RSS

เก็บตก งานเสวนา มธ.! “เสรีภาพการตรวจสอบกับราคาที่ต้องจ่าย :กรณีศึกษา กทค.ฟ้องนักวิชาการและสื่อ”

17 ก.ย.

image

17 ก.ย.56 – จากประเด็นคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) จำนวน 4 คน และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ฟ้องร้อง ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และนางสาวณัฏฐา โกมลวาทิน ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ข้อหาหมิ่นประมาทจากการเสนอข่าวและความคิดเห็นคัดค้าน กสทช.ต่ออายุคลื่น 1800 MHz ให้เอกชน และรัฐวิสาหกิจ แทนการเรียกคืนคลื่นความถี่เพื่อนำไปประมูล

image

วันนี้ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน ร่วมกับนักศึกษาปริญญาโทสาขาสื่อสารมวลชนรุ่น 31 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) จัดเสวนาวิชาการเรื่อง “เสรีภาพการตรวจสอบกับราคาที่ต้องจ่าย :กรณีศึกษา กทค.ฟ้องนักวิชาการและสื่อ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ต่อสาธารณะ และเพื่อแสวงหาความรู้ในการรักษาความสมดุลระหว่างการฟ้องคดีเพื่อความเป็นธรรม กับการรักษาเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ในช่วงเริ่มต้น เครือข่ายนักกฎหมายสื่อมวลชนแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ MDSEA  ออกแถลงการณ์การ “ผิดหวังต่อกรณีการฟ้องหมิ่นประมาท กับนักวิชาการ และนักข่าว” ต่อกรณี กทค. และสำนักงาน กสทช.ฟ้องคดี

MDSEA ให้เหตุผล 3 ข้อ ได้แก่ นางสาวเดือนเด่น และนางสาวณัฏฐา ใช้สิทธิเสรีภาพในกาแรสดงออกเท่านั้น เพื่อถกเถียงเกี่ยวกับการกระทำของกสทช. ซึ่งการนำเสนอข่าวดังกล่าวเป็นประเด็นสำคัญต่อประโยชน์สาธารณะ และผู้บริโภค เสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรอง และปกป้องตามรัฐธรรมนูญไทย และตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง ซึ่งประเทศไทยเป็นรัฐภาคี

 สอง การฟ้องร้องหมิ่นประมาท มีแต่จะก่อให้เกิดการยับยั้งการใช้เสรีภาพต่อนักข่าว และนักวิชาการ และเป็นไปได้ว่า จะเป็นการปิดปากการเสวนาสาธารณะในประเด็นที่เกี่ยวกับประโชน์สาธารณะของคนไทย เช่นการพิจารราการให้สัมปทานคลื่นโทรคมนาคม 1800 เมกกะเฮิร์ซ ของกสทช.  ทางMDSEA ขอให้คำนึกถึงความเห็นที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเคยให้ไว้ ต่อกรณีความสำคัญของเสรีภาพในการแสดงออกเพื่อสร้างความโปร่งใส และการตรวจสอบได้  เสรีภาพในการแสดงออกนั้น เป็นปัจจัยสำคัญในการตระหนักถึงหลักแห่งความโปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งในทำนองเดียวกัน ถือว่าสำคัยต่อการส่งเสริมและปกป้องมนุษยชน

 สาม แทนที่จะฟ้องร้องหมิ่นประมาท ทางที่ดีที่สุด สำหรับ กทค. 4 คน คือ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ต่อกรณีการให้สัมปทานคลื่นโทรคมนาคม กับสังคมไทย ซึ่งถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่แท้จริงในประเด็นนี้

 นอกจากนี้ MDSEA ขอเรียกร้องด้วยความเคารพ ให้คณะกรรมการกทค.ทั้ง 4 คน ถอนฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทต่อ นางสาวเดือนเด่น และ นางสาวณัฏฐา โดย MDSEA สนับสนุนให้คณะกรรมการ กทค. ทั้ง 4 คน นำข้อถกเถียงไปสู่ประชาชนไทย และอภิปราย กรณีการให้สัมปทานคลื่นโทรคมนาคม 1800 เมกกะเฮิร์ซ กับประชาชนไทยแทน 

แถลงการณ์ ลงชื่อโดย ศาสตราจารย์ แฮรี่ โรเก้ จูเนียร์ ประธานเครือข่าย MDSEA  และ เอช อาร์.ดิเพนดร้า ผู้อำนวยการ เครือข่ายMDSEA

image

image

นางสาวสาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวว่า หลักการทางกฎหมายกสทช.สามารถฟ้องหมิ่นประมาทนักวิชาการและสื่อได้ เพราะมีกฎหมายคุ้มครอง แต่มีเงื่อนไขว่า การหมิ่นประมาทนั้นอยู่ในข้อยกเว้นหรือไม่ เช่น การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต คือ เข้าใจหรือเชื่อว่าเรื่องที่กล่าวนั้นเป็นความจริง เป็นต้น แต่สถานะของกสทช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ดำเนินงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ ดังนั้นจึงควรมีการตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใส จากทั้งภาคเอกชน ประชาชนและนักวิชาการ ซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์นั้นก็ถือเป็นการตรวจสอบอีกทางหนึ่ง

นางสาวกายาทรีย์ เวนกิตสวารัน ผู้อำนวยการบริหารเครือข่ายสมาคมผู้สื่อข่าวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ซีป้า (SEAPA) กล่าวว่า เป็นเรื่องแปลกที่องค์กรสาธารณะที่ทำหน้าที่กำกับดูแลสื่อกลับฟ้องสื่อด้วยกันเอง ซึ่งหากสื่อหวาดกลัวการถูกฟ้องร้อง องค์กรสาธารณะก็มีแนวโน้มที่จะใช้การฟ้องร้องเพื่อทำให้ข่าวที่วิพากษ์วิจารณ์องค์กรตนเองเงียบลง ดังนั้น ในกรณีนี้ สื่อควรจะรวมตัวกันวิพากษ์วิจารณ์การฟ้องร้องเพื่อปกป้องการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

“กสทช.นับเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายสาธารณะ และหากสื่อมวลชนไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบองค์กรที่กำกับนโยบายสาธารณะแล้ว สังคมจะเป็นอย่างไร หลักการทำข่าวของสื่อมวลชน แม้บางเรื่องสื่อจะสามารถพิสูจน์หรือมีข้อเท็จจริงอยู่  แต่บางครั้งก็ไม่เพียงพอที่จะนำมาเปิดเผย จริงๆ สื่อไม่จำเป็นต้องเสนอข้อมูลข้อเท็จจริง 100% แต่การนำเสนอข่าว ในเชิงตั้งข้อสังเกต ข้อสงสัย ก็นำเสนอได้เช่นกัน โดยเฉพาะหากเกี่ยวข้องกับประเด็นประโยชน์สาธารณะ”

นางสาวสุวรรณา สมบัติรักษาสุข ผู้จัดการสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า กสทช.ถูกสร้างขึ้นมาเพราะต้องการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสื่อเพื่อประโยชน์สาธารณะ รวมทั้งต้องการให้สื่อกำกับดูแลกันเอง การฟ้องหมิ่ นประมาทเช่นนี้ คล้ายกับกำลังทำลายระบบการกำกับดูแลกันเองของสื่อ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเป็นองค์กรสื่อสาธารณะ ที่มีระบบการกำกับตัวเอง มีมาตรฐานทางจริยธรรมที่ชัดเจน แล้วเพราะเหตุใดกสทช. จึงไม่ร้องเรียนไปยังไทยพีบีเอสว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และขอพื้นที่ในการนำเสนอข้อมูลจากฝ่ายกสทช. และหากไทยพีบีเอสไม่ยินยอมจึงค่อยดำเนินการฟ้องร้อง หากศาลตัดสินว่านางสาวเดือนเด่น และนางสาวณัฏฐา ไม่มีความผิด ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ กสทช.จะกล้าเดิมพัน รับผิดชอบความเสียหายนี้ด้วยตำแหน่งและเกียรติยศของตนเองหรือไม่

นายนคร ชมพูชาติ ทนายความ ระบุว่า และหากผลออกมาไม่เป็นจริงตามที่ยื่นฟ้อง ถามว่า สำนักงาน กสทช.จะรับผิดชอบอย่างไร  และหากกสทช.ชุดใหญ่ เห็นว่า การยื่นฟ้องแบบนี้ ทำถูกต้อง เห็นชอบแล้ว ก็จะเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน เพราะการมีมติเช่นนี้ ถามว่า กสทช.จะอยู่ร่วมกับประชาชนได้หรือไม่ จะมีความโปร่งใสในการเปิดให้สังคมได้เข้ามาตรวจสอบได้อย่างไร

 
ส่วนกรณีที่ กทค.ยืนยันว่า ไม่ถอนฟ้อง ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องดี เพราะจะได้สู้กัน  การไต่สวนคดีนี้ จะมีการซักค้าน และนำสืบความ ประเด็นต่างๆ ได้มากพอ 

 
รศ. นายรุจน์ โกมลบุตร อาจารย์ สาขาหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ คณะวารสารศาสตร์ฯ มธ. กล่าวว่า การแทรกแซงสื่อของรัฐบาล มีสาเหตุมาจากรัฐบาลขาดความสามารถในการอธิบายนโยบายแก่ประชาชน เช่น โครงการรับจำนำข้าว โครงการจัดการน้ำ เป็นต้น โดยการแทรกแซงสื่อมีหลายรูปแบบ อาทิ การสร้างบรรยากาศให้เกิดความหวาดกลัวจนเกิดการเซ็นเซอร์สื่อ เช่น การเซ็นเซอร์ละครเหนือเมฆ 2รายการฮาร์ดคอร์ข่าวทางช่อง 5 ถูกตัดเข้าโฆษณาระหว่างการนำเสนอข่าว เค วอร์เตอร์ เป็นต้น หรือการสร้างข่าวเพื่อดึงความสนใจไปจากประเด็นที่รัฐบาลไม่อยากให้ประชาชนสนใจ เช่น กรณีเณรคำ ถูกนำเสนอเป็นข่าวหลักเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นทางการเมือง เป็นต้น หรือร่างประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การกำกับดูแลเนื้อหารายการ  ที่กำหนดว่าการเสนอข่าวขัดแย้งจะต้องมีคู่กรณีครบทุกฝ่าย ซึ่งหากประกาศใช้จริง จะทำให้ไม่สามารถนำเสนอข่าวขัดแย้งหรือการตรวจสอบรัฐบาลได้เลย หากรัฐบาลเลือกที่จะไม่ให้ข้อมูล

นายวรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง นักวิจัยโครงการติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม (NBTC Policy Watch) กล่าวว่า การทำงานของกสทช.ไม่มีความโปร่งใสในหลายๆ ด้าน เช่น เปิดเผยมติของคณะกรรมการกสทช.ล่าช้า ไม่เปิดเผยรายงานการประชุมของอนุกรรมการ รวมทั้งไม่เปิดเผยข้อมูลที่ใช้ประกอบการกำหนดนโยบายของกสทช. มีการใช้งบประมาณในด้านต่างๆ เช่น การไปดูงานต่างประเทศ หรือการซื้อพื้นที่โฆษณาสื่อ เพื่อประชาสัมพันธ์ แต่ไม่มีการเปิดเผยผลการใช้งบประมาณ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของกสทช.ได้ กสทช.จึงควรใช้พื้นที่สาธารณะในการโต้แย้งถกเถียง มากกว่าการไปฟ้องกันในศาล

เวทีเสวนาวันนี้ รศ.รุจน์ แจ้งว่า ได้เชิญ พันเอกเศรษพงค์ มะลิสุวรรณ หนึ่งในกรรมการ กทค. มาร่วมเสวนาด้วย แต่ก็ไม่ได้มา ให้เหตุผลว่า ติดประชุม 

 
วันพรุ่งนี้ คณะกรรมการ กสทช.ชุดใหญ่ จะประชุมร่วมกัน/ นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา และนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. ระบุว่า ได้ทำหนังสือเสนอที่ประชุมให้พิจารณา ว่าการฟ้องหมิ่นประมาททำส่วนบุคคล หรือ ในนาม องค์กร เพราะทั้งสองคน ไม่เห็นด้วยต่อการฟ้องคดีดังกล่าว และพร้อมร่วมเป็นพยายให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้อง หากศาลไต่สวน 

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: