RSS

บทความพิเศษ : อย่าหยุดแค่ต้าน พรบ.นิรโทษกรรม : ไปให้ถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของปท.

06 พ.ย.

6 พ.ย.56 – อย่าหยุดแค่ต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม : ไปให้ถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของประเทศ  

ดร.นพดล  กรรณิกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา กระทรวงวัฒนธรรม และ นักศึกษาด้านบริหารจัดการนโยบาย มหาวิทยาลัยจอร์ชทาวน์ วอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา  

“ถือเป็นความสำเร็จของกลุ่มแกนนำผู้ชุมนุมทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผยสู่ความเป็นผู้นำของสาธารณชน ที่สามารถนำมวลหมู่ประชาชนออกมาแสดงพลังต่อต้าน พ.ร.บ. นิรโทษกรรม บนท้องถนนได้นับหมื่นนับแสนคนในทุกวันนี้จนทำให้รัฐบาลและผู้ถืออำนาจรัฐอยู่ในสภาวะเปราะบางจนเกิดอาการแกว่งตัวของฐานอำนาจและอาจส่งผลขยายวงกว้างสู่ความไม่มั่นคงของประเทศโดยรวมได้ ถ้าอารมณ์ของสาธารณชนถูกแบ่งแยกออกเป็นสองขั้วขนาดใหญ่พอๆ กัน ดังนั้น  อย่าหยุดแค่ต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม อย่าหยุดเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงในอำนาจรัฐ แต่ไปให้ถึงการชำระพฤติกรรมแย่ๆ ของฝ่ายการเมืองและสร้างรัฐบาลที่โปร่งใสเป็นที่วางใจของสาธารณชน  โดยต้องให้ผู้ใหญ่ในสังคมออกมาแสดงตนฐานอำนาจด้านคุณธรรมและจริยธรรมของสังคมไทย และต้องทำให้กลุ่มคนที่ยอมรับรัฐบาลทุจริตคอรัปชั่นถ้าตนเองได้ประโยชน์ด้วยนั้น ได้รู้สำนึกและหลาบจำไม่กล้าทำร้ายสังคมได้อีกต่อไป  ที่ผ่านมา การออกมาสู่ท้องถนนของประชาชนจำนวนเรือนหมื่นเรือนแสนคนมักจะนำไปสู่การทำรัฐประหาร การยึดอำนาจและการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจากคนกลุ่มหนึ่งไปสู่คนอีกกลุ่มหนึ่ง แต่หลังการยึดอำนาจปัญหาทุจริตคอรัปชั่นยังคงมีอยู่และความเดือดร้อนของประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศยังคงเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแตกต่างไปคือ กลุ่มนายทุนและกลุ่มคนบางกลุ่มอยู่ได้หมดทุกสถานการณ์ไม่ว่าใครขึ้นมามีอำนาจก็เข้าได้หมดทุกกลุ่ม แต่ปัญหาเดือดร้อนของประชาชนเหมือนเดิม กลุ่มนายทุน กลุ่มนักการเมือง กลุ่มข้าราชการและพวกพ้องบางกลุ่มต้องลำบากและปัญหาเดือดร้อนของประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศยังคงเหมือนเดิม โดยมีสาเหตุมาจาก การฉวยโอกาสโค่นล้มรัฐบาล ฉวยโอกาสเข้าสู่อำนาจรัฐด้วยอาศัยอารมณ์โกรธแค้นของสาธารณชนและชีวิตเลือดเนื้อของพี่น้องประชาชนคนทั่วไปที่ยอมเสียสละออกมาบนท้องถนนต่อต้านความไม่ถูกต้อง แต่แกนนำกลุ่ม    ผู้ชุมชนเหล่านั้นกลับ “หยุด” เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลหรือโค่นล้มรัฐบาลสำเร็จ เพราะไม่แสดงความเป็นผู้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่แท้จริงของประเทศ  การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่แท้จริงต้องทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้ประโยชน์สุขบนครรลองครองธรรมทั้งความดี ความถูกต้องและหลักจริยธรรมแบบสากล แต่เมื่อในความเป็นจริงคือ คนดีที่แท้จริงไม่มีอยู่ในสังคม  แต่ละคนมีความผิดพลาดในอดีตทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผยด้วยกันทั้งนั้น และแต่ละคนก็ไม่พ้นมุ่งหาผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องคนใกล้ชิด ดังนั้น เราจึงต้องมี “ระบบกติกาบ้านเมือง” และ “หลักคุณธรรมจริยธรรม” เข้ามาควบคุมพฤติกรรม กิเลสตัณหาต่างๆ ของผู้คนในสังคม โดยต้องเริ่มจากผู้นำประเทศและคณะบุคคลในรัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง นักการเมือง และกลุ่มนายทุน ที่ควรอาศัยจังหวะที่สังคมกำลังตื่นตัว สาธารณชนส่งเสียงดังเวลานี้ ผลักดันกฎหมายแห่งความโปร่งใสในการบริหารบ้านเมืองเพื่อสกัดไฟแห่งอารมณ์โกรธแค้นของหมู่ประชาชนลง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยให้มากขึ้น ดังนี้  ประการแรก งบ 2.2 ล้านล้านบาทและโครงการของรัฐขนาดใหญ่ต้องถูกใช้ภายใต้กฎหมายที่ให้ทุกรัฐบาลนับจากนี้ไปเปิดเผยงบประมาณรายจ่ายทุกเม็ดเงินต่อสาธารณชน ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ว่าเม็ดเงินงบประมาณได้ถูกใช้ไปที่ไหนบ้าง คณะบุคคลใด องค์กรใด พื้นที่ใดได้รับเม็ดเงินจากงบประมาณเหล่านั้น จนถึงประชาชนในแต่ละท้องถิ่นได้เม็ดเงินไปเท่าไหร่ เพื่อสาธารณชนจะสามารถตรวจสอบได้ ส่งผลทำให้รัฐบาลต้องหา “คนดีและเก่ง” มาบริหารงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล คุ้มค่าคุ้มทุนอย่างแท้จริง  ประการที่สอง รัฐบาลและผู้มีอำนาจของสังคมไทยต้องช่วยกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์รวมชาติเป็นหนึ่งโดยทำให้การออกมาชุมนุมบนท้องถนนของประชาชนไปสู่การรักษาระบบคุณธรรม จริยธรรมและวัฒนธรรมที่สืบทอดจากการอบรมสั่งสอนของบรรพบุรุษที่ผ่านมาในสังคมไทย จนกลายเป็นสามสถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ บนผืนธงไตรรงค์ โดยกลุ่มประชาชนบนท้องถนนต้องรวมตัวกันเคลื่อนไหวต่อไปให้สำเร็จจนทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศไทยและนานาชาติเชื่อว่า ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ต้องการรักษา “คุณค่า” ของหลักความดีตามจริยธรรมที่เป็นสากลไม่ใช่ความดีของกลุ่มคนที่ยอมรับรัฐบาลทุจริตคอรัปชั่นถ้าพวกตนได้ประโยชน์ เพราะทัศนคติอันตรายของพวกยอมรับรัฐบาลทุจริตคอรัปชั่นนั่นเองที่กำลังผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบสุดโต่งจะทำให้คำสั่งสอนเรื่องคุณธรรม ความซื่อสัตย์ที่เป็นวัฒนธรรมสำคัญของประเทศไทยที่เคยบอกกับเด็กและเยาวชนลูกหลานของคนไทยส่วนใหญ่ ล่มสลายไปอย่างน่าเสียดาย  ประการที่สาม การชุมนุมเรียกร้องแสดงพลังจุดยืนใดๆ ให้คงรักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยเอาไว้อย่างต่อเนื่องอย่าให้สะดุด เพราะเป็นระบบการปกครองที่เปิดโอกาสให้มีการแสดงออกของพลังสาธารณชนในการมีส่วนร่วมดูแลแก้ไขปัญหาบ้านเมืองและควบคุมพฤติกรรมของผู้มีอำนาจมากกว่าระบบการปกครองแบบอื่นที่มีอยู่ในเวลานี้   คำถามสำคัญในกลุ่มผู้ชุมนุมและกลุ่มผู้สังเกตการณ์น่าจะช่วยกันพิจารณา คือ พวกเราคนไทยทุกคนกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตรงจุดไหนในเวลานี้ พวกเราคนไทยทุกคนกำลังต้องการจะเปลี่ยนแปลงประเทศไปให้ถึงจุดไหน และพวกเราคนไทยทุกคนจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร ทุกคนต้องช่วยกันแสดงพลังออกมาในเวลานี้”

***********************

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 6, 2013 in ทั่วไป

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: