RSS

Monthly Archives: มกราคม 2015

10โมง พรุ่งนี้! ชมรมนักข่าวสิ่งแสดล้อม จัดเสวนา “เราหวังอะไรได้ กับการปฏิรูปสิ่งแวดล้อม?”

ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
ขอเชิญสื่อมวลชนร่วมเวทีเสวนา
 
หัวข้อ “เราหวังอะไรได้ กับการปฏิรูปสิ่งแวดล้อม?”
วันพุธที่ 28 ม.ค. 2558 เวลา 10.00-12.00 น.
ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ห้องประชุม 1 ชั้น 2 (ตรงข้ามโรงพยาบาลวชิระ ถนนสามเสน)
 
ในระยะ 30 ปีให้หลัง ประเทศไทยประสบกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมหลากหลายซึ่งเกิดจากนโยบายการพัฒนาทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ความหละหลวมเรื่องการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและช่องว่างทางกฎหมายที่เอื้อให้สามารถอนุมัติโครงการได้อย่างเร่งรีบ นำไปสู่การต่อต้านจากชุมชน และสังคมต่อเนื่อง “สิทธิชุมชน” ปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 เพื่อเป็นเครื่องมือในการรับรองสิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการตัดสินใจใดๆ ของรัฐ อย่างไรก็ตามในข้อเท็จจริงกลับพบว่าสิทธิชุมชนยังคงถูกละเมิดด้วยโครงการต่างๆ นับต่อนับ ดังที่ปรากฏกรณีเหมืองทองหลายจังหวัด หรือกรณีการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2557 คณะกรรมาธิการ (กมธ.)ปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้จัดทำข้อเสนอแนะในประเด็นสิ่งแวดล้อม เสนอต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้บรรจุสาระสำคัญลงในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมกันนี้ สปช.ยังได้ผลักดันให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เดินหน้าขึ้นทะเบียนอันดามันเป็นมรดกโลก หากทั้ง 2 แนวทางดังกล่าวได้รับการขานรับจาก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และ ครม. จะก่อเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเทศไทย โดยเฉพาะกับยุทธศาสตร์การพัฒนาหลายด้านอาจต้องหยุดชะงัก นั่นเพราะข้อเสนอหนึ่งของ กมธ.ปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติฯ คือหากรัฐบาลจัดทำโครงการใดๆ ในอนาคต จะต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นลำดับแรก
    ในขณะที่ร่างกฎหมายอันเป็นที่ถกเถียงตัวอื่น เช่น ร่างพรบ.แร่ กำลังทยอยส่งเข้าสภาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติ การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำลังดำเนินการตั้งแต่ เดือน ม.ค.2558 จนถึงกำหนดเสร็จสิ้นภายในวันที่ 17 เม.ย. 2558 จึงต้องร่วมกันจับตามองว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะสามารถคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนได้จริงหรือไม่
 
เสวนาหัวข้อ “เราหวังอะไรได้ กับการปฏิรูปสิ่งแวดล้อม?”
               
“ข้อเสนอสปช.ด้านสิ่งแวดล้อม สู่คณะกรรมาธิการยกร่างรธน.”

บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมาธิการยกร่างรธน.
 
“ทิศทางโครงการพัฒนาภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่”
หาญณรงค์ เยาวเลิศ คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาปฏิรูปแห่งชาติ
 
“จับตาการยกร่าง ผ่านมุมมองภาคประชาชน”
เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ผู้ประสานงานกลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา

Advertisements
 

น่าสน! 29 ม.ค.58 กสทช.จัดฟอรั่มเสวนา “ทรัพยากรคลื่นความถี่ และทิศทางการสื่อสารภายใต้ร่างกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล” (กำหนดการ)

โพสต์ 26 มกราคม 2558

กสทช. จัดเวทีเสวนา NBTC Public Forum ๑/๒๕๕๘: “ทรัพยากรคลื่นความถี่และทิศทางการสื่อสารภายใต้ร่างกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล”
จัดโดย ส่วนงานเลขานุการ กสทช. ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา และส่วนงานเลขานุการ กสทช. สุภิญญา กลางณรงค์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
—————————————
วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๘ เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. 
ณ อาคารหอประชุมชั้น ๑ สำนักงาน กสทช. 
ถนนพหลโยธิน ซอย ๘ (ซอยสายลม) เขตพญาไท กรุงเทพฯ
 
