RSS

Monthly Archives: เมษายน 2014

คำแถลง..องค์กรเครือข่ายผู้บริโภค! จี้ กสทช. ทบทวน 6 ประเด็นร้อน เปลี่ยนผ่านทีวีดิจิตอล ดังนี้

คำแถลง..องค์กรเครือข่ายผู้บริโภค นำโดย น.ส.สาลี อ๋องสมหวัง ออกคำชี้แจง ประเด็นการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิตอล ดังนี้..

“หยุด” เงินทอนคูปองกล่องดิจิตอลผู้บริโภคเสนอให้กสท. หยุดการทำให้รัฐเสียหายไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท ขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แจกคูปองกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอล ใบละ 1,000 บาท 22 ล้านครัวเรือน

การใช้งบประมาณสูงถึง 22,000 ล้านบาท ขัดต่อประกาศของตนเองที่ใช้เงินได้เพียง 15,190 ล้านบาท จากราคาเริ่มต้นประมูล จากข้อมูลราคากล่องรับสัญญาญที่มีกำไร  426 บาท หรือ 512 บาท รวมเสาอากาศ ซึ่งมีราคาต่ำกว่าคูปองมาก

เรียกร้องกรรมการกองทุน และกสทช.ทบทวนด่วนจากมติของกสท. เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2557 กำหนดแนวทางการแจก “คูปองส่วนลด” เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบทีวีดิจิตอล  โดยกำหนดให้แจกคูปองสำหรับกล่องหรือใช้เป็นส่วนลดการซื้อทีวี ดังนี้

1.กล่องแปลงสัญญาณดิจิตอลภาคพื้นดิน (Set-Top-Box ) พร้อมสายอากาศในอาคารแบบมีภาคขยาย ( Active Antenna)

2.เครื่องรับโทรทัศน์แบบมีอุปกรณ์รับสัญญาณดิจิตอลในตัว

3.กล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี รองรับการดูรายการความละเอียดสูง (HD) และมีการเรียงช่องรายการตั้งแต่หมายเลข 1-36 ช่องแรกเป็นทีวีดิจิตอลและช่องที่ 37 เป็นต้นไปเป็นPay TV ไม่หารายได้จากการโฆษณาและเป็นกล่องรับสัญญาณแบบขายขาด แม้ผู้บริโภคจะไม่จ่ายค่าบริการรายเดือนก็ดูฟรีทีวีดิจิตอล 36 ช่อง เครือข่ายองค์กรผู้บริโภค มีข้อเสนอเพื่อให้ทบทวนการดำเนินการดังนี้

1.       ขอให้กสท.ยุติการทำให้รัฐเสียหายไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท จากการเตรียมการแจกคูปองราคา1,000 บาท ให้กับ 22 ล้านครัวเรือนเท่ากับว่า กสท. ต้องใช้งบประมาณสูงถึง 22,000 ล้านบาท ทั้งที่กล่องมีราคาเพียง 416 บาท หรือ 512 บาท รวมเสาอากาศ ก็เป็นราคาที่มีกำไรแล้วพร้อมเรียกร้องกรรมการกองทุน และกสทช.ทบทวนโดยด่วน

2. กสท. กำลังดำเนินการขัดต่อประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ พ.ศ. 2556 ข้อ 10.2 วรรคสอง ที่กำหนดให้กสทช.นำเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ส่งกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ ทั้งนี้เงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ในส่วนของราคาขั้นต่ำ จะนำไปใช้เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนได้รับบริการด้านกิจการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลอย่างทั่วถึง  ซึ่งราคาขั้นต่ำในการประมูลได้รับงบประมาณเพียง15,190 ล้านบาท

3. การดำเนินการของกสท. ในครั้งนี้ อาจจะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 47ที่จะต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น การที่กสท. มีมติแจกคูปองสำหรับกล่องรับสัญญาณดาวเทียมด้วย ซึ่งสามารถดูทีวีดิจิตอลได้เพียง 36 ช่อง ซึ่งขัดกับมติแรกเริ่มของ กสท. ที่ตั้งใจจะให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากระบบอนาล็อกสู่ดิจิตอลที่ผู้บริโภคทุกคนมีโอกาสดูทีวีดิจิตอล 48 ช่อง ทำให้แผนดังกล่าวไม่เป็นจริง แต่หากยืนยันเช่นนี้ ก็จะทำให้การวางแผนมีทีวีชุมชนที่ไม่สามารถดูได้จากกล่องเหล่านี้ และหากผู้บริโภคต้องการรับชมช่องรายการทีวีชุมชน ก็ต้องไปซื้อกล่องรับสัญญาณภาคพื้นดิน (Set Top Box) หรือซื้อทีวีที่มีการรองรับระบบดิจิตอลต่างหาก จึงเป็นภาระแก่ผู้บริโภคอย่างมาก

4.  กสท. ต้องตอบคำถามให้ชัดเจนเรื่องเงินทอน การทุจริต หรือการเลือกใช้วิธีการอื่นทดแทนการแจกคูปอง ทางออกที่น่าจะดีกว่า คือ

.กสท.กำหนดมาตรฐานคุณภาพกล่องรับสัญญาณดิจิตอล

·        ใช้วิธีการประมูลโดยมีเงื่อนไข แจกกล่องรับสัญญาณแก่ประชาชนโดยตรง รับประกันสินค้า และบริการหลังการขาย

·        ต่อรองในการซื้อกล่องที่มีคุณภาพจำนวนมากถึง 22 ล้านกล่อง น่าจะลดการใช้งบประมาณของประเทศได้ไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท

5.   ผลักภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้บริโภคทั้งที่มีวัตถุประสงค์ลดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนผ่าน ในอีกด้านหนึ่งเป็นการตั้งราคาที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการเคเบิ้ลทีวี ทีวีดาวเทียม หรือผู้ผลิตโทรทัศน์ดิจิตอล 

จากข้อมูลการสำรวจราคากล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอลของนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เมื่อ 15 วันที่ผ่านมา พบว่า มีการจำหน่ายกล่องในราคาต่ำสุด  690 บาท แต่จากการสำรวจครั้งที่สองเมื่อวันที่ 28 เมษายนห์ที่ผ่านมาพบว่า ไม่มีสินค้าราคาดังกล่าวในท้องตลาดปัจจุบัน หลังจากมีการเพิ่มราคาคูปองของกสทช. 1,000 บาท

นอกจากนี้การเคาะราคาคูปองที่ 1,000 บาทของ กสท. ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่จำหน่ายกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอลหลายรายตั้งราคาขายสูงกว่าราคาคูปอง ซึ่งแม้ราคากล่องรับสัญญาณจะสูงกว่าราคาคูปองที่แจก แต่ช่องรายการที่เป็นที่ต้องการรับชมของผู้บริโภคมากกว่า จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ผู้ที่ได้รับคูปองจะนำไปใช้เป็นส่วนลดแลกซื้อกล่องของบรรดาผู้ให้บริการเคเบิ้ลทีวี ทีวีดาวเทียม มากกว่าทีจะนำไปใช้แลกซื้อกล่องที่ผลิตขึ้นมาเพื่อรับเฉพาะสัญญาณทีวีดิจิตอล ซึ่งหากเป็นแบบนั้นเป้าหมายของ กสท. ที่ต้องการให้เกิดช่องรายการคุณภาพ ช่องรายการเพื่อสังคม สาธารณะประโยชน์ และช่องรายการสำหรับเด็กและเยาวชน อาจไม่เกิดขึ้นจริง เพราะผู้บริโภคเลือกที่จะไปรับชมรายการจากต่างประเทศในเคเบิ้ลทีวี ทีวีดาวเทียม ทำให้ผู้บริโภคต้องจ่ายเงินเพื่อการรับชมทีวีเพิ่มขึ้น

6.   มีขั้นตอนการดำเนินงานที่ผิดพลาด ในเรื่อง “ ขั้นตอนการแจกคูปอง”  ของ กสท. ทำให้เกิดผลกระทบแก่ผู้บริโภค เนื่องจาก กสท. ใช้วิธีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภครับทราบว่าจะมีการทดลองออกอากาศทีวีในระบบดิจิตอลในเดือนเมษายน

ขณะที่จะมีการแจกคูปองในเดือนมิถุนายน เมื่อผู้บริโภครับทราบถึงการทดลองออกอากาศ ย่อมมีความต้องการดูทีวีในระบบดิจิตอลมากขึ้น จึงจำเป็นต้องซื้อกล่องตามแรงโฆษณาของทุกสถานีในปัจจุบัน ทำให้ต้องไปเสียเงินโดยไม่มีความจำเป็น ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจกล่องหรือไม่             เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคและองค์กรภาคประชาชน จึงขอเรียกร้องให้ กสท. ทบทวนทั้ง 6ประการข้างต้น และเรียกร้องให้กรรมการกองทุน และกสทช. ไม่เห็นชอบต่อมติของกสท. ในเรื่องนี้

