RSS

Monthly Archives: เมษายน 2014

จับตา..ความเปลี่ยนแปลง คปท.! แกนนำ ปรับโฉม เข้มเวทีเสวนาวิชาการ ประเดิม พรุ่งนี้ วันแรก / สดผ่านเน็ต แทนช่อง ASTV

image

17 เมษายน 2557- หลังสงกรานต์ผ่านพ้น.. ตอนนี้.. ทั้งบรรดาแกนนำ และทีมงาน ทุกฝ่ายของ คปท. ต่างกำลังปรับโฉมการขับเคลื่อนกันเข้มข้น…เพื่อขับไล่รัฐบาล ที่แกนนำ คาดว่าจะใช้อีกระยะหนึ่ง

โดยเฉพาะ กิจกรรมเวทีปราศรัย  ที่จากเดิมทุกวันนี้ เปิดเวที ตั้งแต่ 4โมง ถึง 6โมงเช้า … มีดนตรี สลับ ปราศรัย

ก็จะเปลี่ยนเป็น เปิดเวทีช่วงเที่ยง ถึง ดึก  เนื้อหา จะเน้นเวทีเสวนาวิชาการ มากขึ้น ทุกวัน ดึงผู้เชี่ยวชาญ หรือ  คลุกคลีในแวดวงนั้น จากภายนอก ที่ไม่ค่อยได้มา คปท.  มาร่วมเวทีมากขึ้น..

การถ่ายทอดสด หลังจากไม่มี ASTV ตอนนี้ ทีมงาน พยายามใช้ช่องทางถ่ายทอดสด ผ่านทางอินเทอร์เน็ตแทน เพื่อให้ยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง

ส่วนแผนการเคลื่อนขบวน คปท. ยังเน้นเป้าหมาย สถานที่ หน่วยงาน และยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ที่ทำให้สังคม หรือ นานาชาติ รับรู้ถึงการบริหารจัดการ ที่ล้มเหลวของรัฐบาล และ ความเสียหายที่เกิดจาก ระบอบทักษิณ

เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่  ที่บรรดาแกนนำ ต่าง คอนเฟิร์มว่า แน่น และเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม ..

คปท.โฉมใหม่..จะรุ่ง จะรอด จะร่วง  คงต้องจับตาดู..นับจากนี้

กำหนด เสวนา วันพรุ่งนี้…
***********
คปท.เชิญผู้รักประชาธิปไตยร่วมเปิดลานประชาธิปไตย “มวลมหาประชาสนทนา ครั้งที่ 1 ”
      จัดทุกวันที่ลานหน้าเวที คปท. เวลา 15.00-17.00 น เพื่อร่วมถกสถานการณ์ ร่วมคิดทิศทางการต่อสู้ และทางออกประเทศไทย

เริ่มเปิดเวทีครั้งแรก ศุกร์ 18 เม.ย.(พรุ่งนี้) หัวข้อ ” มาตรา 3 อำนาจอธิปไตยปวงชน กับการสถาปนารัฏฐาธิปัตย์”

วิทยากรโดย

  อ.ปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการ
  อิสระ*
  คุณพิภพ ธงไชย ที่ปรึกษา คปท.
  รศ.ดร.ชัยชนะ อิงควัตร รัฐศาสตร์ รามฯ
  นพ.ชุชัย ศุภวงศ์  อดีต สสร.
  อ.คมสัน โพธิ์คง  นักนิติศาสตร์

ดำเนินรายการโดย
  คุณสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน/กรรมการ กปปส.

***โดยฝ่ายวิชาการ คปท.(เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย)***

โฆษณา
 
 

เข้มชายแดน! ผบ.ตร. สั่งกวดขัน ป้องกัน “โกตี๋” หลบหนี / พรุ่งนี้ ตำรวจ ประชุมอีก พิจารณาหลักฐานเพิ่ม

image

10 เมษายน 2557 – ผบ.ตร. สั่งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกวดขัน ด่านตรวจคนเข้าเมือง และช่องทางต่างๆ ตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้ นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ “โกตี๋” หลบหนีออกนอกประเทศ หลังมีการพูดหมิ่นเบื้องสูง

และมอบหมาย พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าคณะทำงานสืบสวนสอบสวน โดยในวันนี้ เวลา 15.00 น. พล.ต.อ.เอก  เรียกประชุมคณะทำงานฯ กำหนดแนวทางการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน และแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบให้คณะพนักงานสอบสวนไปรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ทั้งหมดเป็นการเร่งด่วน

และวันพรุ่งนี้ เวลา 09:30 น. จะมีการประชุมพิจารณาพยานหลักฐานที่รวบรวม อีกครั้งหนึ่ง

หากมีมูลพอฟังได้ว่า”โกตี๋” กระทำความผิดตามกฎหมายใดบ้าง คณะพนักงานสอบสวนจะได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับต่อไป  

image

 

ดูจะจะ..เปิดรายชื่อ 89 ราย! ป.ป.ช.สั่งไต่สวนเพิ่มเติม ผู้ถูกกล่าวหาคดีรับจำนำข้าว ตามรายชื่อ ดังนี้..

image

 
8 เมษายน 2557- วันนี้  เวลา 16.30 น. ณ สำนักงาน ป.ป.ช. นายสรรเสริญ  พลเจียก  เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ได้กล่าวถึง การสั่งไต่สวนเพิ่มเติมผู้ถูกกล่าวหาคดีรับจำนำข้าวอีก 89 รายว่า

ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน กรณีกล่าวหา นายบุญทรง  เตริยาภิรมย์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับพวก ว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น กรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าว นั้น   

