RSS

Monthly Archives: กรกฎาคม 2014

หวั่นเอื้อรายใหญ่! หมกเม็ด ชงบอร์ด กสทช. ล็อกสเปคร้านค้า แลกกล่องทีวีดิจิตอล ทุนจดทะเบียน 250 ล้านบาท

image

31 ก.ค.57

ตามมติที่ประชุม กสทช. วาระพิเศษ วันพุธ ที่ 30 ก.ค. 57(วานนี้)  มีมติเห็นชอบต่อหนังสือที่จะเสนอคณะรักษาความ สงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการโครงการสนับสนุนประชาชนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล โดยมีเนื้อหาสำคัญ การนำคูปองไปใช้แลกซื้อเครื่องและอุปกรณ์รับสัญญาณโทรทัศน์ดิจิตอล จำนวนครัวเรือนที่จะสนับสนุน วิธีการแจกคูปอง การจัดพิมพ์คูปอง และให้สำนักงาน กสทช. นำหนังสือดังกล่าวเสนอ คสช. ผ่าน คตร. เพื่อพิจารณาต่อไปนั้น

นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ด้านส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยกรณี คุณสมบัติของบริษัทที่จะเข้าร่วมโครงการคูปองแลกซื้อกล่องรับทีวีดิจิตอลที่ยังไม่ได้ข้อสรุปในที่ประชุม เพราะข้อเสนอจากสำนักงาน ได้กำหนดขอบเขตเงื่อนไขและคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการฯ(ร้านค้า) ของเครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลทั้งในระดับประเทศและภูมิภาคที่อาจมีความเสี่ยง รวมทั้งการไม่ได้ส่งวาระเอกสารให้กรรมการอ่านก่อนล่วงหน้า จนได้มาเห็นเอกสารและพิจารณาในห้องประชุมเลยนางสาวสุภิญญา กล่าวถึงข้อเสนอในการกำหนดคุณสมบัติของบริษัทที่จะเข้าร่วมโครงการคูปอง ต้องมีทุนจดทะเบียนถึง 250ล้านบาทในระดับชาติ และ100 ล้านบาทในระดับจังหวัด ซึ่งความเห็นบอร์ดส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ เพราะมีความเสี่ยงที่จะเป็นการ “ล็อกสเปค” เอื้อรายใหญ่มากเกินไป

กรรมการจึงได้เสนอให้สำนักงาน ไปคิด ทบทวน ไตร่ตรอง ก่อนกลับมาเสนอใหม่ ไม่เสี่ยงต้องไป ปปช. กันหมด ซึ่งขณะนี้ มีกว่า 70 บริษัท ที่ผ่านขออนุญาตผ่านมาตรฐานทางเทคนิคขายกล่องจาก กสทช. ที่มีทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 5 ล้านขึ้นไป ซึ่งการกำหนดให้มีทุนจดทะเบียนระดับร้อยๆล้าน อาจทำให้เหลือบริษัทน้อยรายที่จะมีสิทธิ์ ส่วนเงื่อนไขอื่นๆ เช่น ระบบ Call center จุดบริการให้ซ่อม ประกัน เปลี่ยน และมีทุนประกันเพื่อป้องกันการเชิดหนีก่อนโครงการจบอันนี้เห็นด้วย แต่ไม่เห็นด้วยเรื่องไปกำหนดทุนจดทะเบียนสูง “การแจกคูปอง เพื่อให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าที่เขาพอใจ ที่ไม่ใช่การประมูลเพื่อแจกกล่องที่ต้องสกรีนบริษัทให้เหลือน้อยราย ซึ่งการกำหนดบริการอื่นๆหลังการขายถือเป็นการสกรีนรายเล็กๆออกจากระบบอยู่แล้ว

การไปกำหนดทุนจดทะเบียนสูงเกินเหตุ มันดูเหมือนจงใจเอื้อรายใหญ่ กีดกันรายกลางๆ เข้าสู่การแข่งขัน เมื่อมีบริษัทน้อยราย การ ‘ฮั้ว’ ราคา จะเกิดขึ้นได้ง่าย ราคากล่องจะไม่ถูกลงตามกลไกตลาดการแข่งขันจะไม่เสรีและเป็นธรรม ผู้บริโภคเสียประโยชน์ ส่วนตัวเสนอให้กำหนดเงินประกันตามจำนวนการขายกล่อง ใครขอขายมากก็จ่ายเงินประกันมาก ใครทุนน้อยก็จ่ายน้อย แล้วไปแข่งกันในตลาด เพราะรายเล็กมากๆ ที่เข้าร่วมโครงการคูปองลำบากอยู่แล้ว เพราะต้องมีระบบบริการหลังการขาย แต่ กสทช. ต้องไม่กีดกันรายกลาง รายย่อย รายใหม่ ซึ่งต้องรอข้อเสนอสำนักงานส่งกลับยังกรรมการอีกรอบ ฝากสังคมช่วยจับตาต่อไป” สุภิญญา กล่าว…

โฆษณา
 

31 ก.ค 57 ฐานเศรษฐกิจ จัดสัมมนา “อนาคตเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤติการเมือง” (กำหนดการ)

ฐานเศรษฐกิจ จัดสัมมนา “อนาคตเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤติการเมือง”
วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม 2557 เวลา 08.30-12.30 น . ณ ห้องซาลอน B ชั้น 2 โรงแรมสวิทโฮเทลเลอคองคอร์ด ถ.รัชดา

กำหนดการ

08.30 – 09.00. น. ลงทะเบียน

09.00 – 09.05 น. นายเจษฎา วีระพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฐานเศรษฐกิจ จำกัดกล่าวรายงาน

09.05 – 10.05 น. นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดงานและปาถกฐาเรื่อง “การผลักดันเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง สู่เป้าหมายจีดีพี มากกว่า 2 %”

10.05 -10.10 น. มอบของที่ระลึกและร่วมถ่ายภาพร่วมกันบนเวที

10.10-12.30 น. การเสวนา “อนาคตเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤติการเมือง”

– นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทีเอ็มบี และในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย

– นายอิสระ ว่องกุศกิจ ประธานกรรมการกลุ่มมิตรผล และในฐานะประธานสภาหอการค้าไทย

– นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกรรมการ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

– นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานงบประมาณ

– นายจิตติศักดิ์ นันทพานิช บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ (ดำเนินรายการ)

12.30 น. จบการสัมมนา

 

วันภาษาไทย! ก.วัฒฯ ยกย่อง 18 ปูชนียบุคคล, 7องค์กร ดีเด่น / 24 รางวัล”เพชรในเพลง” มีรายชื่อ-รายละเอียด ดังนี้..

28 กรกฏาคม 2557

วันพรุ่งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม  จัดงานวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๕๗  เวลา ๐๙.๐๐ น. ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เพื่อสนองแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงแสดงความห่วงใยและพระราชทานแนวคิดเกี่ยวกับการใช้ภาษาไทยในโอกาสต่างๆ ด้วยการส่งเสริมให้เยาวชนและประชาชน ใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง และการอนุรักษ์ภาษาไทยและภาษาท้องถิ่นอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่บ่งบอกถึงความเป็นมาและวัฒนธรรมอันยาวนาน ตลอดจนการสืบสานภาษาไทยให้คงอยู่ และถ่ายทอดสู่อนุชนรุ่นหลังสืบไป

กระทรวงวัฒนธรรม  ได้คัดเลือกปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น ผู้ใช้ภาษาไทยถิ่นดีเด่น และผู้มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทย เพื่อเป็นแบบอย่างให้เยาวชน และประชาชน รวมทั้งยังได้ดำเนินการโครงการประกวดเพลง (เพชรในเพลง) เพื่อยกย่องบุคคลในวงการเพลง  ที่มีผลงานดีเด่นด้านภาษาไทย ได้แก่ นักประพันธ์เพลงที่มีความสามารถผสมผสานความรู้ทางภาษา วรรณศิลป์ คีตศิลป์และจินตนาการได้อย่างเหมาะสม และนักร้องที่ออกเสียงขับร้องเพลงได้อย่างชัดเจน ถูกต้องตามหลักการใช้ภาษาไทย เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ ต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี               

นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติและมอบรางวัลให้แก่บุคคลแบบอย่างด้านภาษาไทย เป็น ๔ ประเภท ได้แก่ 

๑.ด้านปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย เป็นผู้ที่มีความสามารถ มีความเชี่ยวชาญ และมีผลงานดีเด่น เป็นที่ยอมรับของวงการภาษาไทย จำนวน ๑ ราย ได้แก่ รองศาสตราจารย์ประพนธ์  เรืองณรงค์

๒.ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น เป็นบุคคลที่มีผลงงานการสร้างสรรค์ภาษาไทย และสามารถใช้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม จำนวน ๙ คน ได้แก่

นางสาวเขมสรณ์ หนูขาว

นางเตือนใจ บัวคลี่

รองศาสตราจารย์นพดล จันทร์เพ็ญ

นางนันทพร ศานติเกษม (ปิยะพร ศักดิ์เกษม)

รองศาสตราจารย์นันทา ขุนภักดี

รองศาสตราจารย์ปิตินันธ์ สุทธสาร

รองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ดวงจันทร์

ศาสตราจารย์อัจฉรา ชีวพันธ์

และรองศาสตราจารย์อัมพร สุขเกษม 

๓.ผู้ใช้ภาษาไทยถิ่นดีเด่น เป็นผู้ที่มีผลงานการสร้างสรรค์ภาษาไทยถิ่น และสามารถใช้ได้อย่างเหมาะสม จำนวน ๖ ราย ได้แก่

รองศาสตราจารย์เกษม ขนาบแก้ว

นายพญอม จันนิ่ม

นางพยอม ถิ่นถา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรชัย ศรีสารคาม

ร้อยตรีวีระชัย ครองยุทธ

และนางสุพิน ฤทธิ์เพ็ญ

๔.ผู้มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทย ซึ่งเป็นบุคคลหรือองค์กรที่มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทย ประเภทบุคคล จำนวน ๒ ราย ได้แก่

รองศาสตราจารย์เรณู วิชาศิลป์

และ ศาสตราจารย์อนันต์ชัย เลาหะพันธุ

ประเภทองค์กร จำนวน ๗ แห่ง ได้แก่

กลุ่มวรรณกรรมสัญจร ชมรมวรรณศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

โครงการสอนภาษาไทยและวัฒนธรรมไทยวัดไทยลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา

ศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนาและภาษาไทย วัดบุญญาราม รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย 

ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมชาติพันธุ์ไท วัดท่ากระดาษ จังหวัดเชียงใหม่

สมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย

ส่วนกิจการสัมพันธ์และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

และสำนักกวีน้อยเมืองนคร              

************************
นายเอนก สีหามาตย์ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กรมศิลปากร ได้ดำเนินการประกวดเพลง (เพชรในเพลง) เป็นรางวัลที่มอบให้กับผู้ประพันธ์ นักร้อง เพลงไทยสากล และลูกทุ่งที่ออกเสียงได้ถูกต้องตามอักขระภาษาไทย เพื่อยกย่องบุคคลในวงการเพลงที่มีผลงานดีเด่นด้านภาษาไทย ทั้งนักประพันธ์เพลงที่มีความสามารถผสมผสานความรู้ด้านภาษา วรรณกรรม และนักร้องที่ร้องเพลงออกเสียงชัดเจน และถูกต้องตามหลักการใช้ภาษาไทย โดยมีผู้ได้รับการประกาศยกย่องและมอบรางวัลทั้งประเภทเพลงไทยลูกทุ่ง และเพลงไทยสากล ได้แก่ 

๑.รางวัลเชิดชูเกียรติพิเศษศิลปินผู้มีคุณปการต่อการสร้างสรรค์เพลง ได้แก่

นายมนตรี ตราโมท    

๒.รางวัลเชิดชูเกียรติพิเศษผู้มีคุณูปการต่อวงการเพลง ได้แก่

นายไพบูลย์ สำราญภูติ (คีตา พญาไท) 

๓.รางวัลเชิดชูเกียรติพิเศษเพลงชุดดีเด่นในอดีต ได้แก่

ชุดปริญญาชาวนา ผู้ประพันธ์ นายอาจินต์ ปัญจพรรค์ 

๔.รางวัลเชิดชูเกียรติพิเศษผู้จุดประกายวงการเพลงเด็ก ได้แก่

วงดนตรีสองวัย ผู้จัดการวง นางสาวปิยนุช บุญประคอง

๕.รางวัลเชิดชูเกียรติผู้ประพันธ์เพลงดีเด่นในอดีต จำนวน ๒ รางวัล คือ

ประเภทเพลงไทยสากล  ได้แก่ เพลงบ้านของเรา นายสติ สติฐิต (ครูเนรัญชรา)

และประเภทเพลงไทยลูกทุ่ง ได้แก่ เพลงแม่พิมพ์ของชาติ นายสุเทพ โชคสกุล 

๖.รางวัลการประพันธ์เพลงดีเด่นด้านภาษาไทยแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ

ประเภทการประพันธ์คำร้องเพลงไทยสากล

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เพลงกอดแม่วงก์ นางจิระนันท์ พิตรปรีชา

รางวัลชมเชย ได้แก่ เพลงค่าของคน นายยืนยง โอภากุล

และเพลงคนแรกที่รัก นายณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์ (หมู มูซู)

ประเภทการประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เพลงสัญญานักสู้ นายสัญญารักษ์ ดอนศรีฐิติโชติ (สัญญารักษ์ ดอนศรี)

รางวัลชมเชย ได้แก่ เพลงครูคือผู้ให้ นายพจน์ คีรีวรรณ

และเพลงนายฮ้อยแรงงาน นายวสุ ห้าวหาญ 

๗.รางวัลการขับร้องเพลงดีเด่นด้านภาษาไทย แบ่งเป็น ๔ ประเภท คือ

ประเภทผู้ขับร้องเพลงไทยสากลชาย รางวัลชนะเลิศได้แก่ เพลงเรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย นายปองศักดิ์ รัตนพงษ์ (ออฟ ปองศักดิ์)

รางวัลชมเชย ได้แก่ เพลงรักแท้อยู่เหนือกาลเวลา นายจารุวัฒน์ เชี่ยวอร่าม (โดม จารุวัฒน์)

และเพลงค่าของคน นายยืนยัน โอภากุล

ประเภทผู้ขับร้องเพลงไทยสากลหญิง

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เพลงเหนื่อยก็พัก ไม่รักก็พอ นางสาวหนึ่งธิดา โสภณ (หนูนา)

รางวัลชมเชย ได้แก่ เพลงเมื่อไหร่ฟ้าจะมองที่ฉัน นางสาวณัทฐ์ฐิตา พิบูลภานุวัธน (พรีน)

และเพลงไม่เคยอยู่ในสายตา นางสาววรกาญจน์ โรจนวัชร (พันซ์ วรกาญจน์)

ประเภทผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เพลงรักจงรอ นายสุธิราช อุสุภะ (กุ้ง สุธิราช วงศ์เทวัญ อาร์สยาม)

รางวัลชมเชย ได้แก่ เพลงสัญญาณรัก สัญญาณใจ นายสร่างศัลย์ เรืองศรี (หนู มิเตอร์ อาร์สยาม)

และเพลงฝืนใจหน่อยได้ไหม นายประยูร ศรีจันทร์ (ไผ่ พงศธร)

ประเภทขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งหญิง

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เพลงนาทีเดียวเพื่อรัก ทั้งชีวิตเพื่อลืม นางสาวชลดา ทองจุลกลาง (ตั๊กแตน ชลดา) 

รางวัลชมเชย ได้แก่ เพลงถ้าฉันจะลองเป็นของคนอื่น นางสาววลีรัตน์ สีนวลจันทร์ (ครีม อาร์สยาม)

และเพลงครูสู่เศรษฐกิจพอเพียง เด็กหญิงรัตนาภรณ์ ก้อนทอง             

ทั้งนี้ จะมีการจัดกิจกรรม และการมอบรางวัล ในงานวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๕๗ ในวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เวลา ๐๙.๐๐ น. ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ผู้สนใจสามารถร่วมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สำหรับรายละเอียดสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กระทรวงวัฒนธรรม โทร.๐ ๒๔๒๒ ๘๘๕๑-๘ หรือ สายด่วนวัฒนธรรม โทร. ๑๗๖๕

 

แถลงการณ์! คณะ กก.สิทธิฯ ขอประณามการใช้ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนี้..

แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

เรื่อง ขอประณามการใช้ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดยใช้วิธีการที่ป่าเถื่อน  โหดร้ายทารุณ ไร้มนุษยธรรม ต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์

                                ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เคยแสดงความห่วงใยและความกังวลต่อการใช้ความรุนแรง             ทุกรูปแบบ โดยได้มีการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและติดตาม  รวมถึงการออกแถลงการณ์เพื่อประณามการใช้ความรุนแรงมาโดยตลอด   จนกระทั่งเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม2557  ได้เกิดเหตุความรุนแรงระเบิดในพื้นที่อำเภอเบตง  จังหวัดยะลา  เป็นเหตุให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต จำนวน 3 ราย  ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมากกว่า 40 ราย  และทรัพย์สินเสียหาย ดังปรากฏเป็นข่าวแล้ว นั้น

ทั้งๆที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นเมืองที่มีความสงบที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดยะลา ประชาชนอยู่ร่วมกันได้ด้วยความเอื้ออาทร และมีความเข้าใจ ซึ่งกันและกันทุกเชื้อชาติทุกศาสนา ใช้ชีวิตอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันโดยไม่แบ่งแยก  อีกทั้งเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรม  จนได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นเมืองที่นำมาซึ่งความร่มเย็น และมีความสงบเรียบร้อยอย่างต่อเนื่องยาวนาน

จากเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลานี้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติขอแสดงความเศร้าสลดเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้เสียชีวิต ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวของบุคคลดังกล่าวที่ได้รับผลกระทบจากการใช้ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  นอกจากเสียชีวิต  ร่างกายได้รับบาดเจ็บ  และสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมากแล้ว  ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจและความเป็นอยู่ของผู้ได้รับผลกระทบและครอบครัว และขอประณามการใช้ความรุนแรงที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงโดยใช้วิธีการที่ป่าเถื่อน โหดร้ายทารุณ ไร้มนุษยธรรม ทั้งผิดกฎหมาย ขัดต่อหลักศาสนาทุกศาสนา ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง  และขัดต่อหลักมนุษยธรรมเช่นนี้ โดยไม่คำนึงถึงการกระทำต่อกลุ่มเป้าหมายที่บริสุทธิ์  เป็นการกระทำที่ไม่รู้สำนึกถึงความรุนแรงจากผลแห่งการกระทำ  ซึ่งขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากลที่ทุกฝ่ายต้องยึดถือ  

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติขอสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ใช้ความพยายาม          ในการดำเนินมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน  การประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตอย่างปกติสุข ด้วยความร่วมมือของภาคประชาชนในการเฝ้าระวัง แจ้งเบาะแสของผู้กระทำความผิด และการป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ให้กลับคืนมา

พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบเพื่อดูแลเยียวยา รักษาพยาบาล  โดยเฉพาะการฟื้นฟูจิตใจในทุกมิติตามมาตรการต่างๆอย่างเต็มกำลังความสามารถ อีกทั้งเร่งเยียวยาความเสียหาย ฟื้นฟูจิตใจและความบอบช้ำของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์   รวมถึงต้องเร่งดำเนินการตามกฎหมายโดยสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้สาสมกับการกระทำผิดต่อกฎหมายและละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรงโดยเร็ว
                               คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ขอเป็นกำลังใจและให้กำลังใจแก่ทุกภาคส่วนที่จะร่วมกันสอดส่องดูแลความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย และการดำรงชีพในพื้นที่ เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกันเหตุร้ายจากผู้ก่อความไม่สงบ และเป็นหูเป็นตาให้กันและกัน ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการดำเนินมาตรการรักษาความสงบ และความปลอดภัยให้กับประชาชนทุกหมู่เหล่าโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติหรือศาสนาใดทั้งสิ้น เพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

26 กรกฎาคม 2557            

 

คำชี้แจง! กสทช. พร้อมปฏิบัติตามคำสั่ง คสช. ระงับประมูล 4G ตามแผนเดิม ส.ค. และ พ.ย.57

18 ก.ค.57

กสทช. พร้อมปฏิบัติตามคำสั่ง คสช. ขยายระยะเวลาเยียวยาผู้ใช้บริการมือถือคลื่น 1800 MHz ยืนยันซิมไม่ดับ พร้อมเร่งเสนอแนวทางแก้ไขกฎ ระเบียบ ให้โปร่งใส เป็นธรรม

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า  ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่งที่ 94/2557 เรื่อง การระงับการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ลงวันที่ 18 ก.ค. 2557 ออกมานั้น มีผลทำให้การประมูลคลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคม คือ การประมูลคลื่นความถี่ 1800MHz และการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz  ( 2 คลื่นนี้ ที่จะใช้ประมูล 4 จี) ที่กำหนดจะมีขึ้นในเดือนสิงหาคมและเดือนพฤศจิกายน ปี 2557 ตามลำดับ ต้องชะลอการดำเนินการออกไปก่อนเป็นระยะเวลา 1 ปี อันจะทำให้สามารถดำเนินการได้ประมาณเดือนกรกฎาคม ปี 2558

สำหรับกรณีของคลื่นความถี่ 1800MHz ที่สิ้นสุดสัญญาสัมปทานไปแล้ว และกำลังจะสิ้นสุดระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ 1800 MHz ของบริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด ในวันที่ 15 กันยายน 2557 นี้ ตามคำสั่งดังกล่าวทำให้ระยะเวลาคุ้มครองฯ ขยายออกไปจนกว่าจะมีการดำเนินการจัดสรรคลื่นความถี่แล้วเสร็จ

ดังนั้น ประชาชนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่คลื่นความถี่ 1800 MHz มั่นใจได้ว่าจะสามารถใช้บริการโทรศัพท์ได้อย่างต่อเนื่อง ซิมไม่ดับแน่นอน ประชาชนไม่จำเป็นต้องรีบย้ายค่าย

ทั้งนี้ กสทช. จะรีบดำเนินการให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งที่เกี่ยวข้อง หรือปรับปรุง หรือยกเลิก กฎ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 45 และกฎหมายอื่นที่เป็นอุปสรรคให้มีความชัดเจน เพื่อรองรับการดำเนินการให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ เพื่อให้การดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผลสูงสุด และสอดคล้องกับแนวนโยบายการใช้จ่ายเงินงบประมาณของรัฐ โดยคำนึงถึงความมั่นคงของรัฐและประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ

 

รฟท. เตรียมมอบ 360,000บ. เยียวยาครอบครัว”น้องแก้ม” / พรุ่งนี้ ดีเดย์ ห้ามขายเหล้า ใน -บนขบวนรถไฟ

11 ก.ค.2557

ฝ่ายประชาสัมพันธ์การรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การรถไฟฯ เตรียม มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นเป็นจำนวน 360,000 บาท ให้แก่มารดาของน้องแก้ม

และ การรถไฟฯ เสนอมอบทุนการศึกษาให้แก่ พี่สาวของน้องแก้ม ที่ศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 จนจบหลักสูตรปริญญาตรี

และพร้อมรับเข้าบรรจุเป็นพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย  เมื่อจบการศึกษา        

ส่วนมาตรการเร่งด่วนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวกับผู้โดยสารที่เดินทางบนขบวนรถไฟ ดังนี้

–  ลูกจ้างชั่วคราวที่เป็นพนักงานรถนอน จำนวน 90 คน ที่รับสมัครในรุ่นเดียวกันกับผู้ต้องหา จะมีการทบทวนและตรวจสอบคุณสมบัติและประวัติใหม่อีกครั้ง

– ในการรับสมัครพนักงาน หรือลูกจ้างเข้าทำงานในการรถไฟฯ ในหน้าที่ด้านบริการที่เกี่ยวข้องกับผู้โดยสาร จะต้องมีการตรวจสอบประวัติ และสุขภาพจิต และยังไม่ให้ปฏิบัติงานหากยังไม่ทราบผลการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

– ห้ามจำหน่ายสุรา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งในสถานี และบนขบวนรถไฟ รวมทั้งห้ามผู้โดยสารดื่มสุรา และแอลกอฮอล์บนขบวนรถไฟด้วย โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2557 ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชา เป็นต้นไป

– ให้มีรถนอนชั้น 2 เฉพาะสุภาพสตรี (Lady Car) อย่างน้อยขบวนละ 1 คัน ในขบวนรถที่มีการพ่วงรถนอน

– ติดปุ่มแจ้งเหตุฉุกเฉิน ภายในที่นอนบนขบวนรถนอนทุกคัน

ทั้งนี้ การรถไฟฯ อยู่ในระหว่างทบทวนมาตรการสร้างความเชื่อมั่นทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยของการให้บริการที่ยั่งยืนและจะเผยให้ทราบต่อไป

จากกรณีที่มีข่าวว่า ผู้ต้องหาเป็นลูกจ้างของบริษัทที่รับสัมปทานนั้น ขอเรียนชี้แจงว่า ในชั้นแรกมีผู้ต้องสงสัยจำนวน 4 คน เป็นพนักงานรถนอน 3 คน และพนักงานทำความสะอาดที่เป็นพนักงานของบริษัท 1 คน ซึ่งในชั้นสอบสวน พนักงานทำความสะอาดเป็นผู้ต้องสงสัยมากที่สุด จนนำไปสู่ความเข้าใจที่สับสนต่อสาธารณชน

 

คำชี้แจง! ไปรษณีย์ไทย  เร่งตรวจสอบ กรณี“ไอโฟน กลายเป็นหิน”

9 กรกฎาคม 2557 – บริษัท ไปรษณีย์ไทย จํากัด (ปณท) เผยรายละเอียดกรณี “ไอโฟน กลายเป็นหิน”  ว่าทราบเรื่องทางโลกออนไลน์เมื่อวันที่  5 ก.ค.57 โดยผู้เสียหายโพสต์ภาพการได้รับสิ่งของที่ภายในบรรจุเป็นก้อนหิน  และเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดย ปณท ได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลตั้งแต่กระบวนการฝากส่งต้นทางจนถึงขั้นตอนการนำจ่ายถึงมือผู้รับปลายทางอย่างละเอียดซึ่งจะใช้เวลาในการดำเนินการ 5 – 7 วัน

นางสาวสุชาดา พุทธรักษา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ (สายงานการตลาด) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จํากัด (ปณท) กล่าวถึงรายละเอียดกรณี “ไอโฟน กลายเป็นหิน” ปณท รับทราบเรื่องร้องเรียนเมื่อวันที่ 5กรกฎาคม เกี่ยวกับ กรณี การส่ง EMS โทรศัพท์มือถือไอโฟนและกลับได้เป็นก้อนหิน จากนางสาวปิยนุช เสนามิตร โดยระบุว่าพี่สาวเป็นผู้ฝากส่ง EMSดังกล่าวที่ ปณอ.รังสิต 101 (มหาวิทยาลัยรังสิต) เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2557 และได้รับEMS ในวันที่ 5 ก.ค.57 ซึ่งผู้รับได้รับสิ่งของที่ภายในบรรจุเป็นก้อนหิน จึงดำเนินการเข้าแจ้งความ ทั้งนี้ ปณท กำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลตั้งแต่กระบวนการฝากส่งต้นทางจนถึงขั้นตอนการนำจ่ายถึงมือผู้รับปลายทางอย่างละเอียดซึ่งจะใช้เวลาในการดำเนินการ 5 – 7 วัน 

อย่างไรก็ตาม ปณท. มีฝ่ายควบคุมคุณภาพ ซึ่งดำเนินการตรวจสอบการวัดน้ำหนักต้นทางปลายทางถ้าพบวัตถุที่มีความคาดเคลื่อนระหว่างน้ำหนักต้นทางและปลายทาง รวมถึงในกรณีที่การส่งพัสดุมีความบกพร่อง เสียหาย ปณท มีนโยบายชดใช้ค่าเสียหายซึ่งเป็นรูปแบบการให้บริการที่เป็นมาตรฐานสากล ทั้งนี้สำหรับผู้ใช้บริการที่ส่งสินค้ามีมูลค่าสูงสามารถพิจารณาใช้บริการการประกันการส่งสินค้าที่วงเงินชดเชยสูงสุดถึง 50,000 บาท

กระบวนการรักษาคุณภาพที่ได้มาตรฐานสากลเพื่อสร้างความมั่นแก่ผู้บริโภคในอนาคตว่า ปณท ได้จัดระบบเพื่อรักษาคุณภาพบริการ โดยแบ่งเป็น 2 แนวทาง คือ  ขั้นตอนการนำจ่าย การปรับปรุง วัสดุอุปกรณ์ และยานพาหนะ อันได้แก่  การเพิ่มRoll Pallet สำหรับขนส่งสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ ปัจจุบันมี Roll Pallet หมุนเวียนใช้งาน จำนวน 7,500 ตัว และจะได้ปรับปรุงให้มี 4 ล้อ และน้ำหนักเบา เพื่อให้เคลื่อนย้ายได้สะดวก จัดซื้อรถยนต์นำจ่ายเพิ่มอีก 637 คัน

สำหรับการนำจ่ายสิ่งของที่มีขนาดใหญ่และรองรับปริมาณงานจำนวนซึ่งรถจักรยานยนต์ไม่สามารถนำสิ่งของไปได้ทั้งหมดในเที่ยวเดียว  การใช้ย่ามนำจ่ายไปรษณีย์รูปแบบพิเศษที่สามารถบรรจุกล่องได้มากกว่าเดิม 3 เท่า ป้องกันการตกหล่น หรือเสียหายจากการรัดกล่องด้วยยางแบบเดิมที่ทำให้กล่องยุบเสียรูปทรง ทำให้สิ่งของบรรจุภายในเสียหาย จัดทำถุงไปรษณีย์แบบกล่องป้องกันการกระแทก การเท และการทับกันของพัสดุต่างๆ ฯลฯ  รวมถึงการพัฒนาบุคลากรที่ปัจจุบันมีกว่า 22,000 คน อาทิ  การฝึกอบรมมาตรฐานการให้บริการของเจ้าหน้าที่ให้บริการหน้าเคาน์เตอร์และเจ้าหน้าที่นำจ่ายทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี 2552 – ปัจจุบัน การจัดทำคู่มือมาตรฐานการให้บริการให้บริการที่เป็นเลิศ สำหรับแจกจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่รับฝาก และเจ้าหน้าที่นำจ่าย ใช้เป็นคู่มือปฏิบัติหน้าที่อย่างมีมาตรฐานการให้บริการที่มีคุณภาพเดียวกันทั่วประเทศการกิจกรรมฝึกอบรมหัวหน้าที่ทำการไปรษณีย์ (ต้นแบบการดำเนินการควบคุมมาตรฐานการให้บริการที่เป็นเลิศ หรือ Service tracking)ทั้งนี้คาดว่า ในปี 2558 จะสามารถลดเปอร์เซ็นต์การร้องเรียนเป็น 0.0001 เปอร์เซ็นต์ จากการคาดการณ์ปริมาณการส่งที่จะเพิ่มสูงถึง 2,500 ล้านชิ้น จากเดิม 2,100 ล้านชิ้น     

อย่างไรก็ตาม ตามที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ อันเกิดจากการโพสต์ ข้อมูลข่าวสาร ภาพ เนื้อหา เกี่ยวกับข้อบกพร่อง รูปแบบการให้บริการ ฯลฯ อันเกิดจากผู้ประสงค์ดีที่ต้องการให้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เกิดการพัฒนา ข้อบกพร่องดังกล่าว  ปณท. กำหนด นโยบายเร่งด่วนในการยกระดับการพัฒนากระบวนการให้บริการของ โดย ปณท คงไว้นโยบายการให้บริการ อันมีเนื้อหาครอบคลุม ดังนี้  การให้บริการต้องได้มาตรฐานคุณภาพที่ดี มีความรวดเร็ว ตรงเวลา ทำงานด้วยความซื่อสัตย์
เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าสูงสุด

 ทั้งนี้  ปณท ได้ตั้งคณะทำงานสำหรับเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีหน้าที่ในการตอบข้อมูลข่าวสาร เนื้อหาสาระ ฯลฯ เกี่ยวกับการให้บริการ ตลอดจนข้อร้องเรียนต่างๆ โดยจะประสานข้อมูลดังกล่าวกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการอย่างทันถ่วงที