๐๘.๐๐ – ๐๘.๔๕ น.      ลงทะเบียน

๐๘.๔๕ –๐๙.๐๐ น.       เปิดการเสวนาและกล่าวต้อนรับ
                             โดย กสทช. ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา และ/หรือ กสทช. สุภิญญา กลางณรงค์

๐๙.๐๐ – ๑๐.๐๐ น.      “แนวคิดและสาระสำคัญของร่างกฎหมายในชุดเศรษฐกิจดิจิตัล”
โดย นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)

๑๐.๐๐ – ๑๐.๓๐ น.      ถาม-ตอบ
(อาหารว่างเสริฟในที่ประชุม)

๑๐.๓๐ – ๑๒.๐๐ น.      เสวนา “อนาคตของการจัดสรรและใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่กับบทบาทหน้าที่ของกสทช. ที่จะปรับเปลี่ยนไป”

โดย  
– ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

–  ดร. สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการโครงการ Industrial Liaison Program คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

–   ดร.พรเทพ เบญญาอภิกุล**

ดำเนินรายการเสวนาโดย นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล

๑๒.๐๐ – ๑๒.๓๐ น.   ถาม-ตอบและอภิปรายทั่วไป

๑๒.๓๐ – ๑๓.๓๐ น.      รับประทานอาหารกลางวัน
 
๑๓.๓๐ – ๑๕.๐๐ น.   เสวนา “ทิศทางการปฏิรูปสื่อและสิทธิเสรีภาพด้านการสื่อสารภายใต้ร่างกฎหมาย
เศรษฐกิจดิจิทัล”

โดย  –   ผศ.ดร.ปิยะบุตร บุญอร่ามเรือง รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

–  รศ. ดร. นวลน้อย ตรีรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

–  นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network)

–   ผศ. ดร.อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาเอกคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ดำเนินรายการเสวนาโดย นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล
 
๑๕.๐๐ – ๑๕.๑๕ น.      พักรับประทานอาหารว่าง

๑๕.๑๕ – ๑๖.๑๕ น.   ถาม-ตอบและอภิปรายทั่วไป

๑๖.๑๕-๑๖.๓๐ น.  ปิดการประชุม
โดย กสทช. ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา และ/หรือ กสทช. สุภิญญา กลางณรงค์

 

แถลงการณ์! พระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง  ซัด ธ.ไทยพาณิชย์ ไม่แจ้งเตือน-ไม่ให้ความร่วมมือ จนเกิดเหตุยักยอกเงินสถาบัน สูญพันล้าน

image

22 มกราคม 2558

แถลงการณ์! สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง  เรื่อง  ขอความร่วมมือจากสถาบันการเงิน 

จากกรณีคดียักยอกเงินสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้ทำการสืบสวนรูปคดีจากหลักฐานต่างๆ ส่งผลให้คดีมีความคืบหน้าไปมาก แต่ยังขาดเอกสารสำคัญคือ สลิปถอนเงิน  สำเนาการสอบสวนนายทรงกลด ศรีประสงค์ ขณะที่เป็นผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์
โดยขณะนี้สถาบันเห็นว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ออกมาให้ข่าวในทำนองว่าธนาคารไม่ต้องรับผิดชอบต่อการถอนเงินของสถาบันโดยทุจริต

สถาบันจึงตั้งข้อสังเกต  ตลอดจนเรียกร้องขอความร่วมมือ ดังนี้

1. สถาบันขอให้ธนาคารมอบเอกสารหลักฐานการเบิกจ่ายเงินและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีทั้งหมดแก่พนักงานสอบสวน  ทั้งนี้เอกสารดังกล่าวจะเป็นหลักฐานสำคัญในการยืนยันการกระทำความผิดของนายทรงกลด ศรีประสงค์ และหาบุคคล กลุ่มบุคคลผู้ร่วมกระทำผิด หรือแม้แต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นความผิดของทางธนาคารด้วยหรือไม่  ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้รับความร่วมมือ

2.  จากการที่ผู้บริหารของสถาบันเข้าพบผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสของธนาคารไทยพาณิชย์ทราบว่ากรณีการลาออกจากการเป็นพนักงานของธนาคารไทยพาณิชย์ของนายทรงกลด ศรีประสงค์ ผู้ต้องหาคนสำคัญของคดี  สืบเนื่องจากธนาคารได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและผลการตรวจพบว่าบุคคลดังกล่าวได้ดำเนินการผิดขั้นตอนของการเบิกถอนเงินของสถาบันโดยมิได้มีลายมือชื่อของผู้บริหารสถาบันกำกับหรืออาจไม่มีใบถอนเงิน

ซึ่งเป็นการทำผิดวินัยร้ายแรงด้านการเงิน
ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ส่อไปในทางทุจริตของลูกจ้างธนาคารแต่ธนาคารกลับมิได้แจ้งความผิดปกติดังกล่าวให้สถาบันทราบ ซึ่งธนาคารควรจะต้องไล่นายทรงกลด ศรีประสงค์ ออกหรือดำเนินคดีกับนายทรงกลด ศรีประสงค์ธนาคารก็กลับใช้วิธีให้นายทรงกลด นำเอกสารการทำธุรกรรมมาให้ผู้บริหารลงนามให้ครบและให้ยื่นใบลาออกไป 
การแก้ปัญหาเช่นนี้ทำให้สถาบันขาดความน่าเชื่อถือต่อธนาคารอย่างยิ่ง ซึ่งสถาบันต้องการทราบว่า ผู้มีอำนาจลงนามเบิกจ่ายของสถาบัน ได้ลงนามย้อนหลังไปให้ธนาคารหรือไม่  เพราะปกติจะไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีการถอนเงินโดยไม่ชอบไปแล้ว และในการปฏิบัติของสถาบันจะต้องแนบใบถอนมาพร้อมกับหนังสือขอคำสั่งอนุมัติ  ซึ่งเอกสารหลักฐานทั้งหมดอยู่ที่ธนาคารต้องเอาออกมาแสดง

3.  การที่ธนาคารปฏิบัติเช่นนี้จึงนำมาซึ่งความเสียหายเป็นจำนวนเงินมหาศาลในเวลาต่อมานั้น  หากธนาคารมีระบบและการปฏิบัติงานของบุคคลที่เกี่ยวข้องได้มาตรฐานจริง  ธนาคารน่าจะทราบสัญญาณความผิดปกติดังกล่าวในบัญชีของสถาบันซึ่งเป็นลูกค้าของธนาคาร และทำการตรวจสอบหรือแจ้งเตือนมายังสถาบัน หรือแจ้งรายงานไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย  ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารมิได้ดำเนินการใดใด จนสถาบันเป็นฝ่ายตรวจพบ

4.  ข้อน่าสังเกตอีกประการหนึ่งคือ เงินฝากของสถาบันที่ถูกทำการทุจริตไปครั้งนี้เป็นเงินฝากประจำ แต่มีการถอนไปก่อนกำหนดทั้งสิ้น และการเบิกถอนในแต่ละครั้งเป็นเงินจำนวนมาก เมื่อธนาคารตรวจสอบพบการปฏิบัติงานที่ผิดปกติของนายทรงกลดศรีประสงค์แล้ว ไม่แจ้งธุรกรรมที่น่าสงสัยนี้แก่ ปปง. ทราบ กลับปกปิดโดยให้นายทรงกลด ศรีประสงค์ลาออกไป ซึ่งเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้นายทรงกลด ศรีประสงค์ มีโอกาสไปเป็นผู้จัดการที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยาและทุจริตเงินของสถาบันได้อีก

5. สถาบันในฐานะที่เป็นผู้เสียหายโดยตรงจึงขาดความเชื่อมั่นในมาตรฐานการบริหารจัดการเงินฝาก และหลักธรรมาภิบาลของธนาคารไทยพาณิชย์  สถาบันจึงทบทวนการทำธุรกรรมทางการเงินทุกประเภทกับธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อการรักษาผลประโยชน์ของสถาบัน ตลอดจน เพื่อความปลอดภัยทางการเงินของบุคลากรและนักศึกษาของสถาบัน

อย่างไรก็ตาม สถาบันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คดีดังกล่าวจะสามารถหาผู้กระทำความผิดทั้งหมดมารับโทษตามกฎหมาย โดยหลักฐานจากธนาคารจะเป็นตัวแปรสำคัญในการทำให้คดีนี้คลี่คลาย

ทั้งนี้สถาบัน มุ่งหวังให้กรณีดังกล่าวจะเป็นกรณีศึกษาให้กับประชาชน หน่วยงาน องค์กร ฯลฯ ให้มีความระมัดระวังในการทำธุรกรรมทางการเงินกับธนาคารหรือหน่วยงานทางการเงินที่ได้มาตรฐานอย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเช่นเดียวกับสถาบันที่ผ่านมา

 

แถลงการณ์! ชมรมแพทย์ชนบท “ขอให้นายกรัฐมนตรี อย่าเพิ่งเปิดให้สัมปทานปิโตเลียม โดยที่ยังไม่ได้ศึกษาอย่างถี่ถ้วน” ดังนี้

image

แถลงการณ์ชมรมแพทย์ชนบท

“ขอให้นายกรัฐมนตรี อย่าเพิ่งเปิดให้สัมปทานปิโตเลียมโดยที่ยังไม่ได้ศึกษาอย่างถี่ถ้วน”

วันที่ 18 มกราคม 2558

แถลงโดย นายแพทย์เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท

สืบเนื่องจากความทุกข์และความคาดหวังของประชาชนต่อเรื่องการปฎิรูปพลังงานที่กระทบปากท้องของคนทุกคน จนนำมาสู่การถกเถียงและเคลื่อนไหวของหลายกลุ่มในสังคม ที่แม้จะต่างแนวคิดต่างความเชื่อ แต่ก็ล้วนมีความปรารถนาดีของประเทศไทย ความตื่นตัวของประชาชนนั้น ส่งผลให้การที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้มีมติเสียงข้างมาก 130 ต่อ 79 เสียงในวันที่13 มกราคม 2558 ไม่เห็นด้วยกับการให้สัมปทานปิโตรเลียมและสนับสนุนแนวทางตามระบบการแบ่งปันผลผลิต

อย่างไรก็ตามในสองวันถัดมา นายกรัฐมนตรีก็ออกมายืนยันว่าให้เดินหน้าสัมปทานต่อไป ซึ่งผิดไปจากความคาดหวังของประชาชนในประเทศอย่างมาก ชมรมแพทย์ชนบทมีความเห็นต่อกรณีดังกล่าว ดังนี้

1. ชมรมแพทย์ชนบทเข้าใจว่า ปัญหาของประเทศชาติมีจำนวนมาก ต่างล้วนมีความซับซ้อน มีสาระเฉพาะที่ยากที่จะเข้าใจได้ทั้งหมดในเวลาอันจำกัด ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็มีเวลาเพียง 24ชั่วโมง มีหนึ่งสมองสองมือเหมือนกับทุกคน ประกอบกับการที่ท่านถูกประกบและมีโอกาสรับฟังเฉพาะคนใกล้ชิด

โดยเฉพาะกระทรวงพลังงานและเทคโนแครตด้านพลังงานมากกว่าสียงของประชาชนหรือคนที่คิดต่าง จึงไม่แปลกที่นายกรัฐมนตรีจะมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกับกระทรวงพลังงานที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของนายทุนพลังงาน

2. ชมรมแพทย์ชนบทซึ่งได้มีส่วนร่วมในเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยตั้งแต่แรก และได้ติดตามประเด็นการปฏิรูปพลังงานอย่างใกล้ชิด มีความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยได้เสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตด้านปิโตรเลียมแก่นายทุนพลังงานมายาวนานด้วยการให้สัมปทาน ครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญที่ประเทศไทยจะได้เริ่มต้นจัดการปิโตรเลียมใหม่ให้เกิดความมั่นคงทางพลังงานอย่างแท้จริง
การสัมปทานคือการขายสิทธิทั้งหมดเสมือนการที่จีนจำใจยอมยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษเช่าในอดีต เมื่อสัมปทานไปแล้ว เราจะสูญเสียสิทธิเหนือพื้นที่สัมปทานไปตลอดอายุสัมปทาน 39 ปีอย่างไม่อาจเรียกกลับคืนมา แต่ระบบการแบ่งปันผลผลิต เรายังเป็นเจ้าของทรัพยากร ยังเป็นเจ้าของสิทธิทุกประการ ผลิตปิโตรเลียมได้มาเท่าไรก็แบ่งปันผลผลิตกันตามสัญญา บังเกิดความมั่นคงทางพลังงานมากกว่า และที่สำคัญโปร่งใสมากกว่า โอกาสเกิดการคอรับชั่นน้อยกว่าการให้สัมปทานอย่างมาก

3. ชมรมแพทย์ชนบทยังมีความเชื่อมั่นลึกๆว่า ท่านนายกรัฐมนตรี มีความตั้งใจในการพัฒนาและแก้ปัญหาประเทศ โดยไม่ได้มีผลประโยชน์ส่วนตน แต่การตัดสินใจที่ไม่ฟังเสียงประชาชนและ สปช.นั้น เป็นเพราะอิทธิพลของทุนปิโตรเลียมที่ใกล้ชิดและฉ้อฉล เป่าหูด้วยข้อมูลรายละเอียดที่ซับซ้อนจนมึนงง ถึงขนาดที่จับหลักการใหญ่ไม่ถูก
ดังนั้นหากหลากหลายองค์กรร่วมกันออกมาแสดงจุดยืนให้ความเห็น จนเป็นกระแสร่วมของสังคมแล้ว เชื่อว่านายกรัฐมนตรีจะหันกลับทบทวนจุดยืนของตนเองและรัฐบาล หาไม่แล้วรัฐบาลก็จะสูญเสียความชอบธรรมในการปกครองประเทศไปอย่างที่ไม่อาจเรียกคืนมาได้

ชมรมแพทย์ชนบทหวังว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะทบทวนจุดยืนที่ได้ประกาศไปแล้ว แล้วหันกลับมาฟังเสียงประชาชนและองค์กรอื่นๆ รวมทั้งเสียงของฝ่ายทหารสายปฏิรูปเองที่ก็ไม่เห็นด้วยกับระบบสัมปทาน เพื่อให้การตัดสินใจครั้งนี้มีความรอบคอบ ไม่ตกเป็นเครื่องมือของทุนพลังงานที่รอเขมือบทรัพยากรประเทศไทย

 

พาไปรู้จัก! ทีมนักวิชาการ โต้โผช่วยพิสูจน์ ผลเลือด-สิ่งแวดล้อม ชาวบ้านรอบเหมืองทองคำ พิจิตร พบสารโลหะหนักในตัว 400คน / DNA ผิดปกติ 200

พาไปรู้จัก!.. #เรื่องของเรื่อง วันนี้.. ข้าพเจ้าขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับประเด็นคนรอบเหมืองที่มีสารโลหะหนักให้ฟังนะคะ และขอเปิดรายชื่อ ทีมนักวิชาการ กลุ่มนึง ที่ร่วมกันทำงานช่วยสะท้อนความจริงที่เกิดขึ้น เผื่อใครต้องการทราบ โดยขอสรุปสั้นๆ ดังนี้ค่ะ..

เป็นกลุ่มนักวิชาการที่จับมือกัน ศึกษา เกี่ยวกับผลกระทบชุมชน ที่อยู่รอบเหมืองแร่ทองคำ จ.พิจิตร เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง และนำไปสู่การแก้ไข โดยไม่ได้สรุปว่าเป็นเพราะเหมืองหรือไม่.. แต่สะท้อนว่า มันมีข้อเท็จจริง ที่พิสูจน์ทางหลักวิทยาศาตร์ ว่า มันเกิดปัญหาเหล่านี้ กับชาวบ้าน ที่อาศัยอยู่รอบเหมืองแร่ทองคำ..

นำทีมโดย

image

ดร.สมิทธ์ ตุงคะสมิต.  จากคณะ นวัตกรรมสังคม ม.รังสิต ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานศึกษาชุมชนรอบเหมืองแร่ทองคำ

image

ดร.อรนันท์ พรหมมาโน จากคณะเทคนิคการแพทย์ ม.เกษตร

image

ดร.อาภา หวังเกียรติ จากคณะวิศวะฯ ม.รังสิต

ดร.ลักษณา เจริญใจ จากคณะ เภสัชฯ ม.รังสิต

ดร.สิตางศุ์ พิไลหล้า. จากคณะ วิศวะฯ ม.เกษตร

ดร.สุวัฒนา จิตตลดากร  จาก คณะวิศวะฯ ม.เกษตร

อ.ฑีฆวุฒิ พุทธภิรมย์ จาก คณะวิศวะฯ ม.เกษตร

image

อ.ศศิน เฉลิมลาภ  มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

อ. สมลักษณ์ หุตานุวัตร นักวิชาการอิสระ

อ.นิดา สังขปรีชา นักวิชาการอิสระ

นายณัฏฐ์ เวชรัชต์พิมล นักวิชาการอิสระ

image

image

image

image

image

*******

เรื่องของเรื่อง..

เริ่มจาก มีชาวบ้านร้องเรียนไปที่ คสช. ว่า มีชาวบ้านหชายคนที่อาศัยอยู่รอบเหมืองทอง เจ็บป่วยไม่ทราบสาเหตุ บางคนมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ทางคสช. จึงสั่ง จังหวัด ตั้งคณะทำงานมาหาข้อเท็จจริง

ประเด็น : ดูทั้งด้านสุขภาพร่างกาย และดูด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชน

คณะทำงานชุดนี้.  เก็บตัวอย่างเลือดชาวบ้านไปตรวจกัน โดยทีมแพทย์จาก คณะเทคนิคการแพทย์ ร่วมกับทีมนิติวิทยาศาสตร์ (นำโดยคุณหมอพรทิพย์)  เก็บตัวอย่างด้วยการเลือด และปัสสวะชาวบ้านไปตรวจ ตั้งแต่ปีที่แล้ว.. รวม 4 ครั้ง (สิงหาคม , กันยายน, ตุลาคม และพฤศจิกายน 2557)

มีการส่งผลไปตรวจที่ ร.พ.รามาธิบดี

จากนั้น ก็มอบผลตรวจให้ชาวบ้านเมื่อ 12 ม.ค.2558  และส่งรายงานการตรวจให้ ผวจ.พิจิตร วันเดียวกัน

image

โดยสรุป ว่า มีปชช. ตรวจทั้งหมด 731 ราย พบแมงกานีส และ สารหนูในร่างกาย “เกินค่าปกติ” จำนวน 400 ราย ในจำนวนนี้ มีเด็ก 50 ราย

นอกจากนี้ ยังได้ตรวจเซลล์ร่างกายชาวบ้านด้วย และพบว่า มีชาวบ้าน 200 คน ให้ผลค่า DNA ผิดปกติ (ที่ยังไม่สามารถบอกได้ว่า  DNA ที่ผิดปกตินี้ จะนำไปสู่อะไรได้บ้าง)

แต่ข้อมูลหลักวิชาการ พบว่า DNA ที่ผิดปกติ จะพบในประชากร ไม่เกิน 5 คน ในประชากรทุก 1,000 คน  แต่ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรก ที่พบว่า พบผิดปกติ 200 คน จากการสุ่มตรวจ 650 คน

(… ประเด็นนี้  ก็คือ.  เรื่องราวเดินมาถึงสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว.. โปรดรอตามสถานการณ์ กันต่อว่า ฝ่ายเกี่ยวข้องจะเอายังไงกันต่อ)

***********
นอกจากศึกษาด้านสุขภาพร่างกายประชาชนแล้ว ยังแบ่งทีมทำงานด้านสิ่งแวดล้อมด้วย โดยการ เก็บตัวอย่าง น้ำ ดิน พืชสวนครัว รวมๆ กว่า 600 จุด   มีการทำงานโดยใช้การปักหมุน ดูแผนที่ ดูกูเกิ้ลแม็บ กันบนจอแท็บเล็ต, สมาร์ทโฟน  และลงสำรวจเก๋บตัวอย่างจากพื้นที่จริง

มีการวางแผนลงพื้นที่ เก็บตัวอย่างไปตรวจสอบ ซึ่งมีทั้ง ห้องแลปส์ของ ม.รังสิต และ หน่วยงานราชการ เช่น ม.เกษตร หรือ ของกรมที่ดิน เพื่อให้ได้การยอมรับจากทุกฝ่ายว่า เป็นแลปส์ที่ได้มาตรฐาน

..มีการเก็บตัวอย่าง ไล่เลี่ยกับช่วงการสุ่มเจาะเลือด 
ตอนนี้ ผลตรวจเลือดจบแล้ว.. แต่ผลตรวจสิ่งแวดล้อม ยังต้องรอเวลา มีเพียงผลตรวจน้ำ ที่พบ แคสเมี่ยม กับ สารหนูปนเปื้อนอยู่ด้วย

ส่วนผลตรวจอื่นๆ ยังไม่ออก และ อ.สมิทธ์ คาดว่า ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง แต่ภาพรวมก็มีความคืบหน้าแล้ว 80%

*******

การทำงาน ผลทั้งหมด.. ถูกส่งต่อไปที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ( ส่งผลเลือดไปเมื่อ 12 ม.ค.58) เพื่อให้ ระดมฝ่ายเกี่ยวข้องหาทางแก้ปัญหา 

(แต่ขณะนี้ ทาง ผวจ. ก็ยังไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร..จนทำให้ชาวบ้าน จะไปยื่นหนังสือ ร้องนายกรัฐมนตรี พรุ่งนี้ เพื่อขอให้ กลุ่มนักวิช่การกลุ่มนี้ และ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เป็นหน่วยงานกลางมาแก้ปัญหา

ขณะเดียวกัน ก็จะขอให้ ทีมแพทย์ จาก ม.รังสิต ลงพื้นที่ไปเจาะเลือดชาวบ้านที่อยู่ในเขตพื้นที่รอยต่อเหมืองแร่ เพื่อตรวจเพิ่มอีกประมาณ 6,000คน )

