลดภาระการนำเข้าได้ระดับหนึ่ง โดยแร่โพแทชที่พบในไทยมีคุณภาพดีอีกเช่นกัน เช่น ที่อุดรธานีมีการสำรวจพบแร่โพแทชชนิดซิลไวต์ค่อนข้างมากซึ่งเป็นชนิดที่มีคุณภาพในการนำไปผลิตปุ๋ยสูงที่สุด

นอกจากนี้แล้ว แร่โพแทชยังอยู่ลึกเพียง 150-300 เมตรจากหน้าดิน ทำให้ต้นทุนในการทำเหมืองแร่ในไทยต่ำกว่าผู้เล่นหลายรายในตลาดโลกซึ่งบางแห่งต้องขุดเจาะลึกมากกว่า 1,000 เมตรจากหน้าดิน

อย่างไรก็ดี แม้ศักยภาพการขุดเจาะแร่โพแทชของไทยจะสูง แต่ยังไม่มีการขุดขึ้นมาใช้เนื่องจากมีแรงต่อต้านจากภาคประชาชนอย่างหนัก
การทำเหมืองแร่โพแทชในบริเวณเมืองหรือชุมชนที่อยู่อาศัย ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของสังคม เป็นสาเหตุหลักที่การทำเหมืองแร่โพแทชได้รับการต่อต้านมาโดยตลอด ด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นปัญหาหลักที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจและเป็นห่วง เนื่องจากแหล่งแร่โพแทชที่มีศักยภาพจะตั้งอยู่บริเวณต้นลำธาร และใกล้เคียงแหล่งชุมชน จึงมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดปัญหาแหล่งน้ำเค็มหรือปัญหาดินเค็ม อันเกิดจากกระบวนการแยกเกลือหินออกจากโพแทสเซียมเพื่อนำมาทำปุ๋ย ซึ่งปัญหาน้ำเค็มและดินเค็มมีผลกระทบต่อชาวบ้านที่พึ่งพิงแหล่งน้ำธรรมชาติในการดำรงชีวิต และพื้นดินในการทำเกษตรกรรม อีกทั้งการขุดแร่โพแทชออกมาจากใต้ดินก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยงของปัญหาแผ่นดินทรุดตัว หรือแผ่นดินถล่มในอนาคตเช่นกัน

นอกจากนี้ ในด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ การสัมผัสแร่โพแทชในปริมาณมากทำให้เกิดการระคายเคืองและมีผลกระทบต่อระบบขับถ่าย นอกจากนี้ ความเป็นอยู่ของชุมชนจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อสังคมเปลี่ยนจากภาคเกษตรมาเป็นอุตสาหกรรม และเกิดการแย่งแหล่งน้ำธรรมชาติระหว่างภาคเกษตรและการทำเหมืองเนื่องจากการการขุดเหมืองแร่โพแทชต้องใช้น้ำปริมาณมาก เป็นต้น

ในขณะเดียวกัน หากอุตสาหกรรมโพแทชได้รับการพัฒนาขึ้นในประเทศ จะสามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศในเชิงธุรกิจ และเศรษฐกิจโดยรวม ปัจจุบันราคานำเข้าโพแทชอยู่ที่ราว 300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตันในขณะที่ต้นทุนการขุดเจาะแร่โพแทชอยู่ที่ประมาณ 100-200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน แม้ราคานำเข้าได้มีการปรับตัวลดลงมาจากระดับ 900 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตันในช่วงก่อนหน้าวิกฤติการเงินในปี 2008-9 แต่ในระยะยาวแนวโน้มราคาจะปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งตามดีมานด์ต่อสินค้าเกษตรทั่วโลกที่จะเติบโตรวดเร็วขึ้นตามการเติบโตของประชากรและการก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวมากขึ้น

ดังนั้นหากประเทศสามารถผลิตแร่โพแทชได้เองจะช่วยลดต้นทุนให้แก่ภาคเกษตรและส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ อุตสาหกรรมผลิตปุ๋ยจะได้วัตถุดิบสำหรับปุ๋ยโพแทสเซียมในราคาต่ำลงและสามารถเพิ่มศักยภาพเป็นฐานการผลิตปุ๋ยที่มีความมั่นคงมากขึ้น อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์จะได้ประโยชน์จากการนำเกลือที่ได้จากการขุดโพแทชไปใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตสบู่ สารซักฟอก และเซรามิก

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมพืชพลังงานทดแทนจะได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืนมากขึ้นเมื่อห่วงโซ่มูลค่าของภาคการเกษตรสามารถเกิดขึ้นในประเทศอย่างครบวงจรเมื่อไทยสามารถขุดแร่โพแทชได้เอง

ส่วนในด้านเศรษฐกิจโดยรวมนั้น การทำเหมืองโพแทชจะช่วยให้ไทยลดการนำเข้าแร่โพแทชซึ่งปัจจุบันคิดเป็นมูลค่านำเข้าประมาณ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี และเพิ่มเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในระดับล้านล้านบาทหากสามารถลงทุนได้ตามศักยภาพ นอกจากนี้ ในอนาคตหากการขุดเจาะแร่โพแทชและการผลิตปุ๋ยมีปริมาณมากพอยังเป็นโอกาสในการเพิ่มช่องทางการหารายได้เข้าประเทศจากการส่งออกแร่โพแทชหรือปุ๋ยเคมีได้อีกทางหนึ่ง ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่จะเกิดการจ้างงานในพื้นที่มากขึ้น และประชาชนในพื้นที่จะมีรายได้ต่อหัวสูงขึ้น

รูปที่ 1: แคนาดาเป็นผู้ผลิตโพแทชที่สำคัญที่สุดของโลกโดยมีสัดส่วนการผลิตคิดเป็นประมาณ 30%

image

รูปที่ 2: ทวีปเอเชียมีการนำเข้าแร่โพแทชมากที่สุด โดยไทยจัดเป็นตลาดนำเข้าอันดับที่ 5 ของทวีป

image

ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ Trademap

การร่วมมือขององค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อส่งเสริม ให้ความรู้ หามาตรการป้องกันและเลือกเฟ้นเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทำเหมืองโพแทชให้มากที่สุด จะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาธุรกิจเหมืองโพแทชในไทยอย่างยั่งยืน หากรัฐบาลให้ข้อมูลด้านผลกระทบและผลประโยชน์ของการทำเหมืองโพแทชแก่ภาคประชาชนอย่างละเอียด และขอความร่วมมือจากภาคเอกชนที่จะเข้ามาลงทุนให้มีการบริหารจัดการที่ดี ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในอนาคต จะสามารถส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาธุรกิจเหมืองแร่โพแทชเพื่อทดแทนการนำเข้าอย่างยั่งยืน

โดยกรณีศึกษาจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ของประเทศแคนาดาจะช่วยพัฒนาเทคโนโลยีการขุดเจาะเหมืองโพแทชในไทยได้เช่นกัน อาทิ ในเมืองซัสแคตเชวัน (Saskatchewan) ในแคนาดา เป็นเมืองที่มีเหมืองโพแทช และการผลิตโพแทชมากที่สุดในโลก แต่กลับมีปริมาณมลพิษทางธรรมชาติต่ำ เพราะมีการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครอบคลุมถึง 10 ขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วยการให้ภาคเอกชนเข้ามีส่วนร่วมในการร่างกฏเกณฑ์ด้านการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการประเมินคุณสมบัติเชิงเทคนิคของเทคโนโลยีที่เลือกใช้ในกระบวนการขุดเจาะและคัดกรองโพแทช เป็นต้น

ในอนาคต ปุ๋ยเคมีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในภาคเกษตรกรรมของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อเพิ่มผลผลิตทางเกษตรกรรมให้เพียงพอต่อความต้องการทั้งการบริโภค และการนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การผลิตแร่โพแทชได้เองเพื่อใช้กระบวนการผลิตปุ๋ยเคมีจึงถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เนื่องด้วยสารอาหารของปุ๋ยโพแทสเซียมนั้นเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยในการเพิ่มคุณภาพผลผลิตและป้องกันโรคและแมลง จึงมีความจำเป็นในกระบวนการผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อผสมผสานกับปุ๋ยอินทรีย์ในภาคการเกษตรของไทย และเพิ่มปริมาณผลผลิตทางการเกษตรให้เพียงพอต่อการบริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามการเพิ่มขึ้นของประชากรทั่วโลก

นอกจากนี้ ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าของปุ๋ยเคมี ประกอบกับแนวโน้มการขุดเจาะแร่โพแทชได้เองของไทย จะช่วยทำให้ราคาวัตถุดิบทางการเกษตรต่ำลง และลดต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น การผลิตแร่โพแทชได้เองยังทำให้ไทยมีศักยภาพในการสร้างห่วงโซ่มูลค่าทางการเกษตรอย่างครบวงจร เนื่องด้วยมีทรัพยากรต้นน้ำอย่างแร่โพแทชมากมาย มีอุตสากรรมกลางน้ำอย่างโรงงานผลิตปุ๋ย ไปจนถึงความต้องการปลายน้ำอย่างภาคเกษตรกรรมซึ่งผลิตสินค้าที่มีดีมานด์สูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจนี้เติบโตได้อย่างยั่งยืนคือการหามาตรการฟื้นฟู ปรับปรุง และป้องกันความเสี่ยง หรือผลกระทบที่จะตามมาทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม และสังคมอย่างจริงจัง

 

ค้าน..แผนจัดการน้ำ! 20 ก.พ.58 วิศวกรรมสถานฯ-กลุ่มนักวิชาการ จัดเสวนา “จุดยืนของนักวิชาการ วสท. ต่อ ร่างแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำ ฉบับ คสช. (มีกำหนดการ)

image

( โพสต์ : 18 ก.พ.2558)

วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ จัดเสวนา เรื่อง ” จุดยืนของนักวิชาการ วสท. ต่อ ร่างแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำ ฉบับ คสช.(ฉบับละเลยความเห็นของประชาชน)

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558  เวลา 09.00-12.00 น. จัดโดย  สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ณ ห้องประชุมชั น 1 ชั น  4 อาคาร วสท. ซอยรามค้าแหง 39 (เทพลีลา 1)

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็น ต่อแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำ ฉบับ คสช. (ฉบับละเลยความเห็นของประชาชน) เพื่อเป็นการแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย ต่อร่างแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำฉบับดังกล่าว

และเพื่อนำเสนอแนวทางการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตามหลักการทางวิศวกรรมที่ถูกต้องต่อ คสช. และคณะทำงานฯ

 

เพชรในเพลง! กรมศิลปากร จัดประกวดเพลง (เพชรในเพลง) หมดเขต ๓๑ มี.ค.๕๘ เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ รายละเอียด ดังนี้..

image

(โพสต์ : 18 ก.พ.2558)

การประกวดเพลง (เพชรในเพลง) เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๕๘    

กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จัดการประกวดเพลง (เพชรในเพลง) เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๕๘ เพื่อยกย่องบุคคลในวงการเพลงผู้มีผลงานดีเด่นด้านการใช้ภาษาไทย และสนับสนุนให้มีการสร้างสรรค์ผลงานอย่างมีคุณภาพทั้งการประพันธ์คำร้องและผู้ขับร้อง ผู้สนใจส่งผลงานได้ภายในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๘   

การประกวดเพลง (เพชรในเพลง) เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติพุทธศักราช ๒๕๕๘ แบ่งออกเป็น ๔ ประเภท คือ
๑.รางวัลเชิดชูเกียรติผู้สร้างสรรค์เพลงดีเด่นในอดีตด้านการส่งเสริมเอกลักษณ์และค่านิยมไทย

๒.รางวัลผู้ประพันธ์เพลงที่ใช้ภาษาไทยดีเด่น เพลงไทยสากลและเพลงไทยลูกทุ่ง

๓.รางวัลผู้ประพันธ์เพลงส่งเสริมเอกลักษณ์และค่านิยมไทย

๔.รางวัลผู้ขับร้องที่ใช้ภาษาไทยดีเด่นเพลงไทยสากล ชาย-หญิง และเพลงไทยลูกทุ่ง ชาย-หญิง

ผู้มีสิทธิส่งเพลงเข้าประกวด ได้แก่

๑.ศิลปินเพลง หมายถึง นักร้อง นักแต่งเพลง

๒.หน่วยงานต้นสังกัด หมายถึง บริษัท  ค่ายเพลงหรือองค์กรที่เป็นต้นสังกัดของศิลปิน

๓.องค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น สมาคมนักร้องแห่งประเทศไทย สมาคมนักแต่งเพลงแห่งประเทศไทย สถาบันการศึกษา ฯลฯ

๔.บุคคลทั่วไป โดยขอสงวนสิทธิ์สำหรับศิลปินที่ได้รับรางวัลชนะเลิศติดต่อกัน ๓ ปี ให้งดส่งผลงาน  ๒ ปี นับแต่ปีที่ได้รับรางวัลปีสุดท้าย

คุณสมบัติของเพลงที่ส่งเข้าประกวด ทั้งเพลงไทยสากล และเพลงไทยลูกทุ่ง ต้องเป็นเพลงที่ประพันธ์คำร้องขึ้นใหม่ และเผยแพร่สู่สาธารณชนระหว่างเดือนมีนาคม ๒๕๕๗ – เดือนมีนาคม ๒๕๕๘ 

การส่งผลงานเพลงเข้าประกวด ค่ายเพลง สมาคม และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ส่งผลงานเพลงได้ไม่เกินประเภทละ ๓ เพลง

ศิลปินเพลงและบุคคลทั่วไป ส่งผลงานเพลงได้ไม่เกินประเภทละ ๓ เพลง

ประเภทการประพันธ์คำร้อง ส่งผลงานเพลง  (เนื้อเพลง) ชื่อผู้แต่งคำร้อง พร้อมซีดีผลงานเพลง  จำนวน ๒ ชุด

ประเภทผู้ขับร้อง ส่งผลงานเพลง (เนื้อเพลง)
ชื่อนักร้อง พร้อมซีดีผลงานเพลง จำนวน ๒ ชุด

สามารถส่งผลงานด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์ลงทะเบียน โดยระบุชื่อผู้ส่ง ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ ภายในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๘

หรือส่งผลงานได้ที่สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ๘๑ /๑ อาคารกรมศิลปากร ถนนศรีอยุธยา แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพ ฯ ๑๐๓๐๐                       

ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร ๐ ๒๖๒๘ ๕๐๒๑ ต่อ ๕๒๒ หรือ ๕๐๗ และ        ๐ ๒๒๘๑ ๑๑๕๓

หรือทางเฟสบุ๊ก เพชรในเพลง กรมศิลปากร https://www.facebook.com/pechtnaipleng

 

25 ก.พ.58! ตลท.จัด“ปาฐกถาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และทิศทางพลังงานไทย”

(โพสต์ : 18 ก.พ.58)

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอนำส่งข่าวสั้น “ปาฐกถาขับเคลื่อนเศรษฐกิจและทิศทางพลังงานไทย”
 
วันพุธที่ 25 ก.พ. 2558
เวลา 13.30-16.30 น.
อาคาร ตลท.

ตลท. ขอเชิญผู้ประกอบการ ผู้ลงทุน และผู้สนใจร่วมฟังปาฐกถาพิเศษ “นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและทิศทางพลังงานไทย” โดย ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว. พลังงาน

พร้อมเสวนา “วิเคราะห์เจาะเศรษฐกิจการลงทุนและหุ้นพลังงาน” โดยกูรูแวดวงตลาดทุน คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล. ทิสโก้ คุณสุรงค์ บูลกุล นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย คุณกรวุฒิ ลีนะบรรจง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. อเบอร์ดีน

 

จม.เปิดผนึก! 11ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน จี้ใช้กฏอัยการศึก สั่งก.พลังงาน กาง 20สัญญาสัมปทานโชว์สังคม หวังทำรอบคอบก่อนเดินหน้า หรือ ยุติ รอบ 21

จดหมายเปิดผนึก
จาก 11 ขาหุ้นปฏิรูปพลังงานที่เคยถูกควบคุมตัวในค่ายเสนาณรงค์ ถึงหัวหน้า คสช.
                                                                         

image

                     
หน้าค่ายเสนาณรงค์ จังหวัดสงขลา
                                                                       15 กุมภาพันธ์ 2557
 
เรื่อง ขอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก ให้เปิดเผยสัญญาสัมปทานทั้ง 20 รอบที่ผ่านมา เพื่อการศึกษาที่รัดกุมและโปร่งใสก่อนตัดสินใจเดินหน้าหรือยุติสัมปทานครั้งที่ 21
 
เรียน หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา)
           
สืบเนื่องจากการที่รัฐบาลมีจุดยืนที่ยืนยันจะให้มีการเดินหน้าการให้สัมปทานครั้งที่ 21 ทั้งๆที่มีเสียงคัดค้านและไม่เห็นด้วยอย่างกว้างขวาง ทั้งจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กลุ่มคลังสมอง วปอ.นักวิชาการ ปัญญาชน ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน และประชาชนอีกหลากหลายกลุ่มอาชีพ
ในฐานะที่กลุ่ม 11 ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน ที่เคยถูกควบคุมตัวที่ค่ายเสนาณรงค์นาน 5 วัน เมื่อวันที่ 20-24 สิงหาคม 2557 ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดกับนายทหารระดับสูงหลายท่าน ซึ่งต่างก็มีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า หัวหน้าคณะ คสช.นั้นมีจุดยืนเพื่อชาติเพื่อประชาชน ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง

แต่การตัดสินใจที่ผิดพลาดนั้น อาจเกิดขึ้นจากกลุ่มเทรคโนเครตทุนพลังงานที่ให้ข้อมูลอันไม่ครบถ้วนหรือเจตนาบิดเบือนเพื่อใช้รัฐบาลเป็นเครื่องมือ จนทำให้รัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าสัมปทาน โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านที่เห็นว่าระบบการแบ่งปันผลผลิตจะเกิดประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนมากกว่า และไม่เป็นการสูญเสียอธิปไตยบนดินแดนไทยให้กับบริษัทผู้ได้รับสัมปทานเช่นอดีตที่ผ่านมา

11 ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน ที่เคยถูกควบคุมตัวในค่ายเสนาณรงค์ จึงขอเรียกร้องต่อหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และเสนอทางออกดังนี้

1.  ขอให้หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจในกฎอัยการศึก สั่งให้กระทรวงพลังงาน นำสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมทั้ง 20 รอบที่ผ่านมา เปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้

2. ขอให้หัวหน้า คสช. ตั้งคณะกรรมการร่วมหลายฝ่ายเพื่อศึกษาสัญญาสัมปทานทั้งหมดในอดีต เปรียบเทียบกับหากใช้วิธีการแบ่งปันผลผลิต เมื่อผลการศึกษาชัดเจนแล้ว จึงค่อยตัดสินใจเดินหน้าสัมปทาน หรือยกเลิกแล้วหันมาใช้ระบบการแบ่งผันผลผลิต

ทาง 11 ขาหุ้นปฏิรูปพลังงานเชื่อว่า วิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้การตัดสินในด้านอธิปไตยด้านพลังงานของชาติครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่มีข้อเท็จจริงที่สาธารณชนยอมรับ ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจเด็ดขาดที่เป็นที่คลางแคลงใจของประชาชน
                                                           ด้วยความเคารพอย่างสูง
 
(นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ)
และคณะ 11 ขาหุ้นปฏิรูปพลังงานที่เคยถูกควบคุมตัวที่ตัวที่ค่ายเสนาณรงค์

 

แถลงการณ์..! แอมเนสตี้ “บริษัทเหมืองจากต่างชาติ จับมือกันปฏิบัติมิชอบ และกระทำการผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง ในพม่า” ดังนี้..

image

(โพสต์ : 10 กุมภาพันธ์ 2558)