บัดนี้คณะอนุกรรมการไต่สวน ได้ไต่สวนพบว่ามีบุคคลซึ่งมิใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 89 ราย ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดในเรื่องที่อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงกล่าวคือ เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องอันเป็นเหตุที่ทำให้มีการสั่งจ่ายแคชเชียร์เช็ค เจ้าของบัญชีที่นำเงินไปซื้อแคชเชียร์เช็ค ซึ่งนำไปมอบให้กับกรมการค้าต่างประเทศ ได้แก่

1. บริษัทแคปปิตัลซีเรียลส์ จำกัด

2. นายไพศาล วนิชจักรวงศ์ กรรมการบริษัทแคปปิตัลซีเรียลส์ จำกัด

3. นายสุรศักดิ์ พิเชษฐพงษา กรรมการบริษัทแคปปิตัลซีเรียลส์ จำกัด

4. นางสาวอัมพรศรี ตันติสถาพร กรรมการบริษัทแคปปิตัลซีเรียลส์ จำกัด

5. นางสาวดวงสมร อุดมรัชตวนิชย์ กรรมการบริษัทแคปปิตัลซีเรียลส์ จำกัด

6. นายสรพล เอื้อชูวงศ์ กรรมการบริษัทแคปปิตัลซีเรียลส์ จำกัด

7. นายธารเกษม วนิชจักรวงศ์ กรรมการบริษัทแคปปิตัลซีเรียลส์ จำกัด

8. นายวิญญู พิชญ์พงศา กรรมการบริษัทแคปปิตัลซีเรียลส์ จำกัด

9. นายรวิสักก์ วนิชจักรวงศ์ กรรมการบริษัทแคปปิตัลซีเรียลส์ จำกัด

10.  นายสุกิจ รัตนาพิทักส์เทพ 11.  นายสุเมธ สุดใจรักษ์ 12.  บริษัทนครหลวงค้าข้าว จำกัด

13.  นายวรพงศ์ พิชญ์พงศา กรรมการบริษัทนครหลวงค้าข้าว จำกัด

14.  นายวิเชียร วนิชจักรวงศ์ กรรมการบริษัทนครหลวงค้าข้าว จำกัด

15.  นายนที ศิระวัฒน์ กรรมการบริษัทนครหลวงค้าข้าว จำกัด

16.  นางอัมภา อัครบุญเลิศยศ กรรมการบริษัทนครหลวงค้าข้าว จำกัด

17. นายพงศ์พัฒน์ วนิชจักรวงศ์ กรรมการบริษัทนครหลวงค้าข้าว จำกัด

18.  นายวัลลภ พิชญ์พงศา กรรมการบริษัทนครหลวงค้าข้าว จำกัด

19.  นายอนันต์ พิเชษฐพงศา กรรมการบริษัทนครหลวงค้าข้าว จำกัด    

20.  ห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงสีกิจทวียโสธร

21.  นายทวี อาจสมรรถ หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงสีกิจทวียโสธร

22.  บริษัทกิจทวียโสธรไรซ์ จำกัด

23.  นายทวี อาจสมรรถ กรรมการบริษัทกิจทวียโสธรไรซ์ จำกัด

24.  นางอุษณีย์ อาจสมรรถ กรรมการบริษัทกิจทวียโสธรไรซ์ จำกัด

25.  นายเสกสิทธิ์ ลีพิบูลย์สวัสดิ์ กรรมการบริษัทกิจทวียโสธรไรซ์ จำกัด

26.  บริษัทเอเชียโกลเด้นไรซ์ จำกัด

27.  นายชัยวัฒน์ นิ้มวัฒนา กรรมการบริษัทเอเชียโกลเด้นไรซ์ จำกัด

28.  นายพรชัย โตนิติวงศ์ กรรมการบริษัทเอเชียโกลเด้นไรซ์ จำกัด

29.  นายวิชัย บุญธนาพิบูลย์ กรรมการบริษัทเอเชียโกลเด้นไรซ์ จำกัด

30.  นางกุลภัทรา ปรีชา กรรมการบริษัทเอเชียโกลเด้นไรซ์ จำกัด

31.  นายสมบัติ เฉลิมวุฒินันท์ กรรมการบริษัทเอเชียโกลเด้นไรซ์ จำกัด

32.  นายวศิน ตันติวนิชชานนท์

33.  บริษัทสุวรรณเกลียวทอง จำกัด

34.  นายจักรพงศ์ ปิติพรสัมฤทธิ์ กรรมการบริษัทสุวรรณเกลียวทอง จำกัด

35.  นางสาววิไลลักษณ์ ตั้งนุศาสน์

36.  บริษัทไทยฟ้า จำกัด 37.  นายสุชาติ เศรษฐีวรรณ กรรมการบริษัทไทยฟ้า จำกัด

38.  นางสาววิพา พินธุโสภณ กรรมการบริษัทไทยฟ้า จำกัด

39.  นายพงษ์ชัย เศรษฐีวรรณ กรรมการบริษัทไทยฟ้า จำกัด

40.  นายโชคชัย เศรษฐีวรรณ กรรมการบริษัทไทยฟ้า จำกัด

41.  นายเขมทัต ธนโกเศศ

42.  บริษัทพี.เอส.ซี.สตาร์ช โปรดักส์ จำกัด

43.  นางสาวอารยา กำปั่นแก้ว กรรมการบริษัทพี.เอส.ซี.สตาร์ช โปรดักส์ จำกัด

44.  นายสุมนต์ เสรีธรณกุล กรรมการบริษัทพี.เอส.ซี.สตาร์ช โปรดักส์ จำกัด

45.  นายสรัญ เสรีธรณกุล กรรมการบริษัทพี.เอส.ซี.สตาร์ช โปรดักส์ จำกัด

46. นายสิรินทร์ เสรีธรณกุล กรรมการบริษัทพี.เอส.ซี.สตาร์ช โปรดักส์ จำกัด

47.  นายสราวุธ เสรีธรณกุล กรรมการบริษัทพี.เอส.ซี.สตาร์ช โปรดักส์ จำกัด

48.  บริษัทเค.เอ็ม.ซี.อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด

49.  นายปกรณ์ ลีศิริกุล กรรมการบริษัทเค.เอ็ม.ซี.อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด

50.  นางวิจิตร ชาตะมีนา กรรมการบริษัทเค.เอ็ม.ซี.อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด

51.  นายมนต์ชัย ลีศิริกุล กรรมการบริษัทเค.เอ็ม.ซี.อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด

52.  นายสุรชัย หรือทัชชล ลีศิริกุล กรรมการบริษัทเค.เอ็ม.ซี.อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด

53.  นางสาวดารณีย์ ลีศิริกุล กรรมการบริษัทเค.เอ็ม.ซี.อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด

54.  นายไชยศิริ ลีศิริกุล กรรมการบริษัทเค.เอ็ม.ซี.อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด

55.  นางสาวทิพย์สุดา ลีศิริกุล กรรมการบริษัทเค.เอ็ม.ซี.อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด    

56.  บริษัทเอลัช (ประเทศไทย) จำกัด

57.  นายชู หมิง เซ็น กรรมการบริษัทเอลัช (ประเทศไทย) จำกัด

58.  นางสาวลิอุ ยุก หมิง ไอลีน กรรมการบริษัทเอลัช (ประเทศไทย) จำกัด

59.  นายชู ไว ลัน กรรมการบริษัทเอลัช (ประเทศไทย) จำกัด

60.  นางสาวรัตนา แซ่เฮ้ง กรรมการบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด

61.  นางสาวเรืองวัน เลิศศลารักษ์ กรรมการบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด

62.  นางสาวสุธิดา จันทะเอ กรรมการบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด

63.  นายสมยศ คุณจักร  

64.  นายกฤษณะ สุระมนต์

65.  นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร  

66.  นางสาวธันยพร จันทร์สกุลพร กรรมการบริษัทสิราลัย จำกัด

67.  บริษัทข้าวไชยพร จำกัด

68.  นายไพบูลย์ ควรทรงธรรม กรรมการบริษัทข้าวไชยพร จำกัด

69.  นายสมชัย บุณยมานนท์ กรรมการบริษัทข้าวไชยพร จำกัด

70.  นายสมบัติ บุณยมานนท์ กรรมการบริษัทข้าวไชยพร จำกัด

71. นางสาวอรพิน ควรทรงธรรม กรรมการบริษัทข้าวไชยพร จำกัด

72.  บริษัทไชยพรไรซแอนด์ฟู้ดโปรดักส์ จำกัด

73.  นายไพบูลย์ ควรทรงธรรม กรรมการบริษัทไชยพรไรซแอนด์ฟู้ดโปรดักส์ จำกัด

74.  นายเสริมศักดิ์ ควรทรงธรรม กรรมการบริษัทไชยพรไรซแอนด์ฟู้ดโปรดักส์ จำกัด

75.  นางสาวสุนิสา ควรทรงธรรม กรรมการบริษัทไชยพรไรซแอนด์ฟู้ดโปรดักส์ จำกัด

76.  นายวิโรจน์ ควรทรงธรรม กรรมการบริษัทไชยพรไรซแอนด์ฟู้ดโปรดักส์ จำกัด

77.  นายสมชัย บุณยมานนท์ กรรมการบริษัทไชยพรไรซแอนด์ฟู้ดโปรดักส์ จำกัด

78.  นางสุดี อุทัยแสงชัย กรรมการบริษัทไชยพรไรซแอนด์ฟู้ดโปรดักส์ จำกัด

79.  นายวีระ ควรทรงธรรม กรรมการบริษัทไชยพรไรซแอนด์ฟู้ดโปรดักส์ จำกัด

80.  บริษัทเจียเม้ง จำกัด

81.  นางประพิศ มานะธัญญา กรรมการบริษัทเจียเม้ง จำกัด

82.  นางสาวประไพวัลย์ มานะธัญญา หรือเทียนขำ กรรมการบริษัทเจียเม้ง จำกัด

83.  นายโอฬาร มานะธัญญา กรรมการบริษัทเจียเม้ง จำกัด

84.  บริษัทยิ่งวัฒนาทาปิโอก้า จำกัด

85.  นางสาวรัชนี วีระกุล กรรมการบริษัทยิ่งวัฒนาทาปิโอก้า จำกัด

86.  นางจุไรรัตน์ วีระกุล กรรมการบริษัทยิ่งวัฒนาทาปิโอก้า จำกัด

87.  นางสาวรุ่งรวี สง่าเขียว

88.  นายสมศักดิ์ พงษ์มณีรัตน์

89.  นายสมเกียรติ์ พันธุ์นิธิทร์    

จึงเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขยายการไต่สวนเพิ่มเติม และคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าวรวม 89 ราย และให้คณะอนุกรรมการฯ แจ้งคำสั่ง ไต่สวนให้ทราบต่อไปโดยเร็วที่สุด

 

ปม..โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม! สภาทนายความ ออกแถลงการณ์ จี้เอาผิด ตาม กม.ไทย เหตุ skype หมิ่นเบื้องสูง

image

แถลงการณ์ของสภาทนายความ ฉบับที่ 8/2557

เรื่อง การสอบสวนความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยที่ได้กระทำนอกราชอาณาจักร ………………………………………….  

จากกรณีที่นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ได้ปราศรัยผ่าน skype มายังที่ชุมนุมของกลุ่มผู้สนับสนุนระบอบทักษิณ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2557 ซึ่งมีคำปราศรัยดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ของราชอาณาจักรไทย รวมถึงการกล่าวร้ายต่อระบบศาลยุติธรรมและหน่วยงานองค์กรอิสระซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายในการตรวจสอบการกระทำความผิดตามกฎหมายอาญาหรือการกระทำทุจริตของนักการเมืองที่เป็นไปตามมาตรฐานของกฎหมายสากล

คำกล่าวอ้างของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม จึงเป็นเรื่องเท็จ เป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และมาตราอื่นอย่างชัดแจ้ง

สภาทนายความเห็นว่าความผิดดังกล่าวของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรผ่านระบบโทรคมนาคมสื่อสารเข้ามาในประเทศไทย จึงต้องมีการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวเป็นหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด และกระทรวงมหาดไทย

ซึ่งต้องดำเนินการตามกฎกระทรวงมหาดไทยที่ออกตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติใช้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. 2477 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2551 มาตรา 3 วรรคท้าย คือ

“ให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยที่ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทยตามที่ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด
ทำความเห็นส่งพร้อมสำนวนไปยังอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทน

ซึ่งเมื่อพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด เห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว ต้องทำความเห็นส่งพร้อมสำนวนไปยังอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทน ในกรณีมีความเห็นว่าควรสั่งฟ้องก็ต้องส่งสำนวนพร้อมตัวผู้ต้องหาไปยังอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทน ในกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้อง แต่ยังไม่ได้ตัวผู้ต้องหามา”

จึงแถลงการณ์มาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์   

8  เมษายน  พ.ศ. 2557

 

คปท.แจง! ไม่เกี่ยวเหตุยิงทหาร เจ็บ 2 นาย ใกล้ที่ชุมนุม ยันคุยทหารเข้าใจ ความสัมพันธ์ ยังดี

image

6 เมษายน 2557 – คปท.แจง ไม่เกี่ยวเหตุยิงทหาร ! เมื่อบ่าย 2 วันนี้ “นัสเซอร์ ยีหมะ” หน.การ์ด คปท. ให้สัมภาษณ์ เหตุลอบยิงทหารเจ็บ 2 นาย  ใกล้พท. ชุมนุม คปท. ว่า…

“..เหตุการณ์ลอบยิงทหาร ทาง คปท. ต้องขอแสดงความเสียใจต่อผู้บาดเจ็บด้วยด้วย เมื่อคืนนี้ เกิดเหตุระเบิด ที่สนามม้าและยิงปะทะกัน ทำให้ ทหารที่บาดตระเวน บาดเจ็บ

ประเด็นที่มีสื่อบางสำนัก เสนอว่า เป็นการยิงโดย การ์ด คปท. ผมขอ ยืนยัน ทางเรา ว่าไม่ได้ตอบโต้แต่อย่างใด เพราะ จุดที่เกิดเหตุไม่ได้อยู่ในพื้นที่ของ คปท. ยังเป็นพื้นที่ ภายนอก

หลังเกิดเหตุ ทางทหาร ประสานมาว่า เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับ คปท. และที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ ระหว่าง  คปท. กับ ทหาร เป็นไปด้วยมาตลอด
เวลาทหารออกตรวจลาดตระเวน ก็จะประสานเข้ามาก่อนทุกครั้ง..และลาดตระเวนโดยใส่ชุดในเครื่องแบบ แต่เมื่อคืน คงรีบเข้าพื้นที่ ไม่ได้ใส่ชุดเครื่องแบบ เพราะจังหวะนั้น มีเหตุเกิดที่ ด่านราชวินิตอยู่แล้ว

ส่วนประเด็น ที่ ผบ.พล. ร. 1 แจ้งความมเอาผิดนั้น  ผมเห็นว่า ก็ต้องแจ้งความตาม กม.  แต่ขอยืนยันว่า คปท. เรา ไม่ได้ก่อเหตุ

ส่วนประเด็น ที่ การ์ด คปท. โดนลอบทำร้าย ถูกเสียชีวิต และบาดเจ็บ เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่าน บนทางด่วนแจังวัฒนะ  จนถึงขณะนี้  ทางตร. ยังไม่แจ้งความคืบหน้า นี่ก็จะครบ 7 วันแล้ว และวันพรุ่งนี้ จะมีพิธีฌาปนกิจ ส.อ.วสันต์ คำวงศ์ การ์ด ที่เสียชีวิต ผมขอฝาก ตร. ผ่านสื่อฯ ด้วยว่า ผลความคืบหน้าเป็นอย่างไร

ทาง คปท. ยังยืนยัน แนวทางการชุมนุม โดยสงบ อหิงสา และปราศจาคอาวุธ..”

 

คลาดเคลื่อน! กทพ. แถลงข่าว อีกฉบับ…กรณี DSI รับคดีขบวนผู้ชุมนุมไม่จ่ายค่าทางด่วน ไว้เป็นคดีพิเศษ ดังนี้..

image

4 เมษายน 2557

“.. ตามที่ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)กระทรวงคมนาคม ได้เผยแพร่ข่าวสารผ่านทางสื่อมวลชนต่างๆ ว่า อยู่ระหว่างดำเนินคดีกับขบวนรถของผู้ชุมนุมที่ขึ้นใช้ทางพิเศษโดยไม่ชำระค่าผ่านทางรวมถึงนำรถที่กฎหมายไม่อนุญาตให้ใช้ทางพิเศษขึ้นทางพิเศษหลายครั้ง ตั้งแต่ช่วงShut Down Bangkok ในเดือนมกราคมจนถึงเดือนมีนาคม 2557 

โดยมีเนื้อหาว่า กทพ.ได้แจ้งความดำเนินคดีกับทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และทางกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับไว้เป็นคดีพิเศษแล้วนั้น

กทพ. ต้องขออภัยในความคลาดเคลื่อนของข้อมูลดังกล่าว ซึ่งข้อมูลที่แท้จริงแล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์ขบวนรถผู้ชุมนุมขึ้นใช้ทางพิเศษโดยไม่ชำระค่าผ่านทางรวมถึงนำรถที่กฎหมายไม่อนุญาตให้ใช้ทางพิเศษ อาทิ รถจักรยานยนต์ขึ้นใช้ทางพิเศษนั้น กทพ. ได้มีการดำเนินการตามขั้นตอน ระเบียบวิธีปฏิบัติ โดยได้มีการบันทึกภาพการฝ่าฝืนและกระทำผิดด้วยกล้องโทรทัศน์วงจรปิด(CCTV) และภาพนิ่งในมุมต่างๆ แล้ว

จึงรวบรวมหลักฐานทั้งหมดเพื่อแจ้งความดำเนินคดีแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่เกิดเหตุเพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายแก่ผู้กระทำความผิด

และในขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา กทพ. ได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับทางศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. ซึ่งทาง ศรส. ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้เป็นคดีกรณีพิเศษเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

                                                                ขอแสดงความนับถือ

นายรัชนัย เปรมปราคิน                                                                                  หัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์                                                                      ปฏิบัติการแทนผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์..”

 

นอกกระแส..แต่น่าสนใจมาก! การอนุญาตดาวเทียมไทยคม 8 ส่อเอื้อเอกชน- จ่อทำรัฐเสียหาย/ กมธ. ธรรมาภิบาลวุฒิ ลุยตรวจสอบ กสทช.

image

 
การอนุญาตดาวเทียมไทยคม 8 ส่อเอื้อเอกชน- ทำรัฐส่อเสียหาย  / กมธ. ธรรมาภิบาลวุฒิ ลุยตรวจสอบ กทค.               

3 เมษายน 2557 ที่อาคารรัฐสภา 2 คณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ได้มีหนังสือเชิญกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ ในกรณีคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม มีมติเมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2557 อนุมัติให้บริษัท ไทยคม จำกัด(มหาชน) สามารถเพิ่มบริการดาวเทียมดวงใหม่หรือดาวเทียมไทยคม 8 ภายใต้ใบอนุญาตเดิมตามที่บริษัทฯ ยื่นคำขอ โดยในการประชุมครั้งนี้ มีเพียง นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านคุ้มครองผู้บริโภคและสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการ กทค. เข้าชี้แจง               

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ ตั้งข้อสังเกตว่า มติ กทค. ที่ให้ใบอนุญาตดังกล่าว ส่อให้เห็นว่าบริษัทไทยคมซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ ขณะที่รัฐเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ ซึ่งแต่เดิมภายใต้ระบบสัญญาสัมปทาน สร้างรายได้ให้รัฐนับพันล้านบาทต่อปี แต่เมื่อเป็นการให้ใบอนุญาต พบว่าจะมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ต่อปีเท่านั้น ขณะเดียวกันในการพิจารณาให้ใบอนุญาตของ กทค. ก็มีความพยายามอ้างว่า เพื่อเป็นการรักษาตำแหน่งวงโคจรของประเทศไม่ให้สูญเสียไป ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ กลับเห็นว่า เป็นการเร่งรัดให้ใบอนุญาตทั้งที่ยังไม่มีการออกหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการพิจารณาออกใบอนุญาตการประกอบกิจการดาวเทียม ซึ่งเป็นกระบวนการที่ควรดำเนินการให้เสร็จก่อน โดยที่ผ่านมา กทค. ได้ให้ใบอนุญาตดาวเทียมมาแล้ว 2 ครั้ง คือดาวเทียมไทยคม 7 และดาวเทียมไทยคม 8ปมแตกต่างระหว่างดาวเทียมไทยคม 7 และไทยคม 8               

นายประวิทย์ ซึ่งเป็นกรรมการเสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับมติการประชุมของ กทค. ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ ว่า ในกรณีที่ กทค. เคยมีมติให้ใบอนุญาตดาวเทียมไทยคม 7 เมื่อปี 2555 นั้น ถือเป็นภารกิจในการรักษาวงโคจร โดยในตอนนั้นดาวเทียมดวงเดิมหมดอายุ

ขณะเดียวกันประเทศไทยไม่มีการวางแผนล่วงหน้าว่าจะรักษาวงโคจรอย่างไร ซึ่งหากปล่อยให้วงโคจรว่างไว้เกินกำหนด สิทธิในวงโคจรก็จะสูญสิ้น แล้วกลับคืนไปให้กับสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลกิจการด้านโทรคมนาคมระหว่างประเทศ คณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงมีมติให้ กสท. โทรคมนาคมดำเนินรักษาวงโคจรตำแหน่ง 120 องศาตะวันออกไว้ แต่ กสท. โทรคมนาคมแจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการได้ ในสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงมอบหมายให้บริษัทไทยคมไปดำเนินการ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการดำเนินการภายใต้มติคณะรัฐมนตรี               

“แต่ในการรักษาตำแหน่งวงโคจร มติคณะรัฐมนตรีไม่ได้ระบุว่าให้รักษาไว้นานเพียงใด เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้วจะเป็นการรักษาเฉพาะกิจของประเทศไทยก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นอาจทำด้วยการไปลากดาวเทียมต่างชาติที่เช่ามาเพื่อรักษาวงโคจรไว้ก่อนได้ แล้ววางแผนให้มีการแข่งขันหรือให้มีการประมูล แต่ในกรณีที่เกิดขึ้นเป็นการที่บริษัทไทยคมไปประสานกับดาวเทียมต่างชาติ แล้วลากมาไว้ที่วงโคจร และมีแผนว่าจะมีการร่วมทุนเพื่อยิงดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นไป ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่ามติคณะรัฐมนตรีมีความต้องการให้รักษาวงโคจรไว้นานแค่ไหน  แต่มติ กทค. ในตอนนั้นก็ได้ให้ใบอนุญาตไป 20 ปี และมีเงื่อนไขที่สามารถต่อใบอนุญาตได้เรื่อยๆ ก่อนที่ใบอนุญาตเดิมจะหมดอายุลง”

ในประเด็นเรื่องระยะเวลาอนุญาตนี้ นายประวิทย์ชี้ว่า ถ้ามองในทางธุรกิจ สมมติมีดาวเทียมดวงหนึ่งได้ใบอนุญาต 20 ปี แล้วเมื่อถึงปีที่ 15 ต้องการยิงดาวเทียมใหม่เพิ่มอีกดวงโดยใช้ใบอนุญาตเดิม ก็ควรหมายความว่าดาวเทียมดวงที่สองเหลือเวลาในใบอนุญาตแค่ 5 ปี ซึ่งในทางธุรกิจคงไม่มีใครยอมลงทุนกับระยะที่เหลือเช่นนั้น แต่เมื่อ กทค. มีมติให้ขยายได้เรื่อยๆ ดังนั้นบริษัทเอกชนใดที่ทำกิจการดาวเทียมก็จะไม่มีทางสูญเสียสิทธิในการให้บริการ เพราะสามารถยิงดาวเทียมดวงใหม่ก่อนหมดระยะเวลา 20 ปี แล้วอ้างเหตุการยิงดาวเทียมดวงใหม่ขอขยายเวลาออกไป               

ส่วนกรณีของการให้ใบอนุญาตดาวเทียมไทยคม 8 ในอดีตบริษัทไทยคมเคยยื่นจองตำแหน่งวงโคจร 78.5 องศาตะวันออกไว้ตั้งแต่ปี 2554 ชื่อรหัสTHAICOM-P2 ซึ่งในสมัยนั้นยังอยู่ในระบบสัมปทาน แต่ก็ปล่อยให้วงโคจรหมดอายุ 2 ปี ซึ่งหมดอายุไปเมื่อ 7 มิ.ย. 2556 แล้วในขณะเดียวกันก็มีการยื่นขอวงโคจรใหม่ในตำแหน่งเดิมภายใต้รหัสTHAICOM-Q2ซึ่งก็เกิดคำถามว่า บริษัทไทยคมปล่อยให้วงโคจรที่ได้มาภายใต้ระบบสัมปทานหมดอายุลง แล้วยื่นขอวงโคจรใหม่ภายใต้ระบบใบอนุญาต จึงควรมีการตรวจสอบบริษัทไทยคมว่ามีความจงใจหลีกเลี่ยงระบบสัญญาสัมปทานหรือไม่ อย่างไร               

นอกจากนี้ การให้ใบอนุญาตดาวเทียมไทยคม 8 เป็นการออกใบอนุญาตโดยใช้ใบอนุญาตเดิม แล้วบอกว่าเป็นการเพิ่มบริการ โดยที่ปัจจุบันยังไม่มีประกาศหลักเกณฑ์การพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการดาวเทียม แต่ในเบื้องต้นนี้ กทค. ได้ออกใบอนุญาตโดยมีอายุ 20 ปี               

“ในขณะที่ประเทศแคนาดา มีการแยกให้ใบอนุญาตดาวเทียมแต่ละดวง ข้อดีคือหากมีดาวเทียมดวงใดดวงหนึ่งทำผิดกติกาแล้วถูกเพิกถอน ก็ไม่กระทบต่อดวงอื่น แต่หากอยู่ในใบอนุญาตเดียวกันทั้งหมด ก็เท่ากับต้องหยุดดาวเทียมทั้งหมด ซึ่งถือว่าไม่เป็นผลดีต่อการกำกับดูแลและการให้บริการดาวเทียมของเอกชน”

นายประวิทย์ระบุในการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯเหตุล่าช้าในการออกหลักเกณฑ์ให้ใบอนุญาต 

ที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ได้ซักถามถึงสาเหตุที่ยังไม่มีการประกาศหลักเกณฑ์การพิจารณาออกใบอนุญาตฯ นายประวิทย์ ชี้แจงว่า เดิมที กทค. มีแนวคิดในการทำหลักเกณฑ์การพิจารณาออกใบอนุญาตฯ ให้เสร็จก่อนที่จะมีการออกใบอนุญาต และมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาร่างหลักเกณฑ์ แต่ปรากฏว่าในการประชุม กทค. เมื่อเดือน มิ.ย. 2555 ได้มีการนำร่างหลักเกณฑ์เข้าที่ประชุม ซึ่งมีการกำหนดเงื่อนไขของผู้จะได้รับใบอนุญาตว่าต้องมีความสามารถและประสบการณ์ในการให้บริการช่องสัญญาณดาวเทียม (Transponder) ถ้าพูดเช่นนี้หมายถึงในประเทศไทยมีผู้ให้บริการได้เพียงรายเดียว ซึ่งจะไม่สามารถทำให้เกิดการแข่งขันขึ้นได้เลย จึงไม่ผ่านการพิจารณาของ กทค.  และให้คณะอนุกรรมการฯ ไปปรับปรุงแก้ไข

แต่หลังจากนั้นก็มีการอนุญาตดาวเทียมไทยคม 7 ทั้งที่ไม่เป็นไปตามมติ กทค. เดิม ที่ต้องมีการจัดทำหลักเกณฑ์ให้เสร็จก่อน ซึ่งในปัจจุบันคณะอนุกรรมการฯ ยังคงไม่มีการเสนอร่างหลักเกณฑ์เข้าที่ประชุม กทค. และ กสทช.เพื่อพิจารณาการให้ใบอนุญาตทำให้รัฐเสียรายได้จริงหรือ               

นายประวิทย์ ให้ข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมาธิการฯ ว่า ก่อนหน้านี้บริษัทไทยคมเคยรายงานให้ทราบว่าในการประกอบกิจการดาวเทียมเพิ่งจะมีกำไรในช่วงหลังๆ ส่วนในปีแรกๆ นั้นขาดทุน ทำให้มีการส่งรายได้เข้ารัฐไม่มากนัก แต่ในปีหลังๆ กิจการดีขึ้นจนถึงมีแผนขยายเป็นดาวเทียมไทยคม 8

อย่างไรก็ดี ไม่ทราบรายได้ที่แท้จริงของบริษัทไทยคม สำหรับการนำส่งรายได้เข้ารัฐ ในอดีต บริษัทต้องนำส่งรายได้เข้ารัฐตามสัญญาสัมปทาน แต่ถ้าเป็นดาวเทียมที่อยู่นอกเหนือสัญญาสัมปทาน การจ่ายค่าธรรมเนียมก็จะดำเนินการตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 นั่นคือจ่ายค่าธรรมเนียมจากการประกอบกิจการไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และยังมีค่าธรรมเนียมกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในราว 2 เปอร์เซ็นต์เศษๆ               

ต่อประเด็นเดียวกัน ที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ แจ้งว่า การนำส่งรายได้ให้กับรัฐภายใต้สัญญาสัมปทาน ไม่ได้แบ่งจากกำไร แต่เป็นการคำนวณจากรายรับ ซึ่งตามที่คณะกรรมาธิการฯ ได้เคยตรวจสอบ พบว่าบริษัทไทยคมต้องจ่ายเงินให้กับรัฐเป็นหลักพันล้านบาทต่อปี ดังนั้นจึงอยากตั้งข้อสังเกตในเบื้องต้นว่า การให้ใบอนุญาตกับบริษัทไทยคมจะทำให้รัฐเสียผลประโยชน์เกือบพันล้านบาทต่อปีเมื่อเทียบกับระบบสัญญาสัมปทานเดิมวงโคจรเป็นทรัพย์สินของประเทศ และหน่วยงานใดควรมีหน้าที่กำกับดูแล               

นายประวิทย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีบางคนพยายามอธิบายว่าวงโคจรอยู่นอกอำนาจอธิปไตยของไทย เพราะอยู่เหนือประเทศไทยเกิน 100 กิโลเมตร แต่คำว่าทรัพย์สินของรัฐ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยตีความเรื่องสิทธิการบินระหว่างประเทศว่า เวลาบินข้ามน่านฟ้าอื่น แม้ว่าไม่ใช่อธิปไตยของไทย แต่เป็นสิทธิที่ได้มาจากการที่ไทยเข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งสามารถตีมูลค่าเป็นตัวเงินได้ เพราะฉะนั้นถือเป็นทรัพย์ของประเทศ จะยกให้เอกชนรายใดรายหนึ่งไปเลยไม่ได้ ซึ่งครั้งหนึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เคยมีคำวินิจฉัยกรณีดาวเทียมไอพีสตาร์ว่าไม่ใช่ดาวเทียมสำรอง ดังนั้นถือเป็นดาวเทียมนอกสัญญาสัมปทาน ถ้ารัฐบาลจะให้เอกชนทำก็จะต้องเปิดประมูลเพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลฎีกาก็สอดคล้องกับมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี พ.ศ. 2554 ที่ให้หน่วยงานของรัฐไปดำเนินการตาม พ.ร.บ. ร่วมทุน นั่นหมายถึงว่านี่ไม่ใช่กรณีที่จะยกสิทธิให้เอกชนได้โดยอิสระ               

อย่างไรก็ตาม เรื่องการอนุญาตดาวเทียมสื่อสารในขณะนี้ อำนาจถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนออกจากกัน คือเรื่องการอนุญาตให้ใช้วงโคจรกับเรื่องการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ โดยถูกทำให้เชื่อกันว่าในเรื่องวงโคจรเป็นอำนาจของกระทรวงไอซีที ส่วนเรื่องคลื่นความถี่เป็นอำนาจของ กสทช. ตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ซึ่งในทางปฏิบัติ การได้มาซึ่งสิทธิในตำแหน่งวงโคจรเกิดจากการประสานงานระหว่างประเทศ โดยตัวแทนรัฐบาลไทยต้องส่งเอกสารไปเพื่อขอจองตำแหน่งวงโคจร ซึ่งแต่เดิมเป็นอำนาจของกรมไปรษณีย์โทรเลข จนเมื่อมี พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2543 สิทธิและอำนาจต่างๆ จึงโอนมาเป็นของ กสทช. หรือ กทช. เดิม ในปัจจุบันแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีในสมัยนั้นได้ทำหนังสือถึง ITU เพื่อขอเป็นหน่วยงานอำนวยการด้านโทรคมนาคม (ITU Administrator) ของประเทศไทย ดังนั้นจึงทำให้เกิดความเข้าใจหลังจากนั้นเป็นต้นมาว่ากระทรวงไอซีทีเป็นหน่วยงานอำนวยการฯ ถึงกระนั้นก็มีประเด็นที่ต้องตรวจสอบว่าการดำเนินการของกระทรวงไอซีทีนั้นได้รับมอบอำนาจจากคณะรัฐมนตรีหรือไม่               

ขณะเดียวกัน ภายหลังที่มี พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 สำนักงาน กสทช. ได้เคยทำหนังสือถึงคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อขอให้แต่งตั้ง กสทช. เป็นหน่วยงานอำนวยการฯ ในชั้นนั้นทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ทำบันทึกถึงเลขาคณะรัฐมนตรีว่า อำนาจตามมาตรา 27 ของ พ.ร.บ. สอดคล้องกับภารกิจของหน่วยงานอำนวยการฯ เพียงแต่ว่า ณ ขณะนั้นยังไม่มีการแต่งตั้ง กสทช. จึงเป็นเรื่องที่ต้องรอพิจารณาเมื่อต้องประมูลใช้คลื่น
ใครควรเป็นผู้ประมูล               

นายประวิทย์ กล่าวว่า นอกจากความคลุมเครือว่าหน่วยงานใดเป็นหน่วยงานกำกับดูแลวงโคจร ปัญหาที่เป็นประเด็นหลักกว่านั้นคือปัญหาเรื่องการใช้คลื่นความถี่ ที่ผ่านมาทางสำนักงาน กสทช. หรือ กทช. เดิม มีบันทึกความเห็นมาโดยตลอดว่า ดาวเทียมที่อยู่ในอวกาศเป็นผู้ใช้คลื่นความถี่ และภายหลังจากที่มี พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แต่ยังไม่มี กสทช. ทาง กทช. ปฏิบัติหน้าที่ กสทช. เคยอนุญาตกิจการสถานีดาวเทียมภาคพื้นดินแล้วอย่างน้อย 2 บริษัท โดยไม่ต้องมีการประมูลคลื่นความถี่ เนื่องจากมีความเห็นว่าสถานีดาวเทียมภาคพื้นดินใช้สิทธิคลื่นความถี่ของดาวเทียมในอวกาศ นั่นคือการชี้ชัดว่าดาวเทียมในอวกาศเป็นผู้ใช้คลื่น ไม่ใช่สถานีดาวเทียมภาคพื้นดิน ดังนั้นการออกใบอนุญาตให้กับดาวเทียมไทยคม 7 และดาวเทียมไทยคม 8 นั้น ถือเป็นการตีความขัดแย้งกันและเป็นปัญหา เพราะในขณะนี้ภาคพื้นดินก็ไม่ประมูลเพื่อใช้คลื่น ภาคอวกาศก็ไม่ประมูลเพื่อใช้คลื่น การอนุญาตในกรณีเหล่านี้จึงขัดกับมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 อย่างแน่นอน เพราะอย่างน้อยต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประมูลใช้คลื่นความถี่               

“กรณีบริษัทไทยคมตั้งบริษัทลูกคือบริษัทดีทีวีมาขออนุญาตตั้งสถานีภาคพื้นดิน และระบุไว้ชัดเจนว่าใช้สิทธิการใช้คลื่นของบริษัทไทยคม แต่พอดาวเทียมของไทยคมมาขอใบอนุญาต กลับอ้างว่าสถานีดาวเทียมภาคพื้นดินเป็นผู้ใช้คลื่น ไม่ใช่ดาวเทียมในอวกาศเป็นผู้ใช้คลื่น สรุปว่าพอข้างบนมาขออนุญาตก็บอกว่าข้างล่างใช้ พอข้างล่างมาขออนุญาตก็บอกว่าข้างบนใช้ ก็จับไม่ได้ไล่ไม่ทันเสียที”

“หากถามความเห็นใครควรเป็นฝ่ายประมูลใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ ดาวเทียมในอวกาศเป็นกิจการที่มีลักษณะกึ่งผูกขาดโดยธรรมชาติ คือมีการแข่งขันน้อย แต่สถานีภาคพื้นดินเป็นกิจการที่แข่งขันกันได้ด้วยการออกใบอนุญาตให้รายใหม่มาแข่งขันกัน ก็จะเกิดการแข่งขันทั้งด้านคุณภาพและราคา ตรงกันข้ามถ้ากำหนดว่าดาวเทียมในอวกาศไม่ต้องประมูล แถมผูกขาดโดยธรรมชาติ แล้วมาจัดประมูลสถานีภาคพื้นดิน ก็จะยิ่งจำกัดให้เกิดการผูกขาดมากยิ่งขึ้นอีก สุดท้ายจะกลายเป็นกิจการที่มีการคิดค่าบริการค่อนข้างสูง เพราะถูกผูกขาดทั้งสองชั้น ผู้ที่จะเดือดร้อนก็คือเจ้าของรายการทีวีดาวเทียม รวมถึงผู้ให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ชมรายการและผู้ใช้บริการทั่วไปตามมา อย่างไรก็ดี ผมก็เห็นว่าในการพัฒนาอุตสาหกรรมดาวเทียม ควรมีการยิงดาวเทียมดวงใหม่ๆ ขึ้นสู่อวกาศ และควรสนับสนุนภาคธุรกิจไทยให้แข่งขันกับดาวเทียมต่างชาติได้ แต่ไม่ควรจะผูกขาด

ส่วนกิจการสถานีดาวเทียมภาคพื้นดินก็ควรมีการให้ใบอนุญาตเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เสรีเช่นกัน”