RSS

สภาทนายความ ออกแถลงการณ์! จี้รัฐแก้กม. ปฏิรูปให้สอดคล้องคนยากไร้ หลังเกิดคดี หนุ่ม กทม.โดนจำคุกเพราะขายซีดีเก่า

19 พ.ย.

image

19 พ.ย.57

แถลงการณ์ของสภาทนายความ เรื่อง ความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 …………………………………….  
จากกรณีที่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาลงโทษนายสุรัตน์  มณีนพรัตน์สุดา จำเลยในคดีที่เป็นผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลยื่นตามอุทธรณ์และศาลชั้นต้นที่ได้พิพากษาลงโทษจำเลยโดยลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 หนึ่งในสามคงปรับ 133,600 บาท ตามที่ปรากฏเป็นข่าวซึ่งประชาชนทั่วไปทราบกันดีอยู่แล้วนั้น

ด้วยความเคารพต่อศาลยุติธรรมทุกชั้นศาล และเพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้ให้แก่ประชาชนในเรื่องของการใช้ดุลยพินิจของศาลในด้านของการบังคับใช้กฎหมายกับดุลยพินิจด้านการปรับข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาลงโทษผู้กระทำความผิด ว่าเหมาะสมและสอดคล้องกับหลักนิติธรรมอย่างไร

สภาทนายความเห็นว่ากรณีนี้ จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนหากได้มีการทำความเข้าใจในเรื่องของหลักการลงโทษผู้กระทำความผิดตามความผิดที่ถูกฟ้องเป็นคดีและเมื่อศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดตัดสินลงโทษแล้ว ไม่ว่าผู้กระทำความผิดจะเป็นคนยากดีมีจนจะต้องได้รับโทษตามหลักการของกฎหมายนั้น ซึ่งมีข้อพิจารณาตามลำดับดังนี้
1. ดุลยพินิจในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงและดุลยพินิจในการปรับบทกฎหมายเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลนั้นเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของผู้พิพากษาซึ่งกระทำการในนามพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเป็นที่ยอมรับและเชื่อได้ว่าคำพิพากษาของศาลนั้นได้กระทำไปโดยสอดคล้องกับหลักนิติธรรมความโปร่งใสและตามหลักเกณฑ์ของการพิจารณาเรื่องเพศ อายุ การศึกษา ความเป็นอยู่ และต้นเหตุที่เป็นมูลเหตุจูงใจให้เกิดการกระทำความผิดครบถ้วนแล้ว
2. กรณีการกระทำความผิดของลูกจ้างชั่วคราวของกรุงเทพมหานครรายนี้ซึ่งมีหน้าที่เก็บและคัดแยกขยะและได้นำแผ่นซีดีที่เก็บจากการคัดแยกไปขายต่อโดยไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายอย่างสำคัญนั้น ตามหลักการของการบังคับใช้ของประเทศไทยในระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่กำหนดหลักการไว้โดยเด็ดขาดว่า “ไม่มีใครที่จะปฏิเสธไม่รู้กฎหมาย” ดังนั้นกฎหมายทุกฉบับที่ได้ประกาศและมีผลใช้บังคับโดยชอบแล้ว จึงต้องถือว่าประชาชนทุกคนทุกเชื้อชาติสัญชาติที่อยู่ในประเทศไทยต้องถูกบังคับให้รู้กฎหมายทั้งนั้น แม้ในข้อเท็จจริงอาจจะไม่รู้ว่ามีกฎหมายเช่นนั้นอยู่เช่นในกรณีตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งไม่ใช่ข้อแก้ตัวตามกฎหมายที่อาจจะยกขึ้นอ้างได้

3. อย่างไรก็ดี ดุลยพินิจในการพิจารณาลงโทษของศาลจะมีน้ำหนักและเป็นตัวอย่างที่ดีอย่างมากสำหรับการพิจารณาลงโทษ โดยเฉพาะโทษทางอาญานั้นหากกฎหมายกำหนดไว้เป็นกรณีแน่ชัด ศาลก็ไม่อาจที่จะลดโทษให้ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ได้  โดยเฉพาะในกรณีนี้ผู้กระทำความผิดถึงแม้จะเป็นลูกจ้างที่ยากจนแต่เมื่อกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายที่ควรต้องรู้และโทษปรับขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ก็มีจำนวนตั้งแต่ 200,000 – 1,000,000 บาท และปรับไม่เกินวันละ 10,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ชัดแจ้งแล้ว
ศาลจึงไม่อาจจะพิจารณาตัดสินเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากจะลดให้เหลือต่ำสุดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ดี เมื่อผู้กระทำความผิดเป็นคนยากจนจึงไม่มีโอกาสที่จะชำระเงินขั้นต่ำสุด จึงต้องรับโทษกักขังวันละ 200 บาทแทนโทษปรับ

4. พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ที่ใช้กับการกระทำความผิดและฟ้องต่อผู้กระทำผิดมายังศาลยุติธรรมถึง 3 ชั้นศาลในคดีนี้ มาจากเรื่องของการแก้ไขกฎหมายใหม่ที่เกิดขึ้นในปี 2551 ด้วยรัฐบาลในขณะนั้นมีความประสงค์ที่จะปรับปรุงมาตรฐานของกฎหมายทั้งเรื่องของภาพยนตร์และการควบคุมกิจการวีดิทัศน์และโทรทัศน์ให้อยู่ในองค์กรเดียวกัน และเพื่อลดความซ้ำซ้อน

แต่อย่างไรก็ดี เจตนารมณ์ของการเพิ่มบทลงโทษโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องของการผลิตและการค้าเทปวัสดุโทรทัศน์นั้น มีแรงกดดันมาจากต่างประเทศในเรื่องที่ประเทศไทยถูกกล่าวหาว่าไม่ส่งเสริมและออกมาตรการป้องกันลิขสิทธิ์ในรูปแบบของภาพยนต์ วีดิทัศน์ และเทปโทรทัศน์ที่มีการละเมิดสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ดาษดื่น ทำให้ประเทศไทยต้องตกอยู่ภายใต้การข่มขู่เศรษฐกิจโดยทางอ้อม  

แม้ในปัจจุบันก็ยังไม่ได้มีการลดลำดับบัญชีประเทศที่ถูกจับตามองว่ายังมีการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอยู่มาก การแก้กฎหมายเพิ่มโทษโดยหวังว่าจะเป็นการเอาใจรัฐบาลตะวันตกเพื่อทำให้พันธมิตรทางการค้าดีขึ้นนั้น อาจจะเป็นผลให้เป็นการบัญญัติโทษที่มีความรุนแรงโดยตั้งใจที่จะปราบปรามผู้ที่กระทำผิดที่ประกอบธุรกิจการค้าสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา แต่อาจจะไม่ได้นึกถึงผู้กระทำความผิดประเภทปลาซิวปลาสร้อยที่ไม่มีความรู้ เพราะหากเขาทราบกับบทลงโทษหนักขนาดนี้โดยเฉพาะพวกที่หาเช้ากินค่ำก็คงจะไม่นำมาขายต่อเช่นในกรณีนี้

สภาทนายความ เห็นว่า กฎหมายหลายฉบับที่ถูกนำมาใช้ในแต่ในละยุคสมัยอาจไม่ได้สร้างความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน การกำหนดมาตรฐานการลงโทษสูงเกินกว่าความจำเป็น ที่ไม่เอื้ออำนวยให้ศาลได้ใช้ดุลยพินิจที่จะพิจารณารอการลงโทษสำหรับผู้ยากไร้ ถือว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการบังคับใช้กฎหมายนี้ จึงควรที่จะมีการแก้ไขกฎหมายฉบับโดยเฉพาะในปัจจุบันรัฐบาลต้องการส่งเสริมให้มีการปฏิรูปกฎหมาย พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 จึงควรที่จะได้รับการแก้ไขให้สอดคล้องกับสภาพความยากจนที่มีอยู่มากมายทั่วทุกแห่งทุกมุมของประเทศ

จึงแถลงการณ์มาเพื่อทราบโดยทั่วกัน  

สภาทนายความ  

19  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2557

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: