RSS

Monthly Archives: สิงหาคม 2013

แค่ 9 หน้า..ร้ายแรงกว่าที่คิด! วงวิชาการ-สื่อ ชำแหละ พร้อมยกตัวอย่างง่าย ๆ หาก ร่างฯ ประกาศกสทช.”คุมเนื้อหาสื่อ”

ยุคมืด! มติ 4องค์กรสื่อฯ และอาจารย์ หลายสถาบัน ประกาศ คว่ำ ร่างฯ”กำกับเนื้อหาสื่อ”ซัด กสทช.ย้อนยุค สวมบทเป็น”กบว.” ลดเสรีภาพการนำเสนอสื่อ-ลดการรับรู้ของสังคม
สำหรับร่างประกาศฯ ฉบับนี้ มีชื่อเต็มๆ ว่า “ร่าง ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่องหลักเกณฑ์การกกำกับดูแลเนื้อหารายการ ในกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์” พ.ศ….

ร่างฯ นี้ เป็นที่มา ที่ทำให้ 4 องค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชน และ อาจารย์จากหลายสถานบันการศึกษา ที่สอนด้านนิเทศศาสตร์ ประกาศคว่่ำร่างฯ ฉบับนี้ ..ขณะที่องค์กรสื่อฯ ยืนยันว่า หากไม่ล้มร่างนี้ ก็จะเดินหน้าฟ้องศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ แน่นอน

ขณะที่ วันนี้ กลุ่มนักวิชาการ และนักสื่อสารมวลชน ประกอบด้วย ผศ.ปนัดดา ธนสถิตย์ อธิการบดี สถาบันกันตนา/ อาจารย์ธีระพล อันมัย อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ ม.อุบลราชธานี
/ ผศ.พิจิตรา สึคาโมโต้ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย/ รศ.ดร.สุเนตร ชุตินทรานนท์ ผอ.สถาบันเอเชียศึกษา/ ผศ.รุจน์ โกมลบุตร อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ /รศ.ดร.กฤษฎา เกิดดี อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ ม.รังสิต /คุณประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา / คุณปฎิวัติ วาสิกชาติ กรรมการสภาวิชาชีพสื่อวิทยุและโทรทัศน์ไทย /ดร.สุภาพร โพธิ์แก้ว อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมเสวนาโต๊ะกลม“๑๐ เหตุผลที่ไม่รับ (ร่าง) ประกาศ กสทช. กำกับสื่อ” ฉบับนี้

ร่างฯ นี้ กำหนดเนื้อหา ที่“ห้าม”ออกอากาศ คลอบคลุม 4 ด้าน คือ
-กระทบการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
-กระทบความมั่นคงของรัฐ
-กระทบความสงบเรียบร้อย /ศีลธรรมอันดี
-เข้าข่ายลามก อนาจาร/ ความเสื่อมทางจิตใจ

นิยาม ตามร่างประากศฯ คำว่า “เนื้อหารายการ” ตามประกาศ ฉบับนี้ คือ
“การแสดงออกโดยภาพ เสียง หรือ เครื่องหมายสัญลักษณ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ หลายอย่าง ประกอบกัน ที่ได้แสดงออกในรายการ กระจายเสียง หรือ รายการโทรทัศน์ ไม่ว่าจะทั้งหมด หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของรายการ ซึ่งการแสดงออกดังกล่าว สามารถสื่อสารถึงผู้รับชมเกี่ยวกับ ความคิด ความเห็น แนวความคิด หรือ ทัศนคติ ในทางใดทางหนึ่ง ให้เข้าใจความหมายได้”

นักวิชาการ และนักสื่อสารมวลชน ร่วมกันกระเทาะ และสะท้อน ให้เห็นภาพ และตัวอย่างที่ชัดเจนขึ้นว่า ร่างฯ ฉบับนี้ ถูกจับตา ว่า จะทำให้ ย้อนยุคไปสู่อำนาจมืด ที่ รัฐครอบครองสื่อ และ ทำให้สื่อ มีภาพเป็นเสมือนเด็กๆ ที่ต้องเชื่อฟัง โดยมีรัฐเป็นผู้ปกครอง และมี “กสทช.”เป็นตัวละครใหม่ ที่กำกับสื่อ เสมือน “กบว.” และ”กรมประชาสัมพันธ์” ในอดีต

ร่างประกาศฯ นี้ ต้องการให้สื่อสารมวลชน เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย ทำให้เรื่องของการเมืองหลุดพ้นออกไปจากกรอบเนื้อหา ร่างนี้ ต้องการให้สื่อ เป็นนักพรตและกลัวการเมือง และต้องไม่แสดงความเห็นทางการเมือง ซึ่งเรื่องการเมือง ไม่ได้หมายถึงการเมืองของนักเลือกตั้งอย่างเดียว แต่หมายถึงการเมืองเรื่องต่างๆ ก็ต้องถูกห้ามพูดถึงด้วย

อาจทำให้วิพากย์วิจารณ์นโยบาย หรือการกระทำใดๆ ของรัฐบาลเพื่อนบ้าน หรือ รัฐบาลประเทศสมาชิก เออีซี ไม่ได้ เพราะอาจกระทบความมั่นคงระหว่างประเทศ

ส่วนความมั่นคงในประเทศ..เป็นเรื่องที่กว้างมาก .. และสื่ออาจเสนอข่าวสาร ที่เกี่่ยวกับการชุมนุม ทางการเมือง หรือ ชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ไม่ได้ เพราะ ไม่เป็นกลาง

หรือแม้กระทั่ง ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็อาจเสนอไม่ได้ เพราะ กระทบความมั่นคงของรัฐ

ร่างฯ นี้ อาจทำให้ การฉายหนังของ”ท่านมุ้ย”ทั้งสุริโยไท และสมเด็จพระนเรศวร ฉายไม่ได้อีก เพราะบางมุมเป็นเรื่องตัวละครสมมติและต้องใช้จินตนาการในการสร้าง และผลิต แม้กสทช.เขียนให้มีเงื่อนไขว่า ต้องแจ้งเตือนการออกอากาศถึงจุดประสงค์ แต่ก็บอกด้วยว่า ไม่ให้ออกอากาศเนื้อหาสาระที่ชัดเจน

หรือแม้แต่ รายการกีฬาฟุตบอล ต่อไปนี้ แม้เตะบอลกันได้ แต่ ผู้ประกาศ หรือ ผู้บรรยาย ห้าม เปิดเผย ผลคะแนน หรือ บอกว่า ลูกที่ยิงเข้าประตูเป็นของทีมไหน เพราะอาจสุ่มเสี่ยงว่า เป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนทำให้เกิดการพนัน หรือ ชิงโชค

นอกจากนี้ ข้อ 23 ที่พูดถึงเรื่องประวัติศาสตร์ ก็อาจทำให้คนไทย หรือ เด็กไทย ไม่มีโอกาสเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เพราะ กสทช.ให้นำเสนอด้วยข้อเท็จจริง ซึ่งหลายครั้ง ที่ข้อสันนิษฐาน ของนักประวัติศาสตร์ ที่ถูกเหมารวมเป็นข้อเท็จจริง ทางประวัติศาสตร์ ไปด้วย อยู่ที่ว่า จะตีความแบบใด และเอาอะไรเป็นบรรทัดฐาน

การนำเสนอสารคดี ละคร ภาพยนต์ ไม่ได้มีแค่ข้อเท็จจริงและการตีความ แต่มันมีจินตนาการด้วย และเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

แม้จะนักวิชาการจะเข้าใจว่า กสทช.มีเจตนาดีที่ทำร่างฯ นี้ออกในช่วงที่สื่อก็ถูกตั้งคำถามในการทำหน้าที่.. แต่เจตนาที่ดีต้องมาพร้อมกับความรู้และปัญญาด้วย หากไม่ใช่มันจะมีปัญหาตามมา

ในวงเสวนาฯ วันนี้ มองกันว่า การกำหนดข้อที่ 23 เรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เพราะ กสทช.อาจกลัวอะไรในประวัติศาสตร์ หรือกลัวการนำเสนอ ซึ่งประวัติศาสตร์ ไม่ได้หมายถึงหลายร้อยปีก่อนอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เช่น 14 ตุลา หรือเหตุการณ์ ช่วงหลัง หากมีสถานการณ์ เพราะกลัวกระทบสำหรับบุคคลที่ยังมีลมหายใจอยู่

และหากพูดถึงสารคดี เช่น ของต่างประเทศ ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ก็สร้างมาไม่เหมือนกัน ซึ่งอนาคตจะมีปัญหาเรื่องการปิดกันปัญญาอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ หากพิจารณาในหมวดที่ 1 โดยเฉพาะเรื่องปัญหาของประเทศ การเขียนหลายเรื่อง เป็นการพยายามสร้างอะไรบางอย่าง เพื่อให้ผู้มีอำนาจในการใช้ดุลพินิจตัดสินว่าจะเอาอย่างไร

ส่วนเรื่องสิทธิเสรีภาพ เทคโนโลยีใหม่ ทำให้พลเมืองเติบโต แต่หากรัฐปิดกั้น จะเป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ ซึ่งตามวิถีระบอบประชาธิปไตย ต้องก่อให้เกิดการรับรู้การโต้เถียงอย่างทั่วถึงและหลากหลาย การทำให้ทุกๆ อย่างเหมือนกันหมด จะขัดกับธรรมชาติของมนุษย์

นอกจากนี้ ยังวิเคราะห์กันว่า ร่างฯ นี้ เป็นการควบคุมสิทธิเสรีภาพ มีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.คอมพ์พิวเตอร์ฯ และทำมาเพื่อย้ำเรื่องการควบคุมสิทธิเสรีภาพของสื่อ
ประกาศฉบับนี้ เป็นการละทิ้งอุดมการณ์การปฏิรูปสื่อสิ้นเชิง ซึ่งที่ผ่านมาสื่อมวลชน ต่างต่อสู้เพื่อเปิดหูเปิดตาให้สังคม แต่สุดท้าย ประกาศฉบับนี้จะทำให้เกิดการปิดหู ปิดตาประชาชน

ส่วนการนิยามความหมาย 3 คำ “กระทบความมั่นคงของรัฐ” “กระทบความสงบเรียบร้อย” “กระทบศีลธรรมอันดี” ยังคลุมเครือ และคร่ำครึ ร่างฯ มาเพื่อควบคุมเสรีภาพสื่อ คนคิดไม่ได้มีความคิดก้าวหน้า ซึ่งความมั่นคงของรัฐ ไม่เท่ากับความมั่นคงของประชาชน และร่างนี้ไมได้พูดถึงความมั่นคงของประชาชน

ดังนั้น การนิยมที่คลุมเครือ นำไปสู่การวินิจฉัยที่คลุมเครือด้วย ถามว่า กสทช.เป็นใคร จึงมาตีความและวินิฉัย

แม้มีบางประเด็นดี เช่น 8.1 เรื่องการดูหมิ่น ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งอาจหมายถึง สีผิว ใบหน้า ด้วย แต่โดยภาพรวมแล้ว กสทช.กำลังลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เกินกว่าที่จะยอมรับได้
+++++++++++++++

ด้านล่าง …เป็นเนื้อหา ร่าง ประกาศฯ ฉบับนี้ มีด้วยกัน 9 หน้า แบ่งเป็น 3 หมวด รวมหน้า 27 ข้อ ดังนี้..

image

image

image

image

image

image

image

image

image

Advertisements
 

รวมภาพ บรรยากาศ ม็อบกปท. ไปย่านสีลม แกนนำ- น.ต.ประสงค์นำ ต้านทักษิณ

ช่วงเวลาประมาณ 11 -12 นาฬิกา

image

image

image

image

image

image

image

image

image

image

image

image

image

image

image

image

 

รับคนไทยในอียิปต์! “บินไทย”แจ้ง จัดเที่ยวพิเศษ TG8477 จากดูไบกลับไทย เที่ยง19ส.ค. ไฟท์แรกรับได้ 365คน

เครื่องบินไทย

การบินไทยพร้อมจัดเที่ยวบินพิเศษรับคนไทยในอียิปต์กลับประเทศไทย

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เตรียมพร้อมจัดเที่ยวบินพิเศษเพื่อรับคนไทยในอียิปต์ เดินทางกลับประเทศไทย เนื่องจากกรณีเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่รุนแรงในอียิปต์ โดยเที่ยวบินพิเศษของการบินไทยจะรับจากเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กลับประเทศไทย

ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากกรณีเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศอียิปต์ ซึ่งขณะนี้ลุกลามและเพิ่มความรุนแรงขึ้น รัฐบาลไทยโดยกระทรวงการต่างประเทศมีความห่วงใยคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์ กระทรวงการต่างประเทศจึงได้ประสานการจัดเที่ยวบินพิเศษนำคนไทยอพยพออกจากอียิปต์มาส่งที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และมอบหมายให้กองทัพอากาศและการบินไทยเตรียมความพร้อมร่วมจัดเที่ยวบินพิเศษเพื่อรับคนไทยที่ต้องอพยพออกจากประเทศอียิปต์ ณ จุดรับ-ส่ง ที่เมืองดูไบ เดินทางกลับสู่ประเทศไทย

สำหรับเที่ยวบินพิเศษของการบินไทยจะใช้เครื่องบินโบอิ้ง 747-400 ทำการบิน ซึ่งสามารถรองรับผู้โดยสารได้จำนวน 365 คน เที่ยวบินพิเศษ ทีจี 8476 จะออก
เดินทางจากกรุงเทพฯ ในวันนี้ (วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม 2556 ) เวลาประมาณ 20.00 น. และกลับถึงกรุงเทพฯ โดยเที่ยวบินพิเศษ ทีจี 8477 ในวันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2556 เวลาประมาณ 11.45 น.

ทั้งนี้ การบินไทยจะมีการติดตามและประเมินสถานการณ์ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับแผนการบิน เพื่อที่จะสามารถปรับแผนการบินให้ทันต่อสถานการณ์และรองรับการอพยพคนไทยออกจากประเทศอียิปต์กลับสู่ประเทศไทยโดยเร็วที่สุด

 

ค้านก๊าซหุงต้ม! 23ส.ค. เครือข่ายปชช.เจ้าของพลังงาน นัดชุมนุม หน้าสนง.ใหญ่ ปตท.ค้านขึ้น LPG

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค จับมือร่วมกับ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย , สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ , เครือข่ายไฟฟ้า ประปาและยาเพื่อชาติประชาชน กลุ่มกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเครือข่ายภาคประชาสังคมต่างๆ ที่รวมตัวกันนาม “เครือข่ายประชาชนเจ้าของพลังงานไทย” จะจัดเวทีชุมนุมหน้า สนง.ใหญ่ ปตท. ถ.วิภาวดีรังสิต ในวันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม 2556 เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป เพื่อคัดค้านการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มและเสนอแนวทางการปฏิรูปพลังงานไทย

ทั้งนี้ ได้จัดแถลงข่าวเพื่อแจ้งวัตถุประสงค์และรูปแบบการชุมนุมครั้งนี้ในวันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม 2556 เวลา 13.00 น. ที่อาคารมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซ.ราชวิถี 7(ซ.วัฒนโยธิน) อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นำการแถลงข่าวโดยนางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และผู้แทนเครือข่ายแรงงานตามที่กล่าวข้างต้น

 

แถลงการณ์! องค์กรสื่อ ประณาม เหตุยิงถล่มบ้าน”บก.โพสต์ทูเดย์”คุกคามสื่อ จี้ ผบ.ตร.เร่งจับผู้ก่อเหตุ ดังนี้

wpid-Screenshot_2013-08-03-11-07-00-1.png

wpid-Screenshot_2013-08-03-10-56-51-1.png

แถลงการณ์ร่วมองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน เรื่อง  ขอประณามกรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถล่มบ้าน และผูกวัตถุคล้ายระเบิด แขวนไว้รั้วหน้าบ้านนายภัทระ คำพิทักษ์ บรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จากกรณีมีคนร้ายไม่ทราบจำนวนกระทำการอุกอาจใช้อาวุธปืนยิงถล่ม และผูกวัตถุลักษณะคล้ายระเบิดลูกเกลี้ยง มีโลหะห่อหุ้ม ไม่มีสารระเบิด ไว้ที่รั้วหน้าบ้านบ้านเลขที่ 38 ซอยทานสัมฤทธิ์ 32/5 9 ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.นนทบุรี บ้านของ นายภัทระ คำพิทักษ์ บรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ และ กรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณเช้ามืดวันที่ 17 สิงหาคม2556 ที่ผ่านมาสมาคมนักข่าวหนังหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย มีความเห็นว่า เป็นการเป็นกระทำที่มุ่งข่มขู่ คุกคามโดยตรงต่อ นายภัทระ คำพิทักษ์. ในฐานะบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ และเป็นผู้ร่วมจัดรายการคลื่นวิทยุเอฟเอ็ม101 ซึ่งได้ทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ตามสิทธิเสรีภาพตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เพื่อนำข้อมูล ข้อเท็จจริงและความจริงเสนอต่อสาธารณะชนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนเห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้กระทำก็ตาม เป็นการกระทำที่อุกอาจ ใช้ความรุนแรงเป็นการข่มขู่ คุกคามสิทธิเสรีภาพในการปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนโดยรวมอย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย

ดังนั้นสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ขอประณามการกระทำทีใช้ความรุนแรงในครั้งนี้

1.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการปกป้องคุ้มครองการใช้สิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน เพราะการคุกคามเสรีภาพของสื่อมวลชนเท่ากับเป็นการคุกคามเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริงของประชาชน และยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติ

2.ขอเรียกร้องต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เร่งติดตามจับกุมคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมายโดยเร็ว เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างในการคุกคามสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน และเมื่อคดีมีความคืบหน้าขอให้แถลงผลความคืบหน้าในคดีให้สาธารณชนทราบ เพื่อสร้างความมั่นใจต่อความปลอดภัยแก่ประชาชน

3.หากผู้ใดที่ได้รับผลกระทบจากการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน กรณีเห็นว่าสื่อมวลชนใช้สิทธิเสรีภาพเกินขอบเขต สามารถฟ้องร้องได้ตามกฎหมายหรือใช้กลไกควบคุมจริยธรรมขององค์กรสื่อวิชาชีพสื่อผ่านสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ หรือสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย แต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรงคุกคามการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ขอให้สื่อมวลชนทุกแขนงทำหน้าที่นำเสนอข่าวสารโดยยึดมั่นในกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง รอบด้าน ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซื่อสัตย์ในวิชาชีพ เพื่อประโยชน์และสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างมั่นคงต่อไป

สมาคมนักข่าวหนังหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย 

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย 

17 สิงหาคม 25

 

แถลงการณ์! สภาทนายความ ติง ปอท. ตรวจสอบ App “LINE” ระวังละเมิดสิทธิเสรีภาพบุคคล

สภาทนายความ

แถลงการณ์ สภาทนายความ
เรื่อง สภาทนายความ ออกแถลงการณ์ติง ปอท. ตรวจสอบ App Line ระวังละเมิดสิทธิเสรีภาพบุคคล

15 สิงหาคม 2556- วันนี้ เวลา 15.00 น. สภาทนายความ ออกแถลงการณ์ กรณี การล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลบน Social Network โดยหน่วยงานของรัฐ อันสืบเนื่องมาจากกรณีที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) มีแนวคิดที่จะตรวจสอบและออกกฎเกณฑ์ในการควบคุมการใช้ Application Line โดยอ้างว่าเพื่อการป้องกันปัญหาการกระทบกับความมั่นคงของชาติ ความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน นั้น

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสภาทนายความ เห็นว่า การที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) จะทำการตรวจสอบและออกกฎเกณฑ์ในการควบคุมการใช้ Application Line นั้น เป็นการอ้างข้อยกเว้นของกฎหมายซึ่งจะต้องแปลความในทางที่แคบ เพราะหลักการที่สำคัญกว่าก็คือ การที่ ปอท. ต้องระมัดระวังการใช้อำนาจหน้าที่ให้สอดคล้องกับกฎหมายและโดยเฉพาะจะต้องไม่เป็นการก้าวล่วงละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น ทั้งต้องให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่ได้กำหนดการใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางที่ชอบด้วยกฎหมายของบุคคลและมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น

ดังนั้น การที่หน่วยงานกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) จะทำการตรวจสอบและออกกฎเกณฑ์ควบคุมการใช้ Application Line โดยลำพังตนเอง ไม่ผ่านการตรวจสอบของศาลยุติธรรม จึงไม่ชอบ การจะตั้งข้อกล่าวหาว่ามีการกระทำผิดโดย ปอท. จะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในแต่ละกรณี และจะต้องได้รับคำสั่งอนุญาตจากศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 105 เนื่องจากการส่งข้อความผ่าน Application Line ถือได้ว่าเป็นสิ่งพิมพ์หรือเอกสารอื่นซึ่งมีการส่งทางไปรษณีย์และโทรเลข ทั้งนี้ จะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการสอบสวนคดีและการพิจารณาคดี หรือเพื่อประกอบการกระทำซึ่งเป็นการกระทำความผิดทางอาญา.

 

กดดัน! สหภาพฯ 43 องค์กร ขีดเส้น 7 วันขอถกร่วม เตรียมยื่นถอด”กสทช.ทั้งคณะ” ด้าน CAT-TOT จ่อฟ้องศาลปค.แน่ก่อนสิ้นเดือนนี้ ขณะที่ กสทช.ส่งตัวแทนเจรจา ยัน ชงบอร์ดใน 2 สัปดาห์

image

15 สิงหาคม 2556 – เวลาประมาณ 9 นาฬิกาเศษ วันนี้ กลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ 43 องค์กร รวมถึง สหภาพแรงงาน สถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 เกือบ 200 คน รวมตัวกันที่สำนักงาน กสทช. ซอยสายลม (พหลโยธิน 8) เรียกร้องให้กสทช.ยุติบทบาท การทำหน้าที่ หลังพบว่ามีการออกกฎระเบียบประมูลทีวีดิจิตอล และจัดสรรคลื่นโทรคมนาคม ไม่เป็นธรรม ส่งผลกระทบต่อรายได้ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ

image

image

โดย สหภาพรัฐวิสาหกิจ จากหน่วยงานต่างๆ ในนาม “สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์” ออกแถลงการณ์ ระบุว่า การออกกติกา ประมูลคลื่นโทรคม ที่ต้องเปลี่ยนจากระบบสัมปทานไปสู่การให้ใบอนุญาต ส่งผลกระทบกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ 2 แห่ง คือ บริษัท กสท.โทรคมนาคม หรือ แคท และบริษัท ทีโอที  ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่สำคัญของไทย  ต้องเปลี่ยนมือไปสู่เอกชน และเมื่อมี กสทช.เข้ามากำกับดูแล จึงหวังว่า จะทำให้เกิดความเท่าเทียมและเป็นธรรมในการแข่งขัน

แต่กลับพบว่า กสทช. ไม่ได้ปกป้องรักษาผลประโยชน์ชาติ ไม่ได้สร้างกลไกตลาดให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี และเป็นธรรม  และทำให้รัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่งต้องแบกภาระในฐานะที่เป็นหน่วยงานของรัฐ เช่น การออกใบอนุญาต 3 จี  กำหนด ให้เอกชน 3 ราย สร้างโครงข่ายสัญญาณมือถือเองได้ จากเดิมต้องเช่าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่ง ซึ่งทำให้คลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติ ตกไปอยู่กับเอกชน 

รวมทั้งพบว่า กสทช.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีพบการร่วมมือระหว่างบริษัทภายใต้สัญญาสัมปทาน และบริษัทลูกของบริษัทค่ายมือถือ ฮั้วราคาในการให้บริการ ทำให้ไม่เกิดการแข่งขันในตลาด และกสทช.ได้ออกประกาศฯ ให้เกิดการโอนย้ายลูกค้าจากบริษัทแม่ ไปบริษัทลูกได้ รวมทั้งปัญหากรณีการเช่าใช้โครงข่ายร่วมกัน  ที่อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 หน่วยงาน 

ขณะเดียวกัน เห็นว่า การประมูลทีวีดิจิตอล ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปลายปีนี้ มีการกำหนดให้เลือกผู้ชนะสูงสุด แต่หากมีผู้ชนะราคาเท่ากัน ให้ใช้วิธีจับสลากนั้น อาจทำให้ประเทศไทยไม่ได้สถานีโทรทัศน์ที่มีความพร้อมในการให้บริการมากที่สุด รวมทั้งกำหนดกติกาให้เอกชนที่มีความผูกพันเชิงการถือครองหุ้นสามารถฮั้วราคากันได้ ในทางตรงข้าม อสมท.ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ จะเกิดความเสียเปรียบในการเข้าประมูลแข่งขัน 

รวมถึงกรณีที่ กสทช.ปรับลดสัดส่วนเนื้อหาข่าวสาระ การประมูลกลุ่มช่องข่าว 7 ช่อง จากร้อยละ 75 เหลือร้อยละ 50 ทำให้ไม่มีความแตกต่างกับกลุ่มช่องรายการทั่วไป 7 ช่อง ทั้งๆ ที่การกำหนดสัดส่วนเช่นนี้ ถูกกลุ่มนักวิชาการ องค์กรวิชาชีพสื่อ คัดค้าน แต่กสทช.ก็ไม่แก้ไข และทำให้เห็นว่า กสทช.จงใจใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มติสมาพันธ์ฯ จึงเห็นตรงกันว่า ขอให้ กสทช.ยุติบทบาทในการทำหน้า และหากไม่ยุติ ก็จะยกระดับชุมนุมใหญ่ทั่วประเทศ และเคลื่อนไหวถอดถอดกสทช.ทั้งคณะ 

ขณะที่ ช่อง 9 ได้แจก “หนังสือปกขาว” มีรายละเอียดดังนี้ (ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้ค่ะ) ….

https://patnews.wordpress.com/2013/08/15/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7-%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81-%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87-9-%E0%B8%AD%E0%B8%AA/

image

จากนั้น เวลา 10:30 นาที มีเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นตัวแทนของ คณะกรรมการ กสทช.ประมาณ 10 คน นำโดย นายคณิต สุวรรณเนตร เลขาธิการประธานกสทช.ลงมาเจรจากับแกนนำ นำโดยนาย สาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสรส.พร้อม สหภาพ แคท , ทีโอที และ ช่อง 9

image

image

ผลการหารือ นายสาวิทย์ แก้วหวาน เปิดเผยว่า สหภาพฯ ให้เวลากสทช. 7วัน เพื่ออธิบายถึงข้อสงสัยต่างๆ และขณะเดียวกัน เวลา 14 นาฬิกา วันนี้ สหภาพฯ ทั้งหมด จะเคลื่อนขบวนไปพบประธานรัฐสภา เพื่อขอหารือแนวทางการยื่นถอดถอน “กรรมการ กสทช.” ทั้งคณะ รวม 11 คน ต่อวุฒิสภาด้วย เนื่องจากเห็นว่า ที่ผ่านมา มีการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ และเอื้อเอกชนมากเกินไป หลังที่ผ่านมาได้ส่งหนังสือมาสอบถาม กสทช.ตั้งแต่ 2สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้คำตอบ

ขณะที่ นายสังวรณ์ พุ่มเทียน ประธานสหภาพ บริษัท กสท.โทรคมนาคม และนายพงษ์ฐิติ พงศ์ศิลามณี ประธานสภาพ ทีโอที ระบุว่า มีความชัดเจนแล้วว่า สหภาพทั้ง 2 แห่ง จะตัดสินใจยื่นฟ้องศาลปกครอง ก่อนสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ เกี่ยวกับประเด็นการใช้โครงข่ายร่วม และการกำกับดูแลที่ไม่เป็นธรรม และขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 84 (11) ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อศึกษาประเด็นฟ้องร้องให้เกิดความรอบคอบมากที่สุด

image

image

นายสุวิทย์ มิ่งมล ประธานสหภาพฯ สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 เปิดเผยว่า การมาวันนี้ ไม่ได้มาในนามช่อง 9 เท่านั้น แต่มาในนามของสื่อสารมวลชน ที่ต้องการเห็นการปฏิรูปเกิดขึ้นตามเจตนารมย์ ของการปฏิรูปสื่อ ซึ่งจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปสื่อก็คือลดการผูกขาดจากกลุ่มทุน และรัฐ

แต่การทำงานของ กสทช.กลับ เริ่มต้นด้วยการเอาคลื่นความถี่ไปประมูลทีวีดิจิตอล และอ้างว่าจะนำเงินที่ประมูลได้มาซื้อกล่องดิจิตอล แจกให้ประชาชนทั้ง 22 ล้านครัวเรือน แต่ประเด็นนี้ ถามว่ากสทช.มีความคืบหน้าอย่างไร และหากอนาคต มีประชาชนไม่ได้รับกล่องดิจิตอล กสทช.จะรับผิดชอบอย่างไร รวมถึงแนวคิดการปรับลดสัดส่วนช่องข่าว ที่ไม่ต่างอะไรจากช่องรายการทั่วไป

ภาพรวม เรายืนยันว่าไม่ได้ขัดขวางเรื่องการปฏิรูปสื่อ แต่ต้องทำให้ครบถ้วน รอบด้าน แต่การมีช่องทีวีเกิดขึ้นอีก 48 ช่อง ในขณะที่ กสทช.เอง ก็ยังไม่ได้แก้ปัญหาช่องรายการต่างๆ ที่โฆษณามอมเมา หรือมีเนื้อหา โฆษณาล่อแหลมในขณะนี้ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของช่องทีวีในอนาคต อยากให้เกิดการเปลี่นแปลงปฏิรูปสื่อ เป็นไปในทิศทางที่ดี แต่ไม่ใช่การเอาเงินเป็นที่ตั้ง ไทยเป็นประเทศเดียวที่มีการประมูลคลื่นความถี่โทรทัศน์ ไม่มีที่ไหนในโลกทำกัน ซึ่งจริงๆแล้วการปฏิรูปสื่อ จะต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายสามารถมานำเสนอเนื้อหาในการผลิตรายการได้ โดยไม่จำเป็นต้องประมูล โดยเสนอเนื้อหาแล้วพิจารณาแต่ละราย เพื่อจะได้มีรายการดีๆ มีคุณภาพ

image

image

image

image

ภายหลังหารือร่วมกัน ด้านตัวแทนของกสทช.ได้แถลงข่าวกับสื่อมวลชน นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ ภารกิจยุทธศาสตร์และกิจการองค์กร สำนักงาน กสทช.ระบุว่า ตามข้อเรียกร้อง ของสรส.มีการระบุว่า กสทช.อาจออกหลักเกณฑ์ที่อาจขัด และส่งผลกระทบต่อพวกเค้า ซี่งกสทช.ยืนยันว่า ไม่เคยคิดร้ายต่อองค์กรรัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการได้ทำตามระเบียบทุกอย่าง ทั้งการสร้างการแข่งขันอย่างเสรี และเป็นธรรม และการคุ้มครองดูแลผู้บริโภค สำหรับหัวข้อที่สรส.ยื่นมาให้ตรวจสอบ เกี่ยวกับเรื่องการจัดประมูล และบริการ 3จี / คลื่นสัมปทาน 1800 MHz และการประมูลทีวีดิจิตอล ทั้งนี้ กสทช.จะรับข้อเรียกร้องทั้งหมด เสนอต่อบอร์ดโทรคม และบอร์ดกระจายเสียงฯ ของกสทช.ภายใน 2 สัปดาห์

image

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการภารกิจโทรคนาคม ระบุว่า กสทช.เป็นองค์กรใหม่ที่เกิดขึ้นเพื่อกำกับดูแลและจัดสรรคลื่นความถี่ให้เป็นธรรม แน่นอนว่าสิ่งที่ดำเนินการอาจกระทบและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่จุดที่กสทช.ทำ คือ การคำนึงถึงกฎหมาย ระเบียบ และประกาศต่างๆ มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเป็นระยะ จุดยืนกสทช.ตรงกับสรส.คือการหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ประเทศ แต่มุมมองบางเรื่องมีความต่างกันตรงรายได้ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งกสทช.ต้องมองเรื่องการใช้คลื่นความถี่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เรื่องนี้ ต้องรักษาสมดุลกับคนส่วนใหญ่ เป็นเรื่องต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ
สำหรับ ข้อเรียกร้องของสรส.บางประเด็นอยู่นอกกรอบที่จะตอบได้ จึงอาจต้องยื่นเรื่องไปที่วุฒิสภา เพื่อพิจารณา โดยเฉพาะประเด็นด้านข้อกฎหมาย กสทช.ต้องรักษาสมดุลให้อยู่ได้ทั้ง 3 ฝ่าย คือรัฐ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค อาจไม่ถูกใจทุกคน เพราะความเป็นจริงไม่น่าจะทำได้ แต่รับรองว่า จะถูกใจคนส่วนใหญ่ของประเทศ และการกระทำในทุกๆสิ่ง จะตอบคำถามสังคมได้

image

นายสมบัติ ลีลาพตะ ผู้อำนวยการกลุ่มงานกฏหมาย ด้านกระจายเสียงและโทรทัศน์ ในฐานะรักษาการรองเลขาธิการ ภารกิจกิจการกระจายเสียงฯ กล่าวว่า การดำเนินการของบอร์ดกระจายเสียงฯ เรื่องทีวีดิจิตอล ได้ปฏิบัติตามกรอบของกฏหมาย จึงไม่สามารถทำนอกหลักเกณฑ์ที่กำหนดได้ แต่อาจทำให้อสมท.เข้าใจคลาดเคลื่อน เกี่ยวกับการออกหลักเกณฑ์ให้ ที่ต้องทำให้ช่อง 9 เข้ามาประมูล เพราะเป็นไปตามกฏหมายกำหนด กสทช.ไม่มีทางเลี่ยงอื่นในการออกใบอนุญาตให้รายใดรายหนึ่งได้ โดยไม่ใช่วิธีประมูล การปฏิบัติงานของกสทช.อยู่ใต้กรอบกฎหมาย และคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ สำนักงาน กสทช. ยืนยันไม่มีเจตนาทำร้าย หรือทำลายใคร เราต้องการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดทั้งสองฝ่าย ซึ่งเรื่องวันนี้ จะยื่นเสนอให้บอร์ดพิจารณา

ภาพบรรยากาศ ที่ สำนักงาน กสทช.

image

image

image

image

image

image