RSS

Monthly Archives: พฤศจิกายน 2014

เริ่มแล้ว ล็อต 2! กสทช. แจกคูปองรอบ2 กว่า 1.77 ล้านครัวเรือน ใน 100 อำเภอ 20จังหวัด ตามรายชื่อจังหวัด และ อำเภอ ดังนี้

image

image

27 พ.ย.2557

กสทช. แจกคูปองครั้งที่ 2 จำนวน 1,777,495 ฉบับ ใน 100 อำเภอของ 20 จังหวัด หลังที่มีสัญญาณดิจิตอลครอบคลุมเกินกว่า 80% ทางไปรษณีย์ตอบรับส่งตรงถึงบ้าน

พลอากาศเอกธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช. แจกคูปองครั้งที่ 2 ในวันนี้ (27 พ.ย. 2557) จำนวน 1,777,495 ครัวเรือน ใน 100 อำเภอของ 20  จังหวัด หลังที่มีสัญญาณดิจิตอลครอบคลุมเกินกว่า 80% ผ่านทางไปรษณีย์ตอบรับส่งตรงถึงบ้าน โดยอีก 196 อำเภอที่ยังไม่ได้รับแจกในรอบ 2 นี้ จะทยอยแจกหลังจากที่มีการขยายสัญญาณครอบคลุมในอำเภอนั้นเกินกว่า 80% แล้ว โดยจะแจกให้แล้วเสร็จไม่เกินเดือน ธ.ค. 2557 นี้

สำหรับคูปองมูลค่า 690 บาทที่จะแจกในครั้งนี้ประชาชนสามารถใช้คูปองได้จนถึงวันที่   31 ก.ค. 2558 โดยคูปองนี้สามารถนำคูปองไปใช้ได้ 3 แบบ คือ

1.ใช้แลกกล่องเซ็ตท็อปบ็อกซ์ที่มีราคา 690 บาท

2.ใช้เป็นส่วนลดในการซื้อกล่องเซ็ตท็อปบ็อกซ์ที่มีราคาสูงกว่า 690 และ

3.ใช้เป็นส่วนลดในการซื้อทีวีดิจิตอล ณ จุดให้บริการได้แก่ โลตัส, บิ๊กซี, เดอะมอลล์, แม็คโคร, โฮมโปร, เพาเวอร์บาย, ร้านอมรศูนย์รวมอะไหล่อิเล็กทรอนิกส์, ไอทีซิตี้, เซเว่น อีเลฟเว่น, แฟมิลี่มาร์ท, ร้านหนังสือนายอินทร์, Index Living Mall, Tops,     บมจ. อสมท.(Mcot),Mega Home, บริษัท เจ ไอ บี คอมพิวเตอร์ กรุ๊ป จำกัด, บริษัท แอดไวซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป จำกัด, Mega market รวมถึงร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ในแต่ละจังหวัด โดยจุดรับแลกคูปองทุกแห่งจะมีสัญลักษณ์รับแลกคูปองแสดงอยู่หน้าร้าน

สำหรับเอกสารที่ใช้ในการแลกคูปอง ในกรณีเจ้าบ้านไปแลกด้วยตัวเองประกอบด้วย

1.คูปอง 2.บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้าน 3.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้าน 4.ทะเบียนบ้านตัวจริง 5.สำเนาทะเบียนบ้านที่ถ่ายหน้าที่มีชื่อเจ้าบ้าน

ส่วนกรณีมอบฉันทะให้บุคคลอื่นไปแลกแทน ประกอบด้วย 1.คูปองที่เจ้าบ้านเซ็นต์มอบฉันทะ 2.บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้าน 3.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้าน 4.ทะเบียนบ้านตัวจริง 5.สำเนาทะเบียนบ้านที่ถ่ายหน้าที่มีชื่อเจ้าบ้าน 6.บัตรประชาชนผู้รับมอบฉันทะ 7.สำเนาบัตรประชาชนผู้รับมอบฉันทะ

image

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.)  กล่าวว่า สำหรับรายชื่อ 100 อำเภอที่จะแจกคูปองครั้งที่ 2 ในวันที่ 28 พ.ย. 2557 นี้ เฉพาะในอำเภอที่มีสัญญาณดิจิตอลครอบคลุมเกินกว่า 80% จำนวน 100 อำเภอก่อน ได้แก่

1.จ.อุบลราชธานี 15 อำเภอ ได้แก่ อ.กุดข้าวปุ้น อ.เขื่องใน อ.ดอนมดแดง อ.ตระการพืชผล อ.ตาลสุม อ.นาเยีย อ.พิบูลมังสาหาร อ.ม่วงสามสิบ อ.เมืองอุบลราชธานี อ.วารินชำราบ อ.ศรีเมืองใหม่ อ.สว่างวีระวงศ์ อ.สำโรง  อ.สิรินธร และอ.เหล่าเสือโก้ก 

2.จ.ลำพูน 4 อำเภอ ได้แก่ อ.บ้านธิ อ.ป่าซาง อ.เมืองลำพูน และ อ.เวียงหนองล่อง 

3.จ.พิษณุโลก 4 อำเภอ ได้แก่ อ.บางกระทุ่ม อ.บางระกำ อ.พรหมพิราม และ อ.เมืองพิษณุโลก  

4.จ.สุราษฎร์ธานี 8 อำเภอ ได้แก่ อ.กาญจนดิษฐ์ อ.เคียนซา อ.ไชยา อ.ท่าฉาง อ.บ้านนาเดิม อ.บ้านนาสาร อ.พุนพิน และ อ.เมืองสุราษฎร์ธานี 

5.จ.อำนาจเจริญ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.พนา อ.ลืออำนาจ และ อ.หัวตะพาน  

6.จ.ชลบุรี   6 อำเภอ ได้แก่ อ.เกาะจันทร์ อ.เกาะสีชัง อ.บ้านบึง อ.พนัสนิคม อ.พานทอง และ อ.เมืองชลบุรี 

7.จ.นครราชสีมา 14 อำเภอ ได้แก่ อ.ขามทะเลสอ อ.ขามสะแกแสง อ.จักราช อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.โชคชัย อ.ด่านขุนทด อ.โนนไทย อ.โนนสูง อ.ปักธงชัย อ.พระทองคำ อ.เมืองนครราชสีมา อ.สีคิ้ว อ.สูงเนิน และ อ.หนองบุญมาก  

8.จ.ขอนแก่น    9 อำเภอ ได้แก่ อ.กระนวน อ.เขาสวนกวาง อ.ซำสูง อ.น้ำพอง อ.บ้านฝาง อ.บ้านแฮด อ.พระยืน อ.เมืองขอนแก่น และ อ.อุบลรัตน์  

9.จ.ลพบุรี 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ท่าวุ้ง อ.บ้านหมี่ และ อ.เมืองลพบุรี  

10.จ.มหาสารคาม 6 อำเภอ ได้แก่ อ.กันทรวิชัย อ.กุดรัง อ.โกสุมพิสัย อ.ชื่นชม อ.เชียงยืน และ อ.เมืองมหาสารคาม

11.จ.เชียงใหม่ 7 อำเภอ ได้แก่ อ.ดอยสะเก็ด อ.เมืองเชียงใหม่ อ.สันกำแพง อ.สันทราย อ.สันป่าตอง อ.สารภี และ อ.หางดง 

12.จ.จันทบุรี 3 อำเภอ ได้แก่ อ.นายายอาม อ.เมืองจันทบุรี และ อ.แหลมสิงห์  

13.จ.สระบุรี 7 อำเภอ ได้แก่ อ.ดอนพุด อ.บ้านหมอ อ.วิหารแดง อ.เสาไห้ อ.หนองแค อ.หนองแซง และ อ.หนองโดน  

14.จ.เพชรบุรี 3 อำเภอ ได้แก่      อ.เขาย้อย อ.บ้านแหลม และ อ.เมืองเพชรบุรี 

15.จ.ปัตตานี 1 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองปัตตานี  

16.จ.พิจิตร  2 อำเภอ ได้แก่ อ.วชิรบารมี และ อ.สามง่าม 

17.จ.กาญจนบุรี ได้แก่ อ.ท่ามะกา

18.จ.กำแพงเพชร 1 อำเภอ ได้แก่ อ.ลานกระบือ  

19.จ.กาฬสินธุ์ 1 อำเภอ ได้แก่ อ.ห้วยเม็ก 

20.จ.ปราจีนบุรี 2 อำเภอ ได้แก่ อ.บ้านสร้าง และ อ.ศรีมโหสถ 

สำหรับกรณีอำเภอที่ยังไม่ได้รับแจกในรอบ 2 นี้
จะทยอยแจกหลังจากที่มีการขยายสัญญาณครอบคลุมในอำเภอนั้นเกินกว่า 80% แล้ว โดยจะแจกให้แล้วเสร็จไม่เกินเดือน ธ.ค. 2557 นี้    

Advertisements
 

จี้ เลิกอัยการศึก! แถลงการณ์..นักวิชาการ-นักเขียน-NGO รวม 102คน ขอรัฐปลดปล่อยเสรีภาพ เคลื่อนไหวปัญหาปชช.

image

( โพสต์ :  20 พฤศจิกายน 2557)

แถลงการณ์ ยกเลิกกฎอัยการศึก อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน

การยึดอำนาจของคณะรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)นั้น ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทั่วประเทศอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการจับกุมคุมขังผู้แสดงออกทางการเมืองที่ไม่ยอมรับต่อการรัฐประหาร การลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่ง คสช. เชื่อว่าเป็นกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม จนมีบุคคลถูกประกาศเรียกเข้ารายงานตัวกว่า 600 ราย และมีการจับกุมอีกกว่า 200 คน อันประกอบด้วย นักวิชาการ สื่อมวลชน นักกิจกรรมทางสังคม และประชาชนทั่วไป

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมหรือเสวนาทางวิชาการที่ถูกแทรกแซงไม่ให้จัดหรือควบคุมเนื้อหาอีกจำนวน 33 กิจกรรม ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องตกอยู่ภายใต้บรรยากาศหวาดผวาและอำนาจอันไม่เป็นธรรมตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา โดยไม่อาจแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดของตนภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ได้

ยังไม่พูดถึงว่าในช่วงต่อมาได้มีการบังคับใช้กฎอัยการศึกไปดำเนินการจับกุมรังแกชาวบ้านผู้ยากจนให้ออกจากพื้นที่ทำกิน (แต่กลับไม่ดำเนินการอันใดต่อนายทุนที่เข้าไปบุกรุกจับจองพื้นที่ป่า) อาทิ ไล่รื้อบ้านเรือนชาวบ้านโนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ชาวบ้านคอนสาร จ.ชัยภูมิ  ชาวบ้านคลองไทรพัฒนา จ.สุราษฎร์ธานีและอีกหลาย ๆ ชุมชนแทบทุกภาคของประเทศ

รวมทั้งจับกุมกลุ่ม ‘ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน’ในกรณีเดินเรียกร้องเพื่อปฏิรูปพลังงาน ควบคุมตัวผู้ร่วมลงชื่อร่วมกับ 12 องค์กรภาคอีสานที่ออกแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวทางการปฏิรูป จับกุมชาวบ้านและนักวิชาการที่เดินรณรงค์เพื่อเรียกร้องให้หยุดแผนแม่บทฯป่าไม้ แทรกแซงคุกคามและปิดกั้นสื่อมวลชนไม่ให้นำเสนอข่าวด้านลบของรัฐบาล คสช. ไม่อนุมัติการจัดงานทอล์คโชว์เรื่อง ‘ที่ดิน’ ตลอดจนปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกเพื่อคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ของนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนแต่เป็นประเด็นปัญหาของประชาชนมาเนิ่นนานเป็นปัญหาปากท้องที่มิอาจปล่อยให้มีการปฏิรูปโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง กระทั่งล่าสุดได้มีการจับกุมนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นจำนวน 5 คน ภายหลังจากการแสดงออก ‘ไม่เอารัฐประหาร’ ที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา ต่อหน้าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรีที่มาจากผลพวงของการรัฐประหาร ทั้งที่กลุ่มนักศึกษาดังกล่าวเป็นกลุ่มนักศึกษาที่ลงพื้นที่เรียนรู้ปัญหากับชาวบ้านภาคอีสาน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ทั้งหมดนี้ เราในนามของบุคคล นักวิชาการ นักเขียน นักกิจกรรมทางสังคม และตัวแทนองค์กรทางสังคมต่าง ๆ ที่ปรากฏนามข้างล่าง ขอประกาศแสดงจุดยืนและข้อเรียกร้องดังนี้

1. ยกเลิกกฎอัยการศึกโดยเร็วที่สุด เพื่อปลดปล่อยสิทธิและเสรีภาพในการเคลื่อนไหวประเด็นปัญหาของประชาชน

2. เราชื่อมั่นว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน อำนาจอื่นใดที่เข้ามาแย่งชิงอำนาจของประชาชนเราไม่ขอยอมรับอำนาจนั้น