Advertisements
 

คำชี้แจง ศาลปกครอง! ตั้ง กก.สอบฯ กรณี”ดิเรกฤทธิ์” มีหนังสือ ถึง ผบ.ตร. ปมแต่งตั้งโยกย้าย

29 เมษายน 2557- ตามที่ปรากฎเป็นข่าวทางสื่อมวลชน กรณี นายดิเรกฤทธิ์  เจนครองธรรม เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง มีหนังสือไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจนายหนึ่ง นั้น 

นายไพโรจน์  มินเด็น ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองชั้นต้นประจำศาลปกครองสูงสุด ในฐานะโฆษกศาลปกครอง เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ประธานศาลปกครองสูงสุดได้รับทราบข่าวดังกล่าวแล้วเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (29 เมษายน 2557) ประธานศาลปกครองสูงสุด เห็นว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งประกอบด้วย ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด และผู้บริหารในศาลปกครองชั้นต้น ให้สืบสวนข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวโดยเร็ว

ทั้งนี้ เพื่อดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป  (16:40)

 

มาแล้ว! ตอนนี้ “สกนธี ภัททริยกุล” แกนนำ กปปส. เดินทางมาศาลอาญา แล้ว / ยังลุ้นประกันทันวันนี้ หรือไม่

image

มาแล้ว! ตอนนี้ “สกนธี ภัททริยกุล” แกนนำ กปปส.  เดินทางมาศาลอาญา แล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ คุมตัวมา   ขณะนี้ อยู่ระหว่างรอกระบวนการ ว่าจะได้ยื่นประกันวันนี้หรือไม่

ระหว่างนี้ ได้พูดคุยสั้นๆ “สกนธี”บอกว่า “มีหมายจับออกเมื่อวันที่ 25มีนาคม  ข้อหา บุกรุกสถานที่ราชการ เป็นหมายของ สภ.ปากเกร็ด  แต่ผมนึกว่าเป็นหมายเรียก 

ผมเลยเดินทางไปทำธุระต่างประเทศ สหรัฐฯ ตั้งวันที่ 16 เมษายน และเดินทางกลับถึงไทยเมื่อคืนนี้ /และโดนจับกุม  และ ทาง ดีเอสไอ ได้แจ้งข้อหาเพิ่มด้วย อีก 3 ข้อหา  รวมทั้งหมดเป็น 4 ข้อหา ได้แก่ กบฏ และ ยุยงปลุกปั่น และ มั่วสุม ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป

ผมนั่งรอที่สนามบินตั้งแต่เมื่อคืนนี้ราวๆ เที่ยงคืน..มีพนักงานสอบสวนอยู่ที่นั่นแล้ว สอบกันที่สนามบิน แล้วพาตัวมาที่ศาลเช้านี้

ส่วนตัวผม ก็ว่าเช็คแล้ว ไม่น่าจะมีอะไร.. เพราะตอนขาออกนอกประเทศ ก็เดินทางได้ ตอนนี้ คุณสุเทพ (เทือกสุบรรณ) ทราบแล้ว บอกไม่ต้องห่วง ได้ส่งทนายความมาช่วยแล้ว  แต่คุณสุเทพก็บอกว่า ดีแล้ว เป็นรสชาติของชีวิต..” (11:00)

image

image

 

ประณาม! เครือข่ายแพทย์พยาบาลอาสา ประณามความรุนแรง ประกาศอยู่ข้าง”ปลัดณรงค์”

เครือข่ายแพทย์พยาบาลอาสา ประณามความรุนแรง ประกาศอยู่ข้างปลัดณรงค์ แม้กลัวก็ขออยู่ข้างความถูกต้อง

“ผมนพ.สวรรค์ กาญจนะ อดีตผู้นำแพทย์ประจำบ้านผู้ช่วยเหลือในฐานะประชาชน พฤษภาทมิฬ ๒๕๓๕ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายแพทย์พยาบาลอาสาผู้ช่วยเหลือประชาชน ขอประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกับบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข เหตุผลเนื่องจากการออกมาคัดค้าน พรบ.นิรโทษกรรม ที่ยกผิดให้คดีคอร์รัปชั่นการรณรงค์ ติดป้าย ประณามความรุนแรง ไม่ยอมรับรัฐบาลที่โกงทุกรัฐบาล ทำให้เกิดปรากฎการข่มขี่ คุกคาม บุคลากรทางการแพทย์ โดยใช้อาวุธสงครามทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว มากที่สุดตั้งแต่มีประเทศไทยมา

และเหตุการณ์ล่าสุดการระเบิดที่บริเวณบ้านพักของปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์เมื่อคืนที่ผ่านมาการแสดงออกทั้งในฐานะส่วนตัวหรือข้าราชการย่อมเป็นสิทธิ์ เพราะเราปกครองในระบอบประชาธิปไตย การที่เกิดความรุนแรงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใดก็ตาม ไม่อาจที่จะแก้้ปัญหาได้ ทางเครือข่ายแพทย์แพทย์พยาบาลอาสาขอเรียกร้องให้ ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการระงับ ยับยั้ง คุ้มครอง ป้องกันความรุนแรงที่เกิดขึ้น และเครือข่ายแพทย์ บุคลากรสาธารณสุขพร้อมที่จะยืนเคียงข้าง ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อยู่ข้างความถูกต้อง

และไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะใด ชาวสาธารณสุขพร้อมที่จะดูแลประชาชนทุกหมู่เหล่า เท่าเทียมกันการขมขู่ คุกคาม บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งดูแลประชาชนทุกคน นอกจากจะไม่สามารถหยุดยั้งให้มีการแสดงออกแล้ว กลับทำให้มีการรวมตัวกันเข้มแข็งขึ้น ทุกคนมีความกลัว แต่ขอต่อสู้ยืนยันเจตนาไม่เอาความรุนแรง ไม่เอาทุกรัฐบาลที่โกงประชาชน”

21 เมษายน 2557

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 21, 2014 in ทั่วไป

 

ปมร้อน..! บ่าย 3 วันนี้ คปท. จัดเสวนา หัวข้อ “ระบอบทักษิณ กับการดิ้นเฮือกสุดท้าย” (กำหนดการ)

image

21 เมษายน 2557 – ปมร้อน..คปท.! วันนี้ คปท. จัดเสวนาวิชาการ  เวลา 15.00-17.00 น
หัวข้อ “ระบอบทักษิณกับการดิ้นเฮือกสุดท้าย”

มี พล.ท.นันทเดช เมฆสวสดิ์  อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการณ์พิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.)

คุณนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (ศขช.)

รศ.ดร.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน คณะรัฐศาสตร์ นิด้า

อ.ไกรศักดิ์ ชุณหะวัน อดีตประธาน กมธ ต่างประเทศ สว.

ร่วมเสวนา

ดำเนินรายการโดย สุริยะใส กตะศิลา

ที่ เวทีปราศรัย คปท. ทำเนียบฯ

 

คำชี้แจง ป.ป.ช.! กรณี ศอ.รส. ออกแถลงการณ์ถึง ป.ป.ช. คดีโครงการรับจำนำข้าว ดังนี้..

image

คำชี้แจง ป.ป.ช.! ขอชี้แจงข้อมูลกรณี ศอ.รส. แถลงการณ์ถึง ป.ป.ช. เกี่ยวกับการพิจารณาคดีโครงการรับจำนำข้าว ของนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี  

ในวันนี้ (18 เมษายน 2557) เวลา 13.00 น. ณ สำนักงาน ป.ป.ช. นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ได้มีหนังสือชี้แจงความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช.      ต่อสื่อมวลชนว่า

“ตามที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 เรื่องข้อเรียกร้องต่อฝ่ายต่าง ๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยของบ้านเมืองในขณะนี้ และได้มีข้อเรียกร้องถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการพิจารณาดำเนินคดีและมีคำวินิจฉัยต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในกรณีโครงการรับจำนำข้าวอย่างตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติเป็น 2 มาตรฐานที่แตกต่างกันระหว่างคนของพรรคฝ่ายค้านกับพรรคฝ่ายรัฐบาล โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องปฏิบัติตามจริยธรรมอันเป็นมาตรฐานสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วย นั้น  สำนักงาน ป.ป.ช. ขอเรียนชี้แจงข้อมูลในกรณีดังกล่าวดังนี้  

1. การดำเนินการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 3 วรรค 2 ที่ว่า “การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม” ซึ่งหมายถึงการไม่กระทำตามอำเภอใจ การใช้หลักเหตุผล หลักกฎหมายและหลักความเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายเดียวกัน โดยเคร่งครัดปราศจากอคติ แม้จะถูกข่มขู่ คุกคาม ก้าวร้าวและมีการกระทำรุนแรงจากบุคคลบางกลุ่ม คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ไม่เคยท้อถอยและละทิ้งต่อการทำหน้าที่ตามหลักนิติธรรม  

2. การที่ ศอ.รส. ได้ออกแถลงการณ์ดังกล่าว นับว่าเป็นการหมิ่นเหม่ต่อการที่อาจทำให้สาธารณชนเห็นได้ว่า มีการแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จากฝ่ายบริหาร อันไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม และกดดันให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. วินิจฉัย หรือใช้ดุลพินิจไปในทางที่ฝ่ายบริหารต้องการ ซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีต่อการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ  

จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

 

เปิดเนื้อหา..ฉบับเต็ม! แถลงการณ์ ศอ.รส. เรียกร้อง 7 ฝ่าย เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย ดังนี้

image

17 เมษายน 2557

แถลงการณ์ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ฉบับที่ ๑ เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อฝ่ายต่างๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย —————————————-  

ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. เป็นหน่วยงานพิเศษที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล โดย ศอ.รส. มีภารกิจสำคัญในการสนธิกำลัง  ทั้งข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ และข้าราชการพลเรือน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต่างๆ เพื่ออำนวยการและปฏิบัติการให้เกิดความเรียบร้อยในทุกๆ มิติ ทั้งในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และสังคมในภาพรวม  ตลอดเวลา ๓๐ วันที่ได้มีการจัดตั้ง ศอ.รส. ให้ทำหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการทั้งปวงให้เกิดความสงบเรียบร้อยได้ตลอดมาในระดับหนึ่งนั้น

ขณะนี้มีข้อมูลอย่างเพียงพอที่ได้บ่งชี้ว่าจะเกิดความรุนแรงและเหตุร้ายขึ้นในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ ศอ.รส. โดยเฉพาะการระดมจัดมวลชนให้มีการชุมนุมใหญ่ทั้งของ กปปส. และ นปช. และกลุ่มอื่นๆ ในลักษณะท้าทายและแข่งขันกัน ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ การวินิจฉัยขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ๒ องค์กร คือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ     

กล่าวคือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำลังจะวินิจฉัยว่า นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทำให้รัฐเสียหาย กรณีโครงการรับจำนำข้าวหรือไม่ ซึ่งหากวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีมูลแล้ว นายกรัฐมนตรีต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ซึ่งกรณีเช่นนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงว่า นายกรัฐมนตรีจะต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามมาตรา ๑๘๑ หรือจะให้รองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเข้าปฏิบัติหน้าที่แทนเพื่อให้คณะรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้โดยไม่เกิดสุญญากาศทางการบริหารประเทศ

ในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญนั้นกำลังจะมีคำวินิจฉัยว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกระทำการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ตามมาตรา ๒๖๖ แห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่  

ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรีกระทำการฝ่าฝืนมาตรา ๒๖๖ ดังกล่าว รัฐมนตรีทั้งคณะก็จะต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๘๐ ซึ่งแม้มาตรา ๑๘๑ จะบัญญัติให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ แต่ก็มีการคาดการณ์ล่วงหน้าแล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญจะได้วินิจฉัยเกินจากรัฐธรรมนูญ คือวินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งโดยจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๘๑ อีกไม่ได้

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดสุญญากาศตามที่ กปปส. และกลุ่มเคลื่อนไหวบางกลุ่มต้องการ เพื่อนำไปสู่การทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งมีการอ้างมาตรา ๓ และมาตรา ๗ ในขณะที่กลุ่ม นปช. และกลุ่มเคลื่อนไหวบางกลุ่มก็จะไม่ยอมรับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เกินจากรัฐธรรนูญเช่นนี้ ตลอดจนการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ดังกล่าวข้างต้นด้วย

ซึ่งขณะนี้ก็ได้ปรากฏเป็นข้อมูลและข้อเท็จจริงของการเผชิญหน้าและการท้าทายที่จะจัดการชุมนุมใหญ่ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย และจะนำไปสู่การปะทะกันและก่อเหตุร้ายต่อกันและกันแล้ว  ศอ.รส. มีความกังวลและห่วงใยต่อสถานการณ์ในขณะนี้เป็นอย่างมาก เพราะขณะนี้ความขัดแย้งและการจัดแนวร่วมของแต่ละฝ่ายขยายตัวในวงกว้าง มีกลุ่มประชาชนที่สนับสนุนและคัดค้านแต่ละฝ่ายจำนวนมากและมีการกล่าวหาว่าองค์กรอิสระบางองค์กรเป็นแนวร่วมกับบางกลุ่มด้วย ตลอดจนมีความพยายามจัดการเลือกตั้งให้เนิ่นช้าออกไป เพื่อให้ปัญหาลุกลามและเกิดสุญญากาศตามแนวทางของบางฝ่าย  

เพื่อบรรลุภารกิจของ ศอ.รส. ซึ่งเป็นหน่วยงานพิเศษที่รับผิดชอบแก้ไขปัญหาความไม่สงบอันเกิดจากความขัดแย้งอย่างรุนแรงในขณะนี้ ศอ.รส. โดยมติที่ประชุมเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๗ ซึ่งมี   ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการ ศอ.รส.  นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานที่ปรึกษา ศอ.รส.   นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษา ศอ.รส.  นายชัยเกษม  นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรองผู้อำนวยการ ศอ.รส.  พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการ ศอ.รส.  พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศอ.รส.  นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ในฐานะเลขาธิการ ศอ.รส. และหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้แทนซึ่งรวมเป็นฝ่ายบริหาร และที่ปรึกษา ศอ.รส. อันประกอบด้วยทหารทุกเหล่าทัพ ตำรวจ พลเรือน และหน่วยงานด้านความมั่นคงทุกหน่วย ซึ่งได้ร่วมประชุมปรึกษากันแล้ว เห็นสมควรออกแถลงการณ์ฉบับนี้เพื่อเรียกร้องต่อองค์กร กลุ่มบุคคล คณะรัฐมนตรี และกลุ่มแกนนำผู้ร่วมชุมนุม ตลอดจนพี่น้องประชาชน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างสถานการณ์หรือแก้ไขสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรง หรือรักษาความสงบเรียบร้อย โดยขอให้     แต่ละฝ่ายดำเนินการดังต่อไปนี้  

๑. คณะกรรมการ ป.ป.ช.  ด้วยความเคารพต่อองค์กรและเห็นถึงบทบาทอันสำคัญ แต่มีความกังวลในตัวคณะกรรมการบางคน ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินคดีและมีคำวินิจฉัยต่อนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร ในกรณีโครงการรับจำนำข้าวอย่างตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติเป็น ๒ มาตรฐานที่แตกต่างกันระหว่างคนของพรรคฝ่ายค้านและกับพรรคฝ่ายรัฐบาล โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องปฏิบัติตามจริยธรรมอันเป็นมาตรฐานสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วย  

๒. ศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยความเคารพต่อองค์กรและเห็นถึงความสำคัญ แต่มีความกังวลในตัวตุลาการบางคน ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและมีคำวินิจฉัยต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร       ในกรณีการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล  เปลี่ยนศรี อย่างตรงไปตรงมาเพราะเมื่อเป็น    การกระทำในอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็ไม่อาจเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงได้

และประการสำคัญอย่างยิ่ง ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องไม่วินิจฉัยเกินเลยไปถึงขนาดว่าหากความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงแล้ว รัฐมนตรีทั้งคณะจะต้องพ้นจากตำแหน่งไปตามมาตรา ๑๘๐ โดยจะอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ตามมาตรา ๑๘๑ อีกไม่ได้ ซึ่งจะเป็นการวินิจฉัยเกินกว่ารัฐธรรมนูญ โดยศาลรัฐธรรมนูญจะต้องปฏิบัติตามจริยธรรมและคำถวายสัตย์ อันเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องยึดถือในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย  

๓. คณะรัฐมนตรี ศอ.รส. ขอเรียกร้องว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินกว่ารัฐธรรมนูญตามที่กล่าวมาในข้อ ๒ แล้ว คณะรัฐมนตรีจะต้องแก้ไขปัญหามิให้เกิดสุญญากาศ เพราะเมื่อศาลรัฐธรรมนูญจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญเสียเอง คณะรัฐมนตรีก็ชอบที่จะทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจาก  การอยู่ในตำแหน่งตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินจากรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะคณะรัฐมนตรีได้รับการ  โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง การจะพ้นไปก็สมควรที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นไป มิใช่ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ชี้ขาดเสียเองโดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๘๑ ดังกล่าว โดยในระหว่างทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัยนั้นให้กราบบังคมทูลด้วยว่า คณะรัฐมนตรีจะคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามมาตรา ๑๘๑ การทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัยเช่นนี้ ก็เพื่อให้เกิดข้อยุติอันจะนำมาซึ่งความสงบสุขของบ้านเมือง โดยมิต้องเกิดการใช้กำลังของกลุ่มคน ๒ กลุ่มเข้าก่อเหตุร้ายต่อกัน และป้องกันมิให้คณะรัฐมนตรีกระทำผิดตามมาตรา ๑๘๑ ด้วย

ศอ.รส. เห็นว่ามาตรา ๑๘๑ เป็นหลักการอันสำคัญของการบริหารประเทศที่ป้องกันไม่ให้เกิดสุญญากาศหรือช่องว่าง โดยจะไม่มีรัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้เป็นอันขาดในทุกๆ กรณี ซึ่งในอดีตรัฐธรรมนูญทุกฉบับก็บัญญัติไว้ทำนองเดียวกับมาตรา ๑๘๑  อนึ่ง ข้อเรียกร้องดังกล่าวข้างต้นนั้น รวมถึงกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะได้วินิจฉัยว่าข้อกล่าวหาต่อนายกรัฐมนตรีมีมูล และนายกรัฐมนตรีต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๗๒ ด้วย  

๔. คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.  ศอ.รส. ขอเรียกร้องให้รับผิดชอบในการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว เพื่อจะได้มีรัฐบาลชุดใหม่เข้าบริหารประเทศ ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ และการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ จะยุติลงทันที และการแสดงพฤติกรรมของ กกต. บางคนที่ประกาศชัดเจนว่า จำเป็นต้องเอนเอียงเข้าข้างบางฝ่ายนั้น เป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรอย่างยิ่งและเข้าข่ายผิดต่อกฎหมายด้วย  

๕. แกนนำของ กปปส. และ นปช.  ศอ.รส. ขอเรียกร้องให้ยุติการชุมนุมและไม่ปลุกระดมเรียกคนเข้าร่วมชุมนุมใหญ่ เพราะจะเป็นความเสี่ยงอย่างมากต่อการกระทบกระทั่ง และก่อเหตุร้ายต่อกันและกัน หากแกนนำยังคงฝ่าฝืนจนเกิดเหตุร้าย แกนนำทุกคนทุกกลุ่มจะต้องรับผิดชอบต่อการทำผิดกฎหมาย ทั้งทางอาญาและทางแพ่งอย่างถึงที่สุด  

๖. หัวหน้าส่วนราชการ ศอ.รส. ขอเรียกร้องต่อหัวหน้าส่วนราชการระดับสูง อันได้แก่ ปลัดกระทรวง เลขาธิการ อธิบดี และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออื่นๆ ได้ปฏิบัติหน้าที่ในราชการอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการบริหารจัดการให้ส่วนราชการ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ สามารถปฏิบัติงานให้บริการประชาชนได้อย่างดีตามปกติ โดยไม่ถูกบุกรุกหรือปิดล้อมจนไม่สามารถให้บริการได้ รวมถึงการกำชับ ตักเตือน และดูแลให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกับกิจกรรมใดๆ ที่อาจเข้าข่ายสนับสนุนแกนนำของกลุ่มเรีย กร้องที่กระทำผิดกฎหมายและอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี เช่น กลุ่ม กปปส. และกลุ่มอื่นๆ ซึ่งหัวหน้าส่วนราชการจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีและเหมาะสมด้วย  

๗. พี่น้องประชาชน ศอ.รส. ขอเรียกร้องให้งดเว้นการเข้าร่วมชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม กปปส. และกลุ่ม นปช. หรือกลุ่มอื่นใด เพราะนอกจากจะก่อให้เกิดความขัดแย้งและเหตุร้ายที่จะรุนแรงขึ้นแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพของผู้เข้าร่วมชุมนุมด้วย และขณะนี้แกนนำของทุกฝ่ายได้พยายามใช้การปลุกระดมในลักษณะสงครามทางจิตวิทยา เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อฝ่ายตนและเพิ่มความเกลียดชังฝ่ายอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พี่น้องประชาชนจะต้องมีสติ และใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบให้มากที่สุดก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อตามคำยุยงแล้วกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป  

จึงแถลงการณ์มาเพื่อทราบทั่วกัน          

ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย     

image

image

image