RSS

Monthly Archives: กรกฎาคม 2013

ฉบับทางการ! รายละเอียด ผลการตรวจสอบข้าวสารถุง 36 ยี่ห้อ 46 ตัวอย่าง …ดังนี้

16 กรกฏาคม 2556- มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ร่วมกับ มูลนิธิชีววิถี เปิดเผยข้อมูลการสุ่มตรวจสอบข้าวสารถุง พบว่า ร้อยละ 26.1 ไม่พบสารเคมีตกค้าง ส่วนอีกร้อยละ 73.9 ตรวจพบสารรมควันข้าวเมธิลโบรไมด์หลายระดับทั้งระดับน้อยจนสูงเกินมาตรฐานระหว่างประเทศ (0.9 – 67 มิลลิกรัม/กิโลกรัม) เรียกร้องรัฐบาลตรวจสอบโรงสีและผู้ผลิตที่มีปัญหา – เร่งผลักดันองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ให้หน่วยงานเปิดเผยชื่อข้าวถุงที่ตรวจสอบ รวมทั้งมีระบบที่ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการติดตามและรายงานความปลอดภัยด้านอาหารอย่างเป็นรูปธรรม

ผลตรวจสเมททิล

วันนี้ (16 ก.ค. 56) เวลา 13.30 น. ณ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กทม. มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) ร่วมกับมูลนิธิชีววิถี (biothai) และศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ รายงานผลการตรวจข้าวสารถุงจำนวน 46 ตัวอย่าง พบข้าวสารถุงร้อยละ 26.1 หรือจำนวน 12 ยี่ห้อไม่พบสารตกค้างทุกกลุ่ม แต่มีมากถึง 34 ยี่ห้อหรือร้อยละ 73.9 ที่พบสารรมควันข้าวเมทธิลโปรไมด์ ตั้งแต่ 0.9-67 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยว่า การเปิดเผยข้อมูลผลการทดลองในวันนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณะและเพื่อการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคในการได้รับข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอในการบริโภค สิทธิในการเลือกซื้อสินค้า และสิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการบริโภค เฉพาะการตรวจสารเคมีในข้าวสารบรรจุถุง จากยาฆ่าแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตและคาร์บาเมต, ยากันรา (fungicide) และสารรมควันข้าวเมธิลโบรไมด์เท่านั้น เนื่องจากสารพิษจากเชื้อรา และคุณภาพข้าวถุงนั้น ยังไม่แล้วเสร็จ โดยผลทดสอบข้าวสารบรรจุถุงจำนวนทั้งสิ้น 46 ตัวอย่าง พบว่าทั้ง 46 ตัวอย่างไม่พบการตกค้างของยาฆ่าแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตและคาร์บาเมต รวมทั้งไม่พบการตกค้างของยากันรา (fungicide)

20130716_135513


“มีข้าวถุงจำนวน 12 ตัวอย่างหรือคิดเป็นร้อยละ 26.1 ที่ไม่พบการตกค้างของสารเคมีทางการเกษตรชนิดใดๆ ได้แก่ 1.ลายกนก ข้าวหอมมะลิแท้ 100%, 2.ข้าวพันดี ข้าวขาว 100% ชั้นดีพิเศษ, 3.ธรรมคัลเจอร์ ข้าวหอมคุณภาพคัดพิเศษ, 4.รุ้งทิพย์ ข้าวขาวเสาไห้, 5.บัวทิพย์ ข้าวหอม, 6.ตราฉัตร ข้าวขาว 15%, 7.ข้าวมหานคร ข้าวขาวคัดพิเศษ, 8.สุพรรณหงส์ ข้าวหอมสุรินทร์, 9.เอโร่ ข้าวขาว 100%, 10.ข้าวแสนดี ข้าวหอมทิพย์, 11.โฮมเฟรชมาร์ท จัสมิน ข้าวหอมมะลิ 100% และ 12.ชามทอง ข้าวขาวหอมมะลิ 100%

ขณะที่ผลการทดสอบสารรมควันข้าว – เมธิลโบรไมด์ พบการปนเปื้อนถึง 34 ตัวอย่าง หรือคิดเป็นร้อยละ 73.9 ของจำนวนตัวอย่างที่นำมาทดสอบปริมาณของสารเมธิลโบรไมด์ที่พบการตกค้างในตัวอย่างที่นำมาทดสอบอยู่ที่ระดับ 0.9–67 มิลลิกรัม/กิโลกรัม โดยตัวอย่างข้าวสารบรรจุถุงที่พบการปนเปื้อนสูงที่สุด คือตัวอย่าง ยี่ห้อ โค – โค่ ข้าวขาวพิมพา พบการปนเปื้อนสูงถึง 67.4 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ(codex) ที่กำหนดไว้ให้มีการตกค้างได้ไม่เกิน 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

นอกจากนี้ยังมีพบอีก 5 ตัวอย่าง ที่ตกค้างไม่เกินมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ แต่พบการตกค้างสูงกว่า 25 มิลลิกรัม/กิโลกรัมแต่ไม่เกิน 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ประกอบด้วย ข้าวแสนดี ข้าวหอม พบการปนเปื้อน 41 มิลลิกรัม/กิโลกรัม, ข้าวตราดอกบัว ข้าวเสาไห้ พบการปนเปื้อน 29.5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม, ข้าวตราดอกบัว ข้าวตาแห้ง พบการปนเปื้อน 28.9 มิลลิกรัม/กิโลกรัม, สุรินทิพย์ ข้าวหอมมะลิ พบการปนเปื้อน 27.6 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และข้าวถูกใจ ข้าวขาว พบการปนเปื้อน 27.5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม”

ทางด้านนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า แม้ว่าการตกค้างส่วนใหญ่ที่พบจะไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานของ codex หากก็พบว่าในหลายประเทศมีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานที่สูงกว่า codex เช่น อินเดียกำหนดไว้ไม่ให้เกิน 25 มิลลิกรัม/กิโลกรัม หรือ ประเทศจีน ที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศคู่ค้าข้าวรายสำคัญของประเทศไทย กำหนดปริมาณการตกค้างของเมธิลโบรไมด์ในข้าวไว้ที่ไม่เกิน 5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม แต่เมื่อดูจากผลทดสอบครั้งนี้กลับพบตัวอย่างข้าวสารบรรจุถุงที่มีการตกค้างของเมธิลโบรไมด์เกิน 5 มิลลิกรัม/กิโลกรัมมีจำนวนถึง 13 ตัวอย่างที่ไม่สามารถส่งออกไปประเทศจีนได้

20130716_131405

“ประเทศไทยไม่เคยมีประกาศเรื่องเกณฑ์ เมธิลโบรไมด์ ซึ่งเป็นสารที่นิยมใช้รมข้าวก่อนบรรจุถุงเพื่อป้องกันมอดและแมลง ทั้งๆ ที่เราเป็นประเทศผู้ผลิตข้าวอันดับหนึ่งและเป็นประเทศส่งออกข้าวลำดับต้นๆของโลก ทำให้การตรวจสอบต้องยึดมาตรฐานระหว่างประเทศ ส่งผลเสียต่อตลาดส่งออกข้าวและมาตรฐานข้าวในประเทศ และน่าสังเกตว่า หากพบว่ามีการตกค้างของสารรมข้าวเกินค่ามาตรฐาน codex จะสามารถดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ประกอบการได้หรือไม่ ทั้งนี้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งตรวจสอบโรงสีและผู้ประกอบการที่มีปัญหาการปนเปื้อน แม้ไม่สูงเกิน CODEX แต่ก็สูงเกินที่จะส่งออกไปจีนเพื่อรักษาชื่อเสียงของข้าวไทยและสุขภาพของประชาชนไทย

ดังนั้น หน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลควรให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพข้าวสารในประเทศให้มากขึ้น มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานการปนเปื้อนสารเคมี เพื่อยกระดับการผลิตให้มีคุณภาพมากขึ้น”

เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดันองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งเรียกร้องหน่วยงานรัฐทั้ง อย. และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ให้เปิดเผยรายละเอียดชื่อยี่ห้อของข้าวที่พบการปนเปื้อนหรือตัวอย่างยี่ห้อที่ตรวจแล้วปลอดภัยไม่พบการปนเปื้อน ซึ่งจะส่งผลต่อการกำหนดทิศทางการผลิตสินค้าและการบริโภคของประเทศในอนาคต และการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐครั้งต่อๆไป ควรมีองค์กรผู้บริโภคร่วมด้วย

20130716_131425

“หากมีแจ้งข้อมูลดังกล่าวผู้บริโภคก็จะสามารถนำข้อมูลนั้นไปใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อข้าวสารบรรจุถุงมารับประทานเพราะฉะนั้นหากมีการสุ่มตรวจทดสอบเรื่องของความปลอดภัยในอาหาร หน่วยงานของรัฐอย่าง อย. หรือ กรมวิทยฯ ควรมีการเปิดเผยชื่อตัวอย่างที่นำมาทดสอบเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค พร้อมเสนอให้มีการตรวจสอบดูแลเรื่องของอาหารปลอดภัยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแค่ช่วงเวลาที่เกิดปัญหาเป็นกระแสสังคมเท่านั้น ทั้งนี้ภาคประชาสังคมพร้อมจะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบและเฝ้าระวังเรื่องความปลอดภัยในอาหาร และพร้อมดำเนินการสุ่มตรวจเรื่องความปลอดภัยทั้งในข้าวสารและอาหารอื่นๆ เป็นระยะ เพื่อเป็นข้อมูลให้กับผู้บริโภค และพร้อมร่วมมือกับผู้ประกอบการในการพัฒนาคุณภาพข้าวถุง”

สำหรับการตรวจสอบข้าวสารบรรจุถุงครั้งนี้ นางสาวทัศนีย์ แน่นอุดร หัวหน้าศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยว่า จากกระแสข่าวเรื่องความไม่ปลอดภัยของข้าวสาร ทางสื่อมวลชน สื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในคุณภาพของข้าวสารถุงว่าจะมีความปลอดภัยกับผู้บริโภคหรือไม่ นั้น รวมทั้งได้มีการเรียกร้องจากผู้บริโภคมายังมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคให้ทดสอบหาข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว

ทางศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อจึงได้ร่วมกับโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งกลไกคุ้มครองผู้บริโภคความปลอดภัยด้านอาหารภาคประชาชน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (ไทยแพน) มูลนิธิชีววิถี เก็บตัวอย่างข้าวสารถุงที่มีการจำหน่าย ระหว่างวันที่ 19 – 20 มิถุนายน 2556 ทุกยี่ห้อจากซูเปอร์มาเก็ต และห้างโมเดิร์นเทรด ทั้งค้าปลีกและค้าส่ง 6 แห่ง ได้แก่ ห้างเทสโก้ โลตัส, ห้างบิ๊กซี, ห้างแมคโคร, ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, ฟู้ดแลนด์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, และโฮมเฟรชมาร์ท, กับร้านสะดวกซื้อ 1 แห่ง คือ เซเว่นอีเลฟเว่น รวม 7 แห่ง ได้ข้าวถุงจำนวน 46 ตัวอย่าง แบ่งเป็น ข้าวหอมมะลิ 100% จำนวน 15 ตัวอย่าง และข้าวขาวกับข้าวหอมอื่น ๆ อีก 31 ตัวอย่าง โดยส่งตรวจคุณภาพข้าวสารถุงที่จำหน่ายในท้องตลาดใน 5 ด้านที่สำคัญ คือ 1)การตรวจคุณภาพข้าวสารถุง ตามมาตรฐานข้าวสาร กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ 2)สารเคมีทางการเกษตร ยาฆ่าแมลง 2 กลุ่ม ได้แก่ ออร์กาโนฟอสเฟตและคาร์บาเมต 3)ยากันรา (fungicide) 4) สารรมควันข้าวเมธิลโบรไมด์ 5)สารพิษจากเชื้อรา – อะฟลาท็อกซิน ซึ่งการตรวจสอบทั้งหมดดำเนินการโดยศูนย์ทดสอบที่ได้รับมาตรฐานถูกต้อง

20130716_131439

20130716_131454

20130716_131526

20130716_131534

20130716_131552

โฆษณา
 

หน่วยจัดงาน น่าสนใจ! พรุ่งนี้ มีเสวนา“ทางออกผู้บริโภค กรณีซิมดับฯ คลื่น ๑๘๐๐ MHz”

“ทางออกผู้บริโภค กรณีซิมดับ จากการหมดอายุสัมปทานคลื่นความถี่ ๑๘๐๐ MHz”

วันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๖ เวลา ๐๘.๓๐-๑๒.๓๐ น.

ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

จัดโดย

คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

…………………………………………………………………………………………………..

๐๘.๓๐ น.- ๐๙.๐๐ น. ผู้เข้าร่วมประชุมลงทะเบียนและรับเอกสารประกอบการประชุม

๐๙.๐๐ น.- ๐๙.๑๕ น. กล่าวต้อนรับและชี้แจงวัตถุประสงค์คณะกรรมการองค์การอิสระ

เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน

๐๙.๑๕ น.- ๑๐.๓๐ น. นำเสนอ “ทางออกผู้บริโภค : กรณีซิมดับจากการหมดอายุสัมปทาน”

· อาจารย์แก้วสรร อติโพธิ อนุกรรมการเตรียมการเกี่ยวกับการ

อนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ๑๘๐๐ MHz และหัวหน้าคณะทำงาน

การมีส่วนร่วมและสร้างความเข้าใจแนวทางการอนุญาตให้ใช้

คลื่น ๑๘๐๐ MHz

· ดร. เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ อนุกรรมการเตรียมความพร้อมสำหรับ

การบริหารคลื่นความถี่วิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า DIGITAL PCN

(Personal Communication Network) 1800

· คุณสุภัทรา นาคะผิว อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม

· ผู้แทนการสื่อสารแห่งประเทศไทย

ดำเนินรายการโดย คุณนิมิตร์ เทียนอุดม อนุกรรมการเตรียมการเกี่ยวกับ

การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ๑๘๐๐ MHz

๑๐.๓๐ น.- ๑๒.๐๐ น. รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอจากผู้บริโภคและองค์กรผู้บริโภค

ดำเนินรายการโดย คุณนิมิตร์ เทียนอุดม อนุกรรมการเตรียมการเกี่ยวกับ

การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ๑๘๐๐ MHz

๑๒.๐๐ น. – ๑๒.๓๐ น. แถลงข่าว โดยคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค

ภาคประชาชน และเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค

๑๒.๓๐ น. – ๑๓.๓๐ น. รับประทานอาหารกลางวัน

 

คำต่อคำ! เปิดใจ..”เช็ค สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ” กับ กรณี การโพสต์ FaceBook เตือนเรื่องข้าว

image

11  กรฏาคม 2556 – วันนี้ ที่ บริษัท ทีวีบูรพา นายสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ  หรือ พี่เช็ค ได้ เปิดโต๊ะ แถลงชี้แจงการโพสต์ข้อความเรื่องข้าว ลงเฟสบุ๊ค ดังนี้…


(คลิป..แถลงข่าววันนี้)

“ความจริงเจตนา ไม่ได้อยากให้มีวันนี้ แต่ว่าผมมีความรู้สึกว่าสิ่งที่ผมเจตนาในขั้นต้น ซึ่งเป็นเจตนาที่บริสุทธิ์ มันได้ลุกลาม บานปลาย มันทำให้ตัววัตถุประสงค์มันคลาดเคลื่อนไปจากความตั้งใจ ชนิดที่คาดไม่ถึง ผมคิดว่าทางเดียวที่จะสื่อสารความเป็นจริง และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงเจตนาให้รับทราบโดยทั่วกันโดยเร็วที่สุด จึงต้องอาศัยสื่อมวลชนในเบื้องต้น และในส่วนอื่นๆ คิดว่า ผมจะต้องแก้ไขตามไปภายหลัง

ทุกท่านคงทราบดีจากกรณีที่เกิดขึ้น ผมโพสต์ในเฟสบุ๊ค มีเจตนาบริสุทธิ์ใจ 2 ประการ คือ ประการแรก มีความกังวลต่อเรื่องความปลอดภัยที่จะเกิดขึ้นต่อสุขภาพของผู้ที่บริโภคข้าวอย่างแท้จริง เพราะข่าว หรือ ข้อมูลที่ผมได้โพสต์ลงไป เป็นข้อมูลที่เราได้เห็นกันมาช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่มีความเคลื่อนไหว หรือความชัดเจนใดๆ ที่จะคลายความวิตกกังวลของผู้ที่ต้องกินข้าว

image

(ภาพ..จากไลน์ ที่ จนท.บ.ทีวีบูรพา นำมาถ่ายเอกสารแจกให้สื่อมวลชน)

ตัวเนื้อหาข้อมูลที่ผมได้โพสต์ ไม่ใช่สิ่งที่ผมเขียนขึ้น แต่เป็นสิ่งที่มีคนส่งต่อกันมา (ทางไลน์) และผมก็อปปี้โพสต์ต่อในเฟสบุ๊คผมเท่านั้น โดยเจตนาประการแรก ผมกังวลต่อสุขภาพของคนที่กินข้าว แต่เจตนาอีกประการ คือ ผมทำสื่อมาหลายสิบปี ผมทราบดีว่า เรื่องอะไรที่ควรระมัดระวัง  ผมมีความเข้าใจตั้งแต่ต้นว่า การพาดพิงแบบไหน จะก่อให้เกิดผลเสียหายอะไร ที่เป็นข้อควรระมัดระวัง และผมรู้สึกว่า ข้อมูลที่ได้รับมาในด้านหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องที่ควรให้ประชาชนผู้บริโภคได้รู้เท่านั้น ให้รู้นี่ไม่ใช่เพื่อให้เชื่อ แต่เพื่อจะให้มีการดำเนินการ ทำให้เรื่องนี้กระจ่าง และคลายความกังวล

แต่อีกด้านก็คิดว่าไม่เป็นธรรมสำหรับผู้ที่ถูกพาดพิงชื่อยี่ห้อข้าว หรือโรงสีของผู้เกี่ยวข้อง ฉะนั้นเจตนาของผม คิดว่าควรจะสื่อสารให้เค้าได้รู้ว่า เค้ากำลังตกเป็นข่าวเช่นนี้อยู่  

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะผมกำลังเขียนชี้แจงเจตนารมย์ รวมถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ผมใช้ไอโฟนในการโพสต์ บังเอิญขณะที่ผมกำลังแก้คำผิด นิ้วผมมันไปโดนโพสต์ซะก่อน ขณะที่ผมเขียนได้แค่ 2 ประโยคเท่านั้น ยังเขียนรายละเอียดเจตนารมย์ รวมทั้งสิ่งที่ผมจะบอกกล่าวไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ครบ เมื่อเป็นอย่างนี้ ผมรู้สึกไม่สบายใจ และโดยเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งผมคิดว่า หากสามารถเช็คระยะเวลาเนื้อหาความที่โพสต์อยู่ได้ จะเห็นว่า ไม่กี่นาทีเท่านั้น ผมก็รีบดำเนินการลบข้อความนั้นออกไป แต่ผมไม่สามารถจัดการได้ด้วยตัวเอง ต้องไปพึ่งพาผู้อื่น อีก 2-3 คน ก็ใช้เวลาระยะหนึ่ง   แต่สิ่งที่มันเกิดผลลุกลาม

หลังจากผมลบไปแล้วในเวลาอันรวดเร็ว ผมคิดว่ามาจากการที่มีผู้นำสิ่งที่ผมโพสต์ไปขยายผลต่อเติม และใส่ความคิดเห็นตัดทอน สิ่งที่ผมโพสต์ลงไป แล้วมันทำให้ดีกรี ความเข้าใจ หรือเจตนารมย์เบี่ยงเบนไปจากเดิม โดยเฉพาะเรื่องที่ถูกทำให้เข้าใจว่า มันเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการเมือง

ผมขอยืนยันว่าเจตนารมย์ของผมไม่มีเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย เรื่องทีเกี่ยวกับการดิสเครดิตสินค้า หรือข้าวตามรายชื่อที่ปรากฎ ไม่ใช่ความตั้งใจของผม  ในความรู้สึกจริงๆ คือ ผมคิดว่าสุดท้าย ผมก็เป็นเหยื่อของสิ่งที่ผมทำเอง และผมตกเป็นเครื่องมือของการขยายผลหรือเจตนาที่เบี่ยงเบนไปไกลจากวัตถุประสงค์เดิม หากใครไล่ดูที่ผมโพสต์ จะเห็นลำดับความเป็นจริงหรือเจตนารมย์ของผมที่กล่าวมา ความตั้งใจบริสุทธิ์ใจของผมมาจากวิธีคิดที่ยึดหลักพระพุทธศาสนา ที่ถูกสอนให้เชื่อว่าไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นมนุษย์ร่วมโลก เราไม่ควรเบียดเบียนกันและกัน ผมไม่ต้องการให้เรื่องนี้เกิดภาวะการเบียดเบียนครั้งใหญ่ในสังคม คิดว่าเป็นหน้าที่ของผม และควรรับผิดชอบต่อความไม่รู้ หรืออึดครึมบางอย่ง กุศลและเจตนาของผมมีเพียงเท่านี้
ซึ่งการลุกลามบานปลาย ถึง ณ วันนี้ ผมมีความไม่สบายใจอย่างยิ่ง จึงแถลงในวันนี้”  

หลังจากนั้น ก็เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถาม  

image

ถาม สมาคมผุ้ประกอบการ เตรียมฟ้องร้อง 

ตอบ ก่อนหน้านี้ เมื่อโพสต์แล้วไม่ครบถ้วนตามเจตนารมย์แต่แรกแล้ว นั่นคือการรีบลบอย่างเร็วที่สุด แต่เจตนารมย์ที่อยากให้ความมั่นใจและความปลอดภัยของผู้บริโภค อันนั้นก็ไม่อยากลบทิ้ง ต่อมาจะเห็นว่าผมชี้แจงถึงสิ่งที่ขาดหาย หรือตกหล่น จากการเกิดอุบัติเหตุมือไปโดนโพสต์ซะก่อน ผมคิดว่าได้ชี้แจงเจตนารมย์อย่างชัดเจน ในความเสียหายที่เกิดขึ้น และกำลังจะดำเนินการ ผมคิดว่าสิ่งที่จะทำต่อไป คือ จะต้องไปพบกับทุกฝ่ายที่เกิดความเสียหาย เพื่อชี้แจงให้เข้าใจความเป็นจริง แต่ผลจะเป็นอย่างไรจะต้องดูผลหลังจากนั้น   

ถาม เห็นว่าจะขอพบกับซีพี 

ตอบ ผมมีความบริสุทธิ์ใจในการจะไปชี้แจง แต่จะได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการประสานงาน   

ถาม เตรียมรับสถานการณ์ การฟ้องร้องของฝ่ายต่างๆ อย่างไร 
ตอบ สิ่งที่ผมเตรียมมากที่สุด คือเตรียมใจตัวเอง ให้เข้าใจต่อความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าผมทำได้เท่านั้น   

ถาม มอบปราฏการณ์ กระแสข่าว เรื่องข้าว กับสารเคมีอย่างไรบ้าง 

ตอบ ผมพูดจากความรู้สึกในหัวใจส่วนลึกได้ ว่าผมมีความห่วงใย เรื่องอาหารที่จะก่อให้เกิดความเจ็บป่วย โรคภัยไข้เจ็บต่อผู้บริโภค เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นความกังวลของผมตามลำพัง แต่ผมเชื่อว่าการส่งข้อมูลข่าวสารในเฟสบุ๊ค หรือ ที่อื่นๆ มีการพูด และถามเรื่องนี้กันมาก และเรื่องนี้หากผู้บริโภคได้รับความกระจ่างชัดเจน มันจะเป็นการคลายความกังวล การที่ใครก็ตามสามารถทำให้ผู้บริโภคคลายความกังวล ผมคิดว่ามันเป็นความรับผิดชอบ เป็นสิ่งที่ดีที่ควรทำ น่าสรรเสริญ ไม่น่าจะมีใครที่ไปตำหนิ  

ถาม เรื่องข้าว เท่าที่คุณสุทธิพงษ์ ได้ติดตามข้อมูล และทำเกี่ยวกับเรื่องข้าวคุณธรรมอยู่ด้วย มีข้อมูลอะไรที่รับรู้มาบ้าง 

ตอบ เรื่องข้าวคุณธรรม กับข้าวทั้งหลายที่ขายในท้องตลาด มันเปรียบเทียบกันไม่ได้ ข้าวคุณธรรมเหมือนกับขี้เล็บ เหมือนมดก็ได้ นิดเดียว แล้วข้าวอื่นๆ เหมือนกับช้างทั้งโขลง มันคนละเจตนาน คนละวัตถุประสงค์ มันไม่เกี่ยวกับเลย  

ถาม ผู้ประกอบการบอกว่า จากข่าวที่กระจาย และทำให้ยอดขายลดลง

ตอบ เจตนาบริสุทธิ์ คิดว่าเรื่องที่ถามเป็นเรื่องต้องคิด หากมีโอกาสชี้แจง ผมคิดง่ายๆ ว่า เบื้องต้น บนความบริสุทธิ์ใจ หากคนไทยด้วยกันได้ฟังในสิ่งที่เป็นเจตนา น่าจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้   

ถาม การแจกเอกสาร ที่มีภาพไลน์ ตัวต้นฉบับที่ส่งข้อมูล และได้ตรวจสอบข้อมูลหรือไม่ 

ตอบ เป็นสิ่งที่ส่งต่อกันมา ซึ่งเจตนาการโพสต์ของผม คือตั้งใจเขียนบอกทั้ง 2 ฝ่าย ว่าเค้ากำลังถูกพาดพิง จึงน่าจะเป็นผู้มีส่วนในการทำเรื่องนี้ให้ปรากฎ ผมมีเจตนาเดียวคือไม่อยากให้ใครไปก่อกรรมทำเข็ญ หรือเบียดเบียนกับใคร เจตนาทำให้ผู้คิดว่า ความสำคัญ คือการได้พูดตัวเจตนา แต่บังเอิญเกิดอุบัติโดยบังเอิญ เช่นนั้น   

image

ถาม บ.ซีพี เป็นคนสนับสนุนสปอนเซอร์ จีเอสแอลด้วย คิดว่าจะมีผลกระทบหรือไม่

ตอบ ผมคิดว่า ความรับผิดชอบของผมในทีวีบูรพา และบริษัทเจ เอส แอล คิดว่าควรจะแยกแยะ เพราะเจเอสแอลไม่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ ทั้งหมดเป็นการกระทำส่วนบุคคลของนายสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ   

ถาม ในฐานะเป็นสื่อมวลชน และการเผยแพร่เรื่องนี้กระทบความน่าเชื่อถือ

ตอบ ผมคิดว่ามันไม่สามารถจะหยุด หรือปล่อยให้เรื่องนี้บานปลาย เนื่องจากเกิดการปรุงแต่ง โดยการหยิบในสิ่งที่ผมมีส่วนร่วมเบื้องต้น และขยายต่อปรุงแต่ง จนกลายเป็นความเข้าใจผิด ที่ระบาด ผมคิดว่า พุทธศาสนาสอนให้ผมรับผลของการกระทำ หากว่ามันเกิดอะไรขึ้นจากสิ่งที่ผมกระทำ และผมควรจะรับ ผมคิดว่า ผมก็ควรจะต้องรับ   

ถาม ในฐานะเป็นสื่อ และคนไทย มองนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาล อย่างไร 

ตอบ ผมเขียนในเฟสบุ๊คชัดเจน ขอความกรุณาอย่าลากผมไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง หรือ ไม่ใช่เจตนารมย์ของผม เพราะหลายปีที่ผ่านมา ที่สังคมมีความขัดเแย้ง เข้าไปดูในเฟสบุ๊คได้เลยว่า ผมมีส่วนร่วในการเอาตัวเองเข้าไปอยุ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ ซึ่งหลักยึดในชีวิตของผมที่เชื่อถือสูงสุด คือ พุทธศาสนา ที่สอนให้มองมนุษย์เป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย สอนให้ขจัดความโกรธ เกลียด รักชอบ ชัง หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เรามีกิเลศอยู่ในจิตใจ ผมพยายามจะดำรงตัวอยู่ในหลักการนี้มาตลอด เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ผ่านมา ผมไม่มีความสุขที่จะทำเช่นนั้นได้ ผมไม่มีความสามารถที่จะไปขุดคุ้ยและไม่มีความคิดที่จะเท่า มันเป็นหน้าที่ของคนที่มีอยู่แล้ว   

ถาม เจตนา ที่พูดเรื่องข้าวในเฟสบุ๊ค หากไม่พูดเรื่องยี่ห้อ มองว่าข้าวประเทศไทยตอนนี้เป็นยังไง

ตอบ เจตนาผมมีประการเดียว คือ อยากให้ผู้บริโภคที่ต้องกินข้าว ที่ลือกันว่าไม่น่าจะปลอดภัย เค้าได้สบายใจ  ถาม เจตนา คือ มองว่าเป็นห่วงต่อการบริโภคของคนใช่หรือไม่ตอบ ถูกต้องครับ   ถาม ที่บอกว่าพร้อมรับต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ได้เตรียททีมทนายไว้ต่อสู้หรือไม่ ตอบ เบื้องต้น ผมพร้อมที่จะเข้าไปชี้แจงหรือทำความเข้าใจ หรือมีส่วนร่วมในการแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้น   

ถาม ตั้งใจจะบอกอะไรกับคนที่เกี่ยวข้องบ้าง 

ตอบ ผมคิดว่าผมต้องไปฟังเค้าก่อน ว่าเค้าจะพูดอะไร จะเข้าใจอย่างไร หรือจะด่าอย่างไร ผมต้องฟังก่อน และผมจะขอเวลาเพื่อจะได้เล่า และอธิบายความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ส่วนจะส่งผลอะไร ก็ไม่รู้เหมือนกันครับ   

ถาม เฟสบุ๊คข้าวคู่กรณี ลงประกาศชวนให้ไปดูกระบวนการ จะตอบรับหรือไม่ 

ตอบ ผมเป็นคนทำสารคดีที่มีเวลาอยู่ในช่อง แค่ 2-3 รายการ แล้วรายการที่ทำ มีการเซ็นเอ็มโอยูกับช่องชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบรายการ ว่าจะต้องเป็นแบบไหน ฉะนั้นไม่ได้หมายความว่าผมปฏิเสธ หรือไม่อยากไป แต่ผมคิดว่าการนำข่าวสารเรื่องนี้ไปถึงประชาชนในวงกว้าง อาศัยตัวสื่อที่ผมทำและต้องส่งรายการล่วงหน้า ต้องถ่ายรายการหลายอาทิตย์ มันไม่เป็นจริง มันควรจะเป็นสื่อที่ทำข่าว หรืออีกประเภทหนึ่ง ที่ผมปฏิเสธ ไม่ใช่ไม่อยากไป แต่ผมไม่สามารถจะทำหน้าที่ ให้มันบรรลุในสิ่งที่ข่าวสารมันควรจะสื่อสารได้ แต่ถ้าสมมติว่า มีเวลาและมันเป็นไปได้ในงานที่ผมทำอยู่ หลังจากนี้ ก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย แต่ในส่วนที่เป็นความรับผิดชอบ ใช้สื่อที่เรามีอยู่ ทำให้สิ่งที่มันคลาดเคลื่อนจากเจตนารมย์ เป็นไปตามเจตนารมย์ได้ ผมคิดว่า ผมควรจะทำ  

image

ถาม พร้อมจะขอโทษหรือไม่ 

ตอบ ผมพร้อมมากกว่าขอโทษอีก และผมทราบดีในฐานะคนทำสื่อว่า สิ่งไหนควรจะระมัดระวัง สิ่งที่มันเกิดขึ้น มันเป็นอุบัติเหตุจริงๆ ไม่ใช่มาจากความตั้งใจ หรือความไม่ตระหนักรู้   

ถาม อนาคต หากมีข้อมูลในแนวๆนี้ออกมาอีก จะทำให้เข็ดต่อการส่งต่อข้อมูลหรือไม่ 

ตอบ คิดว่าหน้าที่ต่อเรื่องความถูกต้อง หรือสิ่งที่เป็นกุศลจิต ที่เราสามารถทำได้ มันเป็นหน้าที่ของมนุษย์ เราต้องทำ แต่สิ่งที่บอกไป คือ เจตนาไม่อยากให้ใครเบียดเบียนใคร แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ผมทำโดยไม่ตั้งใจ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเบียดเบียนเอง ก็เป็นสิ่งที่ผมไม่สบายใจแต่ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้ผมกลายเป็นคนไม่ยืนหยัดบนสิ่งที่ผมเชื่อ ผมคิดว่าสิ่งเดียวที่ผมยึดในชีวิต คือ หลักพระพุทธศาสนา ของพระพุทธเจ้า   

ถาม มีการได้ข้อมูลมาบ้างหรือไม่ ว่า ข้าวพบความผิดปกติ

ตอบ ผมเป็นผู้บริโภคคนหนึ่ง ผมได้ข้อมูลที่เล่าลือกันมาแล้วเกิดความวิตกกังวลต่อข้อมูลนั้นเหมือนคนๆ อื่น และต้องการความกระจ่างเหมือนคนอื่นๆ ไม่ใช่เพราะมันมีผลกระทบต่อผมเท่านั้น แต่เพื่อน ญาติสนิท มิตร คนที่ปรารถดีกับผม และเพื่อนมนุษย์อีกมาก   

ถาม รู้สึกเสียใจมั้ย ต่อสิ่งที่ไม่ตั้งใจจะทำ แต่มันมีผลกระทบวงกว้าง แล้วทำร้ายระบบข้าวของไทยขณะนี้ 

ตอบ ที่ผมแถลงในวันนี้ เพราะผมไม่สบายใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ดูหน้าผมสิครับว่า มีความสุขต่อสิ่งที่เกิดขึ้นหรือเปล่า   

ถาม ทราบเรื่องโรงสีแจ้งความหรือยัง 

ตอบ ทราบแล้ว ครับ ผมเริ่มต้นทำในสิ่งที่ผมต้องทำตามลำดับ ผมยินดีจะไป แต่ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องความท้าทาย แต่เป็นความบริสุทธิ์ใจที่มีต่อผู้บริโภค  

ถาม ได้ติดต่อชี้แจงกับหน่วยไหนเพื่อขอชี้แจงบ้างแล้วหรือยัง

ตอบ จะติดต่อไปหลังจากนี้ ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป  

 

คำชี้แจง! ป.ป.ช. ทำข้อเสนอแนะ ถึงหน่วยเกี่ยวข้อง ป้องกันทุจริต โครงการจำนำข้าวของรัฐบาล ดังนี้

10 กรกฏาคม 2556- วันนี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้แจงเกี่ยวกับการตรวจสอบโครกงารรับจำนำข้าวของรัฐบาล ว่า ผลสืบเนื่องจากปัญหาการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญและมีการกล่าวถึงมากที่สุดในปัจจุบัน จึงมีประเด็นคำถามว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะองค์อิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีบทบาทหรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการป้องกันหรือปราบปรามการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลอย่างไรบ้าง

คณะกรรมการ ป.ป.ช. เข้าไปมีบทบาทในเรื่องของการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ทั้งในเรื่องของการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต ทั้งในเรื่องของการป้องกันการทุจริต โดยมีข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล ตามนัยมาตรา 19 (11) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 ซึ่งจะขอลำดับให้เห็นถึงการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ดังนี้

ข้อเสนอแนะ สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และมติคณะรัฐมนตรี
1. คณะอนุกรรมการศึกษามาตรการการแทรกแซงราคาพืชผลและผลิตผลการเกษตร เพื่อป้องกันการทุจริต ได้มีข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตในการแทรกแซงตลาดข้าวของรัฐบาล ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา และมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการโดยเร่งด่วน ตามนัยมาตรา 19 (8) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ดังนี้

1) กรณีข้าวที่ค้างอยู่ในโกดังกลางของรัฐบาล ซึ่งมีผลสืบเนื่องมาจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือก จำนวน 5,604 ล้านตัน ให้รัฐบาลออกคำสั่งให้กระทรวงพาณิชย์ กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินโครงการรับจำนำ เร่งรัดจัดทำรายงานการเงินและปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกโครงการเป็นรายโครงการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี

2) กรณีการสำรวจผลผลิตของครัวเรือนที่ทำประกันและข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกจริง อันเนื่องมาจากการดำเนินตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ให้รัฐบาลมีมาตรการเสริมเพื่อป้องกันปัญหาการแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ และผลผลิตเกินความเป็นจริงหรือเป็นเท็จ และเพื่อป้องกันปัญหาการทุจริตของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

2.1) ให้รัฐบาลเร่งรณรงค์ด้านคุณธรรมและจริยธรรมในความซื่อสัตย์สุจริต แก่เกษตรกร โดยให้เกษตรกรได้มีสำนึกและเข้าใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นโดยรวม จากการแจ้งข้อมูลพื้นที่และผลผลิตจากการเพาะปลูกของเกษตรกร ซึ่งเป็นเงื่อนไขในการขอรับเงินค่าชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาอ้างอิงกับราคาประกันเกินความเป็นจริงหรือเป็นเท็จ

2.2) ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องและมีอยู่จริงของผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว หลังจากที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ทำการสำรวจและรวบรวมอีกครั้งหนึ่ง โดยให้นำข้อมูลพื้นฐานระดับหมู่บ้าน/ชุมชน (กชช.2ค) ของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย มาเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ได้จากการสำรวจของกรมส่งเสริมการเกษตร ก่อนจ่ายเงินค่าชดเชยส่วนต่างให้กับเกษตรกร ต่อไป

3) พิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการนำข้อเสนองานวิจัยประการอื่น ตามโครงการศึกษามาตรการแทรกแซงตลาดข้าวเพื่อป้องกันการทุจริต ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป

2. คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาเรื่อง ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตในการแทรกแซงตลาดข้าวของรัฐบาล แล้วมีมติเห็นชอบตามที่คณะอนุกรรมการศึกษามาตรการการแทรกแซงราคาพืชผลและผลิตผลการเกษตรเพื่อป้องกันการทุจริตเสนอ โดยให้นำข้อเสนอแนะดังกล่าวเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการโดยเร่งด่วน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 19 (8) ต่อไป

3. คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมปรึกษาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2553 ได้พิจารณาข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตในการแทรกแซงตลาดข้าวของรัฐบาล ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอประกอบความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วลงมติ ดังนี้

1) รับทราบข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตในการแทรกแซงตลาดข้าวของรัฐบาล ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอ และมอบหมายให้กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

2) มอบหมายให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีรับไปประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการระบายข้าวของรัฐบาล ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบต่อไป

3) มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจปริมาณและคุณภาพของข้าวเปลือกคงค้าง (stock) รวมตลอดถึงสถานะของบัญชีของทุกโครงการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แล้วรายงานต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

4) กรณีที่ผลการศึกษาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีข้อมูลบ่งชี้ว่า อาจมีเจ้าหน้าที่ไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาการทุจริตเกี่ยวกับการระบายข้าวเปลือกด้วย มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เร่งดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงและดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดโดยด่วน

ข้อเสนอแนะ สมัย นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี

1. คณะอนุกรรมการศึกษามาตรการการแทรกแซงราคาพืชผลและผลิตผลการเกษตรเพื่อป้องกัน การทุจริต ได้พิจารณาคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ชุดที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 โดยกำหนดนโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก ในส่วนของการยกระดับราคาสินค้าเกษตรและให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน ดูแลสินค้าเกษตรให้มีเสถียรภาพ ที่เหมาะสม คำนึงถึงกลไกราคาตลาดโลก โดยใช้วิธีบริหารจัดการทางการตลาดและกลไกตลาดซื้อขายล่วงหน้า รวมทั้งผลักดันให้เกษตรกรสามารถขายสินค้าเกษตรได้ในราคาสูงเพียงพอเมื่อเทียบกับต้นทุน และนำระบบรับจำนำข้าวเปลือกเจ้าและข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้นไม่เกินร้อยละ 15 ที่ราคาเกวียนละ 15,000 บาท และ 20,000 บาทตามลำดับ พร้อมทั้งจัดให้มีการเยียวยาความเสียหายของพืชผลจากภัยธรรมชาติให้แก่เกษตรกร การจัดทำระบบทะเบียนครัวเรือนเกษตรกรให้สมบูรณ์ และการออกบัตรเครดิตสำหรับเกษตรกร แล้วเห็นว่า

1) การแทรกแซงตลาดพืชผลทางการเกษตร ด้วยวิธีการรับจำนำ ซึ่งจากการศึกษาวิจัย พบว่าในอดีตที่ผ่านมาเกิดปัญหาขึ้นอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบิดเบือนกลไกตลาด การที่รัฐต้องมีข้าวจากการรับจำนำในสต๊อกเป็นจำนวนมาก และเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาเป็นจำนวนมาก รวมทั้งคุณภาพ ของข้าวที่เก็บแล้วระบายออกไม่ทันเสื่อมคุณภาพลงทำให้ราคาข้าวตกต่ำ และประการสำคัญมีปัญหาของการทุจริตในทุกขั้นตอนของกระบวนการรับจำนำ ผู้ได้ประโยชน์จากนโยบายเป็นเพียงบุคคลบางกลุ่มไม่ครอบคลุมเกษตรกรอย่างทั่วถึง

2) การเปลี่ยนแปลงนโยบายการแทรกแซงตลาดข้าวจากวิธีการรับจำนำ มาเป็นการประกันรายได้ สามารถลดช่องทางการทุจริตเรื่องนี้ได้ในระดับหนึ่ง ด้วยเพราะวิธีการแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โอกาสที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปแสวงหาประโยชน์จากการดำเนินนโยบายมีน้อยมากเมื่อเทียบกับวิธีการรับจำนำ รวมทั้ง ผลประโยชน์ตกแก่เกษตรกรอย่างทั่วถึง และกลไกตลาดไม่ถูกบิดเบือน

3) แม้ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบัน จะนำนโยบายการรับจำนำกลับมาใช้เพื่อแทรกแซงตลาดข้าว โดยอ้างว่าเป็นนโยบายที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชนก็ตาม แต่ในอดีตที่ผ่านมาทั้งจากการศึกษาวิจัย และจากเรื่องกล่าวหาร้องเรียนที่เข้ามาสู่กระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริง เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่านโยบายการรับจำนำเป็นช่องทางของการทุจริตอย่างมากมายและมีผลเสียนานัปการ ดังนั้นเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ได้ตระหนักและเห็นถึงโอกาสในการทุจริตและสร้างความเสียหายแก่ประเทศอันมีผลสืบเนื่องมาจากนโยบายการรับจำนำ ก็ไม่สมควรที่จะเพิกเฉย แต่ควรที่จะดำเนินการเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการทุจริต และความไม่มีประสิทธิภาพของนโยบายการรับจำนำดังกล่าว และเห็นควรที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะได้ยืนยันในผลการศึกษาวิจัยมาตรการแทรกแซงตลาดข้าวเพื่อป้องกันการทุจริต และข้อเสนอแนะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งชี้ให้เห็นถึงปัญหาและความเสียหายอันเกิดจากนโยบายแทรกแซงตลาดข้าวด้วยวิธีการรับจำนำ ไปยังรัฐบาลเพื่อทราบอีกครั้งหนึ่ง

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาความเห็นของคณะอนุกรรมการศึกษามาตรการการแทรกแซงราคาพืชผลและผลิตผลการเกษตรเพื่อป้องกันการทุจริต เกี่ยวกับนโยบายแทรกแซงตลาดข้าวด้วยวิธีการรับจำนำของรัฐบาลชุดปัจจุบัน แล้วมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการตามความเห็นของคณะอนุกรรมการตามที่เสนอ

2. หลังจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี แจ้งยืนยันผลการศึกษาวิจัยมาตรการแทรกแซงตลาดข้าวเพื่อป้องกันการทุจริต และข้อเสนอแนะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งชี้ให้เห็นถึงปัญหาและความเสียหายอันเกิดจากนโยบายแทรกแซงตลาดข้าวด้วยวิธีการรับจำนำไปยังรัฐบาลแล้ว คณะอนุกรรมการฯ ได้ดำเนินการศึกษา ติดตาม และเฝ้าระวังการทุจริตตามนโยบายแทรกแซงตลาดข้าวด้วยวิธีการรับจำนำของรัฐบาลอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยได้เชิญผู้แทนจากส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินนโยบายการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ผู้แทนจากองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายข้าว และส่งออก มาชี้แจงให้ข้อเท็จจริง รวมทั้ง จากพฤติการณ์ที่ปรากฏต่อสาธารณะทางสื่อมวลชนต่าง ๆ แล้วพบว่าการดำเนินโครงการแทรกแซงตลาดข้าวด้วยวิธีการรับจำนำของรัฐบาลปัจจุบัน ยังคงก่อให้เกิดปัญหาในด้านต่าง ๆ อย่างมากมายอยู่เช่นเดิมดังเช่นในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการทุจริตทั้งในเชิงนโยบาย และในส่วนของขั้นตอน และกระบวนการในการดำเนินโครงการ

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลยังคงต้องดำเนินโครงการดังกล่าวต่อไป เนื่องจากเป็นนโยบายหลัก ที่สำคัญ ซึ่งได้หาเสียงไว้กับประชาชนและแถลงต่อรัฐสภา ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกบังเกิดประโยชน์แก่เกษตรกรที่ได้เพาะปลูกข้าวจริงและสุจริต เกิดความเป็นธรรมแก่เกษตรกร รวมทั้งเป็นการป้องกันการทุจริตและป้องกันมิให้การดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกก่อให้ความสูญเสียด้านงบประมาณที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และมีผลกระทบต่อการแข่งขันการส่งออกข้าวไทย เห็นสมควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการ ดังนี้

1. การดำเนินการตามนโยบายยกระดับราคาข้าว

คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ควรได้พิจารณา

1) กำหนดราคารับจำนำข้าวเปลือกแต่ละชนิดให้เหมาะสมสอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่เกษตรกรแบกรับภาระอยู่ โดยอยู่บนพื้นฐานของความสมเหตุสมผล และไม่บิดเบือนกลไกตลาด

2) มุ่งเน้นช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอย่างแท้จริง โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบพิจารณาแนวหาทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิตข้าว

3) ให้รัฐบาลติดตามและประเมินผลโครงการฯ อย่างเป็นรูปธรรม โดยอาจให้องค์กรเอกชนศึกษาถึงผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินโครงการรับจำนำ แล้วนำมาพัฒนา ปรับปรุง และแก้ไขให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

2. การดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก

(1) การขึ้นทะเบียนและรับรองเกษตรกร

1) นอกเหนือจากการกำหนดให้มีกระบวนการทำประชาคม และให้ผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับรองเกษตรกรแล้ว ให้กรมส่งเสริมการเกษตรพิจารณาให้มีและนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ประโยชน์ในการขึ้นทะเบียนและรับรองเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย เพื่อให้เฉพาะเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวจริงและสุจริตที่จะได้ได้รับประโยชน์จากการดำเนินตามนโยบายของรัฐบาล

2) กำหนดให้มีมาตรการลงโทษที่เหมาะสมและจริงจังกับเกษตรกรที่ไม่สุจริต

(2) การระบายข้าวสารจากคลังสินค้าของรัฐบาล

1) เพื่อมิให้ข้าวที่ได้มาจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปี 2554/55 ก่อให้เกิดความสูญเสียงบประมาณของรัฐเป็นจำนวนมาก ที่มีผลเนื่องมาจากการเก็บรักษาข้าวเป็นเวลานาน ข้าวเกิดความเสียหาย เสื่อมคุณภาพ สูญเสียน้ำหนัก และเป็นการป้องกันการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นได้ จึงเป็นการสมควรที่มอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบหรือที่เกี่ยวข้อง กำหนดให้มีแผนการบริหารจัดการการระบายข้าวที่เก็บรักษาไว้ในโกดังกลางอย่างเป็นระบบ การปิดบัญชีโครงการฯ พร้อมทั้งให้รายงานผลการดำเนินการหรือที่ไม่สามารถไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามแผนดังกล่าวได้ ให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) พิจารณาโดยเร็ว และต่อเนื่อง

2) หลักเกณฑ์ วิธีการ และรายละเอียดในการดำเนินการ และผลของการระบายหรือขายข้าวที่อยู่ในคลัง หรือโกดังกลางที่อยู่ในความดูแลขององค์การคลังสินค้า (อ.ค.ส.) หรือองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ให้ประกาศโดยเปิดเผยเป็นที่ทราบแก่บุคคลทั่วไป และดำเนินการด้วยความโปร่งใส

3. คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมปรึกษาเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2555 ได้พิจารณาและยืนยันว่า การดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวเปลือกมีวัตถุประสงค์ที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในการยกระดับราคาพืชผลทางการเกษตร รวมทั้งเป็นการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตให้แก่เกษตรกรในชนบทตามแนวนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภาทุกประการ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ยืนยันว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวมีมาตรการและกลไกในการควบคุมกำกับดูแลให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการทุกประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีระบบการตรวจสอบให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินโครงการทั้งในระดับพื้นที่และในระดับปฏิบัติการมีประสิทธิภาพและป้องกันการทุจริต คณะรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง) สั่งการให้หน่วยงานในกำกับ ดำเนินการตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริตในระดับปฏิบัติ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ให้ความร่วมมือ หากตรวจสอบพบกรณีทุจริตให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป

4. การสนองตอบของรัฐบาลต่อข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. รัฐบาลก็ได้มีการดำเนินการไปหลายส่วน อาทิ กำหนดราคารับจำนำข้าวเปลือกแต่ละชนิดให้เหมาะสมสอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่เกษตรกรแบกรับภาระอยู่ การมุ่งเน้นช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอย่างแท้จริง โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบพิจารณาแนวหาทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิตข้าว การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ประโยชน์ในการขึ้นทะเบียนและรับรองเกษตรกร เพื่อให้เฉพาะเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวจริงและสุจริตที่จะได้ได้รับประโยชน์จากการดำเนินตามนโยบายของรัฐบาล ฯลฯ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ประการสำคัญ คือ ในเรื่องของการระบายข้าวสารจากคลังสินค้าของรัฐบาล โดยให้หน่วยงานที่รับผิดชอบหรือที่เกี่ยวข้อง กำหนดให้มีแผนการบริหารจัดการการระบายข้าวที่เก็บรักษาไว้ในโกดังกลางอย่างเป็นระบบ การปิดบัญชีโครงการฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักเกณฑ์ วิธีการ และรายละเอียดในการดำเนินการ และผลของการระบายหรือขายข้าวที่อยู่ในคลัง หรือโกดังกลางที่อยู่ในความดูแลขององค์การคลังสินค้า (อ.ค.ส.) หรือองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ให้ประกาศโดยเปิดเผยเป็นที่ทราบแก่บุคคลทั่วไป และดำเนินการด้วยความโปร่งใส รัฐบาล ยังสนองตอบได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ปมใหญ่! “สุภิญญา” จี้ จับตา กสทช.ออกร่างฯ กำกับเนื้อหารายการ ม.37 กระทบจริยธรรม-จรรณยาบรรณสื่อ

wpid-20130430_124848.jpg

9 ก.ค.2556- วันนี้ นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. หนึ่งในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ หรือ กสท. ชี้แจงเพิ่มเติม หลังจากที่ประชุม กสท. ครั้งที่ 25 วันจันทร์ที่ 8 ก.ค. 2556 มีมติอนุมัติ (ร่าง)ประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การกำกับดูแลเนื้อหารายการในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ตามมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นประกาศ กสทช.ที่หลายๆ ฝ่ายรอคอยมานานสำหรับการกำกับดูแลใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย ทั้งนี้ ตนได้สงวนความเห็นในบางประเด็นในร่างฯ ดังกล่าว เพราะมีส่วนที่คาบเกี่ยวกับเรื่องจรรยาบรรณ จริยธรรมของสื่อ ซึ่งการใช้ดุลยพินิจของ กสทช.ที่อาจเข้ามากำกับดูแลเรื่องนี้มีขอบข่ายกว้างขวางกว่า มาตรา 37 หรือไม่ เพราะอาจจะทำให้หน่วยงานรัฐ อย่างกสทช.ใช้อำนาจเพิ่มมากขึ้นในกำกับเนื้อหาและอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อได้

“มีหลายเรื่องที่เข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างชัดเจน เช่น การโฆษณาที่ผิด กม.อาหารและยา หรือ กม.ลิขสิทธิ์ กสทช.เองสามารถที่จะดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างเด็ดขาด แต่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหลักจริยธรรม จรรณยาบรรณของสื่อ กสทช.ควรทำหน้าที่ส่งเสริมการกำกับตนเองของวิชาชีพสื่ออย่างเข้มข้น และต้องพิจารณาว่าเรื่องใดที่ผิดกฎหมาย เรื่องใดผิดหลักจริยธรรม เพราะที่ผ่านมาเราได้ระดมความคิดเห็นจากผู้ประกอบการในการทำสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ (DO and Don’t) เพราะหากนำเรื่องที่ผิดกฎหมายและคาบเกี่ยวกับจรรยาบรรณหรือจริยธรรมด้วย อาจทำให้ กสทช.ใช้ดุลยพินิจกว้างขวางขึ้นในการที่จะสั่งแบนหรือเซ็นเซอร์สื่อ ทั้งนี้ในส่วนการกำกับทางจริยธรรมหรือจรรยาบรรณวิชาชีพสื่ออาจต้องใช้มาตรการทางสังคมควบคู่ด้วยหรือไม่”

นางสาวสุภิญญา กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ประกาศฯฉบับนี้จะเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ จึงอยากให้สื่อมวลชนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างฯนี้ด้วย เพราะจะส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อวิทยุและสื่อโทรทัศน์อย่างแน่นอน ในการเปิดให้ กสทช.ใช้อำนาจทางกฎหมายเพียงใดในการที่จะไปกำหนดอนาคตของสื่อ.

 

ค้าน กสทช.! สมาคมสื่อฯ 4 องค์กร ค้าน ร่างประกาศกสทช.คุมเนื้อหารายการ สอดไส้ แทรกแซงสื่อ-ขัดรธน.

4 องค์กรสื่อ

9 กรกฏาคม 2556 -วันนี้ มีการประชุมด่วนของตัวแทน 4 องค์กรวิชาชีพสื่อ ประกอบด้วยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เมื่อวานนี้ เห็นชอบ “(ร่าง) ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลเนื้อหารายการในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ….” เนื่องจากเห็นว่าร่างประกาศฯ ดังกล่าวมีเนื้อหาบางอย่าง ที่อาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการทำงานของสื่อมวลชน

องค์กรวิชาชีพสื่อทั้ง 4 องค์กร ตระหนักและเข้าใจถึงความจำเป็นที่ กสทช. จะต้องมีกลไกเพื่อเป็นเครื่องมือในการกำกับดูแลสื่อมวลชนทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้พยายามผลักดันให้เกิดร่างประกาศฉบับดังกล่าวโดยอาศัยอำนาจ ตามมาตรา 37แห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการฯ พ.ศ. 2551 ที่กำหนดให้ กสทช.มีอำนาจ “ระงับการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือมีการกระทำซึ่งเข้าลักษณะลามกอนาจาร หรือมีผลกระทบต่อการให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง” แต่จากการศึกษาวิเคราะห์เนื้อหาที่ปรากฏในร่างฉบับดังกล่าว องค์กรวิชาชีพสื่อ พบว่ามีประเด็นที่ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบดังนี้คือ

1.เนื้อหาของร่างประกาศนี้อาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเพราะมีเนื้อหาเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชนที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้

2. การใช้อำนาจกำกับดูแลของกสทช.ตามร่างประกาศนี้อาจเป็นการขยายขอบเขตอำนาจของ กสทช.เกินกว่าที่ มาตรา 37 พรบ.การประกอบกิจการฯ พ.ศ. 2551 ให้อำนาจไว้

3. กสทช.สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 37 นี้ร่วมกับกลไกอื่นๆที่ กสทช.ได้ประกาศใช้ไปแล้ว คือ ประกาศฯ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดในกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ที่มีโทษทางปกครอง หรือ ร่างประกาศ เรื่อง การรวมกลุ่มเพื่อกำกับดูแลกันเองของผู้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตรายการ และผู้ประกอบวิชาชีพฯ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการพัฒนาวิชาชีพ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบวิชาชีพกำกับดูแลดันเองด้านจริยธรรมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

4. เมื่อพิจารณาลงในรายละเอียดของร่างประกาศ พบว่า

4.1 หมวด 1 อาจมีความจำเป็นต้องให้คำจำกัดความถ้อยคำบางประการให้ชัดเจนเพื่อคุ้มครองการได้รับข้อมูลข่าวสารสาธารณะของประชาชน เช่น รายการที่มีเนื้อหาสาระที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง ที่มีลักษณะเป็นการยุยงส่งเสริมให้เกิดความแตกแยกในสังคม หรือมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการทำลายสันติสุขโดยพลันหรือก่อให้เกิดการใช้กำลังหรือความรุนแรงในสังคม เป็นต้น

4.2 หมวด 2 การกำหนดให้ “ผู้รับใบอนุญาต” ซึ่งหมายถึงเจ้าของสื่อ มีหน้าที่ควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพให้ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งอาจทำให้เกิดการแทรกแซงการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์สาธารณะ อันจะนำไปสู่การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารหรือการเซ็นเซอร์ได้โดยง่าย

4.3 หมวดที่ 3 การกำกับดูแลที่ให้อำนาจผู้รับใบอนุญาตในการกำกับดูแลตรวจสอบเนื้อหาของรายการอันเป็นการขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 46 ที่รับรองสิทธิเสรีภาพของพนักงาน ลูกจ้างที่ปฏิบัติหน้าที่ตามจริยธรรม

องค์กรสื่อทั้ง 4 องค์กร จึงเห็นควรเสนอให้ กสทช. พิจารณาทบทวนและปรับแก้ไขร่างประกาศดังกล่าวด้วยความรอบคอบ เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการนำเสนอความคิดเห็นตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำร่าง เพื่อให้ร่างประกาศฉบับดังกล่าวสามารถใช้เป็นเครื่องมือของ กสทช. ในการกำกับดูแลสื่อมวลชนที่มีประสิทธิภาพ อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ของประชาชนซึ่งเป็นประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง และหาก กสทช.เห็นควรจัดให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อร่างประกาศดังกล่าว องค์กรสื่อทั้ง 4 องค์กรยินดีให้ความร่วมมือส่งตัวแทนเข้าร่วมเพื่อให้ข้อเสนอแนะต่อไป

 

[บทความพิเศษ] ใครต้องโชว์ใบเสร็จ ทุจริตจำนำข้าว :อ.อัมมาร /นิพนธ์ TDRI

ใครต้องโชว์ใบเสร็จทุจริตจำนำข้าว
นิพนธ์ พัวพงศกร
อัมมาร สยามวาลา
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

ดร.อัมมาร นิพนธ์ พัวพงศกร
7 กรกฎาคม 2556

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีทวิตข้อความแจ้งว่านายกรัฐมนตรีบอกว่า ถ้า นส.สุภา ปิยะจิตติ มีข้อมูลการทุจริตข้าวทุกระดับ ให้ส่งหลักฐานเข้ามาพร้อมดำเนินคดีจนถึงที่สุด
แต่วันต่อมา กลับมีข่าวว่ารัฐมนตรีกระทรวงการคลังสั่งให้มีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีที่ นส.สุภา ปิยะจิตติไปให้ข้อมูลโครงการรับจำนำข้าวต่อคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจวุฒิสภาว่าโครงการรับจำนำข้าว มี “ความเสี่ยงและโอกาส” ที่จะเกิดการทุจริตทุกขั้นตอน
อันที่จริงหากนายกรัฐมนตรีมีความจริงใจในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว

นายกรัฐมนตรีสมควรจะแสดงความชื่นชมต่อการทำงานของข้าราชการที่ปฏิบัติงานตามหน้าที่แบบตรงไปตรงมา เพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน ตามที่ได้รับมอบหมายโดยตรงจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานตามกฎหมาย และสมควรแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระสอบสวนเรื่องการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว แทนการสอบสวนกรณีที่นส.สุภา ปิยะจิตติไปให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจวุฒิสภา

นายกรัฐมนตรีน่าจะรู้ดีว่าคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวมีอำนาจหน้าที่อะไรบ้าง เพราะเป็นผู้ลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯเอง หน้าที่ของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ คือ การปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล และตั้งงบประมาณคืนให้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเพื่อใช้หนี้ที่กู้จากธกส.และเพื่อนำเงินค่าระบายข้าวในโครงการรับจำนำข้าวตั้งแต่ปี 2554/55 มาเป็นเงินหมุนเวียนในการรับจำนำข้าวจากชาวนา หน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งของผู้ปิดบัญชีโครงการ คือ เมื่อพบข้อบกพร่องในการทำบัญชีและภาวะขาดทุนของโครงการฯ ผู้ปิดบัญชีจะต้องระบุสาเหตุของการขาดทุนและข้อบกพร่องของการจัดทำบัญชีเพื่อให้ผู้บริหารนำไปแก้ไข คณะอนุกรรมการเปิดบัญชีฯมิได้มีหน้าที่และอำนาจในการเสาะแสวงหาหลักฐานการทุจริต

จากการแถลงข่าวของ รมว.วราเทพ รัตนากร ซึ่งได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงของการขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าว ปรากฏข้อเท็จจริงว่านอกจากการขาดทุนเนื่องจากการตั้งราคารับจำนำข้าวเปลือกในราคาสูงกว่าราคาตลาด (รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรับจำนำ เช่น ค่าจ้างสีข้าว ค่าเช่าโกดัง ฯลฯ) แล้ว การขาดทุนของโครงการรับจำนำข้าวยังเกิดจากสาเหตุสำคัญอีก 2 ประการ คือ (1) ในโครงการรับจำนำข้าวนาปี พ.ศ. 2555/56 ปริมาณข้าวสารที่ส่งมอบเข้าโกดังกลางของรัฐตามบัญชีของอคส.และอตก.มีจำนวนต่ำผิดปรกติมาก หรือพูดง่ายๆ คือ มีข้าวสารจำนวน 2.9 ล้านต้นที่ยังไม่ได้ส่งมอบและอาจสูญหายจากโกดังกลาง ณ วันที่ 31 มกราคา 2556 และ (2) การขาดทุนเนื่องจากการระบายข้าวของรัฐในราคาต่ำกว่าราคาตลาด (ราคาขายส่งข้าวสารในตลาดกรุงเทพฯที่รายงานโดยกรมการค้าภายใน)

ปัญหาข้าวสารจำนวน 2.9 ล้านตัน ที่ยังไม่ได้ลงบัญชีทำให้รัฐบาลสั่งการให้มีการตรวจสต๊อคข้าวทั่วประเทศเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2556 แต่ดูเหมือนว่าการตรวจสต๊อคข้าวดังกล่าว เป็นเพียงปฏิบัติการผักชีโรยหน้าเพื่อให้ประชาชนเชื่อว่าไม่มีข้าวจำนวนมากหายไปจากโกดังกลางของรัฐ ถ้าจะมีการทุจริตก็เป็นเพียงปัญหาเล็กๆน้อยๆ ในทางปฏิบัติ โรงสีและพ่อค้าข้าวรู้ว่าการตรวจสต๊อคข้าวอย่างจริงจังไม่สามารถทำได้ภายใน 1 วัน มิหนำซ้ำยังไม่มีการตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างบัญชีข้าวสารที่โรงสีแต่ละแห่งสีแปรและส่งมอบเข้าโกดังว่าสอดคล้องกับบัญชีข้าวสารที่แต่ละโกดังรับมอบหรือไม่ และตรวจสอบว่าบัญชีดังกล่าวตรงกับปริมาณข้าวสารและข้าวเปลือกที่มีอยู่จริงตามโกดังต่างๆหรือไม่ การตรวจสอบการทุจริตแบบนี้จะต้องนำข้อมูลบัญชีของหน่วยงานรัฐทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องกับการรับจำนำข้าวตลอดห่วงโซ่มาตรวจสอบพร้อมๆกัน ได้แก่ องค์การคลังสินค้า องค์กรตลาดกลางเกษตรกร ธกส. กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ คำสั่งและการอนุมัติของคณะอนุกรรมการชุดต่างๆของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ

นอกจากข้อมูลของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯแล้ว ยังมีข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ที่บ่งชี้ว่าอาจมีการลักลอบนำข้าวในโครงการจำนำไปหมุนขายในตลาดก่อน (แล้วค่อยหาซื้อข้าวสารราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้านนำมาคืนโกดังกลางของรัฐในภายหลัง) นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เคยตอบกระทู้ในสภาผู้แทนราษฏรเมื่อ 20 มีนาคม 2556 ว่า รัฐบาลระบายข้าวสู่ตลาด 7 ล้านตัน ตัวเลขนี้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ข้าวสำหรับการบริโภคในประเทศและการส่งออก เราทราบว่าในช่วงตุลาคม 2554-กุมภาพันธ์ 2556 ความต้องการใช้ข้าวดังกล่าวเท่ากับ 28.137 ล้านตัน แต่ในตลาดมีข้าวสารเหลือเพียง 17.827 ล้านตัน (เพราะจากผลผลิตข้าวจำนวน 39.682 ล้านตันข้าวสาร รัฐบาลรับซื้อเข้าโครงการจำนำถึง 21.855 ล้านตัน) ฉะนั้นถ้าจะให้มีข้าวสารในตลาดเพียงพอต่อการบริโภคและส่งออก รัฐบาลต้องระบายข้าวอย่างน้อย 10.31 ล้านตัน (28.137-17.827 ล้านตัน) แต่คุณณัฐวุฒิบอกว่ามีการระบายข้าวเพียง 7.072 ล้านตัน แปลว่าตลาดยังขาดข้าวอีก 3.238 ล้านตัน ดังนั้นจะต้องมีผู้มีอำนาจเหนือรัฐบาลจัดการให้มีการนำข้าวจำนวนมากออกจากโกดังกลางรัฐบาลมาหมุนขายในราคาถูก ทำให้ราคาข้าวสารขายปลีกในตลาดมีราคาถูกและไม่ต่างจากสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ทั้งๆที่ต้นทุนข้าวสารในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์แพงกว่ามาก ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ราคาข้าวสารปี 2555 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 22.17 บาท แต่สมัยอภิสิทธิ์ เฉลี่ย 22.19 บาท

ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเร่งแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระ หรือขอความร่วมมือจากปปช.ให้ช่วยดำเนินการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรักษาข้าวในสต๊อค และผู้มีอำนาจหน้าที่ในการระบายข้าว แล้วส่งรายงานให้รัฐบาลและรัฐสภาโดยเร่งด่วน

ต้นตอของการขาดทุนอีกส่วนหนึ่งของโครงการรับจำนำข้าว เกิดจากการที่รัฐระบายข้าวในราคาต่ำกว่าราคาขายส่งในตลาดค่อนข้างมาก ทำให้รัฐขายข้าวได้เงินน้อยกว่าที่ควร จากตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์ที่เสนอต่อรมว. วราเทพ รัตนากร ปรากฏว่าราคาข้าวที่หน่วยงานของรัฐขายให้แก่เอกชน อยู่ในระดับต่ำกว่าราคาขายส่งข้าวสารในตลาดกรุงเทพฯมาก กล่าว คือ การระบายข้าวจากโครงการรับจำนำข้าวนาปีฤดู 2554/55 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 14.43 บาท ขณะที่ราคาข้าวสารในตลาดเฉลี่ยกิโลกรัมละ 18 บาท แสดงว่ารัฐขายข้าวในราคาต่ำกว่าราคาตลาดถึงกิโลกรัมละ 3.57 บาท ส่วนการระบายข้าวจากโครงการรับจำนำข้าวนาปรังปี 2555 ราคาขายเฉลี่ยกิโลกรัมละ 12.89 บาท ต่ำกว่าราคาตลาดกิโลกรัมละ 7.08 บาท

หากรัฐบาลประมูลขายข้าวแบบโปร่งใสก็จะขายได้ในราคาใกล้เคียงราคาตลาด แต่เป็นที่ทราบกันดีในวงการค้าข้าวว่ารัฐบาลระบายข้าวผ่านช่องทางแคบๆที่มีพ่อค้าเพียง 3-4 รายเท่านั้น รัฐบาลพยายามปกปิดข้อมูลการระบายข้าวดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นความลับทางการค้าทั้งๆที่การระบายข้าวส่วนใหญ่เป็นการขายในประเทศ ไม่ต้องขายแข่งกับประเทศใด การที่รัฐบาลยังคงปกปิดราคาและปริมาณการขายข้าวชวนให้นึกว่าเป็นเหตุผลทางการค้าจริง หรือต้องการปกป้องใครบางคน

การขาดทุนจากการขายข้าวจำนวนมาก (7-10 ล้านตัน) ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด เป็นเรื่องที่จะต้องมีการสอบสวนโดยเร่งด่วน จริงอยู่รัฐบาลแก้ตัวว่าการขาดทุนส่วนหนึ่งเกิดจากการขายข้าวราคาถูกให้ผู้บริโภคและหน่วยราชการ รวมทั้งการบริจาคให้ต่างประเทศ แต่การศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ของวุฒิสภาพบว่าปริมาณข้าวถุงราคาถูกที่ส่งให้ร้านถูกใจอาจมีปริมาณเพียง 5-10% ของปริมาณข้าวถุงราคาถูกที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ( 1.8 ล้านตัน) แปลว่านอกจากข้าวถุงราคาถูกในร้านถูกใจแล้ว หน่วยงานรัฐขายข้าวทั้งหมด(7-10 ล้านตัน)ในราคาที่ต่ำกว่าตลาดมาก

ดังนั้นจึงต้องมีการสืบสวนโดยเร่งด่วนว่าทำไมหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์จึงขายข้าวในราคาต่ำกว่าตลาดมาก ขายให้พ่อค้าคนใด ราคาเท่าใดและจำนวนเท่าใด และได้รับเงินค่าขายข้าวหรือยัง กระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถอ้างความลับทางการค้าเพื่อปฏิเสธการให้ข้อมูลเหล่านี้ เพราะข้าวจำนวนนี้ขายไปหมดแล้ว และข้าวส่วนใหญ่ก็ขายในประเทศ บัดนี้เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบสองปีแล้ว ข้ออ้างเรื่องความลับทางการค้าฟังไม่ขึ้นอีกแล้ว ประชาชนเจ้าของเงินที่ใช้จำนำข้าวมีสิทธิ์ 100 % ที่จะต้องได้ข้อมูลดังกล่าว

รัฐบาลต้องรู้ข้อมูลเหล่านี้ เพราะ”หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ออกใบเสร็จ” มีแต่คนนอกที่ไม่รู้ข้อมูล รัฐบาลเป็นเจ้าของใบเสร็จทุกใบ ป่วยการที่จะสั่งให้คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวนำใบเสร็จมาโชว์

ดังนั้นนายกรัฐมนตรีจะต้องเร่งสั่งการให้หน่วยงานรัฐส่งต้นขั้วใบเสร็จการระบายข้าวให้แก่ปปช. หรือคณะกรรมการอิสระเพื่อสอบสวนว่ามีการทุจริตกันอย่างไร แล้วนำเสนอรายงานต่อรัฐสภาโดยเร่งด่วน