แถลงการณ์.. แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

“บริษัทเหมืองจากต่างชาติ จับมือกันปฏิบัติมิชอบ และกระทำการผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง ในพม่า”

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าว ในรายงานที่เผยแพร่วันนี้ ว่ากำไรจากกิจการเหมืองแร่ของบริษัทจากแคนาดาและจีนในบางกรณี เป็นผลมาจากการร่วมมือกับทางการพม่าในการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและถือเป็นกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย กรณีโครงการอุตสาหกรรมเหมืองทองแดงมอญยอ (Monywa) รวมทั้งเหมืองทองแดงเลทปะด่อง (Letpadaung) ที่อื้อฉาว          

                รายงานเรื่อง “เปิดประตูเพื่อธุรกิจ? อาชญากรรมของบรรษัทและการปฏิบัติมิชอบซึ่งเกิดขึ้นที่เหมืองทองคำในพม่า” (Open for Business? Corporate Crime and Abuses at Myanmar Copper Mine) ชี้ให้เห็นปัญหาการบังคับไล่รื้อในวงกว้างและปัญหามลพิษร้ายแรงที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการเหมืองที่ทำลายวิถีชีวิต และทำให้ประชาชนหลายพันคนเกิดความเสี่ยงต่อปัญหาด้านสุขภาพ การประท้วงของชาวบ้านส่งผลให้ตำรวจใช้กำลังปราบปรามเกินกว่าเหตุ โดยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ใช้ฟอสฟอรัสขาว ซึ่งเป็นสารระเบิดที่มีพิษร้ายแรงกับชาวบ้าน

                แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังพบหลักฐานที่แสดงให้เห็นการดำเนินงานอย่างผิดกฎหมาย รวมทั้งการละเมิดมาตรการแทรกแซงทางเศรษฐกิจ

                เมฆนา อับราฮัม (Meghna Abraham) นักวิจัยด้าน Corporate Crimes แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเผย พม่ากำลังเปิดรับพายุร้ายของการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งที่ผ่านระบบกฎหมายอันอ่อนแอและระบบเศรษฐกิจที่ถูกครอบงำด้วยผลประโยชน์ของกองทัพและผลประโยชน์พิเศษอื่น ๆ รัฐบาลได้บังคับไล่รื้อประชาชน ปราบปรามการประท้วงอย่างสงบ และยังแสดงความไม่ใส่ใจอย่างสิ้นเชิงที่จะเอาผิดกับบริษัท

                “โครงการเหมืองมอญยอเป็นอุทาหรณ์เตือนใจสำหรับการลงทุนในพม่า กล่าวคือโครงการของบรรษัทเหล่านี้มักเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติมิชอบ และการทำให้ชุมชนแตกแยกเพื่อผลกำไรเพียงอย่างเดียว การพัฒนาเหมืองเลทปะด่องต้องยุติลงโดยทันที จนกว่าจะมีการแก้ปัญหาด้านสิทธิเสียก่อน”

รายงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลแสดงข้อมูลที่เป็นหลักฐานต่าง ๆ เช่น

·  ประชาชนหลายพันคนถูกบังคับโยกย้ายในช่วงทศวรรษ 1990 อย่างขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อตอบสนองการลงทุนของบริษัทไอเวนโฮ ไมนส์ (Ivanhoe Mines) จากแคนาดา (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Turquoise Hill Resources) ทางบริษัททราบดีว่าการลงทุนของตนจะส่งผลให้เกิดการโยกย้ายประชาชน แต่ไม่ได้ทำอะไรที่จะแก้ปัญหา มีแต่มุ่งแสวงหาผลกำไรกว่าทศวรรษจากการทำเหมืองทองแดง โดยร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐบาลทหารพม่า และไม่ได้มีการแก้ปัญหาของคนยากจนหลายพันคนที่ได้รับผลกระทบ

·  ประชาชนอีกหลายพันคนยังถูกบังคับโยกย้ายหลังปี 2554 เป็นต้นมาเพื่อการก่อสร้างเหมืองเลทปะด่อง ซึ่งเป็นกิจการของบริษัทวันเปา (Wanbao) จากจีน และ Union of Myanmar Economic Holdings (UMEHL) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของกองทัพพม่า บริษัทวันเปามีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการบังคับไล่รื้อ และยังให้ความร่วมมือกับทางการ อย่างเช่น การจัดหารถไถเพื่อใช้ทำลายพืชผลของชาวบ้าน

·  ในเดือนพฤศจิกายน 2555 ทหารของรัฐบาลได้ใช้ฟอสฟอรัสขาว ซึ่งเป็นสารระเบิดที่มีพิษร้ายแรง โดยเป็นการจงใจทำร้ายชาวบ้านและพระภิกษุซึ่งประท้วงผลกระทบด้านลบจากเหมืองเลทปะด่อง เป็นเหตุให้ประชาชนกว่า 100 คนได้รับบาดเจ็บ บางคนมีรอยแผลไฟไหม้ที่น่ากลัว บางคนต้องพิการไปตลอดชีวิต โดยฐานของปฏิบัติการโจมตีครั้งนั้นส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากบริเวณพื้นที่ของบริษัทวันเปา การที่กองทัพใช้สารฟอสฟอรัสขาวกับผู้ประท้วง ถือเป็นการทรมานอย่างหนึ่ง และเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ 

·  ในเดือนธันวาคม 2557 ผู้หญิงท่านหนึ่งเสียชีวิตและชาวบ้านอีกหลายคนได้รับบาดเจ็บ เมื่อตำรวจกราดยิงใส่ผู้ประท้วงที่พื้นที่เหมืองเลทปะด่อง การประท้วงต่อต้านเหมืองที่ผ่านมามักต้องเผชิญกับการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

·  บริษัทไอเวนโฮ ไมนส์มีส่วนเกี่ยวข้องเนื่องจากเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนในโครงการเหมืองมอญยอ โดยมีการขายทองแดงให้กับบุคลากรในกองทัพพม่าที่อยู่ในรายชื่อของ “who’s-who” การซื้อขายครั้งนั้นเกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่ยังมีมาตรการแทรกแซงทางเศรษฐกิจอยู่ บริษัทไอเวนโฮ ไมนส์ให้ข้อมูลเท็จต่อสาธารณะเกี่ยวกับการซื้อขายทองแดงครั้งนั้น และบริษัทลูกของพวกเขาอาจละเมิดมาตรการแทรกแซงทางเศรษฐกิจของรัฐบาลสหราชอาณาจักร

·  ช่วงที่บริษัทไอเวนโฮ ไมนส์เบี่ยงเบนการลงทุนจากพม่า เป็นการกระทำตามกระบวนการปิดลับ โดยมีนิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนที่หมู่เกาะบริติช เวอร์จิ้นเข้ามาเกี่ยวข้อง จากการสอบสวนของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลพบหลักฐานว่า บริษัทไอเวนโฮ ไมนส์และนิติบุคคลดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทซึ่งอาจละเมิดมาตรการแทรกแซงทางเศรษฐกิจของรัฐบาลแคนาดาและสหราชอาณาจักร ในช่วงที่มีการรณรงค์เบี่ยงเบนการลงทุนจากพม่า ทางหน่วยงานเรียกร้องให้รัฐบาลแคนาดาและสหราชอาณาจักรดำเนินการไต่สวนทางอาญาในประเด็นนี้ด้วย

·   UMEHL ซึ่งเป็นหน่วยงานของกองทัพได้ดำเนินการโรงงานกรดซัลฟูริกที่ผิดกฎหมาย และมีส่วนเชื่อมโยงกับเหมืองมอญยอเป็นเวลาหกปี เมื่อมีการเปิดโปงในเรื่องนี้ ทางโรงงานได้รับอนุญาตจากทางการให้ดำเนินงาน ต่อไป ในขณะที่รัฐบาลไม่ได้แสดงท่าทีที่จะใช้มาตรการลงโทษต่อ UMEHL เลย

                “ชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบโครงการเหมืองมอญยาและเหมืองเลทปะด่อง ต้องเผชิญกับการปฏิบัติมิชอบในช่วงกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทจากแคนาดา พม่า และจีนในปัจจุบัน การลงทุนมีประโยชน์ต่อประเทศพม่า แต่โครงการนี้ให้ประโยชน์กับบริษัท แต่กลับทำร้ายประชาชน” เมฆนา อับราฮัมกล่าว

 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้

·รัฐบาลแคนาดาและจีนสอบสวนการดำเนินงานของบริษัทไอเวนโฮ ไมนส์และบริษัทวันเปาในพม่า

· ทางการแคนาดาและสหราชอาณาจักร ต้องสอบสวนว่าบริษัทไอเวนโฮ ไมนส์และนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องละเมิดต่อมาตรการแทรกแซงทางเศรษฐกิจของรัฐบาลแคนาดาและ/หรือสหราชอาณาจักรหรือไม่

· ต้องยุติการก่อสร้างเหมืองเลทปะด่อง จนกว่าจะมีการแก้ปัญหาการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิ

· ให้ทางการพม่าสอบสวนการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในช่วงที่เกิดการประท้วงที่เหมืองเลทปะด่อง รวมทั้งการใช้ฟอสฟอรัสขาวและบทบาทของบริษัทวันเปา ซึ่งปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้พื้นที่ของบริษัทเป็นที่ตั้งของหน่วยทหารที่ทำร้ายชาวบ้าน

· ทางการพม่าต้องจัดให้มีการชดเชยอย่างเพียงพอและให้มีการโยกย้ายประชาชนที่ถูกบังคับไล่รื้อไปอยู่ที่ใหม่ และให้ปฏิรูปกรอบกฎหมายเพื่อให้มีการคุ้มครองที่ดีขึ้นต่อชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการเหมือง

***************
ข้อมูลพื้นฐาน

โครงการเหมืองมอญยอประกอบด้วยเหมือง Sabetaung and Kyisintaung (S&K) และเหมืองทองแดงเลทปะด่อง โครงการเหมือง S&K เป็นเหมืองที่ดำเนินงานมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ส่วนเหมืองเลทปะด่องยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

บริษัทไอเวนโฮ ไมนส์ จำกัดจากแคนาดา ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2539 ได้เข้าร่วมลงทุนกับหน่วยงาน Mining Enterprise No. 1 (ME1) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของพม่า ทั้งนี้เพื่อก่อตั้งบริษัท Myanmar Ivanhoe Copper Company Limited (MICCL) โดยทั้งสองหน่วยงานต่างถือหุ้นอยู่คนละครึ่ง MICCL เป็นผู้ดำเนินการโครงการเหมือง S&K

ในปี 2550 บริษัทไอเวนโฮ ไมนส์ตัดสินใจเบี่ยงเบนการลงทุนจากพม่า และจัดให้มีหน่วยงานที่สามอย่าง Trust ซึ่งเป็นเป้าหมายการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินของพม่า

ในปี 2553 มีการประกาศว่าบรรษัทอุตสาหกรรมไชนานอร์ท (China North Industries Corporation NORINCO) และ UMEHL ได้ตกลงในสัญญาเกี่ยวกับโครงการเหมืองมอญยอแล้ว โดยครอบคลุมพื้นที่ของทั้งเหมือง S&K และเหมืองเลทปะด่อง บริษัทลูกของบริษัทวันเปา ไมนิง จำกัด จากประเทศจีน (เป็นของบริษัท NORINCO) จะมีการเปิดเหมืองทั้งสองแห่งในวันนี้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีการผ่องถ่ายทรัพย์สินของ ME1-บริษัทไอเวนโฮ ไมนส์ไปยังบริษัทวันเปา จากจีน และที่ผ่านมาไม่มีการเปิดเผยข้อมูลของ UMHEL

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลพยายามติดต่อบริษัท ซึ่งมีชื่ออยู่ในรายงานเพื่อขอความเห็นต่อข้อกล่าวหาเหล่านี้ กรณีที่มีการตอบคำถามกลับมา เราได้นำข้อมูลมาผนวกไว้ในรายงานฉบับนี้ด้วย