RSS

Monthly Archives: กันยายน 2013

รถผ่านไม่ได้! ทางหลวง แจ้ง น้ำท่วมรวม 13จังหวัด 27เส้น / รถผ่านไม่ได้ 3เส้น โคราช-ปราจีนฯ-สุรินทร์ ดังนี้..

23 ก.ย.56- นายชัชวาลย์ บุญเจริญกิจ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยปัจจุบันยังส่งผลให้เส้นทางการจราจรทางบกบางส่วนถูกน้ำทะลักเข้าท่วม จนไม่สามารถใช้สัญจรไปมาตามปกติ

ทั้งนี้ เพื่อให้การเดินทางของผู้ใช้รถใช้ถนนที่จำเป็นต้องสัญจรบนถนนทางหลวงในเขตพื้นที่ประสบอุทกภัยคล่องตัว และปลอดภัยยิ่งขึ้น กรมทางหลวง ขอให้ผู้ใช้รถใช้ถนนหลีกเลี่ยงที่ประสบปัญหาอุทกภัย และเส้นทางที่เจ้าหน้าที่กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งห้ามใช้เส้นทาง แล้วใช้เส้นทางที่เจ้าหน้าที่แนะนำ เพื่อความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทาง

จากสรุปรายงานการเกิดอุทกภัย กรมทางหลวง ประจำวันที่ 23 กันยายน 2556 มีสภาวะน้ำท่วมพื้นที่ 13 จังหวัด จำนวน 27 สายทาง (จำนวนรวม 27 แห่ง ผ่านได้ 24 แห่ง, ผ่านไม่ได้ 3 แห่ง) ทั้งนี้ เพื่อให้การเดินทางของผู้ใช้รถใช้ถนนที่จำเป็นต้องสัญจรบนถนนทางหลวงในเขตพื้นที่ประสบอุทกภัยคล่องตัว และปลอดภัยยิ่งขึ้น

กรมทางหลวง ขอให้ผู้ใช้รถใช้ถนนหลีกเลี่ยงเส้นทาง 3 สายทางที่ผ่านไม่ได้ ในพื้นที่ 4 จังหวัด เพื่อความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทาง ดังนี้

1. นครราชสีมา
1.1 ทางหลวงหมายเลข 201 หินหล่อง – ด่านขุนทด ท้องที่อำเภอด่านขุนทด ช่วง กม.ที่ 37 – 38 ระดับน้ำสูง 45 เซนติเมตร ให้ใช้ทาง ทช.

2. จังหวัดปราจีนบุรี
2.1 ทางหลวงหมายเลข 3627 โคกหอม – คลองแห่ ท้องที่อำเภอกบินทร์บุรี ช่ว งกม.ที่ 3 – 4 ระดับน้ำสูง 50 เซนติเมตร ให้ใช้ทาง ทช.

3. จังหวัดสุรินทร์
3.1 ทางหลวงหมายเลข 226 ลำน้ำชี – สุรินทร์ ท้องที่อำเภอเมืองสุรินทร์ ช่วง กม.ที่ 163 – 164 ระดับน้ำสูง 80 เซนติเมตร ให้ใช้ทาง ทช.

ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางของผู้ใช้รถใช้ถนนที่จำเป็นต้องสัญจรบนถนนทางหลวงในเขตพื้นที่ประสบอุทกภัย ขอให้โปรดใช้ความระมัดระวังในการใช้เส้นทางเพิ่มขึ้นด้วย และให้สอบถามเส้นทางก่อนเดินทางอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หรือทุกระยะในการเดินทาง สำหรับประชาชนที่ต้องการสอบถามสภาพเส้นทาง การจราจร หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถโทรศัพท์ไปได้ที่
สายด่วนกรมทางหลวง ตลอด 24 ชั่วโมง 1586
สำนักงานประชาสัมพันธ์ กรมทางหลวง 0 2354 6530, 0 2354 6668-76 ต่อ 2014
ศูนย์บริหารงานอุบัติภัย สำนักบริหารบำรุงทาง 0 2354 6551
แขวงการทางนครราชสีมาที่ 2 0 4424 2047
แขวงการทางปราจีนบุรี 0 3721 1098
แขวงการทางสุรินทร์ 0 4451 1381
ตำรวจทางหลวง ตลอด 24 ชั่วโมง 1193

โฆษณา
 

ชัดๆ! ปธ.TDRI ยันไม่เคยคิด เจรจาทางลับ ขอ กสทช.ถอนฟ้องคดีหมิ่นฯ ท้าร่วมเวทีดีเบตปมขยายคลื่น 1800 (มีคลิป)

image

19 ก.ย.56 – จากกรณี ที่เมื่อวาน นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ระบุว่า นายสุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) กสทช.  พูดในที่ประชุมบอร์ดใหญ่กสทช.ว่า วันนี้ จะมีหนึ่งในผู้ถูกฟ้อง มาขอเจรจากับกทค.และอาจพิจารณาประเด็นการถอนฟ้องนั้น 

ล่าสุด วันนี้ นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ยืนยัน ไม่คิดเจรจาทางลับ เพื่อขอให้กสทช.ถอนฟ้อง ย้ำขอกสทช.ดีเบต ปมขยายสัมปทานคลื่น 1800 MHz ผ่านเวทีสาธารณะ ดังนี้

“ผมแปลกใจมากเมื่อได้ยินข่าวจากเลขาฯกสทช. บอกว่า มีผู้ถูกฟ้องจะเจรจากับกสทช.เพื่อขอให้ถอนฟ้อง ผมดูเฟสบุ๊คของคุณณัฏฐา โกมลวาทิน (บก.รายการ ที่นี่ไทยพีบีเอส)  หนึ่งในผู้ถูกฟ้อง ก็ยืนยันว่า ไม่มีความคิดใดๆ จะเจรจากับกสทช. และผมได้คุยกับดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์  ผู้อำนวยการวิจัย ทีดีอาร์ไอ (ผู้ถูกฟ้อง) ดร.เดือนเด่น ยืนยันว่า ไม่มีความคิดหรือเจรจาเพื่อให้ กสทช.ถอนฟ้อง ผมประหลาดใจอย่างยิ่งที่กสทช.ให้ข่าวดังกล่าว โดยคุณฐากร เลขาฯกสทช. ได้กล่าวถึงว่า คุณสุทธิพล ทวีชัยการ หนึ่งในกรรมการกทค.ว่าเป็นผู้ให้ข่าวว่า จะมีผู้ถูกฟ้องหนึ่งรายไปเจรจากับกสทช.

ขณะนี้ผมได้ข้อสรุปที่ไม่น่าจะคลาดเคลื่อนว่า หนึ่งในสองท่าน คือ คุณฐากร หรือ คุณสุทธิพล ท่านใดท่านหนึ่ง น่าจะให้ข้อมูลที่ไม่จริงต่อสาธารณะชน ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เพราะทั้งสองคนเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การให้ข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง โดยเฉพาะในเรื่องที่สามารถตรวจสอบได้ง่ายๆ ว่าเป็นจริงหรือไม่นั้น ท่านก็ยังไม่ได้ให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ซึ่งถ้าเป็นเรื่องที่มีความสลับซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มากๆ แล้วประชาชนไม่ค่อยเข้าใจ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ท่านจะให้ข้อมูลกับสาธารณะชนได้ถูกต้อง

ในส่วนทางทีดีอาร์ไอ ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า การทำหน้าที่ให้ข้อคิดเห็นสาธารณะเป็นหน้าที่ของนักวิชาการ และดร.เดือนเด่นได้ให้ความเห็นตามหลักวิชาการ ถ้า กสทช.อยากจะถอนฟ้องนักวิชาการและสื่อมวลชน ท่านก็ควรถอนฟ้องเองเมื่อท่านคิดว่าแนวทางที่ดำเนินมาไม่ถูกต้องเหมาะสม แต่ทางทีดีอาร์ไอและผมเชื่อว่า คุณณัฏฐาด้วย ไม่ได้มีแนวความคิดจะไปเจรจากับท่านในที่ลับ หากจะมีการพูดคุยใดๆ อยากให้เปิดเวทีสาธารณะพูดคุยกันถึงความถูกต้อง ความเหมาะสม ของการที่กสทช.ไปขยายอายุการใช้สัมปทานคลื่น 1800 เมกกะเฮิร์ต ผมคิดว่าเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องสาธารณะ ถ้าจะพูดกัน ต้องพูดกันในที่แจ้ง ไม่ใช่ไปพูดกันในที่ลับๆ

ทีดีอาร์ไอ เชื่อ 100% ว่าไม่มีการติดต่อไปแน่นอน ส่วนไทยพีบีเอส ผมอาจพูดแทนได้ไม่หมด แต่ก็เห็นว่า มีทั้งคำชี้แจงของคุณณัฏฐาผ่านเฟสบุ๊ค และมีคำแถลงการณ์จาก คุณสมชัย สุวรรณบรรณ ผู้อำนวยการไทยพีบีเอส พูดชัดเจนว่า ไทยพีบีเอส ไม่มีแนวความคิดในการไปเจรจากับกสทช.เพื่อให้ถอนฟ้อง ซึ่งทั้งทีดีอาร์ไอในฐานะหน่วยวิชาการ และไทยพีบีเอส ในฐานะสื่อมวลชน ได้ทำหน้าที่อย่างสอดคล้องกับหลักวิชาการและหลักวิชาชีพของแต่ละฝ่าย จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปขอร้องท่าน 

ในทางตรงกันข้าม การที่คดีไปสู่ศาล ในมุมหนึ่งแม้จะทำให้เกิดความยุ่งยากเสียเวลากับคนทั้งสอง แต่ผมคิดว่าจะเป็นโอกาสดีที่จะนำเรื่องนี้เข้าสู่ขั้นตอนของศาล ซึ่งจะสามารถใช้อำนาจของศาลในการเรียกข้อมูล เรียกเอกสารต่างๆ ที่เคยเป็นความลับ ยังไม่เคยถูกเปิดเผยโดยสำนักงานกสทช. ออกมาให้เป็นข้อมูลสาธารณะ เมื่อถึงเวลานั้นผมเชื่อว่าประชาชนจะได้ทราบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ผมไม่ทราบเจตนาที่ทั้งสองคนพูดตามที่เป็นข่าว และแปลว่าต้องมีท่านใดท่านหนึ่งที่ให้ข้อมูลที่ไม่จริงกับสาธารณะ และคิดว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ท่านจะต้องออกมาชี้แจงในเรื่องดังกล่าว ว่าผู้ใด อ้างใคร ไปติดต่อกับท่าน ท่านจึงเอามากล่าวอ้างว่า มีความพยายามที่สื่อมวลชน หรือนักวิชาการ จะไปเจรจาต่อรองกับท่าน เพื่อให้ท่านถอนฟ้อง

ผมคิดว่าสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ และสื่อในกรณีแบบนี้ จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองจากสังคม และเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นบทเรียน กรณีศึกษาในอนาคต ที่จะชี้ให้เห็นว่า หากสิทธิของสื่อและนักวิชาการถูกคุกคามไปแล้ว จะทำให้ไม่สามารถตรวจสอบหน่วยงานของรัฐ ที่บริหารเม็ดเงิน ผลประโยชน์เป็นแสนล้านต่อปีได้ คนที่เสียประโยชน์ก็คือประชาชน” (มีต่อ)

(ฟัง… คลิปฉบับเต็ม อ.สมเกียรติ ปธ. TDRI ให้สัมภาษณ์ … ความยาว ประมาณ 9 นาที )

ส่วนคลิป 2 ลิงค์ ด้านล่าง … เป็น ฉบับเต็ม  ที่ คุณ ฐากร เลขาธิการ กสทช. ให้สัมภาษณ์นักข่าวสาย กสทช. เมื่อวันที่ 18 กันยายน โดยระบุว่า คุณสุทธิพล บอกในที่ประชุมบอร์ดใหญ่กสทช. ว่า มีผู้ถูกฟ้อง มาขอเจรจา เพื่อจะเข้าพบ กทค. วันที่ 19 กันยายน (มี 2 คลิป)

คลิป 1 ความยาว 2 นาที

และ คลิปจบ ความยาว 13 นาที

หลังการแถลงของคุณฐากร และเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ
มีคำชี้แจง.. จาก พี่เต๋า ณัฏฐา ผู้ถูกฟ้อง ดังนี้..

image

จากนั้น มีคำยืนยัน จาก ผู้บริหาร ไทยพีบีเอส ตามนี้..

image

 

เก็บตก งานเสวนา มธ.! “เสรีภาพการตรวจสอบกับราคาที่ต้องจ่าย :กรณีศึกษา กทค.ฟ้องนักวิชาการและสื่อ”

image

17 ก.ย.56 – จากประเด็นคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) จำนวน 4 คน และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ฟ้องร้อง ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และนางสาวณัฏฐา โกมลวาทิน ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ข้อหาหมิ่นประมาทจากการเสนอข่าวและความคิดเห็นคัดค้าน กสทช.ต่ออายุคลื่น 1800 MHz ให้เอกชน และรัฐวิสาหกิจ แทนการเรียกคืนคลื่นความถี่เพื่อนำไปประมูล

image

วันนี้ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน ร่วมกับนักศึกษาปริญญาโทสาขาสื่อสารมวลชนรุ่น 31 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) จัดเสวนาวิชาการเรื่อง “เสรีภาพการตรวจสอบกับราคาที่ต้องจ่าย :กรณีศึกษา กทค.ฟ้องนักวิชาการและสื่อ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ต่อสาธารณะ และเพื่อแสวงหาความรู้ในการรักษาความสมดุลระหว่างการฟ้องคดีเพื่อความเป็นธรรม กับการรักษาเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ในช่วงเริ่มต้น เครือข่ายนักกฎหมายสื่อมวลชนแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ MDSEA  ออกแถลงการณ์การ “ผิดหวังต่อกรณีการฟ้องหมิ่นประมาท กับนักวิชาการ และนักข่าว” ต่อกรณี กทค. และสำนักงาน กสทช.ฟ้องคดี

MDSEA ให้เหตุผล 3 ข้อ ได้แก่ นางสาวเดือนเด่น และนางสาวณัฏฐา ใช้สิทธิเสรีภาพในกาแรสดงออกเท่านั้น เพื่อถกเถียงเกี่ยวกับการกระทำของกสทช. ซึ่งการนำเสนอข่าวดังกล่าวเป็นประเด็นสำคัญต่อประโยชน์สาธารณะ และผู้บริโภค เสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรอง และปกป้องตามรัฐธรรมนูญไทย และตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง ซึ่งประเทศไทยเป็นรัฐภาคี

 สอง การฟ้องร้องหมิ่นประมาท มีแต่จะก่อให้เกิดการยับยั้งการใช้เสรีภาพต่อนักข่าว และนักวิชาการ และเป็นไปได้ว่า จะเป็นการปิดปากการเสวนาสาธารณะในประเด็นที่เกี่ยวกับประโชน์สาธารณะของคนไทย เช่นการพิจารราการให้สัมปทานคลื่นโทรคมนาคม 1800 เมกกะเฮิร์ซ ของกสทช.  ทางMDSEA ขอให้คำนึกถึงความเห็นที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเคยให้ไว้ ต่อกรณีความสำคัญของเสรีภาพในการแสดงออกเพื่อสร้างความโปร่งใส และการตรวจสอบได้  เสรีภาพในการแสดงออกนั้น เป็นปัจจัยสำคัญในการตระหนักถึงหลักแห่งความโปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งในทำนองเดียวกัน ถือว่าสำคัยต่อการส่งเสริมและปกป้องมนุษยชน

 สาม แทนที่จะฟ้องร้องหมิ่นประมาท ทางที่ดีที่สุด สำหรับ กทค. 4 คน คือ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ต่อกรณีการให้สัมปทานคลื่นโทรคมนาคม กับสังคมไทย ซึ่งถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่แท้จริงในประเด็นนี้

 นอกจากนี้ MDSEA ขอเรียกร้องด้วยความเคารพ ให้คณะกรรมการกทค.ทั้ง 4 คน ถอนฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทต่อ นางสาวเดือนเด่น และ นางสาวณัฏฐา โดย MDSEA สนับสนุนให้คณะกรรมการ กทค. ทั้ง 4 คน นำข้อถกเถียงไปสู่ประชาชนไทย และอภิปราย กรณีการให้สัมปทานคลื่นโทรคมนาคม 1800 เมกกะเฮิร์ซ กับประชาชนไทยแทน 

แถลงการณ์ ลงชื่อโดย ศาสตราจารย์ แฮรี่ โรเก้ จูเนียร์ ประธานเครือข่าย MDSEA  และ เอช อาร์.ดิเพนดร้า ผู้อำนวยการ เครือข่ายMDSEA

image

image

นางสาวสาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวว่า หลักการทางกฎหมายกสทช.สามารถฟ้องหมิ่นประมาทนักวิชาการและสื่อได้ เพราะมีกฎหมายคุ้มครอง แต่มีเงื่อนไขว่า การหมิ่นประมาทนั้นอยู่ในข้อยกเว้นหรือไม่ เช่น การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต คือ เข้าใจหรือเชื่อว่าเรื่องที่กล่าวนั้นเป็นความจริง เป็นต้น แต่สถานะของกสทช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ดำเนินงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ ดังนั้นจึงควรมีการตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใส จากทั้งภาคเอกชน ประชาชนและนักวิชาการ ซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์นั้นก็ถือเป็นการตรวจสอบอีกทางหนึ่ง

นางสาวกายาทรีย์ เวนกิตสวารัน ผู้อำนวยการบริหารเครือข่ายสมาคมผู้สื่อข่าวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ซีป้า (SEAPA) กล่าวว่า เป็นเรื่องแปลกที่องค์กรสาธารณะที่ทำหน้าที่กำกับดูแลสื่อกลับฟ้องสื่อด้วยกันเอง ซึ่งหากสื่อหวาดกลัวการถูกฟ้องร้อง องค์กรสาธารณะก็มีแนวโน้มที่จะใช้การฟ้องร้องเพื่อทำให้ข่าวที่วิพากษ์วิจารณ์องค์กรตนเองเงียบลง ดังนั้น ในกรณีนี้ สื่อควรจะรวมตัวกันวิพากษ์วิจารณ์การฟ้องร้องเพื่อปกป้องการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

“กสทช.นับเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายสาธารณะ และหากสื่อมวลชนไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบองค์กรที่กำกับนโยบายสาธารณะแล้ว สังคมจะเป็นอย่างไร หลักการทำข่าวของสื่อมวลชน แม้บางเรื่องสื่อจะสามารถพิสูจน์หรือมีข้อเท็จจริงอยู่  แต่บางครั้งก็ไม่เพียงพอที่จะนำมาเปิดเผย จริงๆ สื่อไม่จำเป็นต้องเสนอข้อมูลข้อเท็จจริง 100% แต่การนำเสนอข่าว ในเชิงตั้งข้อสังเกต ข้อสงสัย ก็นำเสนอได้เช่นกัน โดยเฉพาะหากเกี่ยวข้องกับประเด็นประโยชน์สาธารณะ”

นางสาวสุวรรณา สมบัติรักษาสุข ผู้จัดการสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า กสทช.ถูกสร้างขึ้นมาเพราะต้องการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสื่อเพื่อประโยชน์สาธารณะ รวมทั้งต้องการให้สื่อกำกับดูแลกันเอง การฟ้องหมิ่ นประมาทเช่นนี้ คล้ายกับกำลังทำลายระบบการกำกับดูแลกันเองของสื่อ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเป็นองค์กรสื่อสาธารณะ ที่มีระบบการกำกับตัวเอง มีมาตรฐานทางจริยธรรมที่ชัดเจน แล้วเพราะเหตุใดกสทช. จึงไม่ร้องเรียนไปยังไทยพีบีเอสว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และขอพื้นที่ในการนำเสนอข้อมูลจากฝ่ายกสทช. และหากไทยพีบีเอสไม่ยินยอมจึงค่อยดำเนินการฟ้องร้อง หากศาลตัดสินว่านางสาวเดือนเด่น และนางสาวณัฏฐา ไม่มีความผิด ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ กสทช.จะกล้าเดิมพัน รับผิดชอบความเสียหายนี้ด้วยตำแหน่งและเกียรติยศของตนเองหรือไม่

นายนคร ชมพูชาติ ทนายความ ระบุว่า และหากผลออกมาไม่เป็นจริงตามที่ยื่นฟ้อง ถามว่า สำนักงาน กสทช.จะรับผิดชอบอย่างไร  และหากกสทช.ชุดใหญ่ เห็นว่า การยื่นฟ้องแบบนี้ ทำถูกต้อง เห็นชอบแล้ว ก็จะเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน เพราะการมีมติเช่นนี้ ถามว่า กสทช.จะอยู่ร่วมกับประชาชนได้หรือไม่ จะมีความโปร่งใสในการเปิดให้สังคมได้เข้ามาตรวจสอบได้อย่างไร

 
ส่วนกรณีที่ กทค.ยืนยันว่า ไม่ถอนฟ้อง ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องดี เพราะจะได้สู้กัน  การไต่สวนคดีนี้ จะมีการซักค้าน และนำสืบความ ประเด็นต่างๆ ได้มากพอ 

 
รศ. นายรุจน์ โกมลบุตร อาจารย์ สาขาหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ คณะวารสารศาสตร์ฯ มธ. กล่าวว่า การแทรกแซงสื่อของรัฐบาล มีสาเหตุมาจากรัฐบาลขาดความสามารถในการอธิบายนโยบายแก่ประชาชน เช่น โครงการรับจำนำข้าว โครงการจัดการน้ำ เป็นต้น โดยการแทรกแซงสื่อมีหลายรูปแบบ อาทิ การสร้างบรรยากาศให้เกิดความหวาดกลัวจนเกิดการเซ็นเซอร์สื่อ เช่น การเซ็นเซอร์ละครเหนือเมฆ 2รายการฮาร์ดคอร์ข่าวทางช่อง 5 ถูกตัดเข้าโฆษณาระหว่างการนำเสนอข่าว เค วอร์เตอร์ เป็นต้น หรือการสร้างข่าวเพื่อดึงความสนใจไปจากประเด็นที่รัฐบาลไม่อยากให้ประชาชนสนใจ เช่น กรณีเณรคำ ถูกนำเสนอเป็นข่าวหลักเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นทางการเมือง เป็นต้น หรือร่างประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การกำกับดูแลเนื้อหารายการ  ที่กำหนดว่าการเสนอข่าวขัดแย้งจะต้องมีคู่กรณีครบทุกฝ่าย ซึ่งหากประกาศใช้จริง จะทำให้ไม่สามารถนำเสนอข่าวขัดแย้งหรือการตรวจสอบรัฐบาลได้เลย หากรัฐบาลเลือกที่จะไม่ให้ข้อมูล

นายวรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง นักวิจัยโครงการติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม (NBTC Policy Watch) กล่าวว่า การทำงานของกสทช.ไม่มีความโปร่งใสในหลายๆ ด้าน เช่น เปิดเผยมติของคณะกรรมการกสทช.ล่าช้า ไม่เปิดเผยรายงานการประชุมของอนุกรรมการ รวมทั้งไม่เปิดเผยข้อมูลที่ใช้ประกอบการกำหนดนโยบายของกสทช. มีการใช้งบประมาณในด้านต่างๆ เช่น การไปดูงานต่างประเทศ หรือการซื้อพื้นที่โฆษณาสื่อ เพื่อประชาสัมพันธ์ แต่ไม่มีการเปิดเผยผลการใช้งบประมาณ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของกสทช.ได้ กสทช.จึงควรใช้พื้นที่สาธารณะในการโต้แย้งถกเถียง มากกว่าการไปฟ้องกันในศาล

เวทีเสวนาวันนี้ รศ.รุจน์ แจ้งว่า ได้เชิญ พันเอกเศรษพงค์ มะลิสุวรรณ หนึ่งในกรรมการ กทค. มาร่วมเสวนาด้วย แต่ก็ไม่ได้มา ให้เหตุผลว่า ติดประชุม 

 
วันพรุ่งนี้ คณะกรรมการ กสทช.ชุดใหญ่ จะประชุมร่วมกัน/ นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา และนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. ระบุว่า ได้ทำหนังสือเสนอที่ประชุมให้พิจารณา ว่าการฟ้องหมิ่นประมาททำส่วนบุคคล หรือ ในนาม องค์กร เพราะทั้งสองคน ไม่เห็นด้วยต่อการฟ้องคดีดังกล่าว และพร้อมร่วมเป็นพยายให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้อง หากศาลไต่สวน 

 

16 ก.ย.56 สำนักพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จัดสัมมนา“แนวทางการจัดตั้งศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคจากการซื้อขายออนไลน์”

เรียน ท่านสื่อมวลชน

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ขอเชิญสื่อมวลชนร่วมงานสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็น ในหัวข้อ “แนวทางการจัดตั้งศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคจากการซื้อขายออนไลน์”
เพื่อเป็นศูนย์กลางในการคุ้มครองผู้บริโภคจากการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

ปัญหาที่เกิดขึ้นในการซื้อขายออนไลน์ เช่น การซื้อสินค้าออนไลน์ที่ผู้ซื้อได้รับสินค้าไม่ตรงตามโฆษณา, การขาดการรับประกันคุณภาพสินค้า,
การไม่รับผิดชอบในกรณีสินค้าชำรุดบกพร่อง, ด้านการบริการหลังการขาย ฯลฯ

ศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคจากการซื้อขายออนไลน์ จะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว ให้กับสังคมการซื้อขายออนไลน์ของประเทศไทย

โดยการสัมมนาครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)
และ รองศาสตราจารย์ณรงค์ ใจหาญ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเปิดงาน
ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมงานดังกล่าว จะได้แสดงความคิดเห็นและร่วมกันหาแนวทางในการจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนออนไลน์เป็นครั้งแรกของประเทศไทย
งานสัมมนาจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๖ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ สุขุมวิท ๑๑ ชั้น ๑ ห้อง Convention Hall C

ทั้งนี้ จึงขอเรียนเชิญสื่อมวลชนร่วมเป็นเกียรติในงาน พร้อมเก็บภาพข่าวประชาสัมพันธ์ เพื่อผลักดันการจัดตั้งศูนย์ร้องเรียนออนไลน์ร่วมกัน
และขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้

 

อีกเวที! 17ก.ย.56 ธรรมศาสตร์ จัดเสวนา“เสรีภาพการตรวจสอบ กับราคาที่ต้องจ่าย:กรณีศึกษา กทค.ฟ้องนักวิชาการและสื่อ”

“เสรีภาพการตรวจสอบกับราคาที่ต้องจ่าย : กรณีศึกษา กทค.ฟ้องนักวิชาการและสื่อ”
วันอังคารที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๒.๓๐-๑๖.๐๐ น.
ห้อง F๔๐๗ อาคารอเนกประสงค์ ๒ ชั้น ๔
คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

จากการที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) จำนวน ๔ คน และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ฟ้องร้อง ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และนางสาวณัฏฐา โกมลวาทิน ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ในข้อหาหมิ่นประมาทจากการเสนอความคิดเห็นคัดค้านการที่ กสทช. ต่ออายุคลื่น ๑๘๐๐ MHz ให้แก่ธุรกิจเอกชนแทนที่จะนำออกประมูล ซึ่งการฟ้องร้องดังกล่าวเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าเหมือนกับเป็นการแทรกแซงเสรีภาพทางวิชาการและเสรีภาพสื่อ

คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน ร่วมกับนักศึกษาปริญญาโทสาขาสื่อสารมวลชนรุ่น ๓๑ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) จึงจะจัดทำโครงการเสวนาทางวิชาการเรื่อง “เสรีภาพการตรวจสอบกับราคาที่ต้องจ่าย :กรณีศึกษา กทค.ฟ้องนักวิชาการและสื่อ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ต่อสาธารณะ และเพื่อแสวงหาความรู้ในการรักษาความสมดุลระหว่างการฟ้องคดีเพื่อความเป็นธรรม กับการรักษาเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

วิทยากรประกอบด้วย พันเอก เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธาน กทค.(อยู่ระหว่างการประสานงาน) อาจารย์วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ. อาจารย์สาวตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ มธ. นายนคร ชมพูชาติ ทนายความ ตัวแทนนักวิชาชีพด้านสื่อ และตัวแทนนักวิชาการด้านสื่อ

ขอเรียนเชิญผู้สนใจร่วมกิจกรรมดังกล่าวโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในวันอังคารที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๒.๓๐-๑๖.๐๐ น. ที่ห้อง F๔๐๗ อาคารอเนกประสงค์ ๒ ชั้น ๔ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มธ. ท่าพระจันทร์

 

18ก.ย.56 หลายหน่วย ร่วม MOU “ให้บริการรับงบการเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ – e-Filing”

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ขอเชิญสื่อมวลชนร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ
โครงการ “การให้บริการรับงบการเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ – e-Filing”
และ
การสร้างความเชื่อมั่นการซื้อขายสินค้า และบริการทางออนไลน์
ร่วมกับ 17 หน่วยงานระดับประเทศ ได้แก่

• สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
• ธนาคารแห่งประเทศไทย
• สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
(นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการ กลต.)
• สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
• ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
• กรมสรรพากร
(นายสุเทพ พงษ์พิทักษ์ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการสอบบัญชีภาษีอากร กรมสรรพากร)
• สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)
(นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการ สพธอ.)
• สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์
(นายพิชัย ชุณหวชิร นายกสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์)
• บริษัท บิซิเนส ออนไลน์ จำกัด (มหาชน)
(นายนรวัฒน์ สุวรรณ ประธานกรรมการบริษัท บิซิเนส ออนไลน์ จำกัด (มหาชน)
• กรมทรัพย์สินทางปัญญา
(นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา)

• กรมการค้าภายใน
(นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน)
• สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)
(นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สคบ.)
• สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(นายแพทย์บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยา)
• กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.)
(พลตำรวจตรีพิสิษฐ์ เปาอินทร์ ผู้บังคับการ ปอท.)
• กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.)
(พลตำรวตตรีนิพนธ์ เจริญผล ผู้บังคับการ ปคบ.)
• สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.)
(นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการ สพธอ.)
• สมาคมผู้ประกอบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย
(นายสมเกียรติ ไชยศุภรากุล เลขาธิการสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ไทย)

ในวันพุธที่ 18 กันยายน 2556 เวลา 10.00 น.
ณ ศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาธุรกิจการค้า ชั้น 6
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สนามบินน้ำ

********

 

(บทวิเคราะห์) ทิศทางโทรคมนาคมไทย หลังหมดสัมปทานคลื่น 1800MHz โดย ศูนย์วิจัยศก.ฯ ไทยพาณิชย์

สัมปทานคลื่น 1800 MHz ที่จะหมดอายุลงในวันที่ 15 กันยายน 2013 นำมาสู่การออกมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในระยะเวลา 1 ปี ถือเป็นครั้งแรกของการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาต โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบแก่ผู้ใช้บริการ ผู้ให้บริการ และรัฐวิสาหกิจเจ้าของสัมปทานเดิม การปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพการแข่งขันภายใต้ระบบใบอนุญาตแบบใหม่จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ภายใต้ข้อกำหนดและเงื่อนไขของ กสทช. ที่เน้นไปที่การคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นหลัก True Move และ DPC จะต้องให้บริการต่อเนื่องไปอีก 1ปี โดยไม่ได้รับผลตอบแทนจากการให้บริการ หลังจากสัมปทานคลื่น 1800 MHz หมดอายุลงแล้ว ตามกฎหมายผู้ประกอบการทั้งสองรายจะไม่สามารถให้บริการต่อได้ เนื่องจากคลื่นที่หมดสัมปทานจะต้องถูกนำกลับมาจัดสรรใหม่โดย กสทช. จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ใช้บริการในปัจจุบันกว่า 18.3 ล้านราย โดยเป็นลูกค้าของ True Move 18.2 ล้านราย และ DPC ภายใต้แบรนด์ Digital GSM 1800 อีกกว่า 8 หมื่นราย กสทช.จึงเลือกออกประกาศมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในระยะเวลา 1 ปี เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการให้บริการในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาตด้วยคุณภาพการให้บริการและราคาคงเดิม อย่างไรก็ตาม ประกาศฯ ดังกล่าว ไม่อนุญาตให้ True Move และ DPC รับลูกค้ารายใหม่บนคลื่น 1800 MHz ตลอดช่วงระยะเวลาคุ้มครอง และต้องเร่งโอนย้ายผู้ใช้บริการไปยังเครือข่ายอื่นที่ยังไม่สิ้นสุดสัมปทาน ทั้งนี้ True Move และ DPC จะต้องส่งรายได้ที่เกิดขึ้นหลังจากหักค่าใช้จ่ายให้แก่ กสทช.และจะไม่ได้รับการชดเชยหากขาดทุนจากการให้บริการ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงเนื่องจากต้นทุนในการให้บริการต่อหน่วยจะสูงขึ้นหลังจากที่ลูกค้าเริ่มมีการย้ายไปใช้งานเครือข่ายอื่น สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า กสทช. มุ่งเน้นไปที่การคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นหลักไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ True Move และ DPC แต่อย่างใด

EIC มองว่า True ซึ่งเป็นผู้ให้บริการที่ได้รับผลกระทบจะไม่เร่งย้ายลูกค้าทั้งหมดในทันทีแต่จะทยอยโอนย้ายลูกค้าไปยังเครือข่าย True Move-H ตามความพร้อมของการใช้งาน 3G ของผู้บริโภค True เป็นผู้ให้บริการที่ได้รับผลกระทบมากสุดเนื่องจากลูกค้าของ True Move กว่า 18.2 ล้านราย สร้างรายได้ให้กับกลุ่ม True Mobile ถึง 38% แต่เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าแบบเติมเงิน (Pre-paid) ที่มีการใช้งานน้อยและยังเน้นการใช้งาน 2G เป็นหลัก ซึ่งมีเพียง 3 – 4 ล้านเลขหมายที่มีความพร้อมทางด้านอุปกรณ์ที่รองรับการใช้งานเครือข่าย 3G โดย EIC คาดว่า True จะเน้นโอนย้ายลูกค้ากลุ่มที่มีความพร้อมในการใช้งาน 3G ก่อน ควบคู่ไปกับการให้ส่วนลดในการซื้อเครื่องใหม่แก่กลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อแต่ยังไม่เคยทดลองใช้งาน 3G เพื่อเร่งให้เกิดการโอนย้ายไปยังเครือข่าย True Move-H ได้โดยเร็ว ส่วน DPC ที่มีลูกค้าประมาณ 8 หมื่นราย ซึ่งเป็นลูกค้าแบบรายเดือนและส่วนใหญ่เป็นลูกค้าขององค์กรขนาดเล็ก (SME) จะถูกโอนย้ายไปใช้งานเครือข่ายของ AIS ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ DPC ทั้งหมด เนื่องจาก AIS ยังมีสัมปทานที่ให้บริการ 2G บนคลื่นความถี่ 900 MHz ได้จนถึงปี 2015 นอกจากนี้ ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวของ DPC ยังเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ไปใช้งาน 3G บนคลื่น 2100 MHz ของ AIS ได้เช่นกัน

ด้านผู้ใช้บริการบนคลื่น 1800 MHz แม้จะมีระยะเวลาคุ้มครองนาน 1 ปี แต่ควรเร่งโอนย้ายเครือข่ายให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว และควรศึกษาว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตนพร้อมรองรับการใช้งานของเครือข่ายระบบใดบ้าง มาตรการคุ้มครองผู้บริโภคฉบับนี้มีระยะเวลาคุ้มครองเพียงแค่ 1 ปี หากพ้นกำหนดแล้ว ผู้ใช้บริการคลื่น 1800 MHz จะไม่สามารถใช้งานเลขหมายเดิมได้อีกต่อไป (ซิมดับ) จึงต้องมีการปรับตัวเพื่อโอนย้ายไปใช้งานเครือข่ายอื่นโดยมีทางเลือกทั้งหมด 3 ทาง ได้แก่ 1) ใช้เลขหมายเดิมจนครบระยะเวลาคุ้มครอง ก่อนการย้ายไปเครือข่ายด้วยการเปิดเลขหมายใหม่ 2) รอให้ True และ DPC ดำเนินการโอนย้ายแบบกลุ่มใหญ่ไปอยู่บนเครือข่ายใหม่ที่ยังไม่หมดสัมปทาน 3) ทำการโอนย้ายไปยังผู้ให้บริการรายอื่นด้วยบริการคงสิทธิ์เลขหมายเดิม (Mobile Number Portability หรือ MNP) ซึ่งทั้ง 3 ทางเลือกนี้ ผู้ใช้บริการจำเป็นต้องศึกษาอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ของตนว่าพร้อมรองรับการใช้งานเครือข่ายใดบ้าง หากเป็นเครื่องรุ่นเก่าที่รองรับการใช้งาน 2G ผู้ใช้บริการจะสามารถโอนย้ายไปยังเครือข่าย AIS 900 MHz และ DTAC 1800 MHz ได้เท่านั้น ส่วนการย้ายไปใช้งาน 3G ผู้ใช้บริการจะต้องมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สามารถรองรับการใช้งาน 3G ได้ และต้องรองรับการใช้งานบนคลื่นความถี่ที่เครือข่ายนั้นให้บริการ สำหรับการย้ายเครือข่ายแบบบริการคงสิทธิ์เลขหมาย ผู้ใช้บริการควรระวังปัญหาคอขวดในการโอนย้ายช่วงใกล้หมดระยะเวลาคุ้มครอง เนื่องจากปัจจุบันศักยภาพการโอนย้ายยังมีข้อจำกัดประมาณ 60,000 เลขหมายต่อวันต่อผู้ให้บริการหนึ่งรายเท่านั้น

ในขณะที่ CAT สูญเสียรายได้จากสัมปทานแต่อาจสร้างรายได้จากการให้เช่าอุปกรณ์โครงข่าย และการบริหารจัดการคลื่นที่ยังถือครองอยู่ สำหรับ CAT ต้องปรับตัวเพื่อสร้างรายได้จากช่องทางอื่น เช่น การปล่อยให้เช่าอุปกรณ์โครงข่ายที่ได้รับโอนจากสัญญาสัมปทาน โดยอาจร่วมกับ TOT ในการจัดตั้งเป็นบริษัท Tower Co. เพื่อให้บริการประเภทสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Infrastructure Provider) นอกจากนี้ CAT จะต้องเร่งสร้างรายได้จากคลื่นความถี่ที่ยังถือครองอยู่ ทั้งคลื่นความถี่ย่าน 850 MHz ที่จะเน้นให้บริการ 3G ภายใต้แบรนด์ My by CAT และการหาพันธมิตรผู้ให้บริการเสมือน (Mobile Virtual Network Operator หรือ MVNO) มาร่วมให้บริการเพิ่มขึ้น ส่วนคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz CAT อาจเปิดเจรจากับ DTAC และ กสทช. เพื่อหาวิธีนำคลื่นอีกส่วนหนึ่งที่ DTAC ยังไม่ได้ใช้งานมาบริหารจัดการเพื่อสร้างรายได้ต่อไปจนกว่าจะหมดอายุสัมปทานในปี 2018

อย่างไรก็ตาม สำหรับการประมูลคลื่น 1800 MHz ภายหลังสิ้นสุดระยะเวลาคุ้มครองนั้น มีความเป็นไปได้เช่นกันที่จะจัดประมูลพร้อมกับคลื่นอีกส่วนของ DTAC ที่ยังไม่สิ้นสุดสัญญาสัมปทาน หลังสิ้นสุดระยะเวลาคุ้มครอง กสทช. จะนำคลื่น 1800 MHz จำนวน 25 MHz ของ True Move และ DPC ที่หมดอายุสัมปทานออกมาประมูลใหม่ในช่วงปลายเดือนกันยายน 2014 โดยอาจจัดแบ่งประมูลแยกเป็นช่วงความถี่ (slot) ละ 5 MHz หรือแยกเป็นชุดละ 10 MHz จำนวน 2 ใบอนุญาต แต่คลื่นชุดดังกล่าวมีลักษณะสลับฟันปลาที่ถูกแทรกด้วยคลื่นที่ DTAC ถือครองอยู่และมีอายุสัมปทานนานถึงปี 2018 (รูปที่ 2) ทำให้การประมูลด้วยวิธีข้างต้นไม่เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคลื่นอย่างเต็มที่ จึงอาจมีการเจรจาระหว่าง กสทช. DTAC และ CAT ซึ่งเป็นเจ้าของสัญญาสัมปทาน ในการนำคลื่นที่ยังไม่หมดอายุสัมปทานออกมาประมูลพร้อมกัน หรืออาจเลือกเฉพาะส่วนที่ DTAC ยังไม่เคยนำมาใช้งานจำนวน 25 MHz ออกมาประมูลร่วมก่อน

แม้ว่าคลื่น 1800 MHz จะสามารถใช้ทำ 4G ได้ในอนาคต แต่สภาพตลาดของไทยยังมีขีดจำกัดอีกหลายประการ จึงควรมีการศึกษาวิธีการจัดสรรคลื่นอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งานสูงสุด คลื่น 1800 MHz ที่ใช้งาน 2G ในปัจจุบันสามารถใช้ทำ 4G ได้ในอนาคต โดยตามทฤษฎีแล้วต้องใช้งานคลื่นจำนวน 20 MHz จึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดแม้ว่าจะสามารถใช้งานทั่วไปได้ที่ 10 – 15 MHz แต่จากปัญหาคลื่นที่ว่างลงแบบฟันปลาของไทย รวมไปถึงจำนวนอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สามารถใช้งาน 4G ได้ยังมีน้อย ต้องใช้เงินลงทุนที่สูง ขณะเดียวกันผู้ประกอบการเองเพิ่งจะมีการลงทุนโครงข่าย 3G ไปไม่นาน ประกอบกับประมาณการของสหภาพโทรคมนาคมโลก (ITU) ที่พบว่าทั่วโลกยังต้องให้บริการ 2G ต่อไปอีก 5-7 ปี และไทยยังมีผู้ใช้บริการที่ต้องการใช้งาน 2G อยู่อีกมาก อาจเป็นการเร็วเกินไปที่กสทช.จะเร่งประมูลคลื่นเพื่อทำ 4G จึงควรมีการวางแผนเพื่อจัดสรรคลื่นอย่างรอบคอบ อาจต้องพิจารณาแบ่งคลื่น 1800 MHz บางส่วนหรือคลื่นความถี่ในย่านอื่นในการให้บริการ 2G ต่อไปอีกสักระยะ ก่อนจัดประมูลคลื่นในเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งานคลื่นสูงสุด

implication

แนวโน้มการแข่งขันในช่วงเปลี่ยนผ่านจะไม่รุนแรงนักแต่ DTAC จะเป็นผู้ให้บริการที่มีความได้เปรียบมากสุดในตลาดบริการ 2G ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาตใน 1 – 2 ปีนี้ ผู้ประกอบการแต่ละรายทั้ง AIS และ TRUE จะเน้นไปที่การเร่งโอนย้ายลูกค้าในเครือข่ายที่ใกล้หมดสัญญาสัมปทานไปอยู่บนเครือข่ายใหม่ในระบบใบอนุญาตเป็นหลัก ทำให้การแข่งขันเพื่อแย่งชิงฐานลูกค้าจะไม่มีความรุนแรงมากนัก แต่ในขณะเดียวกันถ้าการประมูลคลื่น 900 และ 1800 MHz มีความล่าช้าออกไป DTAC จะกลายเป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียวที่ยังคงมีคลื่นให้บริการ 2G จนถึงปี 2018 จึงมีโอกาสที่จะแย่งชิงฐานลูกค้าทั้งจาก True, DPC และ AIS ที่ยังต้องการใช้งาน 2G ต่อไปโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอุปกรณ์เครื่องใหม่
การประมูลคลื่น 1800 MHz ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้ามีความเป็นไปได้สูงที่จะมีแต่ผู้ประกอบการรายเดิมเท่านั้นที่เข้าร่วมประมูล EIC มองว่าการประมูลคลื่น 1800 MHz บางส่วนที่จะเกิดขึ้นในช่วงปีหน้าอาจไม่ดึงดูดใจให้มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาลงทุน ทำให้ยังคงเป็นผู้ประกอบการ 5 รายหลักเดิม ได้แก่ AIS, DTAC, TRUE, CAT และ TOT ที่จะให้ความสนใจ โดยอาจมีเพียงแค่ AIS และ TRUE เท่านั้น ที่ต้องการนำคลื่นไปให้บริการอย่างต่อเนื่องกับลูกค้ากลุ่มเดิม ส่งผลให้ราคาประมูลที่จะเกิดขึ้นอาจใกล้เคียงกับราคาตั้งต้น การออกแบบการประมูลและเลือกช่วงเวลาการประมูลจึงควรมีความเหมาะสมกับสภาพตลาดเพื่อทำให้การจัดสรรคลื่นเกิดประโยชน์สูงสุด
เป็นโอกาสสำหรับธุรกิจผู้ขายอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ การหมดอายุสัญญาสัมปทานคลื่น 1800 MHz ของ True Move และ DPC จะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้ผู้ใช้บริการเลือกเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้สามารถรองรับการใช้งาน 3G ได้ ซึ่งจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาตทำได้เร็วขึ้น ทาง EIC ประเมินว่าตลาดอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่จะมียอดขายขั้นต่ำสูงถึง 15,000 ล้านบาท ตลอดช่วงระยะเวลาการเปลี่ยนผ่าน 1 – 2 ปีนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีทั้งกับผู้ผลิต ผู้จำหน่ายอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ในขณะเดียวกันอาจเห็นการทำโปรโมชั่นของแต่ละเครือข่ายในรูปแบบการให้เครื่องเปล่าแต่ติดสัญญาการใช้งานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีกับผู้ให้บริการที่จะช่วยลดอัตราการยกเลิกการใช้บริการ (Churn rate) ได้มากขึ้น

ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ กสทช.