RSS

Monthly Archives: มีนาคม 2014

image

18 มีนาคม 2557- ปปช. มีมติตั้งองค์คณะ ไต่สวนข้อเท็จจริงกรณี ร้องเรียนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม นายจารุพงศ์  เรืองสุวรรณ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายณัฐวุฒิ  ใสยเกื้อ รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์จากการปราศรัยในลักษณะยุยงให้ใช้   
ความรุนแรง                 

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า เนื่องด้วยได้มีผู้กล่าวหาร้องเรียนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายจารุพงศ์  เรืองสุวรรณ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายณัฐวุฒิ  ใสยเกื้อ  รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมกับพวก รวม 14 คน ตามมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 กรณีเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์  2557

ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด (ยกเว้นนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร) ในฐานะแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)  ได้ร่วมกันจัดเวทีปราศรัยที่อาคารลิปตพัลลภฮอลล์ ในสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา โดยใช้ชื่อว่า “นปช. ลั่นกลองรบ” ได้กล่าวปราศรัยในลักษณะยุยงให้ใช้ความรุนแรง ให้จัดตั้งกองกำลังของกลุ่มคนเสื้อแดง ข่มขู่องค์กรอิสระ ศาล ยุยงให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ให้มีการแบ่งแยกราชอาณาจักรไทยออกเป็นสองส่วน จึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศชาติ ประชาชน และเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

ส่วนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชา มีอำนาจสั่งยับยั้งและสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการได้ แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามสื่อมวลชนว่ามีการกระทำการดังกล่าวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายเกิดขึ้น นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี กลับไม่ดำเนินการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงใดๆ

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับบัญชาและรับผิดชอบในการกำหนดนโยบายของกระทรวงกลาโหมให้ปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันและรักษาความมั่นคงของราชอาณาจักร จากภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายในประเทศ แต่กลับนิ่งเฉยไม่ยอมดำเนินการใดๆ จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติหรือประชาชน หรือกระทรวงกลาโหม  คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติให้รับเรื่องกล่าวหาดังกล่าวไว้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง ตามหมวด 4 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต  พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งคณะเป็นองค์คณะในการไต่สวนข้อเท็จจริง

โดยมอบหมายให้นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช. และนายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นกรรมการผู้รับผิดชอบสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง

โฆษณา
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มีนาคม 18, 2014 in ทั่วไป

 

ไม่ร่วม! มติ ป.ป.ช. ไม่ร่วมเจรจา 6 องค์กรอิสระ หาทางออกปท. เพราะเป็นหน่วยตรวจสอบทุจริต

image

18 มีนาคม 2557- นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีการประชุม 6 องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายโอกาส เตพละกุล ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายณรงค์ รัฐอมฤต กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง นายพรชัย จำรูญพานิชย์กุล รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2557 เวลา 13.30 น. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ร่วมกันเสนอความคิดเห็นถึงความจำเป็นในการเจรจาเพื่อหาทางออกให้กับบ้านเมืองที่อยู่ในภาวะขัดแย้ง อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เป็นรูปแบบและแผนที่ความสำเร็จ (Road Map) ในการเจรจานั้น    

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติในวันนี้ว่า เนื่องจาก ป.ป.ช. เป็นองค์กรหลักที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบการทุจริต จึงไม่อาจร่วมเป็นองค์กรกลางในการเจรจาดังกล่าวได้

อย่างไรก็ดี ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นด้วยกับการหาทางออกของประเทศโดยวิธีการเจรจา และขอให้กำลังใจกับผู้ทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการแก้ไขปัญหาของประเทศไทยให้เข้าสู่ความสงบโดยเร็ว

 

แถลงโต้ ปลัดกห.! “นัสเซอร์ ยีหมะ”หน.การ์ด คปท. แจงโพสต์เฟสฯ ได้เครื่องหมายปีกอากาศโยธิน เพราะภูมิใจ ซัดปลัดกห.ควรทำหน้าที่สมชายชาติทหาร

image

18 มีนาคม 2557 – แถลงโต้ ปลัดกห.! “นัสเซอร์ ยีหมะ”หน.การ์ด คปท. แถลงชี้แจง กรณี พล.อ.นิพทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า หน.การ์ด เอา”เครื่องหมาย (ปีก) เหินเวหากิตติมศักดิ์” ของอากาศโยธิน(อย.) สังกัด กองทัพอากาศ มาติด เพื่อใช้เคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นเรื่องไม่เหมาะสมว่า

“..ส่วนตัวผม เมื่อได้รับเกียรติบัตร และปีกฯ มาแล้ว ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2557  ก็ไม่เคยเอาปีกมาติดตัวเวลาเดินขบวน หรือเคลื่อนไหวทางหารเมืองตามที่ ปลัดกลาโหมระบุ และขออย่าให้กล่าวหาใครลอยๆ พร้อมขอสอบถามว่า ปลัดกลาโหม มีสิทธิ์อะไร ไปสั่ง ทอ. ให้เรียกคืนปีกบินดังกล่าว

ผมได้รับเกียรติบัตร และปีก เพราะมีคุณสมบัติครบถ้วนและถูกต้องตามเงื่อนไขของ ทอ. ทุกประการ และภายหลังที่รับมาแล้วก็ไม่ได้กระทำการใด ที่เป็นการทำผิดเงื่อนไขของทอ. ที่จะเรียกคืน

และส่วนตัว มีความเห็นว่า การที่ปลัดกลาโหม หาเรื่องเรียกคืนเพราะต้องการให้เป็นประเด็นทางการเมือง

สำหรับการโพสต์รูปภาพลง Facebook เป็นเพราะความดีใจ ความภาคภูมิใจ เหมือนกับการได้รับใบปริญญา 

ส่วนประเด็นที่ ผบ.ทอ.บอกว่าไม่มีกฏระเบียบให้ ทอ.เรียกเครื่องหมายเหินเวหา  เพราะเอาไปใช้ในทางไม่ถูกต้องนั้น  ผมก็ขอขอบพระคุณ ผบ.ทอ. ที่แสดงถึงความไว้วางใจ ที่ ทอ.มอบไปแล้ว ไม่ได้เรียกคืน นับเป็นความกล้าหาญ ของทางทอ.เช่นกัน

ผมขอฝากถึง ปลัดกลาโหม ว่า ถ้าท่าน มีเวลาว่างมากขนาดนี้ ก็ขอให้ช่วยไปตรวจสอบและเรียกปีกคืน จากบรรดานักการเมือง  ที่มีพฤติกรรมทุจริตประพฤติมิชอบ คอร์รัปชั่น ว่า ท่านจะเรียกคืนได้อย่างไรบ้าง ท่านปลัดกลาโหม ควรทำหน้าที่ให้เหมาะสมกับความเป็นชายชาติทหาร..” (17:00)

image

image

 

พิมพ์เขียว! คปท.เปิดแผนแม่บท ปฏิรูปพลังงานไทย ตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ปรับ ปตท.อยู่ใต้สังกัด-เลิก พรบ.ปิโตรเลียม 2514

image

18 มีนาคม 2557 –
(ร่าง) แผนแม่บทการปฏิรูปพลังงานไทย

หลักการและเหตุผล
กิจการพลังงานของประเทศไทยตั้งแต่ต้นน้ำ (ธุรกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม) กลางน้ำ (ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ การขนส่งน้ำมัน โรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมัน) และปลายน้ำ (ธุรกิจค้าปลีกเชื้อเพลิงสำเร็จรูป) อยู่ภายใต้การผูกขาดของกลุ่มธุรกิจพลังงานขนาดใหญ่เพียงไม่กี่กลุ่ม จึงมีอำนาจเหนือตลาด และยังมีอิทธิพลเหนือกลไกของรัฐบาลที่ยอมให้มีการกำหนดราคาเชื้อเพลิงได้ตามที่กลุ่มธุรกิจผูกขาดพลังงานต้องการ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ นักการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐบาลและข้าราชการที่มีหน้าที่ร่วมกันในการกำหนดนโยบายและการกำกับดูแลด้านพลังงาน ต่างมีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่ในกิจการพลังงานเหล่านี้ด้วยกันทั้งสิ้น
ด้วยสภาพปัญหาดังกล่าวจึงเห็นควรที่ประเทศไทย จะต้องดำเนินการปฏิรูปกิจการพลังงานทั้งระบบตั้งแต่กิจการต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ รวมถึงต้องมีการปฏิรูปพลังงานหมุนเวียนและการอนุรักษ์พลังงานเพื่อลดสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศให้ลดน้อยลง และเพื่อให้เป็นพลังงานที่พึ่งพาของประเทศได้อย่างแท้จริง อันเป็นไปตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีแนวทางการปฏิรูปดังนี้

การปฏิรูปด้านกิจการต้นน้ำ (การสำรวจและผลิตปิโตรเลียม การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบ การอนุรักษ์พลังงานและพัฒนาพลังงานหมุนเวียน)

1. ยกเลิก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และออกกฎหมายปิโตรเลียมฉบับใหม่ กำหนดให้ปิโตรเลียมทั้งที่อยู่ใต้ดินและที่ถูกขุดขึ้นมาเป็นของรัฐ การนำมาใช้ประโยชน์ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน โดยเปลี่ยนระบบการให้สิทธิการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจากระบบสัมปทานเป็นระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตหรือสัญญารับจ้างบริการ และใช้วิธีประมูล

2. ให้จัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (องค์การปิโตรเลียมเพื่อการพัฒนาประเทศ) ขึ้นแทนบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ซึ่งแปรสภาพเป็นบริษัทเอกชนไปแล้ว เป็นองค์กรของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ จะนำมาขายหรือกระจายหุ้นเปลี่ยนแปลงเป็นเอกชนไม่ได้ 

3. ให้จัดตั้งสภาประชาชนเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและปิโตรเลียมขึ้นมาทำหน้าที่กำกับดูแลบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(องค์การปิโตรเลียมเพื่อการพัฒนาประเทศ) โดยให้มีตัวแทนของประชาชนจากหลากหลายสาขาวิชาชีพ รวมทั้งนักวิชาการ เป็นองค์ประกอบสำคัญ

4. บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

4.1 ถือสิทธิครอบครองทรัพยากรปิโตรเลียม เครื่องจักร อุปกรณ์ ชิ้นส่วน ที่ใช้ในการผลิต การตรวจวัด และข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้อง

4.2 ออกกฎระเบียบ ควบคุมดูแล บริษัทฯที่ดำเนินกิจการด้านทรัพยากรปิโตรเลียมให้ดำเนินอยู่ในกรอบที่กำหนดไว้

4.3 เป็นผู้ให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ด้วยวิธีการประมูลที่โปร่งใส โดยให้สื่อสารมวลชนทำการเผยแพร่การดำเนินการทั้งหมด

4.4 จัดทำสัญญาแบ่งปันผลประโยชน์ให้สอดคล้องกับประเทศอื่นๆในอาเซียน

4.5 จัดตั้งบริษัทลูกเพื่อดำเนินกิจการการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งในและต่างประเทศ

4.6 ดำเนินการจัดประมูลขายจำหน่ายจ่ายโอนปิโตรเลียมที่ได้จากแหล่งผลิตต่างๆ

4.7 ให้มีการจัดตั้งกองทุนปิโตรเลียมเพื่อการพัฒนาประเทศไทย สนับสนุนสวัสดิการด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข และสวัสดิการสังคม เพิ่มเบี้ยคนชรา และสนับสนุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานหมุนเวียน

image

ในช่วงเปลี่ยนผ่านกฎหมายปิโตรเลียมฉบับใหม่ สิ่งที่ต้องดำเนินการมีดังนี้

1. ไม่ต่อสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมที่ใกล้หมดอายุอีกต่อไป และเมื่อหมดอายุสัญญาแล้วให้บรรษัทน้ำมันแห่งชาติสามารถใช้สัญญาแบบรับจ้างบริการดำเนินการในปิโตรเลียมแหล่งนั้นต่อไปได้

2. ในช่วงก่อนการยกเลิก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 เพื่อเปลี่ยนมาใช้กฎหมายฉบับใหม่นั้น ให้บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(องค์การปิโตรเลียมแห่งชาติ , องค์กรทรัพยากรธรรมชาติแห่งราชอาณาจักรไทย) จัดทำข้อเสนอต่อบริษัทฯ ที่ถือสัญญาสัมปทานอยู่เดิม เพื่อนำสู่การเปลี่ยนเป็นสัญญาแบ่งปันผลผลิต หากบริษัทฯที่ถือสัมปทานอยู่ไม่ดำเนินการ ให้บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(องค์การปิโตรเลียมแห่งชาติ , องค์กรทรัพยากรธรรมชาติแห่งราชอาณาจักรไทย) ดำเนินการตรวจสอบการดำเนินการของบริษัทฯนั้น ว่ากระทำผิดผิดเงื่อนไขของมาตรา 110 และ 111 ของ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 หรือไม่ และให้ดำเนินการยกเลิกสัญญาหากมีการดำเนินการที่ผิดเงื่อนไขดังกล่าว

การปฏิรูปด้านกิจการกลางน้ำ (บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ โรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี)
ณ ปัจจุบัน ปตท. และบริษัทในกลุ่ม เป็นผู้ประกอบธุรกิจก๊าซธรรมชาติอย่างครบวงจรเพียงรายเดียวในประเทศ โดยครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจและผลิต การจัดหาก๊าซธรรมชาติ  การขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ การแยกก๊าซธรรมชาติ และการจัดจำหน่าย รวมถึงการขยายการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติทั้งในและต่างประเทศ  และการพัฒนาธุรกิจใหม่ และยังเป็นผู้ดำเนินการจัดหา ขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ จัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ และดำเนินธุรกิจแยกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ส่วนโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ ปตท. ได้เข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ถึง 5 โรงกลั่นจากที่มีอยู่ 6 โรงกลั่น นำไปสู่สิทธิผูกขาดในการเป็นเป็นผู้จัดซื้อ จัดหาพลังงานเชื้อเพลิงของประเทศแต่เพียงรายเดียว รวมถึงได้สิทธิเป็นผู้ผูกขาดการขายน้ำมันสำเร็จรูปให้กับหน่วยงานของรัฐบาล การที่ ปตท. ได้แปรรูปเป็นบริษัทเอกชนไปแล้ว จึงถือว่ามิใช่องคาพยพของรัฐอีกต่อไปบรรดาสิทธิและทรัพย์สินที่ได้มาด้วยการใช้อำนาจมหาชนของรัฐ ต้องถูกยกเลิกไป และให้ ปตท. เป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า

เพื่อเป็นการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีและเป็นธรรมโดยอาศัยกลไกตลาด และเพื่อให้การประกอบกิจการพลังงานมีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ป้องกันการผูกขาดตัดตอนทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ (มาตรา 84(1) และ (5)) จึงสมควรดำเนินการปฏิรูปตามแนวทางดังนี้

1. ห้ามมิให้ ปตท. เป็นเจ้าของท่อส่งก๊าซธรรมชาติสายหลักของประเทศ

2. ห้ามมิให้ ปตท. มีอำนาจผูกขาดในการจัดซื้อจัดหาปิโตรเลียมแต่เพียงผู้เดียว ยกเลิกการซื้อขายผ่านนายหน้า เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตัดวงจรที่อาจนำไปสู่การทุจริต

3. ให้บรรษัทน้ำมันแห่งชาติที่จัดตั้งขึ้นใหม่ (องค์การปิโตรเลียมแห่งชาติ) มาแทนบริษัท ปตท.  เป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อจัดหาโดยใช้วิธีซื้อแบบรัฐต่อรัฐ และต้องเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกับเอกชนรายอื่น

4. ให้ ปตท. อยู่ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า และให้พัฒนากฎหมายการแข่งขันทางการค้า เพื่อป้องกันการผูกขาดตัดตอนทั้งทางตรงทางอ้อม โดยคุมสัดส่วนการถือครองตลาดของ ปตท. รวมบริษัทในเครือ ไม่ให้เกิน 30% ซึ่งจะทำให้มีการลดการถือครองหุ้นในโรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และกิจการพลังงานอื่นๆ เกิดระบบการแข่งขันที่เป็นธรรมและทำให้กลไกตลาดเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

5. ห้ามมิให้ข้าราชการเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทพลังงานและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง จนกว่าจะเกษียณอายุแล้ว 5 ปี เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน

image

การปฏิรูปโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปและก๊าซหุงต้ม (กิจการปลายน้ำ)

