RSS

Monthly Archives: กันยายน 2014

คำต่อคำ! บิ๊กบอส ช่อง 3″ประวิทย์ มาลีนนท์” ทำไมไม่ออกอากาศคู่ขนาน และ ทำไม ไม่ขอใบอนุญาตเพย์ทีวี ชี้กสทช.กลัดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก

image

13 กันยายน 2557

“..ผมขออนุญาตออกตัวก่อนว่า ไม่ได้มาในนามช่อง 3 แต่มาในฐานะส่วนตัว ผมอยากเริ่มแบบนี้ว่า ไม่แน่ใจว่าพวกเราทั้งหมดในวงการนี้ เราหลงทางหรือเปล่า เพราะตอนนี้โฟกัสมาอยู่ที่ กสท.กับช่อง 3 เป็นวิวาทะกัน ความจริงมันมีข้อขัดแย้งกันอยู่ เป็นประเด็นกฎหมาย ที่ไม่สามารถชี้ได้ว่าใครผิดใครถูก เพราะฉะนั้นขออนุญาตไปที่ศาล ผมขออนุญาตว่าไม่ให้ความเห็นอะไร แต่ส่วนตัวผมคิดว่ามันมีความขัดแย้งด้านแนวคิดเหมือนกัน ผมขออนุญาตยกแนวคิดของ ผอ.สมชัย (ไทยพีบีเอส) ที่เปรียบเทียบบอกว่า เราขึ้นไปชกมวย ขึ้นเวทีก็ลุยกันเลย ก็หมดแรง แต่จริงๆ คืออะไรรู้มั้ยครับ คนดูยังไม่เข้ามาเลย เราก็ชกกันก่อนหมดแรงกันก่อนไปแล้ว ผมเลยคิดว่าเรื่องแนวคิดนี่สำคัญ

ขอพูดเป็นส่วนตัวว่า เราติดกระดุมเม็ดแรกผิด เริ่มต้นในฐานะที่ กสทช.เป็นผู้กำหนดแนวทางของทีวี โทรทัศน์ในเมืองไทย เริ่มต้นเลย กสท.กำหนดเทคโนโลยีก่อน เอาเป็นว่า การส่งในระดับพื้นดิน คำถามผม คือ ทำไมไม่เป็นแบบดาวเทียมล่ะ ออนไลน์ล่ะ เทคโนฯ มีหลากหลาย ไม่จำเป็นต้องไปอันใดอันหนึ่ง คุณพัชระ (สปริงส์) ได้พูดเรื่องโครงข่ายล่ม อันนี้จะเป็นปัญหาว่า หากเรามีระบบเดียว อันนั้น 2 สถานีเอง แต่ลองคิดดูว่าถ้าล่มทั้งประเทศ อะไรจะเกิดขึ้น ทำไมไม่ทำให้หลากหลายขึ้นมา

 
อีกอย่างที่เริ่มต้นก็ผิด คือ เราเริ่มประมูล และเร่งที่ผู้ประกอบการ คือเร่งคนที่จะทำงานมาแล้วก็ลุยกันเลย คนดูยังไม่มายังไม่เข้าเวทีเลย เพราะว่าโครงข่ายยังไม่ได้ทำ กล่องก็ยังไม่ได้แจกถึงบ้าน แต่ว่าเราทำงานไปก่อนแล้ว ปรากฏว่าเราทำงานไปฟรีแล้วครับ เงินทองเราก็ลงไปเยอะแยะแล้วสูญเปล่าเลย ทีนี้ผมขออนุญาตคิดบวกอย่างนี้ว่า หากเราลองเอาคนดูเป็นตัวตั้ง เอ๊ะทำไมคนดูยังไม่มา ความจริงผมยืนยันว่าวันนี้คนดู หรือพวกเราที่แข่งขันกันอยู่ จะเป็นอะนาล็อก ช่อง 3 หรือ ทีวีดิจิตอล 24 ช่อง อยู่บนแพลมฟอร์มเดียวกันแล้วทั้งดาวเทียม และเคเบิ้ล คนดูก็อยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว อันนี้ไม่ทราบว่าจะมีใครโต้แย้งมั้ยครับ

แต่ปัญหาจะเกิด ก็คือว่า กสท.พยายามจะบังคับช่อง 3 ให้ออกจากทีวีดาวเทียม และเคเบิ้ลฯ ให้ผมไปออกคู่ขนาน ถ้าผลที่จะได้ตอนนี้ทันที คือผมกลับไปอยู่ที่เดิม เพียงแต่ว่าไปอยู่ที่ช่อง 43 ในโครงข่ายของดาวเทียมและเคเบิ้ลฯ แต่มันไม่ได้จบอยู่ตรงนั้น ที่จะให้ผมไป คือ บังคับให้ผมอยู่ในกล่องที่ กสท.จะแจกน่ะ เพราะหากผมไม่ไปอยู่ตรงนั้น แจกกล่องไม่ออก นั่นเป็นข้อเท็จจริง มีคนแนะนำผมบอกให้คิดบวกว่า หากจะขจัดปัญหาเรื่องการแจกกล่อง ให้รับอะนาล็อกได้ แต่ว่าตอนนี้ กสท.ไปบอกว่า คูปองที่แจก เอามาเป็นส่วนลดซื้อกล่องเฉพาะกล่องที่กำหนด ที่ไม่มีอะนาล็อค นี่เป็นปัญหาของกสท. เค้าบอกว่าไปเติมตรงนั้น 20-30 บาทเท่านั้นเอง

ประเด็นตอนนี้ กลายเป็นว่า ทุกคนจะมารุมผม แต่ว่าเราลืมสภาพข้อเท็จจริงไปหมด ผมว่าคิดบวกหน่อยได้มั้ยครับ ปัญหาที่เกิดมันมีวิธีแก้เยอะแยะ อย่างเรื่องกล่องที่จะแจกไม่ต้องมาบังคับผม มันมีขั้นตอนเยอะแย บอกได้มั้ยว่า คูปองฯ นำไปแลกกล่องอะไรก็ได้ แล้วให้ผู้ประกอบการเติมอะนาล็อกลงไป อันนี้เป็นแนวคิดนะครับ พอได้มั้ยครับ

ขออนุญาตตอบคำถามว่า ทำไมเราไม่เลิกอะนาล็อก ต้องขอตอบอย่างเห็นแก่ตัวเลยครับว่า เป็นสิทธิ์ของเรา แต่หมอบอกว่าผมจะอยู่ได้อีก 6 ปีอย่างสูง กำลังจะตายเพราะเทคโนฯ เก่า นั่นอย่างมาก แต่ผมจะตายวันตายพรุ่ง ผมไม่รู้ อาจตายก่อนนั้นก็ได้ อย่าไปสนใจอนาล็อกเลยครับ มันค่อยๆ ตายไปเอง จะดูทำยังไงให้คนดูไปอยู่ในแพลทฟอร์มเดียวกับทีวีดิจิตอลได้ และผมยืนยันว่านาทีนี้เราอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว ผมเรียนกว่า ถ้าทีวีดิจิตอล ไม่มีอนาคต ไม่ทิ้งคนดู ผมถามว่าเดือนมิถุนายน กับกรกฏาคมที่ผ่านมา อาร์เอสจะเป็นที่หนึ่งได้อย่างไร ก็เป็นที่หนึ่งได้ครับ เพราะมีคนดู เพราะว่ามีฟุตบอลโลก เรื่องนี้ใครเถียงผมครับ และรายการฟุตบอลโลกเค้าอยู่หลังเที่ยงคืนเป็นส่วนใหญ่ด้วยซ้ำไป หากฟุตบอลโลกมาอยู่ช่วง 2 ทุ่ม ผมตายเลย มาตีละครยับ ฉะนั้นไม่ใช่ช่อง 3 ที่เป็นปัญหาครับ พวกเราต้องทำคอนเท้นท์ให้ดี
 

ผมเรียนว่า ช่อง 3 พัฒนามา ปีนี้เข้าปีที่ 45 แล้ว เรามีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปีหนึ่งกว่าหมื่นล้านบาท ผมถามว่าทีวีดิจิตล 24 ช่อง มีช่องไหนที่ลงทุนเกินหมื่นล้านบาทบ้าง ถ้าลงทุนไม่ถึง คุณภาพรายการก็ไม่ถึง ก็เป็นปัญหาอีกว่าลงทุนไปแล้วไม่มีใครซื้อ มันเป็นลักษณะไก่กับไข่ ของผมก็เจอแบบนี้มาเหมือนกัน แรกๆ ก็ลุ่มๆ ดอนๆ ตอนนี้ก็แข็งแรงขึ้น เรื่องปัญหาอะนาล้อกจบนะครับ

ผมขอตอบปัญหาอีก 2 ข้อว่า ทำไมเราไม่ขอใบอนุญาตเป็นเพย์ทีวี ผมเกิดมาเป็นฟรีทีวีตลอดครับ ถึงวันที่ กสท.จะออกกฏไม่ให้ผมเป็นทีวีเพื่อการทั่วไป ผมก็ยังเป็นฟรีทีวีอยู่ โทษทีผมเกิดมาเป็นผู้ชายนะครับ นาทีนี้ กสท.บอกว่า ผมไม่ใช่ผู้ชายแล้ว ให้ผมไปขอเปลี่ยนเป็นผู้หญิง และไปทำศัลยกรรมด้วย ถึงจะขึ้นไปอยู่ตรงนั้นได้ ถามว่ ผมไปขอใบอนุญาตเพย์ทีวีแล้ว ถามว่า ผมเป็นเพย์ทีวีจริงหรือเปล่า เพราะผมไม่ได้เก็บตังค์คนดูนะครับ และกสท.มีอำนาจอะไรที่จะให้ผมไปเปลี่ยนเพศ ไปแปลงเพศซะด้วยซ้ำไป

image

การที่จะขออนุญาตเป็นเพย์ทีวี จะเป็นธุรกิจใหม่ทันทีเลย ผมมีปัญหาที่ตามคือ ลิขสิทธิ์รายการทั้งหมดที่จะไปออกรายการ ต้องเสียใหม่ บางรายการที่เค้าขายให้เฉพาะเพย์ทีวีที่ช่อง 3 อาจมาออกที่เพย์ไม่ได้ เพราะเพย์ทีวีเค้าขายให้เจ้าอื่นไปแล้ว ผมต้องไปตั้งสถานที่ จัดคนเพื่อดำเนินงานช่องใหม่นี้ เพราะเป็นช่องใหม่เลย ค่าใช้จ่ายต่างๆ ต้องตามมามหาศาล

อีกคำถามที่ต้องตอบคือ ทำไมเราไม่เปิดคู่ขนาน ขอตอบแบบทุบโต๊ะเลยครับว่า ผิด ผิดกฎเกณฑ์ของ กสท. เพราะกสท.บอกว่า คนที่ประมูลช่องดิจิตอลทีวีมา ต้องประกอบการเอง วันที่ กสท.อนุญาตให้ช่อง 7 และช่อง 9 ขึ้นไปออกอากาศคู่ขนาน ทาง กสท.ให้สัมภาษณ์เองว่า ช่อง 3 เนี่ยะ ไม่มีสิทธิ และไม่มีสิทธิ์อะไรเหมือนที่ช่อง 7 และช่อง 9 ทำ เพราะช่อง 3 กับบริษัทที่ไปประมูลดิจิตอลทีวี คนละนิติบุคคลกัน นาทีนี้ อยากให้ช่อง 3 ขึ้นไปคู่ขนานก็บอกว่าทำไมไม่า ผมไม่เคยคิดว่าจะขึ้นไปคู่ขนานเลยตั้งแต่ต้นนี่เป็นแผนธุรกิจของเรา ช่อง 3 มีแผนธุรกิจของตัวเองที่จะทำอะนาล็อคจนหมดอายุสัมปทาน ขณะที่ช่อง 33 คนที่ประมูลมาก็ต้องการพัฒนารายการของเค้า

 
แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไปคู่ขนาน แต่ว่ามีขั้นตอนเยอะแยะ เราต้องไปตกลงกันก่อนระหว่างช่อง 3 กับ ช่อง 33 และต้องไปตกลงกับ กสท.ก่อนว่าเป็นไปได้หรือไม่ เงื่อนไขต่างๆ ที่มีต่อกันจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะอยากให้ดูด้านค่าใช้จ่ายผม ผมโดน 2 เด้งนะครับถ้าขึ้นคู่ขนาน เพราะต้องจ่ายสัมปทานให้ช่อง 9 ขณะเดียวกันผมต้องจ่ายสัมปทานของช่อง 33 ผมสองเด้ง ขึ้นไปผมก็เสียเปรียบท่านที่เป็นทีวีดิจิตอลแล้ว ที่บ่นว่าผมได้เปรียบ แต่ผมเสียเปรียบ รวมทั้งโครงข่าย (มักซ์) ที่ผมเช่ามา ผมไม่ได้ใช้ประโยชน์เลยถ้าออกคู่ขนาน จะดูแลผมตรงนี้อย่างไร

image

ช่อง 33 ผมไม่มีแผนธุรกิจเหมือนช่องอื่น เช่น ช่อง 7 เค้าคู่ขนาน ไม่ต้องจ้างคน ไม่ต้องลงทุนสถานที่ ไม่ต้องจ้างคน ไม่ต้องสร้างรายการ แต่ผมมีสถานที่ ผมต้องจ้างคนมา ผมต้องไปผลิตรายการ ตรงนี้เป็นค่าใช้จ่ายทุกอย่างทั้งนั้น ผมยกตัวอย่าง ช่อง 33 มีรายการของการ์ละแมร์อยู่ เราจ้างเค้าทำ ทันทีที่เอาสัญญาณของช่อง 3 มาทับ รายการนี้ก็หายไป ผมมีโอาสถูกฟ้องร้องนะครับ เพราะจ้างเค้ามาแล้ว เสร็จแล้วดึงเค้าออกไปทิ้งไว้ไหนครับ เค้าเสียหายเพราะลงทุน เช่าห้องส่งทำรายการ และมีข้อผูกพันกับเอเยนซี่โฆษณาด้วย พวกนี้เราไม่ผิด ผมบอกว่า เป็นไปได้ แต่ต้องกรุณาเคารพสิทธิ์ของเราด้วย และดูว่าเรามีปัญหาอะไรต่อๆไป ไม่ใช่ปิดทางนะครับ เราสามารถพูดคุยกันขอเปลี่ยนแผนงานธุรกิจได้ แต่ขั้นตอนจะเป็นอย่างไร อยู่กับว่า กสท.จะรับเรื่องนี้ไปอย่างไร

ผมไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมจอดำ คิดดูแล้วกัน คนดูสะสมมา 40 กว่าปี อยู่ดีๆ จะเอาเค้าเป็นตัวประกันไปทำร้ายหรือครับ ขอฝากกว่าอะไรก็เป็นไปได้ แต่อย่ามาพูดกันด้านกฎหมาย ถ้าด้านกฎหมายให้เป็นเรื่องของศาล แต่ว่าการต่อรองหรืออะไรกัน เป็นไปได้ถ้ามีโอกาสได้คุยกัน..”

+++++++++++ 

หมายุเหตุ.. คุณประวิทย์ พูดประเด็นดังกล่าว ในขณะร่วมฟังในเวทีเสวนา “อยู่รอดอย่างรับผิดชอบ ในยุคทีวีดิจิตอล” จัดโดยสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ที่ รร.สุโกศล  

 

โฆษณา
 

จี้ผู้นำยุติดขื่อน! เครือข่ายปกป้องแม่น้ำโขง จี้ชะลอ,หยุดโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮง หากยังไม่ชัดเจน

image

วันที่ 10 กันยายน 2557

ฯพณฯ สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน

นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

 
ฯพณฯ ทองสิง ทำมะวง

นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ฯพณฯ เหวียน เติ๋น ยวุ๋ง

นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

 

ฯพณฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย

เรื่อง: ข้อกังวลว่าด้วยกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮง

กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

เรา พันธมิตรเพื่อปกป้องแม่น้ำโขง (Save the Mekong Coalition) ประสงค์จะแสดงความกังวลของเราต่อกระบวนการตัดสินใจว่าด้วยเรื่องเขื่อนดอนสะโฮงทางตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) ข้อกังวลหลักของเราเกี่ยวข้องโดยตรงกับการที่ในขณะนี้ รัฐบาลสปป.ลาว เสนอให้นำโครงการเขื่อนดอนสะโฮงเข้าสู่กระบวนการขั้นตอนการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง(Procedures for Notification, Prior Consultation and Agreement: PNPCA)

โดยเรามีความกังวลว่า กระบวนการ PNPCA ของโครงการเขื่อนดอนสะโฮง จะไม่สามารถดำเนินการให้เป็นกระบวนการปรึกษาหารืออย่างถูกต้องและมีส่วนร่วมได้จริง อีกทั้งโครงการนี้ ยังถูกกำหนดให้ดำเนินรอยตามเส้นทางอันตรายเฉกเช่นเดียวกับโครงการเขื่อนไซยะบุรี อันจะนำมาซึ่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงทั้งต่อแม่น้ำโขงและประชาชนริมฝั่งแม่น้ำ

 
การศึกษามากมายชี้ว่า หากมีการสร้างเขื่องดอนสะโฮง ผลกระทบอย่างรุนแรงจะเกิดขึ้นต่อพันธุ์ปลาและการอพยพของปลาแม่น้ำโขงตลอดทั้งลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง สิ่งนี้จะคุกคามความมั่นคงทางอาหารและวิถีชีวิตของประชาชนหลายล้านคน รวมไปถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองของภูมิภาคจากความตึงเครียดที่จะเพิ่มขึ้นระหว่างรัฐบาลเนื่องจากความล้มเหลวของความร่วมมือระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม สปป. ลาวยังคงยืนยันที่จะดำเนินการสร้างเขื่อนดอนสะโฮงต่อไป แม้จะมีการเสนอให้โครงการนี้เข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่าสปป. ลาวตั้งใจที่จะดำเนินการพัฒนาโครงการต่อไป[1] รายงานข่าวล่าสุดเกี่ยวกับความคืบหน้าของการก่อสร้างที่บริเวณหัวงานเขื่อน ปรากฏออกมาในทิศทางที่สอดคล้องกับข้อกังวลที่กล่าวมา โดยในขณะที่รัฐบาลลาวอ้างว่ามีการระงับการก่อสร้างไว้ก่อน บริษัทเมเกะเฟิร์สท คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้รับผิดชอบในการพัฒนาโครงการยังคงยืนยันว่าการก่อสร้างจะดำเนินต่อไป[2] การเสนอให้โครงการเขื่อนดอนสะโฮงเข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้านั้น จะต้องไม่ถูกนำไปใช้เพื่อเป็นหนทางในการรับรองการกระทำของสปป. ลาวว่าได้ปฏิบัติถูกต้องตามข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ. 2538 แต่จะต้องเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงในการตัดสินใจเชิงนโยบายระดับภูมิภาคอย่างสุจริต ตามเจตนารมณ์ของข้อตกลงแม่น้ำโขง

จนถึงขณะนี้ เป็นที่รับรู้กันทั่วไปแล้วว่ากระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของโครงการเขื่อนไซยะบุรีนั้นล้มเหลว เนื่องจากเป็นการปรึกษาหารือที่จำกัดทั้งจำนวนผู้เข้าร่วมและพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ไม่รับฟังความคิดเห็นที่มีนัยยะสำคัญ อันรวมไปถึงเสียงจากชุมชนท้องถิ่นในประเทศกัมพูชา สปป. ลาว ไทย และเวียดนามด้วย ในขณะที่หลายกลุ่มในประเทศเวียดนามและกัมพูชาได้ออกมาแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับกระบวนการที่ขาดการมีส่วนร่วมดังกล่าว ชุมชนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบในประเทศไทยยืนยันหนักแน่นว่าไม่เคยมีการ “ปรึกษาหารือ” ในการประชุมครั้งใดที่จัดขึ้นในประเทศไทย และได้รับเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ชาวบ้านเชื่อว่ากระบวนการ PNPCA ไม่มีความชอบธรรมและจะยังคงยืนยันว่า “ไม่เอา” เขื่อนไซยะบุรีต่อไป

 
ชาวบ้านที่เข้าร่วมการปรึกษาหารือรายงานว่า แทบจะไม่ได้รับข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับรายละเอียดและผลกระทบของโครงการเลย การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ฉบับล่าสุดไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่มีการจัดทำการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน และการออกแบบเขื่อนก็ยังไม่สมบูรณ์ ความชอบธรรมของกระบวนการทั้งหมดถูกทำลายลงเมื่อรัฐบาลลาวและไทยตัดสินใจที่จะเดินหน้าก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี แม้จะปราศจากข้อสรุปเกี่ยวกับกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า ไม่มีคำตอบใด ๆ ต่อข้อกังวลของประเทศกัมพูชาและเวียดนาม รวมถึงไม่มีข้อตกลงร่วมกันระหว่างสี่รัฐบาลในการดำเนินโครงการดังกล่าว

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2557 ศาลปกครองสูงสุดประเทศไทยแถลงรับคำร้องของชาวบ้านจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากเขื่อนไซยะบุรี พร้อมทั้งกล่าวถึงความเป็นไปได้ของผลกระทบข้ามพรมแดนที่อาจเกิดจากเขื่อนไซยะบุรี และเรียกร้องให้ประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคมเพิ่มเติมในประเทศไทย[3] ข้อเสนอแนะจากทั้งประเทศกัมพูชาและเวียดนามคือต้องการให้ชะลอการตัดสินใจใด ๆ ว่าด้วยเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่างจนกว่าจะมีการศึกษาที่สมบูรณ์ของคณะมนตรีของกรรมาธิการแม่น้ำโขง และมีการศึกษาในประเด็นสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ในการประชุมสุดยอดผู้นำแม่น้ำโขงเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประเทศเวียดนามได้เน้นย้ำอีกครั้ง ถึงข้อเสนอแนะที่ระบุไว้ในการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเมื่อปี 2553 ที่เสนอให้มีการเลื่อนการก่อสร้างเขื่อนทั้งหมดบนแม่น้ำโขงสายหลักออกไป 10 ปี ข้อเสนอแนะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักในอนาคตจะต้องอยู่บนพื้นฐานการศึกษาที่ครอบคลุมและมีความเข้าใจเรื่องผลกระทบที่จะเกิดกับประเทศลุ่มแม่น้ำโขงทั้งหมด

แหล่งทุนต่าง ๆ ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงก็ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความชอบธรรมของกระบวนการ PNPCA เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลออสเตรเลียที่ให้ทุนสนับสนุนการทำกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของโครงการไซยะบุรี พร้อมทั้งการทบทวนกระบวนการดังกล่าว รวมถึงรัฐบาลเดนมาร์กด้วย เมื่อรับทราบถึงความบกพร่องของกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของเขื่อนไซยะบุรี สำนักเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเองก็ได้พยายามทบทวนกระบวนการ PNPCA ในอันที่จะ“พิจารณาขยายระยะเวลาการปรึกษาหารือล่วงหน้า 6 เดือน กำหนดหลักเกณฑ์สำหรับข้อตกลงที่จะเกิดขึ้นภายหลังกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า และนำไปสู่ความเข้าใจร่วมกันว่าด้วยการตีความกระบวนการPNPCA ภายใต้บริบทของข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ. 2538”[4]

แม้จะมีการเสนอให้ทบทวนมากว่าหนึ่งปี ประเด็นดังกล่าวก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ยิ่งไปกว่านั้น กรณีของเขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามสำคัญต่ออนาคตของแม่น้ำโขงก็ยังถูกเสนอให้เข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้านี้ และมีแนวโน้มที่จะซ้ำรอยกระบวนการตัดสินใจที่ล้มเหลวของเขื่อนไซยะบุรี

ด้วยเหตุนี้ เราขอเรียกร้องให้ผู้นำประเทศลุ่มแม่น้ำโขงทั้งหลายยุติกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของโครงการเขื่อนดอนสะโฮงโดยทันที และแสดงให้เห็นถึงข้อบกพร่องของกระบวนการ PNPCA อันเป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมและการปรึกษาหารือ รวมถึงข้อตกลงของบรรดาชุมชนที่ได้รับผลกระทบ และจัดให้มีเวลามากขึ้นในการศึกษาผลกระทบจากเขื่อนบนแม่น้ำสายหลักอย่างสมบูรณ์

 
เสียงของชุมชนจะต้องมาก่อน ในทุก ๆ ขั้นตอนกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขง เนื่องจากจุดมุ่งของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง มิได้เป็นเพื่อชุมชนท้องถิ่นลุ่มแม่น้ำโขง จึงจำเป็นต้องมีความชัดเจนว่า ชุมชนซึ่งได้รับผลกระทบจากเขื่อนบนแม่น้ำโขงจะมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในกระบวนการตัดสินใจได้อย่างไร และการมีส่วนร่วมดังกล่าวของพวกเขาจะส่งผลอย่างไรต่อการตัดสินใจว่าโครงการจะดำเนินต่อไปได้หรือไม่ สิทธิของชุมชนในการที่จะปฏิเสธโครงการจะต้องได้รับการยอมรับ

 

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงและรัฐสมาชิกจะต้องยอมรับว่า กระบวนการปรึกษาหารือแบบใดก็ตามที่ชุมชนและสาธารณชนลุ่มแม่น้ำโขงมีส่วนร่วมควรจะรวมเอาหลักเกณฑ์ต่อไปนี้เอาไว้ด้วย กล่าวคือ

 

·        การปรึกษาหารือจะต้องเกิดขึ้นก่อนจะมีการตัดสินใจดำเนินโครงการ จะต้องไม่มีการก่อสร้างเกิดขึ้นและต้องไม่มีลงนามในข้อตกลงใด ๆ ระหว่างที่กระบวนการปรึกษาหารือยังไม่แล้วเสร็จ

·        หลักเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับการตัดสินใจเกี่ยวกับการออกแบบ ขอบเขต และขนาดของโครงการ รวมถึงการตั้งอยู่ของโครงการในระบบนิเวศที่เป็นอยู่ ต้องถูกจัดทำขึ้น และเผยแพร่ต่อสาธารณะก่อนกระบวนการปรึกษาหารือ หลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้ควรได้รับการปรับปรุงให้เท่าทันเหตุการณ์ อิงตามข้อมูลที่ได้รับระหว่างทำการปรึกษาหารือ

·        รัฐสมาชิกของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงต้องแสดงอย่างชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของตนแต่ตั้งเริ่มกระบวนการ ในอันที่จะรับรองข้อตกลงระหว่างสี่ประเทศในการดำเนินการใด ๆ ให้เป็นไปตามการปรึกษาหารืออย่างมีส่วนร่วม

·        ข้อมูลที่เพียงพอ รวมถึงการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน และแบบล่าสุดของโครงการ จะต้องมีการเผยแพร่ออกมาก่อนจะมีการปรึกษาหารือ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องเป็นภาษาของทุกประเทศริมฝั่งแม่น้ำ และเครื่องมือทั้งหมดที่ใช้ต้องถูกตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่ามีความเป็นกลาง

·        เป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติที่จะรับประกันความเหมาะสมของตัวแทนชุมชนในการเข้าร่วมปรึกษาหารือ ทุกชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขงต้องได้รับเชิญให้มีส่วนร่วมในการปรึกษาหารือ ต้องมีการจัดหาทรัพยากรให้อย่างเพียงพอโดยคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง รัฐสมาชิก และ/หรือหุ้นส่วนในการพัฒนา เพื่อช่วยให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของชุมชนต่าง ๆ และสาธารณชนริมฝั่งแม่น้ำโขง

·        คำตอบและข้อกังวลของชุมชนและสาธารณชนริมฝั่งแม่น้ำโขง ต้องถูกยกขึ้นกล่าวถึงอย่างโปร่งใสและมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าความคิดเห็นเหล่านี้จะส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจในท้ายที่สุดอย่างไร

·        ขั้นตอนและมาตรฐานในการปรึกษาหารือจะต้องเหมือนกันทั่วทั้งภูมิภาค เพื่อรับประกันว่าข้อกังวลของทุกประเทศได้รับกล่าวถึง บันทึก และพิจารณาอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งอาจทำได้โดยให้มีบุคคลที่สามเป็นผู้กำกับดูแลและตรวจสอบขั้นตอนนี้

เรา พันธมิตรเพื่อปกป้องแม่น้ำโขง เชื่อว่าแม่น้ำโขงที่อุดมสมบูรณ์มีความสำคัญต่อความเจริญรุ่งเรืองและความยั่งยืนของภูมิภาค เราขอเรียกร้องให้ผู้นำประเทศพิจารณาอย่างเร่งด่วนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว และจะเกิดขึ้นในอนาคตจากเขื่อนบนแม่น้ำโขง และให้ความสำคัญ รวมถึงปกป้องสิทธิในการปรึกษาหารือและมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของชุมชนลุ่มแม่น้ำโขงว่าด้วยเรื่องเขื่อนบนแม่น้ำโขง

ขอแสดงความนับถือ

Both ENDS, The Netherlands

Burma Rivers Network, Burma

Child Development Center for Social and Environment in Mekong Basin, Thailand (ศูนย์พัฒนาเด็กเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำโขง)

Chuenchom Sangarasri Greacen, Palang Thai, Thailand

Community Economic Development, Cambodia

Community Resource Centre, Thailand (ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม)

Conservation and Recovery in Lampaning River Basin Group, Nong Bua Lamphu province, Thailand (กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำลำพะเนียง จ.หนองบัวลำภู)

CRDT, Cambodia

CSRD, Vietnam

E-san Human Rights and Peace Information Centre, Thailand (ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมอีสาน)

Earth Rights International, USA

EcoSun Cambodia, Cambodia

Finnish Asiatic Society, Finland

Fisheries Action Coalition Tea, Cambodia

Focus on the Global South, Thailand

GreenID, Vietnam

Information Center for Social Justice, Thailand

International Rivers, USA

Living Siam River, Thailand

Mekong Conservation Group, Pak Cham, Loei, Thailand (กลุ่มอนุรักษ์แม่น้ำโขง อ.ปากชม จ.เลย)

Mekong Monitor Tasmania, Australia

Mekong People Council Network, Thailand

Mekong Watch, Japan

Mekong-Lanna Culture and Natural Resources Conservation Group, Chiang Rai, Thailand

My Village, Cambodia

Network of Thai People in Eight Mekong Provinces, Thailand

NGO Forum, Cambodia

NGOs Coordinating Committee, Northeastern Region, Thailand [คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน(กป.อพช.)]

Northeast of Environment and Natural Resource Network, Thailand (เครือข่ายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมภาคอีสาน)

Northeastern Rural Development, Cambodia

Northern River Basins Network, Thailand

PanNature, Vietnam

People Committee for Livelihood and Community Recovery, Pak Mun, Ubonrachthanee, Thailand [คณะกรรมการชาวบ้านเพื่อฟื้นฟูชีวิตและชุมชนลุ่มน้ำมูน(ชชช.)] 

Ponlok Khmer, Cambodia

Probe International, Canada

Rak Chaing Karn Group, Thailand (กลุ่มรักษ์เชียงคาน)  

Right Protection Center for Natural Resource Management in Lower-Chi River, Thailand

Tam People Association, Thailand (สมาคมคนทาม)

Tammun Project, Thailand (โครงการทามมูน)

Towards Ecological Recovery and Regional Alliance, Thailand

The Law and Policy of Sustainable Development Research Center, Vietnam

Udon Thani Environmental Conservation Group, Thailand (กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี)

Vietnam Rivers Network, Vietnam

WARECOD, Vietnam

World Rainforest Movement, Uruguay

สำเนาถึง:

คณะกรรมการร่วมและคณะมนตรีคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง

แหล่งทุนของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง

เลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง
I
[1] แถลงการณ์ของสปป. ลาว จากการประชุมครั้งที่ 20 ของสภาคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง

[2] “เจ้าหน้าที่ลาวกับผู้พัฒนาโครงการกล่าวไม่ตรงกันว่าด้วยเรื่องความคืบหน้าของเขื่อน”, The Phnom Penh Post, 20 สิงหาคม 2557

[3]  “เขื่อนไซยะบุรีจะเป็นเขื่อนแรกในจำนวน 12 เขื่อนขนาดใหญ่ที่มีแผนจะสร้างบนแม่น้ำโขงตอนล่าง เป็นที่ทราบกันดีว่าโครงการอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คุณภาพและปริมาณน้ำ การไหลของน้ำ ความสมดุลทางธรรมชาติของลุ่มแม่น้ำโขง และผลกระทบข้ามพรมแดนอื่นๆ ต่อประเทศริมฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชุมชนท้องถิ่นใน 8 จังหวัดริมฝั่งแม่น้ำโขงในราชอาณาจักรไทย ซึ่งอาจต้องแบกรับผลกระทบอย่างกว้างขวางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย วิถีชีวิต หรือกระทบส่วนใด ๆ ของชุมชน” คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ประเทศไทย เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2557

 

[4] การทบทวนความช่วยเหลือของประเทศเดนมาร์กต่อคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง, 2556

 

เก้าอี้ร้อน! ชาวบ้าน ยื่น ปปป.สอบ”จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช”รมว.อุตฯ เอี่ยวธุรกิจเหมืองแร่ทองคำ/ กระทบสุขภาพ-ชุมชน /บ.เหมืองยันปลอดภัย

image

4 ก.ย 2557

กังขา..รมว.อุตฯ คนใหม่! ตัวแทนชาวบ้าน 4จังหวัด ยื่นหนังสือ ป.ป.ป.ตรวจสอบ”จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช” รมว.อุตสาหกรรม คนปัจจุบัน เป็นกรรมการ  ในบริษัททำเหมืองแร่ รายใหญ่ ก่อนจะลาออกจาก กก. มารับตำแหน่ง รมว.อุตฯ ในขณะนี้

ตัวแทนชาวบ้านที่ยื่นครั้งนี้ มีจากจ.พิจิตร พท.ที่มีเหมืองแร่เกิดขึ้นแล้ว และอีก 3 จังหวัด ที่คาดว่า จะใช้เป็นพื้นที่ทำเฟสฯ 2 ที่จะใช้ทำเหมือง อยู่ในสระบุรี มีพื้นที่ราวๆ 70,00 ไร่ / ลพบุรี 160,000 ไร่ และ พิษณุโลก 400,000 ไร่

image

“วันเพ็ญ พรมจันทร์” แกนนำชาวบ้าน อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี กังวลว่า..บริษัทเหมืองแร่ ที่ได้สัมปทานทำเหมืองแร่ใน จ.พิจิตร และมีรายชื่อรมว.อุตฯ เคยเป็นกรรมการ ทำให้ชาวบ้าน ไม่มั่นใจ ไม่ไว้วางใจ ในการทำหน้าที่

“การที่บุคคลที่มีส่วนได้เสีย มาเป็นรัฐมนตรี แม้จะลาออกไปแล้วไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ทำให้เรามองว่า มีเจตนาหรือไม่ ทำให้พวกเรากังวล เพราะคำว่าสัมปทาน หากผู้ใดไดัรับไปแล้ว ไม่สามารถยกเลิกเพิกถอนได้เลย ตามข้อกม.สัมปทาน พรบ.แร่ พ.ศ.2510

สระบุรี..เราได้เก็บตัวอย่างดิน แร่ ไปตรวจ พบว่า มีทรัพยากรมากกว่า 38 ชนิด เรารู้แล้วว่า ตรงนี้ ต้องเป็นแหล่งแร่ขนาดใหญ่ ประกอบไปด้วยแร่ทองคำ เหล็กเงินต่างๆ จำนวนมาก หลังมีกลุ่มทุนเข้าไปขอประทานบัตรพิเศษโดยชาวบ้านไม่ทราบ เรามองว่าละเมิดสิทธิ์

เราเคยยื่นเรื่องให้ พล.อ.ประยุทธ์ไปแล้ว เพื่อขอให้พิจารณา ทบทวนการแต่งตั้งนายจักรมณฑ์ ก่อนหน้าโปรดเกล้าฯ วันเดียว แต่ก็ไม่ทัน”

image

“ณัฐพล แก้วนวล” ผู้ประสานงานกลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อม อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก บอกว่า สิ่งที่ชาวบ้านกังวล คือ ธุรกิจเหมืองแร่ กระทบป่าต้นน้ำในพื้นที่กว่า 70,000ไร่ กระทบชุมชน .. ที่ผ่านมา ในช่วงตลอด 10ปีมานี้ มีการต่อสู้ ยื่นเรื่องให้ฝ่ายเกี่ยวข้องตรวจสอบ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น…ระดับจังหวัด และ ระดับชาติ รวมทั้ง ปปช. และ คสช. แต่จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีความชัดเจน

“..เราพยายามตรวจสอบข้อมูลแบบนี้ เราคิดว่า มันมีเงื่อนงำข้างในอะไรหรือเปล่า เพราะมีกระบวนการไล่ซื้อที่ดินไปเรื่อยๆ ชาวบ้านก็ทะยอยขายที่ดิน เวลาชาวบ้านรวมตัวเรียกร้องเอกสารสิทธิ์ มันไม่ได้ แต่ทีนี้พอที่ดินไปอยู่ในมือนายทุน มากขึ้นเรื่อยๆ เรามองว่า มันกำลังจะเปลี่ยนเป็นเอกสารสิทธิ์ แล้วเอกสารสิทธิ์นี้ จะเป็นใบเบิกทางไปสู่การทำสัมปทานเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่เหมืองมะปรางครับ”

image

“สื่อกัญญา ธีระชาติดำรง” ตัวแทนเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบเหมืองแร่ทองคำ ในจังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเหมืองเกิดขึ้น ให้ข้อมูลว่า ผลกระทบจากเหมืองแร่ ส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพ และ ชุมชน โดยเฉพาะจากผลการสุ่มตรวจสอบตรวจสอบสุขภาพชาวบ้านที่มีหน่วยงานเกี่ยวข้องมาช่วยสุ่มตรวจ ประมาณ 30 คน ตามคำสั่งศาลปกครองพิษณุโลก เมื่อปี 2554 ที่เป็นผลสืบเนื่องจากคดีการฟ้องร้อง ก็พบว่า เกือบทุกคนมีสารโลหะหนักในร่างกาย

“.. ปัจจุบัน พอมีเหมืองน้ำที่เคยใช้ก็ไม่ได้แล้วคัน ใช้ประกอบอาหารก็ไม่ได้แล้ว และหากเปิดจากก๊อกและเก็บทิ้งไว้ ก็ทำให้น้ำเปลี่ยนสี ต้นไม้ พวกพืชผักสวนครัวใบหงิก เราเริ่มสังเกตว่า มีสารพิษเจอปน ต่อมาได้ฟ้องศาลปกครองฯ จึงมีคำสั่งศาลให้ตรวจ นำข้าวไปตรวจก็มีโลหะหนักในข้าว ในพืชผักสวนครัวปนเปื้อนแล้ว

ทาง ม.ขอนแก่น มาช่วยตรวจเรื่องดิน พบว่ามีการสะสมโลหะหนักในชั้นผิวดินแล้ว ส่วนน้ำผิวดินที่เป็นบ่อน้ำตื้นมีบางจุดพบโลหะหนักปนเปื้อน จนถึงขั้นประกาศว่าห้ามใช้น้ำตรงนั้นก็มีแล้ว ซึ่งเมื่อก่อนมันไม่เคยเกิดแบบนี้ ซึ่งเหมืองแร่เกิดขึ้นในพื้นที่ เมื่อปี 2544 แต่พอเปิดเหมืองได้ 2 ปี น้ำเริ่มมีกลิ่น มีตะกอน แต่ตอนชาวบ้านเจ็บป่วย และมีอาการรุนแรง เห็นชัด คือ ปี 2550 มีอาการคัน พุพอง เป็นหนอง พอไปหาหมอ ให้ยามา ก็เป็นหาย เป็นหายแบบนี้ตลอด..”

สุดสัปดาห์นี้ ตัวแทนสถานบันนิติวิทยาศาสตร์ และ ทหารในจังหวัดพิจิตร เตรียมเข้าช่วยเหลือผู้ป่วย ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ไปรับการรักษา รวมทั้ง เจาะเลือดชาวบ้าน ประมาณ 150 คน ตำบลท้ายดง อ.วังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เอกชนได้สัมปทาน ทำเฟส ติดกับจังหวัดพิจิตร เพื่อตรวจสอบหาโลหะหนักในร่างกาย 5 ชนิด ได้แก่ สารหนู ปรอท ตะกั่ว แมงกานิส และไซยานาย ซึ่งสารชนิดหลัง เป็นสารที่บริษัทนำเข้ามาใช้ในกระบวนทำเหมืองแร่ทองคำ

ส่วนการเก็บตัวอย่างพืชผัก / น้ำ / และดิน เมื่อปลายเดือนที่แล้ว จะทราบผลการตวจสอบว่ามีโลหะหนักหรือไม่ ในช่วงกลางเดือนนี้

******
ก่อนหน้านี้ ตัวแทนบริษัทที่ได้สัมปทานทำเหมืองแร่ ยืนยันว่า การทำเหมืองแร่ในหลายปีที่ผ่านมา ได้รับมาตรฐาน และมีความปลอดภัย ไม่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อม นอกจากนั้น ก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการทำเหมืองแร่ อ้างถึงผลรายงานการตรวจสอบสภาพน้ำ และสภาพแวดล้อม ว่า ไม่มีสาระโลหะหนักตกค้าง

 

3 ปม..! เหตุผล อัยการสูงสุด ยังไม่ส่งฟ้องคดี “ยิ่งลักษณ์”เอี่ยวทุจริตจำนำข้าว /แจ้ง ปปช.ตั้งคณะทำงานร่วม ดังนี้..

image

๔ กันยายน ๒๕๕๗

อัยการสูงสุด แจ้งข้อไม่สมบูรณ์คดีโครงการรับจำนำข้าว
ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ส่งรายงานการไต่สวนคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว กรณีกล่าวหานางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่าปฏิบัติหรือละเว้น        การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม  การทุจริต มาตรา ๑๒๓/๑ มายังอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณานั้น

อัยการสูงสุดได้ตั้งคณะทำงานซึ่งมีนายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ รองอัยการสูงสุดเป็นหัวหน้าคณะทำงาน คณะทำงานมีความเห็นว่ายังมี    ข้อไม่สมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีตามข้อกล่าวหาและเสนอความเห็นต่ออัยการสูงสุด ซึ่งอัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้ว เห็นว่ามีประเด็นที่ยังไม่สมบูรณ์สรุป ดังนี้

๑. ประเด็นเรื่องโครงการรับจำนำข้าว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโครงการรับจำนำข้าวดังกล่าวเป็นโครงการของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้เป็นนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งรัฐธรรมนูญ                 แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๗๘ บัญญัติให้ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมายและนโยบายที่ได้แถลงไว้          ต่อรัฐสภาด้วย ดังนั้น จึงควรรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้ความชัดว่า นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการที่จะยับยั้งโครงการที่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาแล้วหรือไม่

๒. ประเด็นเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่  ควรทำการไต่สวนรวบรวมพยานหลักฐาน                    ให้สิ้นกระแสความว่า ภายหลังจากที่โครงการรับจำนำข้าวได้ถูกท้วงติงจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาได้ดำเนินการตรวจสอบและป้องกันการทุจริตหรือไม่ อย่างไร ผลการตรวจสอบเป็นอย่างไร

๓. ประเด็นเรื่องการทุจริต ควรไต่สวนพยานเพิ่มเติมให้ได้ความว่า โครงการ            รับจำนำข้าวที่ยืนยันว่ามีการทุจริตนั้น พบการทุจริตในขั้นตอนใดและมีการทุจริตอย่างไร นอกจากนั้นมีการกล่าวอ้างถึงรายงานวิจัยโครงการนโยบายข้าวของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ว่า โครงการดังกล่าวมีการทุจริตและมีความเสียหายจำนวนมาก แต่ในสำนวนการไต่สวนปรากฏว่า มีเพียงหน้าปกรายงานวิจัยเท่านั้น ดังนั้น จึงให้รวบรวมรายงานวิจัย          ทั้งฉบับเป็นพยานหลักฐานในสำนวนการไต่สวนให้สมบูรณ์ด้วย

โดยสำนักงานอัยการสูงสุดได้มีหนังสือแจ้งข้อไม่สมบูรณ์ไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว    ในวันนี้ (๔ กันยายน ๒๕๕๗) และมีคำสั่งตั้งผู้แทนอัยการสูงสุดเป็นคณะทำงานร่วมกับผู้แทนฝ่ายคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาหลักฐานที่ไม่สมบูรณ์และรวบรวมพยานหลักฐาน  ให้สมบูรณ์ เพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับการฟ้องคดีต่อไป (14:50น.)

**********

(ภาพประกอบ จาก  เว็บ manager)

 

แถลงการณ์! คณะ 11ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน ต่อกรณีทีขาหุ้นสุราษฎร์ธานีถูกควบคุมตัวไปค่ายวิภาวดีรังสิต

แถลงการณ์คณะ 11 ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน

ต่อกรณีทีขาหุ้นสุราษฎร์ธานีถูกควบคุมตัวไปค่ายวิภาวดีรังสิต

สืบเนื่องจากการที่ฝ่ายทหารได้เข้าควบคุมตัวเครือข่ายขาหุ้นจังหวัดสุราษฎร์ธานีจำนวน 8 คน ซึ่งนำโดย อาจารย์ ดร.โอภาส ตันติฐากูร อดีตนักวิชาการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในวันนี้ (2 กันยายน 2557) นับเป็นการใช้อำนาจที่ไม่เหมาะสม ท่ามกลางบรรยากาศการมีรัฐบาลใหม่ที่จะมาทำหน้าที่ในการปฏิรูปประเทศไทย

แม้ว่าประสบการณ์ของคณะ 11 ขาหุ้นปฏิรูปพลังงานที่ถูกควบคุมตัวในวันที่ 20-23 สิงหาคม 2557 ที่ค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาจะได้รับการดูแลทั้งที่พัก อาหาร และมีการให้เกียรติเป็นอย่างดี แต่สิทธิและเสรีภาพที่ถูกนำไปกักขังนั้นเป็นสิ่งที่ทดแทนกันไม่ได้ อย่างไรก็ตามในครั้งนั้นเป็นช่วงเวลาที่ยังไม่มีรัฐบาลใหม่ มีแต่เพียง คสช.เท่านั้น การใช้อำนาจรัฐประหารฉบับเต็มภายใต้ข้อสรุปจากการเจรจาที่ว่า “ต่างคนต่างต้องทำหน้าที่” จึงเป็นสิ่งที่พอจะเข้าใจได้ แต่การจับกุม 8 ขาหุ้นสุราษฎร์ธานีในวันนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีรัฐบาลใหม่แล้วและต้องการบรรยากาศการปฏิรูปจากทุกภาคส่วนแล้ว การจับกุมจึงเป็นการคุกคามต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและบรรยากาศการปฏิรูปที่ต้องการการเปิดกว้างและมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย

เครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน เป็นการรวมตัวอย่างหลวมๆของผู้คนที่มีความสนใจด้านการปฏิรูปพลังงาน และมีความเห็นร่วมที่จะขอมีส่วนร่วมในการปฏิรูปพลังงาน เพราะนิยามการปฏิรูปพลังงานนั้นมีการสร้างวาทกรรมมากมายจนอาจบิดเบือนไปจากเจตจำนงของประชาชนได้ ประชาชนต้องการพลังงานสะอาดยั่งยืนและปราศจากมลพิษไม่ใช่การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ประชาชนต้องการให้ราคาน้ำมันและก๊าซมีความเป็นธรรมด้วยการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมไม่ใช่ให้เอกชนร่ำรวยบนความทุกข์ยากของประชาชน ประชาชนต้องการให้มีการยกเลิกการให้สัมปทานมาใช้ระบบการแบ่งปันผลผลิตเฉกเช่นเดียวกับนานาประเทศในโลก ประชาชนต้องการให้มีการโซนนิ่งแยกพื้นที่ผลิตพลังงานและพื้นที่ผลิตอาหารให้แยกออกจากันไม่ให้มีมลพิษมาปนเปื้อนแหล่งผลิตอาหารของชาติ ขอเสนอเหล่านี้เป็นเจตจำนงอันบริสุทธิ์เพื่อผลประโยชน์ของคนในชาติ และกิจกรรมการเดินวันโยชน์สู่กรุงเทพมหานครก็เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อนำเสนอข้อเสนอดังกล่าวให้สังคมไทยตื่นตัวเพื่อการยื่นต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติในที่สุด

คณะ 11 ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน ขอเรียกร้องให้ผู้บังคับการค่ายวิภาวดีรังสิต ปล่อยตัว 8 ขาหุ้นสุราษฎร์ธานีที่ถูกควบคุมตัวโดยไม่มีเงื่อนไขในทันที และเปิดโอกาสให้ขาหุ้นปฏิรูปพลังงานที่ยังมีจิตใจมุ่งมั่นได้ทำหน้าที่ในการเดินวันโยชน์ต่อไปโดยไม่ขัดต่อกฎอัยการศึก ด้วยการเดินไม่เกิน 5 คน เพื่อแสดงเจตนารมณ์การปฏิรูปพลังงานจนถึงกรุงเทพมหานคร

แถลงโดย นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ นายประสิทธิชัย หนูนวล ตัวแทนคณะ 11 ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน

2 กันยายน 2557