*****
ในเดือนกุมภาพันธ์ ทีมนักวิชาการ จะจัดเสวนา เพื่อเปิดตัว เพื่อเปิดเผยแนวทางการทำงานมาตลอด และประเด็นที่จะทำต่อๆ ไป ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ การเดินหน้าลงพื้นที่ ทั้งเจาะเลือดและดูด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม ตามที่กลุ่มชาวบ้านร้องขอ

 

แถลงการณ์! ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน “ขอให้รัฐบาลเคารพ ปชช. -มติ สปช. ด้วยการ”ยกเลิก”การเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ดังนี้

image

14 มกราคม 2558

แถลงการณ์  ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน เรื่อง ขอให้รัฐบาลเคารพเสียงประชาชนและมติ สปช. ด้วยการยกเลิกการเปิดสัมปทานรอบที่ 21

แถลงโดย นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ แกนนำขาหุ้นปฏิรูปพลังงานภาคใต้
“เป็นข่าวที่น่ายินดีที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้มีมติเสียงข้างมาก 130 : 79 เสียง  ไม่เห็นด้วยกับการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 และเสนอให้ใช้การจัดสรรผลประโยชน์ด้วยระบบแบ่งปันผลผลิตแทน เครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงานมีความยินดีอย่างยิ่งกับมติที่เหนือความคาดหมายดังกล่าว เสียงเรียกร้องจากภาคประชาชน นักวิชาการและขาหุ้นปฏิรูปพลังงานที่ได้เคลื่อนไหวอย่างเข้มข้นในช่วงที่ผ่านมานั้น มีส่วนต่อการสร้างความเข้าใจต่อสังคมโดยรวม และความตื่นตัวของประชาชนนี่เองที่เป็นส่วนสำคัญในการที่มีมติท่วมท้นในการเลือกวิธีการจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมด้วยการแบ่งปันผลผลิตแทนการให้สัมปทาน

ประเด็นที่น่าเป็นห่วงในการขับเคลื่อนให้การแบ่งปันผลผลิตเกิดขึ้นจริงในสังคมไทยให้จงได้ จึงตกไปอยู่ที่การตัดสินใจของรัฐบาล และขาหุ้นปฏิรูปพลังงานหวังว่านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลจะเคารพเสียงของประชาชนและเคารพมติของ สปช.ซึ่งสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความหวัง แต่ขาหุ้นปฏิรูปพลังงานภาคใต้ก็ได้วิเคราะห์และมีความเห็นที่ตรงกันว่า “ขาหุ้นปฏิรูปพลังงานไม่มีความเชื่อมั่นเลยว่า รัฐบาลจะกล้าตัดสินใจยกเลิกการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 และเลือกใช้วิธีการแบ่งปันผลผลิตแทนตามมติที่ สปช.ได้มีมติอย่างท่วมท้น แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ขอให้ สปช.ให้ความเห็นกับประเด็นนี้เองก็ตาม

ทั้งนี้เพราะไม่คิดว่ารัฐบาลจะสามารถสลัดอิทธิพลของกลุ่มทุนพลังงานทั้งในประเทศและทุนข้ามชาติที่เกาะแน่นและฝังลึกในระบบราชการและระบบโครงสร้างอำนาจของรัฐไทยไปได้”  
เนื่องจากปัจจุบันกระทรวงพลังงานได้ประกาศให้ภาคเอกชนในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่สนใจในการขอสัมปทานรอบที่ 21 ยื่นขอสิทธิภายในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558  

ขาหุ้นปฏิรูปพลังงานจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงจุดยืนเดียวกับประชาชนและ สปช. ด้วยยกเลิกการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ของกระทรวงพลังงานในทันที เพราะเป็นการเปิดการยื่นขอสิทธิสัมปทานที่ขัดต่อมติมหาชน ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน

จึงขอให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศและเครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงานที่กระจายอยู่ทุกจังหวัด ที่ต้องการให้มีการปฏิรูปพลังงานอย่างถึงราก ต้องการปลดปล่อยประเทศไทยจากการเป็นเมืองขึ้นของทุนพลังงาน ต้องการการเปลี่ยนให้พลังงานมีราคาที่เหมาะสมเพื่อคนไทยทั้งประเทศไม่ใช่เพื่อการทำกำไรของบริษัทนายทุน ต้องร่วมกันแสดงออกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รัฐบาลยกเลิกการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ให้จงได้
อย่าเพิ่งดีใจรอแต่ความหวัง เพราะทุนพลังงานอันทรงอิทธิพลจะไม่ยอมเสียผลประโยชน์อันมหาศาลอย่างแน่นอน

 

เปิดเหตุผล! คำสั่ง อธิบดี กพร. สั่งเหมืองแร่ หยุดถลุงทอง จ.พิจตร เพราะสั่งให้แก้ แต่บริษัทไม่ทำ- ยังพบปัญหาซ่ำ กระทบชาวบ้าน

image

13 มกราคม 2558

นายสุรพงษ์ เชียงทอง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ หรือ กพร. เปิดเผยว่า “…ขณะนี้ มีคำสั่งให้บริษัทอัครา รีซอสเซท ผู้ได้รับประทานบัตร ทำเหมืองแร่ทองคำ ในจังหวัดพิจิตร หยุดประกอบโลหะกรรมเป็นเวลา 30 วัน สืบเนื่องจาก กพร. ได้ตรวจสอบรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม EHIA พบว่า ชาวบ้านในพื้นที่รอบเหมืองแร่งทองคำ กว่า 200 คน มีโลหะหนักในกระแสเลือด และในปัสสวะสูงเกินมาตรฐาน
 
ซึ่งตามหลักของ EHIA ที่เป็นเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาต คือ บริษัท ต้องรับชาวบ้านไปรักษา และกพร.ได้มีหนังสือตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2557 สั่งบริษัทให้รับชาวบ้านไปรักษาภายใน 15 วัน และต้องไปหาสาเหตุพร้อมแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน หรือ ก็คือสิ้นสุดเดือนธันวาคม แต่ผ่านมาถึงขณะนี้แล้วเลยกำหนดแล้ว แต่บริษัทกลับตอบสนองน้อยมาก เรียกว่าไม่ได้ทำเลย และที่ผ่านมาก็มีการสั่งบริษัทไปหลายครั้ง ผ่านคณะทำงานร่วมที่มีทั้ง กรมควบคุมมลพิษ และ กพร. สั่งไป บริษัทตอบสนองน้อยมากเช่นกัน

ประกอบกัน เมื่อวานนี้ มีคณะนิติวิทยาศาสตร์ แจ้งผลการตรวจเลือดชาวบ้าน ก็ยังพบว่า มีโลหะหนักในร่างกายชาวบ้านอยู่ เท่ากับว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้แก้ไขตามคำสั่ง กพร.เลย

ผมจึงอาศัยอำนาจตาม ม.125 พ.ร.บ.แร่ สั่งให้บริษัทอัคราฯ หยุดประกอบโลหะกรรมเป็นเวลา 30 วัน และบริษัทต้องรับชาวบ้านที่เจ็บป่วยไปรักษา และระหว่างการหยุดตรงนี้ ต้องหาสาเหตุ มีผลความคืบหน้าเป็นอย่างไร บริษัทต้องรายงานกพร.รับทราบด้วย

การสั่งให้บริษัทอัคราฯ หยุดประกอบโลหะกรรมเป็นเวลา 30 วัน เรายังไม่ได้บอกว่าเค้าผิดหรือถูก แต่สั่งให้หยุดก่อน เพราะการประกอบโลหะกรรมของเค้าอาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิต สัตว์ คน พืช ที่อยู่โดยรอบได้ สั่งให้เค้าหยุดเพื่อให้เค้าตรวจสอบการกระทำของเค้า

 
วันนี้ ผมลงนามหนังสือคำสั่งเรียบร้อยแล้ว บริษัทได้รับหนังสือเมื่อไหร่ก็เริ่มหยุดและทำตามคำสั่งวันนั้น ซึ่งการหยุดประกอบโลหะกรรม หมายถึง การถลุงโลหะทองคำ ต้องหยุดก่อน ทำไม่ได้ ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุหรือไม่ บริษัทต้องไปพิสูจน์ ซึ่งการทำทองคำนั้น ตามหลักแล้ว ก็คือทำเหมืองก่อน เมื่อได้แร่มาแล้วต้องแต่ง และถลุง ซึ่ง ตรงถลุงนี่แหละ ที่บริษัทไม่สามารถทำได้ เป็นเวลา 30 วัน และต้องทำตามที่ กพร.มีคำสั่งใน 30 วันด้วย ไม่ใช่หยุดเฉยๆ ตอนนี้ก็ให้เวลาบริษัท แต่ถ้ายังไม่ทำตามอีก ก็ถือว่าขัดคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วค่อยพิจารณาต่อว่าจะทำอย่างไรต่อไป”