1.ให้ยกเลิกการขึ้นราคาก๊าซหุงต้มหรือ LPG  โดยให้รัฐบาลของประชาชนมีนโยบายให้ LPG  ที่ผลิตได้จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติในประเทศต้องจัดสรรให้ประชาชนใช้ก่อนทั้งภาคครัวเรือนและขนส่ง ด้วยราคาตามต้นทุนบวกกำไรที่เหมาะสมเป็นธรรมต่อผู้ใช้และผู้ผลิต เมื่อเหลือจึงให้ภาคอุตสาหกรรมทุกประเภทใช้ หากไม่พอให้ภาคอุตสาหกรรมเป็นผู้รับภาระการนำเข้าเอง หรือให้มีการสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติเพิ่มให้เพียงพอต่อปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอีกต่อไป

2. ให้ยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากเป็นการจัดเก็บเงินจากประชาชน และใช้จ่ายเงินที่ไม่ผ่านการตรวจสอบของระบบรัฐสภา มีการใช้ผิดวัตถุประสงค์ และทำให้โครงสร้างน้ำมันสำเร็จรูปไม่เป็นไปตามกลไกตลาดที่แท้จริง  ดังนั้น จะทำให้ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ลดลง 10 บาทต่อลิตร , แก๊สโซฮอล์ 95 ลดลง 3.30 บาทต่อลิตร และ แก๊สโซฮอล์ 91 ลดลง1.20 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันอี 20 และอี 85 เมื่อไม่มีการนำเงินกองทุนน้ำมันไปจ่ายอุดหนุนแล้ว รัฐบาลจะต้องตรวจสอบราคาจำหน่ายที่หน้าโรงกลั่นและค่าการตลาดที่สูงเกินจริง ไม่ให้เกิดการค้ากำไรเกินควรทั้งกับเกษตรกรและผู้บริโภค

3.ให้ยกเลิกโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงสำเร็จรูปที่อิงราคาสมมติว่านำเข้าจากสิงคโปร์ โดยให้ยกเลิกการเก็บค่าพรีเมี่ยม เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าความสูญเสียระหว่างการขนส่ง จากประเทศสิงคโปร์มายังโรงกลั่นในประเทศไทยซึ่งไม่มีจริง และให้รัฐบาลกำหนดราคาจำหน่ายเชื้อเพลิงสำเร็จรูปตามราคาส่งออกจากไทยซึ่งกำหนดโดยกลไกตลาดโลก และให้บริษัทน้ำมันเผยแพร่รายงานต้นทุนที่แท้จริงของโรงกลั่นและโรงแยกก๊าซธรรมชาติ

4.ยกเลิกมาตรฐานน้ำมันยูโร 4  และกำหนดให้น้ำมันสำเร็จรูปไทยเป็นมาตรฐานเดียวกันกับกลุ่มประเทศอาเซียน(ยูโร 2) เนื่องจากมาตรฐานน้ำมันยูโร 4 เป็นมาตรฐานที่สูงเกินจำเป็น เป็นภาระต่อประชาชน และยังเป็นการกีดกันทางการค้าน้ำมันในภูมิภาคอาเซียนซึ่งขัดกับหลักการของ AEC

ด้านการอนุรักษ์พลังงานและการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน

1. ให้ปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ใช้พลังงานทุกภาคส่วนทั้งภาคครัวเรือน ภาคขนส่ง ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม

2. ให้ออกกฎหมายพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ที่มีหลักการสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานหมุนเวียนทุกรูปแบบ สามารถขายเข้าระบบไฟฟ้าได้ก่อนพลังงานกลุ่มฟอสซิล (ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน) โดยไม่มีการจำกัดปริมาณ เป็นสัญญาระยะยาว เพื่อปรับทิศทางการใช้พลังงานหลักของประเทศเป็นพลังงานหมุนเวียน

3.สร้างศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนเพื่อการแปรรูปทรัพยากรและพลังงาน เพื่อการพึ่งพาตนเองในด้านพลังงาน

4. งดเว้นการเก็บภาษีในการนำเข้าอุปกรณ์และประกอบธุรกิจพลังงานหมุนเวียน

5. เปลี่ยนมาตรฐานรถรุ่นใหม่ให้เป็นรถที่สามารถใช้พลังงานได้หลากหลาย(Flexible Fuel Car) ซึ่งสามารถเติมได้ทั้งเบนซินหรือเอทานอล(แอลกอฮอร์) เพื่อเป็นการเข้าสู่การลดการใช้พลังงานฟอสซิลอย่างเต็มตัว

6.เปิดเสรีให้ผู้ผลิตเอทานอลตั้งปั๊มเอทานอล(แอลกอฮอร์) เพื่อรองรับรถยนต์มาตรฐานใหม่

****************
แผนผังการกำกับดูแลกิจการสำรวจ และผลิตปิโตรเลียม ตามนี้

image

 

กังขา..กองสลาก! “นิติธร”แกนนำ คปท. กังขา หวยล็อค เตรียมตรวจสอบ/ พรุ่งนี้ เคลื่อน 08:30น. หลายแห่ง ไม่แจ้งปลายทาง

image

กังขา..กองสลาก + ท่าทีแกนนำ คปท. ! “นิติธร ล้ำเหลือ”  แกนนำ คปท. ตั้งข้อสังเกตความเคลื่อนไหว ต่างๆ ว่า

“วันนี้ ผลสลากฯ ออก ตรงกับเลขทะเบียนรถยนต์ ของนายกรักษาการ ทั้ง 404 และ 79  ..ครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก ทำให้เป็นข้อน่าสงสัยจากสังคมว่า  เป็นเลขที่ถูกกำหนดไว้แล้ว หรือ ล็อคอยู่แล้วหรือไม่

มีความเป็นไปได้ ที่ทางคปท. อาจเคลื่อนขบวน ไปขอตรวจดูขั้นตอน กระบวนการออกเลขสลากกินแบ่งฯ  เพื่อให้คนในสังคมหายสงสัย ได้ความกระจ่าง

ที่ตั้งข้อสังเกตกัน ซึ่งหากเเป็นเรื่องจริง ส่วนตัวผม เห็นว่า ไม่น่าแปลกใจหากรัฐบาล สั่งให้ล็อค  เพราะมีเรื่องเลวร้าย, ไม่โปร่งใสยิ่งกว่านี้ รัฐบาลชุดนี้ก็ยังทำมาแล้วทั้งนั้น และแต่แง่ภาคประชาชน ถือว่า เป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มหนึ่งหรือไม่ และทำลายคนกลุ่มหนึ่ง

อย่าลืมว่า ประเด็นสำคัญ คนเล่นหวย จะเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้ไม่มาก มีความหวัง โดยอาศัยจังหวะนี้ โอกาสนี้ เป็นเรื่องโชคชะตา เพื่อให้สมหวัง เราคปท. กำลังคุยกัน ว่า จะไปกองสลากแน่นอน แต่ยังไม่เคาะวันที่

ส่วนวันพรุ่งนี้ .. คปท.มีแผนเคลื่อนขบวนไปหลายที่ ตั้งแต่ช่วงเช้า รวมถึงตลอดสัปดาห์  โดยจะเน้นหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ที่ยังมีจุดอ่อน และไม่มีจิตสำนึก

รวมทั้ง จะเคลื่อนไปกดดัน บุคคลสำคัญ เพื่อเรียกร้อง ให้มีจิตสำนึก  คปท. จะยื่นจดหมายขอความร่วมมือกับบุคคล หรือ หน่วยงานนั้นๆ ให้ทำตามข้อเรียกร้อง จุดยืน หรือ ข้อเสนอของ คปท.ด้วย

ส่วนประเด็น ที่กลุ่ม นปช. ให้ จตุพร และ ณัฐวุฒิ เป็นแกนนำนั้น คิดว่า เปลี่ยนแล้วก็ไม่มีผลอะไรมาก อาจระดม มวลชนได้มากขึ้น.. แต่การนำและการสั่งการอำนาจยังอยู่ที่”ทักษิณ”
รวมถึงทิศทางการขับเคลื่อนของมวลชน แต่ที่เห็นชัดเจนในสิ่งที่ทักษิณทำ คือ การทำลายชาติ และ ประชาชน ทำให้เกิดปัญหาในชาติ  และชัดเจน ว่า มีการทุจริต ประพฤติมิชอบ..” (17:00)

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มีนาคม 16, 2014 in ทั่วไป

 

จุดยืน คปท.! “นิติธร”ตอกหน้า 7องค์กร เสนอตัวหาทางออกแก้ปัญหาชาติ ให้ย้อนดูหน้าที่ตัวเองก่อน

image

15 มีนาคม 2557
จุดยืน แกนนำ คปท.! “นิติธร ล้ำเหลือ” แกนนำ คปท.บอก “อยากให้ 7 องค์กรที่เสนอตัวเข้ามาเป็นคนกลางการเจรจา หาทางออกประเทศ  กลับไปทำหน้าที่ของตนเองให้ดีก่อนหรือไม่ ผมขอให้ตระหนักถึงบทบาทแต่ละองค์กรก่อนว่าทำหน้าที่ของตัวเองดีหรือยัง 
เช่น การพิจารณาคดีต่างๆ ว่าได้เพิกเฉย และใช้ระยะเวลาการทำงานที่ยาวนานไปหรือไม่

เพราะการปฏิบัติหน้าที่ที่ใช้เวลานานเกินไป ก็ส่งผลต่อความเสียหายของประเทศชาติได้เช่นกัน

การที่ 7 องค์กร เสนอตัวมาถามวาา ที่ให้ถอยคนละก้าว แล้วจุดประสงค์ของพวกคุณคืออะไร การเป็นตัวกลาง อาจทำให้มีคนมองว่ามีส่วนได้ส่วนเสียหรือผลประโยชน์ทับซ้อนได้ด้วยหรือไม่
การปฏิรูปแนวทางของคปท. จะเสนอแนวทาง”การปฏิวัติโดยประชาชน”  และะปฏิรูปต่อไป

ในส่วนแนวทางการปฏิรูป ทางคปท. กำลังจะเสนอร่างพิมพ์เขียวการปฏิรูปของคปท.เอง เพิ่มเติมต่อ กปปส. 3 หัวข้อ ได้แก่ การปฏิรูปด้านพลังงาน การศึกษา และที่ดิน ซึ่งทั้ง 3 เรื่อง ทำพิมพ์เขียวเสร็จแล้ว… แต่ตอนนี้ กำลังคิดว่า จะเน้นเพิ่มการปฏิรูป ระบบโทรคมนาคม เพิ่มเติมอีกเรื่องหรือไม่  โดยแผนทั้งหมด จะเสนอต่อ กปปส. ในช่วงปลายในสัปดาห์หน้า..”

 

คำชี้แจง! ศาลปกครอง ยัน ไม่ใช่ 1 ใน 7องค์กรอิสระ ทำโรดแมป ชี้นำทางออกประเทศไทย ตามที่เป็นข่าว ดังนี้..

15 มีนาคม 2557 – ตามที่สื่อมวลชนบางสำนักข่าวได้มีการเผยแพร่และนำเสนอข่าวกรณี 7 องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญจะนัดประชุมและแถลงจุดยืนเสนอโรดแมปทางออกประเทศไทย ในวันจันทร์ที่ 17 มีนาคม 2557 เวลา 13.30 น. ณ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดยมีการอ้างถึงประธานศาลปกครองสูงสุด และองค์กรศาลปกครองว่าเป็นหนึ่งใน 7 องค์กรร่วมหารือด้วยนั้น

นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ขอชี้แจงทำความเข้าใจต่อสื่อมวลชนในกรณีดังกล่าวว่า ตามที่มีการอ้างถึงศาลปกครองว่าเป็น 1 ใน 7 องค์กรนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากอาจเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า ศาลปกครอง เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ แท้จริงแล้วศาลปกครองเป็นองค์กรตุลาการ ทำหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรมทางปกครองโดยพิจารณาและตัดสินคดีปกครอง กรณีที่มีข้อพิพาททางปกครองและมีการยื่นฟ้องคดี เพื่อตรวจสอบการกระทำของฝ่ายปกครองว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และวางบรรทัดฐานในการปฏิบัติราชการที่ดีให้แก่หน่วยงานทางปกครอง 

ดังนั้น การดำเนินการใดๆ ในฐานะองค์กรศาล ศาลไม่อาจเข้าไปแก้ไขหรือร่วมชี้นำปัญหาใดๆ โดยปราศจากการมีผู้เสนอข้อพิพาทมายังศาลก่อนได้ หรือต้องมีการฟ้องคดีก่อน ศาลจึงสามารถเข้าไปดำเนินการพิจารณาตามกรอบอำนาจที่กฎหมายกำหนดได้ 

จึงขอชี้แจงเพื่อความเข้าใจร่วมกันว่า ศาลปกครองทำหน้าที่ให้ความยุติธรรมทางปกครอง จึงต้องให้ความเป็นธรรมและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คู่กรณีทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐที่ต้องจัดทำบริการสาธารณะและการดำเนินงานของรัฐเพื่อประโยชน์สาธารณะ และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนไปพร้อมกัน