RSS

ฉบับเต็ม! พิมพ์เขียวคปท. ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เริ่มตำรวจ-DSI-อัยการ-ราชทัณฑ์-ตุลาการ

13 มี.ค.

image

13 มีนาคม 2557พิมพ์เขียว… เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ว่าด้วย “..การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม..” ภาพรวมของปัญหากระบวนการยุติธรรมไทย

1.กระบวนการยุติธรรมมีลักษณะที่ขาดนโยบายองค์รวม ทำให้ขาดผู้รับผิดชอบ (เจ้าภาพ) ทางนโยบายทั้งกระบวนการ อีกทั้งส่งผลกระทบต่อการขาดเป้าหมายและทิศทางในการทำงานของกระบวนการยุติธรรม

2.กระบวนการยุติธรรมทางอาญา มีการดำเนินการโดยรัฐมากเกินไปโดยมิได้เปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วม ไม่มีพื้นที่หรือช่องทางที่จะให้ชุมชน ประชาสังคม ประชาชน เอกชนเข้ามามีบทบาทหรือ มีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรม

3.หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมบางหน่วยขาดความเข้าใจที่ชัดเจนในบทบาทของตนเอง

4.ยังมีปัญหาการเลือกปฏิบัติ ขาดความเสมอภาคในการอำนวยความยุติธรรม

5.ตัวบทกฎหมายและระบบงานยุติธรรมในปัจจุบัน มีลักษณะมุ่งเน้นที่จะนำผู้ที่กระผิดมาลงโทษมากกว่าการแสวงหาแนวทางแก้ไขหรือป้องกัน

6.กระบวนการยุติธรรม ไม่ให้ความสำคัญต่อผู้เสียหายหรือเหยื่ออาชญากรรมเท่าที่ควร 7.กระบวนการยุติธรรม มีลักษณะดึงคดีความหรือข้อพิพาทต่างๆ เข้าสู่ระบบ ไม่ให้ความสำคัญและไม่สร้างกระบวนการที่จะส่งเสริมให้มีการไขปัญหาโดยอาศัยชุมชน

8.กระบวนการยุติธรรมโทษจำคุกมากเกินไข ทำให้เกิดปัญหาคนล้นคุก และเด็กเยาวชนล้นสถานพินิจ

9.กระบวนการยุติธรรมเผชิญกับปัญหาสังคม ซึ่งสภาพแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพและกำหนดยุทธศาสตร์ของกระบวนการยุติธรรม ได้แก้ปัญหายาเสพติด ปัญหาความยากจน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เช่นการพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม การพัฒนากลไกและวิธีการปฏิบัติงาน การปรับปรุงกฎหมาย การพัฒนาวิทยาการและเทคโนโลยี

10.สภาพเศรษฐกิจที่มีกรเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่กระบวนการยุติธรรมปรับตัวค่อนข้างช้า การยอมรับและนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการยุติธรรมก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงเพราะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณของรัฐและวิธีคิดของบุคลากรที่คุ้นเคยกับการทำงานในระบบปิด

11.ภาวะเศรษฐกิจถดถอยตกต่ำ ทำให้คดียาเสพติด คดีล้มละลาย และคดีแพ่งมีจำนวนสูงเพิ่มขึ้น

12.การปฏิบัติงานของบางหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมมีการปฏิบัติงานที่เคร่งครัดเกินไป ไม่ยืดหยุ่น ปรับให้เข้ากับข้อเท็จจริง ทำให้ประชาชนมองว่าผู้ที่เดือดร้อนไม่ได้รับความเป็นธรรม

แนวทางปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ประกอบด้วย 5 ด้าน

1. การปฏิรูประบบตำรวจ
2. การปฏิรูปกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)
3. การปฏิรูประบบอัยการ
4. การปฏิรูประบบตุลาการ
5. การปฏิรูประบบราชทัณฑ์

1. การปฏิรูประบบตำรวจ
1.ประเทศไทยมีตำรวจต้นทางของกระบวนการยุติธรรมก่อนจะถึงมืออัยการและศาล อำนาจการสืบสวน

– สอบสวนที่อยู่ในมือของตำรวจ สามารถกำหนดความถูกความผิด หลายครั้งที่เมื่อมีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปเกี่ยวข้องกับคดี พวกเขามักจะพ้นผิดได้อย่างง่ายดาย เพราะการใช้เส้นสายความสัมพันธ์ในโครงสร้างอำนาจที่มีมาอย่างยาวนาน วันนี้องค์กรตำรวจได้แผ่ขยายอำนาจอย่างมากในสังคมไทย จนกลายเป็นเหมือนกองทัพที่ 4 ไปแล้วในโครงสร้างอำนาจของประเทศ ทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด และหากสังคมไทยมีธุรกิจสีเทามากถึงกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP ประเทศ ตำรวจไทยในฐานะผู้มีอำนาจสอบสวนสืบสวนเอาผิด ก็ย่อมมีผลประโยชน์หรือได้ส่วนแบ่งไม่มากก็น้อย

ดังนั้น ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะมีระบบชั้นยศแบบทหารจนทำให้ตำรวจดูเหมือนจะมีกองทัพที่ 4 ศรัทธาที่ประชาชนมีต่อตำรวจไทยนั้นถือได้ว่าเข้าขั้นวิกฤติ ไม่เคยมียุคใดที่ชื่อเสียงของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จะแปดเปื้อนมัวหมองมากเท่ายุคนี้อีกแล้ว พฤติกรรมใช้อำนาจโดยมิชอบ พัวพันกับ การคอร์รัปชันรับสินบน ซ้ำยังถูกกล่าวหาว่าเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามผู้ชุมนุม ดังที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ

ตำรวจเป็นกลุ่มข้าราชการที่ประชาชนไม่ชอบมากที่สุด มีปฏิกิริยาที่มาจากประชาชน จากทั้งนักการเมืองที่อยากจะปฏิรูปตำรวจมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หน่วยงานแรกที่สมควรถูกปฏิรูปก่อนหน่วยงานไหนคือตำรวจ เพราะมีการซื้อขายตำแหน่งกัน เป็นการกระทำที่ขาดคุณธรรมและจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตำรวจเป็นองค์กรที่นักการเมืองใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

นักการเมืองใช้ตำรวจให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเองในแง่ของการที่ไปควบคุมกำจัดคู่แข่งขันทางการเมือง ช่วยหาเสียงในการเลือกตั้ง ข่มขู่ทำร้ายหัวคะแนน สิ่งที่ตำรวจได้ประโยชน์จากนักการเมืองมาก็เยอะ ปัญหาที่สำคัญของระบบตำรวจไทย 1. ระบบการสืบสวน

-สอบสวนที่ไม่แยกส่วนกันอย่างชัดเจน เหมือนในต่างประเทศ ทำให้เกิดการวิ่งเต้นเพื่อเลื่อนขั้นจนกลายเป็นการซื้อขายตำแหน่งอีกต่อไปในวงการตำรวจไทย

2. หลังมามีพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ทำให้สามารถขยายกำลังพลของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับนายพลขึ้นเป็นจำนวนมหาศาล ขยายความก้าวหน้าด้วยการอนุญาตให้ตำรวจได้เข้าไปกินตำแหน่งเป็นบอร์ดของรัฐวิสาหกิจต่างๆ เข้าไปเป็นในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ปปง. ดีเอสไอ ปปท. ไม่เว้นแม้แต่ทางด้านงบประมาณแผ่นดิน ทำให้ความสัมพันธ์ของนักการเมืองกับตำรวจเป็นไปในลักษณะการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน

3. ตำรวจที่เกษียณอายุไปแล้ว ได้รับการตอบแทนทางการเมืองด้วยการให้กลับมาเป็นรัฐมนตรีเพิ่มมากขึ้น เช่น เป็นเลขานุการของนายกฯ รองนายกฯ ตรงนี้ทำให้องค์กรตำรวจมีความภักดีต่อรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลที่มาจากพรรคเพื่อไทย เพราะดูย้อนหลังกลับไป 10 ปี เขาได้ประโยชน์จากพรรคการเมืองพรรคนี้มากมายมหาศาลเลย

4. ในระบบตำรวจระบบอุปถัมภ์ยังทำงานได้ดีมาก แต่ไม่ใช่การอุปถัมภ์เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการอุปถัมภ์เชิงแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ว่าคนข้างบนที่อุปถัมภ์จะให้อย่างเดียว แต่คนข้างล่างก็ให้อะไรเป็นการตอบแทนผู้อุปถัมภ์ด้วย

5. ตำรวจในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ข่าวคราวเรื่องการซื้อขายตำแหน่งเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ไม่เป็นความลับอีกต่อไป แล้วก็เป็นที่ยอมรับกัน แม้กระทั่งในหมู่ตำรวจเองก็รู้ว่าถ้าหากตัวเองอยากจะได้ตำแหน่งที่สูงขึ้น เขาก็ต้องลงทุน

6. ระบบการตรวจสอบภายใน คือ ตำแหน่งจเรตำรวจ ของวงการตำรวจมีความอ่อนแอ คนไปเป็นจเรตำรวจคือคนที่ไม่มีโอกาสจะก้าวหน้าเติบโตทางราชการแล้ว โอกาสที่ประชาชนจะได้รับความยุติธรรมนั้นยาก ยิ่งถ้าเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่รังแกประชาชน จเรจะไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมาได้ อาจทั้งเกรงใจด้วย ทั้งกลัวด้วย แล้วก็คงไม่อยากจะสร้างศัตรู

7. ระบบตำรวจจะมีหน่วยที่เรียกว่าคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ซึ่งประกอบไปด้วยอดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว ตำรวจเหล่านี้ก็จะมีลูกหลาน พรรคพวก ลูกน้องที่เป็นตำรวจ ความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติของตำรวจชั้นผู้ใหญ่และตำรวจที่ยังอยู่ในราชการเยอะแยะมากมาย

เพราะฉะนั้นที่เขากำลังต่อสู้ไม่ใช่เพื่อตำรวจ แต่เพื่อลูกหลานที่มันยั้วเยี้ยไปหมด นั่นคือผลประโยชน์ที่ได้จากการเป็นตำรวจที่ยังต้องรักษาไว้มูลค่ามากมายมหาศาลนับหมื่นล้านต่อปี มีคำกล่าวว่า ในระบอบเผด็จการนั้น กลไกตำรวจมีส่วนอย่างสำคัญต่อการดำรงไว้ซึ่งอำนาจของรัฐบาลดังกล่าว และ การปฏิบัติของตำรวจต่อสาธารณชนถือว่าเป็นดัชนีหนึ่งที่สำคัญของคุณภาพของระบอบประชาธิปไตย

การดำเนินการในระยะสั้นของการปฏิรูปตำรวจจึงไม่ใช่แต่เพียงลดทอนความเป็นการเมือง ในองค์กรตำรวจเท่านั้น หากยังจะต้องลดทอน “ลักษณะความเป็นทหาร” ในตำรวจด้วยเช่นกัน กล่าวคือ องค์กรตำรวจจะต้องไม่ใช่ “หน่วยอาวุธหนัก”

2. วัตถุประสงค์ในการปฏิรูประบบตำรวจ
1) เพื่อให้ตำรวจเคารพต่อหลักนิติรัฐ และดำเนินกิจกรรมของตำรวจภายใต้กรอบของกฎหมายและหลักแห่งจริยธรรม
2) ตำรวจในระบอบประชาธิปไตยจะต้องเป็นผู้ที่ทำให้เกิดความมั่นคงสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ และขณะเดียวกันก็จะต้องเคารพต่อสิทธิมนุษยชนด้วย
3) การตรวจสอบตำรวจ จะเกิดก็ต่อเมื่อเกิดความโปร่งใส และการมีกลไกของการตรวจสอบ ซึ่งกลไกในส่วนนี้จะต้องมีทั้งกลไกภายในและการควบคุมจากภายนอก
4) กระบวนการสร้าง “ตำรวจประชาธิปไตย” เป็นกิจกรรมจากล่างขึ้นบนและเป็นกระบวนการที่ตอบสนองต่อความต้องการและความกังวลของประชาชนและชุมชน อีกทั้งเป็นกระบวนการที่ต้องการสร้างให้เกิดความเชื่อมั่น การยอมรับ และการสนับสนุนของสาธารณชน กรอบประเด็นในการปฏิรูปในแต่ละด้าน

3. กรอบประเด็นในการปฏิรูประบบตำรวจ
1) ปรับโครงสร้างตำรวจ กระจายอำนาจ ลดการซื้อตำแหน่ง เพื่อให้รับใช้ประชาชนอย่างเต็มที่
– ปฏิรูปโครงสร้างของตำรวจใหม่ ระบบตำรวจที่เป็นอยู่นี้เป็นการรวมศูนย์อำนาจของคน 2-3 แสนอยู่ในมือของคนเดียวๆ ถึงแม้จะมีผู้บัญชาการภาคแต่นั่นไม่ใช่การกระจายอำนาจ แต่เป็นการกระจายความรับผิดชอบ อำนาจยังอยู่ใน ผบ.ตร. ท่านเดียวเท่านั้นเอง

– กระจายอำนาจของตำรวจ ออกไปเป็นตำรวจจังหวัดทั่วประเทศ กระจายอำนาจบริหารจากส่วนกลาง คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ไปให้กองบัญชาการตำรวจภูธรภาคทั้ง 9 แห่ง และอีก 1 กองบัญชาการตำรวจ|นครบาล แต่ในเรื่องนี้เวทีภาคีพัฒนาประเทศไทยเห็นว่ายังไม่เพียงพอ เพราะตำรวจเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากยิ่งกว่าข้าราชการหน่วยไหนๆ ต้องมีการปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับการคอรัปชั่นด้วย กฎหมายฉบับแรกที่ควรจะแก้คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ควรแก้ไขในส่วนการตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้ง ที่สำคัญคือการสกรีนคนที่เข้ามาเป็นนักการเมืองให้เข้มข้นขึ้น

– ลดขนาดของหน่วยงานบริหารตำรวจลง เช่น ภาค หรือ ส่วนกลาง

– ลดการแทรกแซงทางการเมือง โดยแยกออกจากฝ่ายบริหาร ไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาเป็นประธาน โดยรวมทั้ง DSI ด้วย – ให้บทบาทความสำคัญแก่โครงสร้าง กลไกและระบบตำรวจท้องถิ่น เหมือนรูปแบบของประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ส่วนในระยะเฉพาะหน้านั้น ควรกระจายการบริหารจัดการระบบตำรวจประจำพื้นที่ไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าฯ กทม.เสียจังหวะหนึ่งก่อน นอกจากนั้นต้องปรับบทบาท สตช.ให้ไปอยู่ภายใต้กระทรวงยุติธรรม มีคณะกรรมการนโยบายตำรวจซึ่งเพิ่มการมีส่วนร่วมจากบุคคลภายนอกเป็นกลไกกำกับทิศทาง

– ปฏิรูปกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ โดยการแยกอำนาจสืบสวนสอบสวนออกจากกันอย่างชัดเจน และมีการทำงานโดยใช้นิติวิทยาศาสตร์เป็นหลักในการทำงาน โดยหลักนิติวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย การเก็บตัวอย่างไปพิสูจน์ และให้ความสำคัญมากกว่าปากคำพยาน โดยใช้หลักการ จากหลักฐานไปสู่ผู้ต้องหา ตำรวจมีหน้าที่พิสูจน์ว่าเขาผิดจริง (แต่ในเมืองไทยกลับหลักการกลายเป็นว่า จากผู้ต้องหาไปสู่หลักฐาน และผู้ต้องหาจะต้องพิสูจน์ตนเอง จึงไม่แปลก ที่เกิดปรากฏการซ้อมทรมานผู้ต้องหาจำนวนมากเพื่อให้สารภาพในกระบวนการสืบสวนสอบสวนของไทย)

– ให้เป็นอิสระ พ้นจากอำนาจการเมือง โดยไม่ให้รับตำแหน่งอื่น รวมทั้งกรรมการหรือบอร์ดรัฐวิสาหกิจโดยเด็ดขาด

– ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปี หลังจากพ้นตำแหน่ง 2) เพิ่มระบบตรวจสอบและการมีส่วนร่วมของสังคม

– ปฏิรูประบบการตรวจสอบภายใน คือ ตำแหน่งจเรตำรวจ ของวงการตำรวจให้มีความเข้มแข็ง คนไปเป็นจเรตำรวจต้องสามารถให้ความยุติธรรมกับประชาชนจะได้รับความยุติธรรม สามารถทำหน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมาได้ – ปฏิรูปวิธีการคัดเลือกคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ซึ่งปัจจุบันประกอบไปด้วยอดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เกษียณอายุราชการไปแล้วซึ่งมีความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติของตำรวจชั้นผู้ใหญ่และตำรวจที่ยังอยู่ในราชการเยอะแยะมากมาย เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนของการเป็นตำรวจที่ยังต้องรักษาไว้มูลค่ามากมายมหาศาลนับหมื่นล้านต่อปี

– จัดให้มีคณะกรรมการตำรวจที่ภาคประชาชนมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ทั้งในระดับชาติ ภูมิภาคและระดับสถานี

– จัดให้มีกลไกที่เป็นอิสระสำหรับพิจารณากรณีร้องทุกข์ร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่หรือพฤติกรรมของตำรวจ โดยผลักดันร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์เกี่ยวกับตำรวจ พ.ศ…. และทบทวน แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ…ในส่วนที่เกี่ยวข้อง

3) พัฒนาระบบงานและบุคลากรในวิชาชีพสอบสวน รวมทั้งถ่ายโอนภารกิจที่มิใช่ตำรวจและเรื่องอื่นๆ

– งานสอบสวนเป็นหัวใจสำคัญ ในการรวบรวมพยานหลักฐาน จัดทำสำนวนและความเห็นทางคดี ซึ่งต้องใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญและหลักจรรยาบรรณในการปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับวิชาชีพสำคัญอื่นๆ จึงควรต้องพัฒนาระบบงานสอบสวนอย่างจริงจัง ทั้งในด้านการมีหน่วยงานวิชาการสอบสวนส่วนกลางทำหน้าที่พัฒนามาตรฐานของประเทศ ปรับปรุงสายงานสอบสวนให้มีความเป็นอิสระทางวิชาชีพ ไม่ถูกแทรกแซงจากอำนาจและอิทธิพลภายนอก สร้างดุลยภาพระหว่างเจ้าหน้าที่ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน และกำหนดอัตราค่าตอบแทนบุคลากรในวิชาชีพอย่างเหมาะสม

– งานหลักของตำรวจมี 3 ประการ ได้แก่ การรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา และการถวายความปลอดภัยองค์พระมหากษัตริย์และราชวงศ์ ส่วนงานอื่นที่พอกเข้ามานอกเหนือไปจากนี้ ควรต้องถ่ายโอนกลับไปให้หน่วยงานรับผิดชอบดูแล อาทิ งานตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจป่าไม้ ตำรวจรถไฟ ตำรวจน้ำ ตำรวจทางหลวง ฯลฯ

– งานผลิตและพัฒนาบุคลากรตำรวจ ควรได้รับการปรับปรุงทั้งในด้านวิชาการ หลักสูตร เทคโนโลยีและรูปแบบองค์การบริหารจัดการที่เป็นอิสระ ไม่ควรขึ้นต่อ สตช. และควรต้องมีภารกิจที่สอดคล้องกับโครงสร้างตำรวจที่จะปรับเปลี่ยนไปในอนาคต

2.การปฏิรูปกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

1) กำหนดคดีที่ DSI มีอำนาจสอบสวนอย่างเคร่งครัด และชัดเจน

2)ยกเลิกระเบียบประกาศคำสั่งหรือกฎหมายใดๆ ที่ให้อำนาจอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษสามารถกำหนดคดีที่กรมสอบสวนคดีคดีพิเศษมีอำนาจสอบสวนได้ด้วยตนเอง

3) การทำคดีพิเศษของ DSI ต้องทำเป็นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ในการใช้ดุลยพินิจทางคดีต่างๆ ต้องลงมติและถือเสียงข้างมากของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเท่านั้น

3.การปฏิรูประบบอัยการ

-ให้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง พ้นจากอำนาจการเมือง โดยไม่ให้รับตำแหน่งอื่นระหว่างเป็นพนักงานอัยการ รวมทั้งเป็นกรรมการหรือบอร์ดรัฐวิสาหกิจโดยเด็ดขาด

– ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง และบอร์ดรัฐวิสาหกิจ หลังจากพ้นตำแหน่งเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี

– การใช้ดุลพินิจของอัยการ ทางคดีต้องมีการตรวจสอบและถ่วงดุล โดยให้มีองค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลโดยเฉพาะ

– ให้มีอำนาจควบคุมการสอบสวน และร่วมรับผิดชอบโดยตรงกับพนักงานสอบสวน โดยคุมพนักงานสอบสวน และ DSI

– กำหนดให้มีกรอบระยะเวลา ดำเนินการที่ชัดเจนในการพิจารณาสั่งฟ้อง ยื่นฟ้อง และเปิดโอกาสให้อัยการสามารถว่าจ้างทนายความแก้ต่างแทนในอรรถคดีทั่วๆ ไปได้

4.การปฏิรูประบบตุลาการ

– ต้องปฏิรูปให้ศาลเป็นอิสระกว่าเดิม มีสำนักงานธุรการเป็นของตนเอง พ้นจากกระทรวงยุติธรรม

– ศาลต้องให้การประกันตัว หรือปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาเป็นหลักสำคัญ

– ปรับปรุงระบบการพิจารณาคดีอย่างจริงจัง เช่น การจดบันทึกพยานที่เข้าเบิกความต่อศาลโดยละเอียดไม่ใช่การสรุปตามถ้อยคำของศาลแล้วบันทึก เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และให้มีความรวดเร็วและถูกต้อง เผยแพร่แนวคิดทางด้านตุลาการตีความก้าวหน้า เพื่อเป็นทางเลือกในการสร้างนวัตกรรมและบรรทัดฐานใหม่ๆ แก่สังคม

– ปรับปรุงแนวทางการพิสูจน์ และให้น้ำหนักของหลักฐานที่ไม่ใช่การยึดติดกับตัวเอกสารเท่านั้น เพิ่มโทษเสียค่าปรับแทนการติดคุกในคดีที่ไม่รุนแรง

– จัดทำประมวลจริยธรรมตุลาการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาของสังคม

– ให้ศาลอุทธรณ์เป็นศาลพิจารณา (สืบพยานด้วย)

-ให้ศาลฎีกาพิจารณา เฉพาะประเด็นข้อกฎหมาย

5. การปฏิรูประบบราชทัณฑ์

– เพื่อแก้ปัญหานักโทษล้นคุก โดยให้ลดบทบัญญัติกำหนดโทษอาญาเหลือเท่าที่จำเป็น

-โดยเฉพาะความผิดที่มีลักษณะต่อบุคคล มิใช่ต่อแผ่นดิน

– ลดปริมาณคดีโดยกระบวนการ เบี่ยงเบนคดี ชะลอฟ้องร้อง และการคุมประพฤติ เพิ่มโทษค่าปรับสูงสุดและกลไกการปรับสูงสุดตามดัชนีผู้บริโภค

– ปฏิรูประบบเรือนจำและราชทัณฑ์ แยกผู้ต้องขังแต่ละประเภท ยกเลิกการตีตรวน การริเริ่มรูปแบบใช้สถานที่กักกันหรือนิคมมาเป็นมาตรการเสริม

– ปรับปรุงพัฒนาระบบการลงโทษ เพื่อแก้ไขฟื้นฟูให้มีทั้งแบบที่ดูแลโดยชุมชน แบบกำกับดูแลโดยใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่และแบบคุมขังในเรือนจำประกอบกันอย่างสมดุล

******************
คณะทำงานคปท.ชุดนี้ ประกอบด้วย
– นิติธร ล้ำเหลือ
– อุทัย ยอดมณี
– กิตติชัย ใสสะอาด
– สุริยันต์ ทองหนูเอียด
– อภิมะ สิทธิประเสริฐ
– จาตุรันต์ บุญเบ็ญจรัตน์

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: