RSS

แถลงการณ์ชมรม สสร. 50! เรื่อง “การคัดค้านการออกกม.นิรโทษกรรมที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย”

04 พ.ย.

๔ พ.ย.๕๐- ชมรม สสร.50  ออกแถลงการณ์ คัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

แถลงการณ์ชมรม สสร. 50
เรื่อง  การคัดค้านการออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย

ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติในการประชุมวาระที่สาม เห็นชอบร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. …. โดยมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมหลักการในวาระที่สอง จากการนิรโทษกรรมผู้ชุมนุมทางการเมืองให้กลายเป็นการนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดกฎหมายอาญาแผ่นดินที่เป็นความผิดทุจริตต่อหน้าที่ราชการหรือการคอรัปชั่น รวมถึงการกระทำความผิดมหันตโทษ แต่กลับอ้างว่าวัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้มุ่งหวังต่อการสร้างความปรองดองของคนในชาติ เพื่อจะทำให้สังคมไทยและประเทศชาติกลับมาสู่ความสงบเรียบร้อย แต่ปรากฏว่าเนื้อหาร่างกฎหมายฉบับนี้ได้จุดกระแสแห่งความไม่พอใจและสร้างความขัดแย้งของคนในชาติให้เกิดขึ้นและทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง
  ชมรม สสร. ๕๐ ได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดด้วยความห่วงใย และเห็นพ้องต้องกันว่า การผ่านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. …. ส่งผลกระทบต่อหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
การนิรโทษกรรมตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวที่นิรโทษกรรมให้กับการกระทำความผิดอาญาที่เป็นความผิดมหันตโทษและความผิดเกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่นไม่สอดคล้องกับ “หลักนิติธรรม” อย่างร้ายแรง และไม่เป็นไปตามหลักการนิรโทษกรรมสากล 

เพราะโดยหลักการทั่วไปแล้วการนิรโทษกรรมจะให้แก่การกระทำความผิดต่อกฎหมายไม่ใช้ความรุนแรงและไม่เป็นความผิดที่ผู้กระทำประสงค์ร้ายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์  รวมทั้งการทุจริตคอรัปชั่นซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงและมีเจตนาเป็นการ “ทรยศ”ต่อความไว้วางใจของประชาชน ก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถให้การนิรโทษกรรมได้  การที่สภาผู้แทนราษฎรโดยเผด็จการเสียงข้างมากบัญญัติให้มีการนิรโทษกรรมดังกล่าวแบบยกเข่ง ทั้งที่อยู่ในระหว่างการสอบสวน การพิจารณาคดีขององค์กรในกระบวนการยุติธรรม หรือที่ศาลได้ตัดสินเด็ดขาดแล้ว จึงเป็นการใช้อำนาจของสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นเผด็จการรัฐสภาที่ขัดต่อ “หลักนิติธรรม” และ “หลักการนิรโทษกรรมสากล”

เนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีเนื้อหาที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง อาทิการขัดต่อ หลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยตามมาตรา ๓ ที่ออกกฎหมายลบล้างความผิดและคดีที่องค์กรตรวจสอบและศาลได้พิจารณาอยู่จนหมดสิ้น เท่ากับเป็นการล้มล้างการใช้อำนาจของฝ่ายตุลาการและองค์กรตรวจสอบ ที่เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจอธิปไตยที่มาจากปวงชนจนไม่สามารถตรวจสอบการกระทำความผิดของบรรดานักการเมืองที่ทุจริตรอรัปชั่นโกงบ้างกินเมืองได้ และทำการขัดมาตรา ๓๐ หลักความเสมอภาคเท่าเทียมกัน เพราะเป็นการนิรโทษกรรมให้แก่นักการเมืองบางกลุ่มและพวกพ้องให้ได้การนิรโทษกรรมในความผิดมหันตโทษและคอรัปชั่นที่เป็นการ “ทรยศ” ต่อความไว้วางใจของประชาชนแอบแฝงในการนิรโทษกรรมให้แก้ประชาชนผู้ชุมนุมทางการเมือง โดยที่ไม่เปิดประโยชน์แก่ประชาชนโดยทั่วไป

นอกจากนี้ยังละเมิดต่อหลักการในการใช้สิทธิทางศาลของบุคคลที่ได้รับการละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายตามมาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ และมาตรา ๓๒  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เสนอและพิจารณาร่างกฎหมายมีผลประโยชน์เกี่ยวเนื่องการลบล้างความผิดให้ตนเองอันเป็นการขัดต่อมาตรา ๑๒๒

และมีการพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยหลักการพิจารณาร่างกฎหมายร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีเนื้อหาไปล้มล้างบทบัญญัติที่รับรองการกระทำขององค์กรที่ทำหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมและการตรวจสอบอันเป็นการร่างกฎหมายให้มีผลเป็นการยกเลิกบทบัญญํติมาตรา  ๓๐๙ ของรัฐธรรมนูญ
๓. ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวถูกตราโดยรอ้างหลักการประชาธิปไตยโดยอาศัยเสียงข้างมากในรัฐสภาเป็นเครื่องมือเพื่อเอื้อประโยชน์แก่บุคคล แต่กระบวนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวได้มีความพยายามในการสร้างบรรทัดฐานการบิดเบือนกระบวนการตราพระราชบัญญัติฯ ดังที่ปรากฏอยู่ในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญของประเทศไทยมาโดยตลอด ดังเห็นได้จากการที่กรรมาธิการของสภาฯได้แก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติฯ ในลักษณะที่ขัดกับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฯ ที่รับหลักการในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่หนึ่ง และไม่เปิดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านได้ทำการโต้แย้งแสดงเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยอย่างเต็มที่ในการตราร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีลักษณะเป็น “เผด็จการ” เสียงข้างมากไม่รับฟังเสียงข้างน้อย เพียงเพื่อประโยชน์ของคนเพียงบางกลุ่ม จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อ หลักการประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง
        

ชมรม สสร.๕๐ จึงใคร่ขอประกาศคัดค้านและต่อต้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. …. และร้องเรียนวุฒิสภาซึ่งเป็นองค์กรของผู้ทรงคุณวุฒิ จะได้ใช้ “สติ” และ “ปัญญา” ในการพิจารณาและยังยั้งร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. …. ที่มีหลักการอันไม่ชอบธรรมดังกล่าวมาข้างต้น และขอให้ศาลทุกศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อและขัดต่อหลักการตามรัฐธรรมนูญ หลักนิติธรรม และหลักความเป็นธรรมต่างๆในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างกล้าหาญและเที่ยงธรรมต่อไป

ชมรม สสร. ๕๐
๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: