RSS

Monthly Archives: มิถุนายน 2014

377 วิทยุชุมชน เตรียมเฮ! ชง คสช. ปลดล็อก ออกอากาศได้ หลัง กสทช. เข้าแจงเสนอขอปลดล็อก คลื่นถูก กม.

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า วันนี้ (25 มิ.ย. 57) เวลา 15.30 น. สำนักงาน กสทช. ได้เข้าชี้แจงต่อพล.อ. ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้นำเสนอ คสช. ออกประกาศในการปลดล็อกให้สถานีวิทยุชุมชนดำเนินการออกอากาศได้

โดยมีเงื่อนไขในการที่จะออกอากาศ ดังนี้
1.เป็นสถานีที่ได้รับใบอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง  

2. จะต้องผ่านการตรวจเครื่องส่ง สายอากาศ ให้เป็นไปตามประกาศ กสทช. กำหนด คือ กำลังส่งไม่เกิน 500 วัตต์ ความสูงเสาไม่เกิน 60 เมตร และเมื่อออกอากาศแล้ว จะต้องมีรัศมีการให้บริการไม่เกิน 20 กิโลเมตร

3. หนึ่งนิติบุคคล ต่อหนึ่งใบอนุญาต

4. เนื้อหาในการออกอากาศจะต้องสอดคล้องกับประกาศของ คสช.

5.จะต้องมาทำ MOU ในการปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้งหมดกับทางสำนักงาน กสทช.    

หากประกาศ คสช. ที่ทางสำนักงานฯ ได้เข้าไปชี้แจงเมื่อวานได้สามารถประกาศได้ในสัปดาห์นี้ สำนักงาน กสทช. ก็จะสามารถเริ่มที่จะให้ สถานีที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้างต้นทยอยออกอากาศได้ ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถออกอากาศได้ในทันที 377 สถานีก่อน

ส่วนสถานีอื่นที่จะต้องเข้ารับการตรวจเครื่องส่ง สายอากาศ สำนักงานฯ ได้ชี้แจงต่อหัวหน้าฝ่ายกฎหมายฯ คสช. แล้วว่าการดำเนินการตรวจสอบดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายใน 30 วัน

ทั้งนี้ ในการดำเนินการตรวจสอบด้านเทคนิค และด้านเนื้อหาที่ไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ทางกองทัพภาคที่ 1-4 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะร่วมกับสำนักงาน กสทช. ภูมิภาคทั้ง 14 เขต อำนวยความสะดวกให้กับสถานีวิทยุชุมชนในพื้นที่ด้วย

หากประกาศ คสช. ได้ประกาศปลดล็อกการออกอากาศของสถานีวิทยุชุมชนแล้ว เรื่องนี้จะกลับมาอยู่ในความรับผิดชอบของ กสทช. ที่จะมีการพิจารณาให้สถานีวิทยุดังกล่าวทยอยออกอากาศต่อไป

Advertisements
 

แถลงการณ์! วิทยุชุมชนโลก ห่วงใยสถานการณ์วิทยุชุมชนไทย จี้ คสช.-กสทช.ให้เห็นความสำคัญวิทยุชุมชนต่อกระบวนการสร้างสันติภาพ

image

19 มิถุนายน 2557

กาฐมาณฑุ-   สหพันธ์วิทยุชุมชนโลกภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิค สำนักงานในประเทศเนปาล กระตุ้นเตือนคสช. -กสทช. ให้เห็นความสำคัญวิทยุชุมชนในกระบวนการสร้างสันติภาพ

วันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา สหพันธ์วิทยุชุมชนโลก หรือ AMARC(World Association of Community Radio Broadcaster) เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศ ที่สนับสนุนการดำเนินการของวิทยุชุมชนมีองค์กรสมาชิกกว่า 4,000 แห่ง ใน 130 ประเทศทั่วโลก มีเป้าหมายในการให้ความสนับสนุนที่นำไปสู่การพัฒนาของชุมชนและวิทยุกระจายเสียง ให้ความสำคัญกับหลักการมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับวิทยุชุมชน ตลอดจนสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในหลายครั้งทั่วทุกภูมิภาค แอฟริกา อเมริกาเหนือ ละตินอเมริกา – แคริเบียน เอเชีย – แปซฟิก และยุโรป ได้ออกแถลงการณ์ถึงความห่วงใยในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อสถานีวิทยุชุมชน จากคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งช่าติ(คสช.) ในช่วงที่ผ่านมา

Maica Lagman ประธานสหพันธ์วิทยุชุมชนโลกภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิค กล่าวถึงสถานการณ์ในประเทศไทย หลังมีประกาศคสช. ระงับการออกอากาศทางสถานีวิทยุที่ได้รับสิทธิทดลองออกอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานีวิทยุชุมชนที่ไม่มีโฆษณานั้น ว่า
แม้ในขณะนี้วิทยุชุมชนที่ไม่มีโฆษณาจะได้กลับมาออกอากาศแล้วก็ตาม แต่การควบคุมเนื้อหาในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อาจทำให้ขาดความหลากหลายของรูปแบบรายการ ซึ่งเป็นลดทอนคุณค่าของวิทยุชุมชน ที่ต้องเป็นพื้นที่ของเสียงเล็กๆ ในสังคม วิทยุชุมชนในประเทศแถบเอเชีย-แปซิฟิค และประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ได้เข้าไปมีบทบาทในกระบวนการสร้างสันติภาพ ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ประเทศไทยควรใช้ช่วงเวลานี้ เปิดโอกาสให้วิทยุชุมชน ได้ทำหน้าที่ในการสร้างความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยและการสร้างความเข้าใจผ่านการแลกเปลี่ยนพูดคุย การปิดกั้นวิทยุชุมชนก็คือการปิดกั้นเสรีภาพการแสดงความเห็นของประชาชน และเรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศไทย

Maica Lagman ยังเน้นย้ำว่า เนื้อหาในรายการวิทยุชุมชนต้องมีความหลากหลาย การควบคุมเนื้อหาในช่วงการประกาศกฎอัยการศึกอาจทำให้เกิดบรรยากาศแห่งความกลัว คุณค่าของการเปลี่ยนเรียนรู้ในวิทยุชมชนอาจจะหายไปและถูกแทนที่ด้วยเนื้อหาที่เน้นความบันเทิงเป็นหลัก

สมาคมวิทยุชุมชนโลก (AMARC) จึงขอเรียกร้องให้คสช.และกสทช. ส่งเสริมวิทยุชุมชนที่ไม่แสวงหากำไร ให้ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ในกระบวนการสร้างความปรองดองในสังคม พื้นที่ของวิทยุชุมชนเกิดจากหลักการสิทธิมนุษยชน เสรีภาพการแสดงออก และเสรีภาพสื่อ ซึ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งสำคัญในการสะท้อนความเป็นประชาธิปไตยในประเทศไทย

 

RS และ PSI แจ้ง! รับคืนกล่องดูบอลโลก รวม แพคเกจชดเชย/ นัดส่งแผนที่ชัดเจนให้ กสทช. 16มิ.ย.57

image

13 มิถุนายน 2557 

นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. และในฐานะประธานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พร้อมด้วยอนุกรรมการฯ ได้เชิญตัวแทน บ.อาร์เอสฯ มาหารือแนวทางการชดเชยผู้บริโภคที่ได้ซื้อกล่องของอาร์เอส และแพคเกจบอลโลก 2014

นางพรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) และคณะ ได้เข้าร่วมประชุมพร้อมชี้แจงแก่คณะอนุกรรมการว่า ทางอาร์เอส ได้มีแนวทางการคืนเงินชดเชยสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลก และช่องบอลโลกพิเศษ โดยผู้ที่ไม่ต้องการรับชมผ่านกล่องก็สามารถส่งกล่องคืน บ. ได้  และสามารถคืนเงินค่าแพคเกจเสริมบอลโลกได้ โดยวันจันทร์ที่ 16 มิ.ย. นี้ อาร์เอสจะสามารถส่งรายละเอียดความชัดเจน วิธีการคืน สถานที่ ระยะเวลาและราคากลาง ให้แก่คณะอนุกรรมการฯ ก่อนเข้าสู่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือ  กสท. พิจารณาต่อไป 

ส่วนกรณี ของกล่อง PSI ได้เข้ามาชี้แจง พร้อมยินดีเปิดรับคืนกล่องเช่นกัน แต่ผู้บริโภคที่ซื้อกล่องมีหลายเหตุผลมากกว่ารับชมบอลโลก จึงต้องจำกัดเวลาคืนให้คนที่เพิ่งซื้อกล่องไม่นาน

“แม้ตัวเองจะไม่เห็นด้วยกับการอนุมัติงบ 427 ล้านให้แก่ อาร์เอส  แต่ตนอยากเสนอให้สำนักงาน และกรรมการ กสทช. 6 ท่าน กลับมาทบทวนเพดานตัวเลข 427 ล้านบาทนี้ เพราะอาจมีความเสี่ยงในอนาคต พร้อมทั้งอยากให้สำนักงานเปิดเผยรายละเอียดวิธีคิดสูตรคำนวณที่มาของตัวเลข 427 ล้านบาทด้วย เพื่อความโปร่งใสและสังคมตรวจสอบได้”   

 

“สารี” จี้ RS คืนเงินค่ากล่องบอลโลก ให้ผู้บริโภค / ปรับ กม.ลิขสิทธิ์ให้สมดุล

image

13 มิถุนายน 2557

นางสาวสารี อ่องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวถึงกรณีถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ว่า ต้องมีทั้งคนดีใจและเสียใจ เมื่อศาลปกครองสูงสุดยืนยันตามศาลปกครองกลางให้อาร์เอส ชนะคดีนี้ หมายความว่าคนไทยจะได้ชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกผ่านทางฟรีทีวี 22 แม็ทช์ ตามแผนการตลาดเดิมของบริษัท อาร์เอส ส่วนผู้ที่ต้องการชมครบทั้ง 64 แม็ทช์ คงจะต้องไปชมผ่านทางกล่องรับสัญญาณต่างๆ ที่ถูกเข้ารหัสไว้ 

มีข้อเสนอให้ใช้เงินกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทสป.) จ่ายสมทบค่าใช้จ่ายให้กับอาร์เอส (RS) ให้ถ่ายทอดฟุตบอลโลกในสถานีโทรทัศน์ ช่อง 5 และช่อง 7 แต่มีคนคัดค้านกันมากว่า สมควรที่จะใช้เงินกองทุนฯ ในการจ่ายตอบแทนค่าลิขสิทธิ์ให้ RS หรือไม่ ผลที่เกิดขึ้นก็มีพอควร นอกเหนือจากต้องตัดสินว่า เงินกองทุนฯสามารถใช้เพื่อจ่ายสมทบค่าลิขสิทธิ์ในครั้งนี้ได้หรือไม่ และหากบังคับให้ถ่ายทอดทั้งหมดในช่อง 5 และ 7 จะเกิดปัญหากับผู้บริโภคที่ซื้อกล่อง RS ไป ว่า จะขอเงินคืนได้จากใคร เพราะถึงไม่มีกล่องก็สามารถดูได้อยู่แล้ว                ข้อเสนอทางออกเรื่องนี้ที่พอจะเป็นธรรมกับทุกฝ่ายในสายตาผู้บริโภค

1. ใช้งบโฆษณาที่ได้รับจากทั้งช่อง 5 และช่อง 7 จ่ายสมทบค่าลิขสิทธิให้กับ RS เพราะการถ่ายทอดสดที่เกิดขึ้น ย่อม มีผลประโยชน์เกิดขึ้น สัดส่วนของผลประโยชน์จะจัดสรรสมทบให้กับRS อย่างไร โดยไม่ต้องใช้เงินกองทุน ฯ 

2.RS รับผิดชอบคืนเงินค่ากล่องให้กับผู้บริโภคที่ต้องการเอาเงินคืน 

3. การหามาตรการป้องกันการทำสัญญาที่เกินเลยกฎหมายภายในประเทศ หรือ การจัดซื้อลิขสิทธิ์ร่วมกัน เหมือนอย่างที่เคยดำเนินการ 

4. การปรับแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิให้เกิดสมดุล ระหว่างการคุ้มครองเจ้าของสิทธิและการคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาทั้งของไทยและต่างประเทศในปัจจุบัน ต่างกำหนดข้อยึดหยุ่นเพื่อไม่ให้การคุ้มครองสิทธิมาลุกล้ำสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารการศึกษาและประโยชน์ของสาธารณะ

5. พึงระวังในการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ไม่ว่ากับทั้งยุโรป สหรัฐอเมริกา และ TPP ที่ต้องไม่เกินเลย WTO โดยเฉพาะ ไม่ให้การคุ้มครองความตกลงใหม่ ACTA (Anti Counterfeit Trade Agreement) เพราะละเมิดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารความรู้ของประชาชนผู้บริโภค

ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของกองทุนวิจัยและพัฒนาฯ ตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ประกอบด้วย

1. ดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม อย่างทั่วถึง ตลอดจนส่งเสริมชุมชนและสนับสนุนผู้ประกอบกิจการบริการชุมชน ตามมาตรา 51

2. ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรสื่อสาร การวิจัยและพัฒนาด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม รวมทั้งความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อเทคโนโลยีด้านการใช้คลื่นความถี่ เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนอุตสาหกรรมโทรคมนาคม และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

3. ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคลาการด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนการดำเนินการขององค์กรซึ่งทำหน้าที่จัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมของการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

4. สนับสนุน ส่งเสริม และคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

5. สนับสนุนการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยจัดสรรเงินให้แก่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

 

ตรวจอาการ! พยาบาล รพ.ระยอง ตรวจสุขภาพ เด็กนร.-ครู โรงเรียนใกล้ IRPC ระเบิด

image

10 มิถุนายน 2557

ตรวจอาการเด็ก-ครู! วันนี้…กลุ่มพยาบาล อาชีวะอนามัย กลุ่มงานอาชีวะเวชกรรม รพ.ระยอง ลงพื้นที่  รร.วัดปลวกเหตุ ต.เชิงเนิน อ.เมือง จ.ระยอง จุดใกล้ โรงงาน IRPC ระเบิด และไฟไหม้เมื่อวานนี้ เพื่อประเมิน สุขภาพเด็กๆ นักเรียนที่อยู่ในชุมชนใกล้โรงงาน ว่าพบอาการปิดปกติหรือไม่ โดยมี จนท.ฝ่ายชุมชนสัมพันธ์ ลงพื้นที่มาด้วย

พยาบาล บอกว่า การตรวจเบื้องต้น จะดูว่า มีอาการระคายเคืองหรือไม่ เช่น แสบคอ แสบตา น้ำมูกไหลผิดปกติ  หายใจขัด แน่นหน้าอก  คลื่นไส้ อาเจียน เวียนหัว ระคายเคือง..

ระยะสั้น อาการหายไปในวันรุ่งขึ้น หากเลี่ยงออกจากพื่นที่ที่เกิดเหตุการณ์ 

แต่หากผิดปกติ ก็จะส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล..

เท่าที่สอบถามพยาบาล… ความยากง่ายในการดูอาการเบื้องต้น คือ หากทราบข้อมูลเร็วว่า ขณะเกิดเหตุ รู้ว่าเป็นสารเคมีอะไร ก็จะวางแนวทางการให้คำแนะนำที่ถูกต้อง เพื่อระงับ ผลกระทบได้.  แต่หากรู้ช้าก็จะแนะนำการป้องกันได้ช้าตามไปด้วย

เหตุระเบิด IRPC ที่เกิดขึ้น ถือว่า รับทราบข้อมูลได้รวดเร็ว.. แต่รู้จาก เครือข่ายที่ประสานกันในชุมนุม.. ไม่ใช่จากโรงงานแจ้ง..(11:30)

image

image

image

 

ยัง งง! กลิ่นเหม็นคลุ้ง ใกล้นิคมมาบตาพุด ฝ่ายเกี่ยวข้อง ยังมึน ไม่เจอต้นทางกลิ่น / อพยพ นร.ระยองวิทย์3 แล้ว (12:40)

9 มิถุนายน 2557

ยัง งง..! คืบหน้า.. ตรวจสอบข้อมูล จากคุณ “นุสร” รองนายกฯ อบต.บ้างฉาง ระยอง แจ้งทราบว่า – ขณะนี้ อพยพ นักเรียน ออกจาก “รร.ระยองวิทย์3″ทั้งหมด เนื่องจากอยู่ใกล้ จุดใกล้กลิ่นเหม็นที่เกิดขึ้นแล้ว ตั้งแต่เวลา 11 โมงเศษ ที่เกิดการรั่วใหม่อีกรอบ

– บ่าย 2 โมง วันนี้ ผู้ว่าการการนิคมฯ จะลงพื้นที่ และฟังข้อมูลภาพรวมปัญหา และแนวทางแก้ไข ที่ เทศบาลฯ

– ประเด็นสำคัญตอนนี้ คือ.. ทั้ง ฝ่ายเกี่ยวข้องเอง และ ชาวบ้าน ต่างได้กลิ่นเหม็น และบางคนได้รับผลกระทบจากการสูดดม จนต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล ..

– กระแสตอนนี้..บ้างว่า เป็นสารเคมี..บ้างว่า สารพิษ..บ้างว่าเป็นคลอรีนรั่วออกมา

– แต่ฝ่ายเกี่ยวข้อง ตอนนี้..ยังไม่มีใครยืนยันได้ว่า กลิ่นเหม็นที่เกิดขึ้น.. เกิดจากอะไร .. และอยู่พื้นที่ในนิคมมาบตาพุด.. หรือ นอกนิคม.. เนื่องจากยังหาต้นทางไม่เจอ..

นี่คือ.. ข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้น ล่าสุด..  (12:40)

 

“บินไทย” ชี้แจง! TG508 ยังกลับไทยไม่ได้ จากเหตุกลุ่มติดอาวุธ โจมตี สนามบินนานาชาติการาจี ปากีสถาน /ผดส. 296คน -ลูกเรือ 16คน ปลอดภัย   

9 มิถุนายน 2557

การบินไทย ชี้แจง กรณีเที่ยวบินจากเมืองการาจีเข้ากรุงเทพฯ

ฝ่ายภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ชี้แจงถึงกรณีเหตุการณ์ที่มีกลุ่มติดอาวุธ  บุกเข้าโจมตี อาคาร Terminal 1 ณ ท่าอากาศยานนานาชาติการาจี (Jinnan International Airport) ประเทศสาธารณรัฐอิสลาม ปากีสถาน      เมื่อคืนวันที่ 8 มิถุนายน 2557 เวลาประมาณ 23.00 น. (เวลาท้องถิ่น) จนทำให้เกิดการปะทะกันระหว่าง กลุ่มติดอาวุธ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสนามบิน

ทำให้ทางการของท่าอากาศยานดังกล่าว ได้สั่งปิดสนามบินชั่วคราวเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ส่งผลให้เที่ยวบินต่างๆ ไม่สามารถเข้า – ออกยังท่าอากาศยานดังกล่าวได้

ซึ่งเที่ยวบินที่ TG508 เส้นทางมัสกัต – การาจี – กรุงเทพฯ ของการบินไทย ตามกำหนดการ จะทำการบินออกจากท่าอากาศยานนานาชาติการาจี   ในเวลา 23.50 น. (เวลาท้องถิ่น) ไม่สามารถออกเดินทางมายังกรุงเทพฯ ได้

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้นำผู้โดยสาร จำนวน 296 คน     ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้โดยสารชาวไทย จำนวน 3 คน และลูกเรือ 16 คน เข้าพักในห้องพักรับรองของท่าอากาศยานการาจี ซึ่งเป็นสถานที่ปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว และเครื่องบินของการบินไทยยังคงจอดอยู่ที่ท่าอากาศยานการาจี โดยมีการรักษาความปลอดภัยของเครื่องบินอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าประการใด บริษัทฯ จะรายงานให้ทราบต่อไป

อนึ่ง เที่ยวบินที่ TG508 เส้นทางมัสกัต – การาจี – กรุงเทพฯ มีกำหนดออกเดินทางจากมัสกัต เวลา 20.05 น. (เวลาท้องถิ่น) ถึงการาจี เวลา 22.50 น. (เวลาท้องถิ่น) และออกเดินทางจากการาจี เวลา 23.50 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 06.40 น. (เวลาท้องถิ่น) มีผู้โดยสารชั้นธุรกิจ จำนวน 33 คน ชั้นประหยัด จำนวน 257 คน และเด็กทารก จำนวน 6 คน พร้อมลูกเรือ 16 คน ทำการบินด้วยเครื่องบินแบบแอร์บัส A330- 300