3.ขอให้กำลังใจต่อนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายต่าง ๆ ของ คสช. การดำเนินคดีต่อนักศึกษาและประชาชนด้วยกฎอัยการศึก เป็นเรื่องที่เราไม่อาจยอมรับได้

ประชาชน คือ เจ้าของอธิปไตย

รายชื่อ 102 คน ที่ร่วมลงชื่อ.. มีดังนี้..

image

image

image

image

image

 

มรดกไทยคืนถิ่น! สหรัฐฯ มอบโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ 554 ชิ้น คืนไทย / กรมศิลปากร จ่อทำทะเบียน และจัดแสดง @บ้านเชียง

image

๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

วันนี้ เวลา ๑๕.๓๐ น. นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีส่งมอบและรับมอบโบราณวัตถุ จากสหรัฐอเมริกาคืนสู่ไทย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๗ รัฐบาลไทย โดยกระทรวงวัฒนธรรม ได้รับคืนโบราณวัตถุของไทย จำนวน ๕๕๔ ชิ้น จากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยสำนักงานอัยการกลางแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเดิมเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Bowers เมืองซานตา อานา มลรัฐแคลิฟอร์เนีย มาเก็บรักษาไว้ ณ คลังกลาง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ประกอบด้วย

image

เครื่องปั้นดินเผา ๒๒๒ รายการ เครื่องประดับสำริด ๑๙๗ รายการ เครื่องมือเครื่องใช้สำริด ๗๙ รายการ ลูกปัดทำด้วยวัสดุต่างๆ ๓๕ รายการ เครื่องมือหินและขวานหิน ๑๑ รายการ และแม่พิมพ์หินทราย ๑๐ รายการ

ส่วนมากเป็นโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ จากแหล่งโบราณคดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะแหล่งวัฒนธรรมบ้านเชียง และมาจากภาคกลางบางส่วน มีโบราณวัตถุสมัยประวัติศาสตร์อีกเล็กน้อย ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการซ่อมสงวนรักษาตามหลักวิชาการอนุรักษ์   

รมว.วัฒนธรรม ระบุว่า “ในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวไทย ขอขอบคุณรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่ได้มอบโบราณวัตถุ กลับคืนสู่มาตุภูมิ รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ และสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยที่ให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกในการส่งมอบและรับมอบโบราณวัตถุครั้งนี้ ซึ่งโบราณวัตถุทั้งหมดเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมและทรัพย์สินอันล้ำค่าของแผ่นดิน คงคุณค่าความสำคัญและประโยชน์ทางวิชาการโบราณคดี”

หลังจากนี้ กรมศิลปากรจะดำเนินการจัดทำบันทึกรายละเอียดโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ตามขั้นตอนและกระบวนการจัดทำทะเบียน เมื่อแล้วเสร็จจะพิจารณานำโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุบางส่วน ไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานบ้านเชียง จ.อุดรธานี เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ให้ความสนใจและต้องการ ชื่นชมโบราณวัตถุดังกล่าว ในขณะที่บางส่วนจะนำไปจัดแสดงที่ ห้องเครื่องปั้นดินเผา คลังกลาง พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ จ.ปทุมธานี     

image

โดยพิธีส่งมอบและรับมอบโบราณวัตถุ จากสหรัฐอเมริกาคืนสู่ไทยครั้งนี้  มี อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย Mr. W. Patrick Murphy (นายดับเบิลยู แพทริค เมอร์ฟี่) ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย อธิบดีกรมสารนิเทศ (นายเสข วรรณเมธี) ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ และอธิบดีกรมศิลปากร (นายบวรเวท รุ่งรุจี) ร่วมลงนามในเอกสารการส่งมอบและรับมอบโบราณวัตถุ  ณ ห้องประชุมอาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

 

พรุ่งนี้! 08:30น. กรรมการสิทธิฯ จัดเสวนา“ประเทศไทยจะก้าวไปทางไหน กับการปฏิรูปประกันสังคม กรณีสถานะของแรงงานต่างด้าว” (กำหนดการ)

(โพสต์บล็อก : 19 พ.ย.2557)

คณะอนุกรรมการด้านสิทธิและสถานะบุคคลของกลุ่มชาติพันธุ์และแรงงานข้ามชาติ  ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จัดเวทีเสวนาวิชาการ เรื่อง “ประเทศไทยจะก้าวไปทางไหน กับการปฏิรูปประกันสังคมกรณีสถานะของแรงงานต่างด้าว” ในวันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน 2557  เวลา 08.30 – 14.30 น.  ณ ห้องเสวนา  ชั้น 6 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

กำหนดการ

08.30 – 09.00 น.  ลงทะเบียน – รับเอกสาร   

09.00 – 09.10 น. กล่าวต้อนรับ โดย นายบัณฑิต  แป้นวิเศษ  หัวหน้าฝ่ายแรงงานหญิง มูลนิธิเพื่อนหญิง และผู้ประสานงานโครงการพัฒนากลไก และกลยุทธ์การเข้าถึงนโยบายประกันสังคมที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ       

09.10 – 09.40 น. 
กล่าวเปิดและบรรยายพิเศษเรื่อง “ทิศทางประกันสังคมไทย สู้ประชาคมอาเซียน (AEC)         

โดย      ศาสตราจารย์อมรา พงศาพิชญ์     
ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ
ประธานอนุกรรมการด้านสถานะบุคคลและสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์และแรงงานข้ามชาติ   

09.50 – 10.10น. นำเสนอภาวะการคุ้มครองสิทธิประกันสังคมแรงงานข้ามชาติในระดับพื้นที่กรณีจังหวัดสมุทรสาคร โดยนายอดิเทพ สุวรรณวัฒน์    ประกันสังคมจังหวัดสมุทรสาคร       

10.10 – 12.00 น. อภิปราย เรื่อง “ประเทศไทยจะก้าวไปทางไหนกับการปฏิรูปประกันสังคม กรณีสถานะของแรงงานข้ามชาติ”โดย

ดร. อารักษ์ พรหมณี รองปลัดกระทรวงแรงงาน 

นางสุนีไชยรส 
รองประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย   

นายนันท์ ออประเสริฐ       
รองประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร

นางสาววิไลวรรณ แซ่เตีย    
รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย

นายภาคภูมิ แสวงคำ เจ้าหน้าที่วิชาการมูลนิธิรักษ์ไทย

นายมนัส โกศล                โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับ…) พ.ศ. …

12.00 – 13.00น. เปิดเวทีซักถามแลกเปลี่ยนจากผู้เข้าร่วมการเสวนา                                                                                              ดำเนินการอภิปรายโดย   นายบัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ  ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิแรงงาน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

13.00 – 13.10น. สรุปและกล่าวปิดการสัมมนา โดยศาสตราจารย์อมรา พงศาพิชญ์  ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ ประธานอนุกรรมการด้านสถานะบุคคลและสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์และแรงงานข้ามชาติ 

**********

จัดโดย คณะอนุกรรมการด้านสถานะบุคคลและสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์และแรงงานข้ามชาติ ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ร่วมกับมูลนิธิเพื่อนหญิง มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน มูลนิธิรักษ์ไทย มูลนิธิเตรียมชีวิต มูลนิธิเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน  หอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสมุทรสาคร สำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรสาคร สำนักงานคุ้มครองแรงงานและสวัสดิการแรงงานจังหวัดสมุทรสาคร และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ   

 

ปฏิรูปส่งออก! 26 พ.ย.57 ม.กรุงเทพ จัดเสวนา “ปฏิรูปส่งออกอย่างไร ให้ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยกลับคืนมา” (กำหนดการ)

image

ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์)  ร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดเสวนาเรื่อง “ปฏิรูปส่งออกอย่างไร ให้ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยกลับคืนมา”

ในวันพุธที่ 26 พฤศจิกายน 2557 เวลา 12.00 – 16.30 น. ในวันพุธที่ 26 พฤศจิกายน 2557

**********************
( โพสต์บล็อก : 19 พ.ย.57 )

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 19, 2014 in กำหนดการ-หมายข่าว

 

สภาทนายความ ออกแถลงการณ์! จี้รัฐแก้กม. ปฏิรูปให้สอดคล้องคนยากไร้ หลังเกิดคดี หนุ่ม กทม.โดนจำคุกเพราะขายซีดีเก่า

image

19 พ.ย.57

แถลงการณ์ของสภาทนายความ เรื่อง ความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 …………………………………….  
จากกรณีที่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาลงโทษนายสุรัตน์  มณีนพรัตน์สุดา จำเลยในคดีที่เป็นผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลยื่นตามอุทธรณ์และศาลชั้นต้นที่ได้พิพากษาลงโทษจำเลยโดยลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 หนึ่งในสามคงปรับ 133,600 บาท ตามที่ปรากฏเป็นข่าวซึ่งประชาชนทั่วไปทราบกันดีอยู่แล้วนั้น

ด้วยความเคารพต่อศาลยุติธรรมทุกชั้นศาล และเพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้ให้แก่ประชาชนในเรื่องของการใช้ดุลยพินิจของศาลในด้านของการบังคับใช้กฎหมายกับดุลยพินิจด้านการปรับข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาลงโทษผู้กระทำความผิด ว่าเหมาะสมและสอดคล้องกับหลักนิติธรรมอย่างไร

สภาทนายความเห็นว่ากรณีนี้ จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนหากได้มีการทำความเข้าใจในเรื่องของหลักการลงโทษผู้กระทำความผิดตามความผิดที่ถูกฟ้องเป็นคดีและเมื่อศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดตัดสินลงโทษแล้ว ไม่ว่าผู้กระทำความผิดจะเป็นคนยากดีมีจนจะต้องได้รับโทษตามหลักการของกฎหมายนั้น ซึ่งมีข้อพิจารณาตามลำดับดังนี้
1. ดุลยพินิจในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงและดุลยพินิจในการปรับบทกฎหมายเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลนั้นเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของผู้พิพากษาซึ่งกระทำการในนามพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเป็นที่ยอมรับและเชื่อได้ว่าคำพิพากษาของศาลนั้นได้กระทำไปโดยสอดคล้องกับหลักนิติธรรมความโปร่งใสและตามหลักเกณฑ์ของการพิจารณาเรื่องเพศ อายุ การศึกษา ความเป็นอยู่ และต้นเหตุที่เป็นมูลเหตุจูงใจให้เกิดการกระทำความผิดครบถ้วนแล้ว
2. กรณีการกระทำความผิดของลูกจ้างชั่วคราวของกรุงเทพมหานครรายนี้ซึ่งมีหน้าที่เก็บและคัดแยกขยะและได้นำแผ่นซีดีที่เก็บจากการคัดแยกไปขายต่อโดยไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายอย่างสำคัญนั้น ตามหลักการของการบังคับใช้ของประเทศไทยในระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่กำหนดหลักการไว้โดยเด็ดขาดว่า “ไม่มีใครที่จะปฏิเสธไม่รู้กฎหมาย” ดังนั้นกฎหมายทุกฉบับที่ได้ประกาศและมีผลใช้บังคับโดยชอบแล้ว จึงต้องถือว่าประชาชนทุกคนทุกเชื้อชาติสัญชาติที่อยู่ในประเทศไทยต้องถูกบังคับให้รู้กฎหมายทั้งนั้น แม้ในข้อเท็จจริงอาจจะไม่รู้ว่ามีกฎหมายเช่นนั้นอยู่เช่นในกรณีตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งไม่ใช่ข้อแก้ตัวตามกฎหมายที่อาจจะยกขึ้นอ้างได้

3. อย่างไรก็ดี ดุลยพินิจในการพิจารณาลงโทษของศาลจะมีน้ำหนักและเป็นตัวอย่างที่ดีอย่างมากสำหรับการพิจารณาลงโทษ โดยเฉพาะโทษทางอาญานั้นหากกฎหมายกำหนดไว้เป็นกรณีแน่ชัด ศาลก็ไม่อาจที่จะลดโทษให้ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ได้  โดยเฉพาะในกรณีนี้ผู้กระทำความผิดถึงแม้จะเป็นลูกจ้างที่ยากจนแต่เมื่อกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายที่ควรต้องรู้และโทษปรับขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ก็มีจำนวนตั้งแต่ 200,000 – 1,000,000 บาท และปรับไม่เกินวันละ 10,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ชัดแจ้งแล้ว
ศาลจึงไม่อาจจะพิจารณาตัดสินเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากจะลดให้เหลือต่ำสุดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ดี เมื่อผู้กระทำความผิดเป็นคนยากจนจึงไม่มีโอกาสที่จะชำระเงินขั้นต่ำสุด จึงต้องรับโทษกักขังวันละ 200 บาทแทนโทษปรับ

4. พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ที่ใช้กับการกระทำความผิดและฟ้องต่อผู้กระทำผิดมายังศาลยุติธรรมถึง 3 ชั้นศาลในคดีนี้ มาจากเรื่องของการแก้ไขกฎหมายใหม่ที่เกิดขึ้นในปี 2551 ด้วยรัฐบาลในขณะนั้นมีความประสงค์ที่จะปรับปรุงมาตรฐานของกฎหมายทั้งเรื่องของภาพยนตร์และการควบคุมกิจการวีดิทัศน์และโทรทัศน์ให้อยู่ในองค์กรเดียวกัน และเพื่อลดความซ้ำซ้อน

แต่อย่างไรก็ดี เจตนารมณ์ของการเพิ่มบทลงโทษโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องของการผลิตและการค้าเทปวัสดุโทรทัศน์นั้น มีแรงกดดันมาจากต่างประเทศในเรื่องที่ประเทศไทยถูกกล่าวหาว่าไม่ส่งเสริมและออกมาตรการป้องกันลิขสิทธิ์ในรูปแบบของภาพยนต์ วีดิทัศน์ และเทปโทรทัศน์ที่มีการละเมิดสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ดาษดื่น ทำให้ประเทศไทยต้องตกอยู่ภายใต้การข่มขู่เศรษฐกิจโดยทางอ้อม  

แม้ในปัจจุบันก็ยังไม่ได้มีการลดลำดับบัญชีประเทศที่ถูกจับตามองว่ายังมีการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอยู่มาก การแก้กฎหมายเพิ่มโทษโดยหวังว่าจะเป็นการเอาใจรัฐบาลตะวันตกเพื่อทำให้พันธมิตรทางการค้าดีขึ้นนั้น อาจจะเป็นผลให้เป็นการบัญญัติโทษที่มีความรุนแรงโดยตั้งใจที่จะปราบปรามผู้ที่กระทำผิดที่ประกอบธุรกิจการค้าสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา แต่อาจจะไม่ได้นึกถึงผู้กระทำความผิดประเภทปลาซิวปลาสร้อยที่ไม่มีความรู้ เพราะหากเขาทราบกับบทลงโทษหนักขนาดนี้โดยเฉพาะพวกที่หาเช้ากินค่ำก็คงจะไม่นำมาขายต่อเช่นในกรณีนี้

สภาทนายความ เห็นว่า กฎหมายหลายฉบับที่ถูกนำมาใช้ในแต่ในละยุคสมัยอาจไม่ได้สร้างความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน การกำหนดมาตรฐานการลงโทษสูงเกินกว่าความจำเป็น ที่ไม่เอื้ออำนวยให้ศาลได้ใช้ดุลยพินิจที่จะพิจารณารอการลงโทษสำหรับผู้ยากไร้ ถือว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการบังคับใช้กฎหมายนี้ จึงควรที่จะมีการแก้ไขกฎหมายฉบับโดยเฉพาะในปัจจุบันรัฐบาลต้องการส่งเสริมให้มีการปฏิรูปกฎหมาย พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 จึงควรที่จะได้รับการแก้ไขให้สอดคล้องกับสภาพความยากจนที่มีอยู่มากมายทั่วทุกแห่งทุกมุมของประเทศ

จึงแถลงการณ์มาเพื่อทราบโดยทั่วกัน  

สภาทนายความ  

19  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2557

 

จัดหนัก..แถลงการณ์! สภาทนายความ เรื่อง “การดำเนินคดี กับการกระทำผิดกฎหมายไทยฯ ” กรณี ส่งชิ้นส่วนมนุษย์

image

แถลงการณ์ของสภาทนายความ ฉบับที่ 18/2557 เรื่อง การดำเนินคดีกับการกระทำผิดกฎหมายไทยของคนต่างชาติ ………………………………………….  

จากกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับแจ้งจากบริษัทผู้ดำเนินการส่งสินค้าระหว่างประเทศแบบ Door to Door ว่ามีชาวต่างชาติ 2 คน จะส่งชิ้นส่วนมนุษย์ออกไปต่อประเทศ ซึ่งชาวต่างชาติ 2 คนนี้ก็รับว่าเป็นผู้ส่งสินค้าออกโดยผ่านระบบการขนส่งดังกล่าวจริง
แต่เมื่อมีการตรวจพบว่าเป็นชิ้นส่วนมนุษย์จากการที่บริษัทรับขนส่งได้ตรวจพบจากกล้องเอกซเรย์สินค้าแล้วกลับให้การแก้ว่าเป็นการส่งไปแกล้งเพื่อนและชิ้นส่วนมนุษย์นี้ได้มาจากการซื้อจากตลาด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็เชื่อและได้ปล่อยตัวชาวต่างชาติ 2 คนนั้นไปโดยให้เหตุผลว่ายังไม่ได้มีการกระทำความผิดและไม่มีข้อหาที่จะจับกุม  จนในที่สุดชาวต่างชาติ 2 คนนั้น ก็ได้เดินทางออกนอกประเทศไปในรุ่งเช้าของวันถัดมาคือวันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 ผ่านทางด่านจังหวัดสระแก้วเข้าไปยังราชอาณาจักรกัมพูชา

สภาทนายความเห็นว่าการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอาจจะมีข้อที่ยังมีความคลาดเคลื่อนในการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดหรือสงสัยว่าจะกระทำความผิด  จึงขอแถลงการณ์มาเพื่อเป็นประโยชน์แห่งการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายให้แก่ประชาชนตามวัตถุประสงค์ของสภาทนายความ ดังนี้
1. การที่จะส่งสินค้าไม่ว่าประเภทใดก็ตามออกจากประเทศไทยจะต้องมีการดำเนินการผ่านพิธีการศุลกากรและจะต้องมีการสำแดงรายการสินค้า น้ำหนัก ราคาเพื่อขนส่ง รวมทั้งรายละเอียดอื่น ๆ ตามกฎหมายศุลกากรอย่างเคร่งครัด
2. การสำแดงหรือการแจ้งต่อผู้รับขนส่งสินค้าซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบการจากส่วนราชการไทย รวมทั้งกรมศุลกากรถือได้ว่าเมื่อผู้ขนส่งได้ลงนามรับรองการส่งสินค้ากับผู้รับขนส่งตามข้อกำหนดเงื่อนไขและอนุสัญญาระหว่างประเทศแล้ว ผู้ส่งจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งต่อกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้กับการขนส่งรวมทั้งกฎหมายของประเทศปลายทางผู้รับ
3. กรณีตามข้อเท็จจริงไม่ได้มีการแถลงของเจ้าหน้าที่ตำรวจแห่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าได้ตรวจสอบ Shipment Way Bill ของบริษัทผู้ส่งในกรณีผู้รับส่ง เพราะถ้าหากตรวจสอบแล้วในคอลัมน์สุดท้ายจะต้องมีลายมือชื่อของผู้ส่งหรือชื่อของผู้ส่งกำกับอยู่ ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันที่เจ้าตัวเองก็มาแสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วว่าเป็นผู้จัดส่ง
 ซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็คือการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ได้สำเร็จลงหรืออย่างน้อยก็ได้มีการพยายามกระทำความผิดโดยสมบูรณ์แล้ว เพราะชาวต่างชาติ 2 คนได้กระทำการโดยตรง หรือสมคบกันที่จะส่งชิ้นส่วนมนุษย์ออกไปนอกประเทศ ซึ่งเป็นสินค้าต้องห้าม หรือต้องจำกัดตามพระราชบัญญัติศุลกากร และไม่สอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างน้อยในกรณีที่สำแดงสินค้าที่ส่งออก หากเป็นไปตามข่าวว่าเป็นของเด็กเล่นก็ผิดจากข้อเท็จจริง เป็นการกระทำผิดกฎหมายศุลกากรอย่างชัดเจน จึงเห็นได้ชัดว่าการกระทำดังกล่าวนั้นต้องได้รับโทษตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 27 ของพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 เท่าของราคาของ หรือทั้งจำทั้งปรับ หรืออย่างน้อยก็ผิดตามมาตรา 99 ของพระราชบัญญัติเดียวกัน กรณีสำแดงเท็จที่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อนึ่ง กรณีดังกล่าวนี้ยังไม่รวมถึงการกระทำที่ตรวจพบในภายหลังจากที่เป็นข่าวว่าบุคคลทั้งสองอาจจะเป็นผู้กระทำผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ เนื่องจากมีพยานเห็นบุคคลทั้งสองเข้าไปชมในพิพิธภัณฑ์นิติเวชของโรงพยาบาลศิริราชก่อนเกิดเหตุ เรื่องนี้เป็นกรณีที่สภาทนายความเห็นว่า แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจจะให้เกียรติผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นชาวต่างชาติที่มาแสดงตนด้วยดีก็ตาม แต่เมื่อมีการกระทำความผิดตามหลักการของกฎหมายไทยแล้ว ต้องไม่รีรอที่จะปรับบทการใช้กฎหมายของประเทศไทยซึ่งถือปฏิบัติต่อคนทุกสัญชาติในประเทศไทยอย่างเท่าเทียมกัน

จึงแถลงการณ์มาเพื่อทราบโดยทั่วกัน  

 สภาทนายความ  

19  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2557