RSS

ชำแหละ! องค์กรสื่อ-นักวิชาการ สับเละ กสทช.ถอยสู่อำนาจมืด ทำกม.สอดไส้คุม-แทรกแซงสื่อ กระทบการรับรู้ของสังคม

31 ก.ค.

image

31 ก.ค.2556- วันนี้ ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการจัดเสวนา “ชำแหละร่าง ประกาศ กสทช. คุมสื่อละเมิดเสรีภาพประชาชน” ซึ่งสืบเนื่องจาก การทำ (ร่าง) “ประกาศ หลักเกณฑ์การกำกับดูแลเนื้อหารายการ ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. …” ของ กสทช. ที่ องค์กรสื่อฯ และ กรรมการ กสทช. บางคน เห็นว่า เป็นการลิดรอน – ลด และ จำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชน ทั้งโทรทัศน์ และวิทยุ ในการทำข่าว และ รายการต่างๆ เสมือนเป็นการย้อนยุคไปสู่อำนาจมืด ด้วยการเตรียมออกประกาศฉบับนี้ ซึ่งสวนทางกับการพัฒนาของโลก และ กสทช.กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิตอล จึงยื่นเรื่องเพื่อขอให้ กสทช.ทบทวน มาแล้วแต่ยังไม่มีความคืบหน้า

ย้อนที่มาที่ไป ร่างฯ ประกาศฉบับดังกล่าว เริ่มต้นจาก คณะอนุกรรมการกำกับเนื้อหาฯ มีพลโทพีระพงษ์ มานะกิจ หนึ่งในกรรมการกสทช. เป็นประธานอนุฯ ชงให้บอร์ด กสทช. พิจารณา ร่างฯ นี้เป็นการใช้ขยายอำนาจ มาตรา 37 (พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงฯ 2551 ) เนื้อหาประกาศ มีทั้งหมด 9 หน้า รวม 27 มาตรา แบ่งเป็น 3หมวด คือ เนื้อหารายการที่ต้องห้ามมิให้ออกอากาศ / มาตรการในการออกอากาศรายการ และ การกำกับดูแล

ดาวโหลด….(ฉบับเต็ม) (ร่าง) “ประกาศ หลักเกณฑ์การกำกับดูแลเนื้อหารายการฯ” ที่ด้านล่างนี้ได้

ร่างประกาศหลักเกณฑ์การกำกับดูแลเนื้อหา_กสทช.

ร่างประกาศฉบับนี้ฯ ถูกเสนอเข้าบอร์ดกระจายเสียง กสทช. ครั้งแรก เมื่อ 24 มิถุนายน 2556 อนุฯ กำกับเนื้อหา ได้จัดโฟกัสกรุ๊ป (ผู้ประกอบการ ผู้ผลิตรายการ แต่ไม่มีฝั่งของวิชาชีพสื่อสารมวลชน) เมื่อวันที่ 7 กรกฏาคม จากนั้นเสนอ บอร์ดกระจายเสียงฯ วันที่ 8 กรกฏาคม มีมติผ่านร่างฯ โดยให้เหตุผลเร่งพิจารณา เพราะต้องเสนอบอร์ดใหญ่ กสทช.ให้ทัน 25 กรฏาคม ซึ่งบอร์ดวันนั้น มีมติเห็นชอบ

แต่หลังจากนั้น 4 องค์กรวิชาชีพฯ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ได้ยื่นหนังสือให้ขอทบทวนฯ แต่จนบัดนี้ ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ และยังไม่ผ่านการทำประชาพิจารณ์ จนถึงขณะนี้

เวทีเสวนา วันนี้ จึงจัดโดยฟากวิชาชีพสื่อสารมวลชน มีความเห็นจากฝ่ายต่างๆ ดังนี้

image

นายเทพชัย หย่อง ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และผู้บริหาร สถานีโทรทัศน์เนชั่น ระบุว่า “หากพิจารณา เนื้อหา โดยเฉพาะที่ไว้ข้อที่ 13 ที่ไม่ให้แสดงความคิดเห็นส่วนตัว ส่วนตัวก็ขอถามกลับว่า น่าจะเป็นห่วงรายการ “นายกยิ่งลักษณ์ พบประชาชน” ว่าจะผ่านได้ตามร่างประกาศนี้หรือไม่

ส่วนตัวผมมองว่า ไม่มีประโยชน์อะไร ที่จะโต้เถียงกันที่ละข้อ ทางที่ดีที่สุด ต้องโละประกาศฉบับนี้ทิ้ง และต้องเริ่มต้นคุยกันใหม่ เนื้อหาการออกอากาศในบริบทการปฏิรูปสื่อ ไม่ได้หมายถึงเสรีภาพของสื่อเท่านั้น สิ่งที่กสทช.ร่างมา ไม่ได้กระทบต่อคนทำสื่ออย่างเดียว แต่กระทบต่อคนในสังคมที่ต้องมีโอกาสรับรู้ข้อมูลข่าวสารอาจถูกปิดกั้นด้วย ร่างประกาศฉบับนี้ ดูเหมือนเป็นการร่างมาจาก คนที่อยู่ในแวดวง สภาความมั่นคงแห่งชาติ, สันติบาล, กรมประชาสัมพันธ์ หรือ เป็นยุคของคนที่มีอำนาจทางการเมืองสูงสุด ชื่อของร่างฉบับนี้ น่าจะเป็นร่างที่ใช้ ควบคุม มากกว่าการใช้คำว่า กำกับ ด้วยซ้ำ

สิ่งที่เป็นห่วงมาก หลังเห็นเนื้อหาร่างนี้ ดูเหมือนมีอำนาจมืด มือที่มองไม่เห็นอยู่เบื้องหลังกสทช. ผลักดันให้มีร่างฯ นี้ออกมา ผมคิดว่า กสทช.เอง คงไม่ได้มีความคิดลึกซึ้งได้ขนาดนี้ น่าจะมีผู้ร่างมาให้ แต่หากร่างนี้ฯ ต้องถูกบังคับใช้ให้สื่อทำตาม ก็น่าจับตาว่า รวมทั้งบรรยากาศการเมืองช่วงนี้ อยู่ในช่วงจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งตัว สว. เอง ก็เป็นฝ่ายที่ทำหน้าที่สรรหา กรรมการ กสทช.อยู่ด้วย

และหากอีก 3-4ปี ข้างหน้า เมื่อมี กสทช. ชุดใหม่ ปฏิบัติหน้าที่ ผมคิดว่า น่าจะมาจากคนของฝ่ายการเมือง 100% เป็นกลไกที่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมือง มากกว่า กสทช.ชุดปัจจุบัน และคิดว่า อนาคตอำนาจการกำกับของสื่อจะมีมากแค่ไหน และเป็นสิ่งที่ส่วนตัวมองว่า นี่คือการส่งสัญญาณบางส่วน โดยใช้ กสทช.เป็นเครื่องมือ และเห็นว่า ที่ผ่านมาแนวคิดเรื่องการปฏิรูปสื่อ เสรีภาพของสื่อ ทาง กสทช.ก็ไม่มีมุมมองด้านนี้ และไม่เคยได้ยิน กสทช.คนใด มองไปถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพสื่อ

ร่างประกาศฯ ฉบับนี้ หากนำไปถามชาวบ้าน ผมเชื่อว่า 99% จะเห็นด้วยกับร่างฯนี้ เพราะเขียนมาดูดีมาก แต่หากไล่ดูทีละข้อ จะเห็นว่า เปิดช่องว่างให้ กสทช. เข้ามามีอำนาจควบคุมสื่อได้อย่างเบ็ดเสร็จมาก แต่ขณะเดียวกัน หากองค์กรสื่อปฏิเสธร่างฯ นี้ ทางออกเราในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม คือ สื่อก็ต้องเรียนรู้และถูกบังคับให้ดูแลกันเองให้ได้ ไม่ควรปล่อยให้ความผิดปกติเกิดขึ้น ไม่ควรปล่อยให้เกิดกระแสสื่อเลือกข้าง สื่อการเมือง ที่เป็นกระแสสร้างไปสู่ความน่ากลัว

อนาคต หากมีทีวีดิจิตอล เกิดขึ้น ส่วนตัว ไม่เชื่อว่าจะทำให้ใครใช้สื่อของตัวเองในการเลือกข้าง เพราะนั่นหมายถึงความหายนะทางธุรกิจ ซึ่งองค์กรวิชาชีพต้องมีมาตรการกับกับดูแลกันเอง ที่เข้มข้นพอทำให้สังคมมั่นใจ และร่วมผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ต้องมีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม และเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในการโต้เถียงกัน ผมคิดว่า มีนักการเมืองจำนวนไม่น้อย ที่มองว่า กสทช.จะเป็นกลไกสำคัญ ของฝ่ายการเมืองเพื่อใช้ช่องทาง กสทช.เข้ามาควบคุมสื่อ ยิ่งการมีทีวีดิจิตอลเกิดขึ้นอีกหลายช่อง จะทำให้เข้าถึงประชาชนมากสุด เพราะทีวีเป็นสื่อที่เข้าถึงประชาชนได้ง่าย

การมีประกาศฉบับนี้ ยังทำให้สื่อกำลังถูกฉุดเรื่องการสร้างสรรค์ ความคิดใหม่ๆ และสถานบันการศึกษาด้านสื่อสารมวลชน และหลายภาคน ก็ต้องไม่ยอม และควรออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ด้วย ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่า ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการส่วนใหญ่ เห็นร่างนี้แล้วไม่ได้ขัดข้อง แต่ถามว่า ในเมืองไทย ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกทางสังคม มากกว่าประโยชน์ทางธุรกิจ แต่เรื่องสื่อสารมวลชน ไม่ใช่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการรับใบอนุญาต หรือผู้ประกอบการ แต่มันเป็นเรื่องของสังคมจริงๆ เสรีภาพในการับรู้ข้อมูลข่าวสาร คนในสังคมต้องได้รับรู้ด้วยว่า หากเป็นไปตามร่าง ฯ นี้ คุณก็จะแสดงความคิดเห็นไม่ได้แล้ว และสื่อจำมีข้อจำกัดในการตรวจสอบ หรือรายงานข่าว หรือ หากจะวิจารณ์รัฐบาลเขมร หรือ ฮุนเซน ยังยากเลยจากนี้ เพราะร่างฯ นี้ ห้ามนำเสนอเรื่องที่กระทบความมั่นคง หรือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”

image

ดร.สุภาพร โพธิ์แก้ว หัวหน้าภาควิชาสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า “จุดที่น่าสนใจ มองว่า กสทช.ไม่ได้จัดลำดับเรื่องเร่งด่วน หรือ เรื่องที่รอได้ กสทช.มีคณะอนุกรรมการ 50 – 60 ชุด ฝั่งกระจายเสียงฯ อย่างเดียว มี 20 ชุด ซึ่งหากกลไกการกำกับดูแลกันเอง ยังไม่ตกผลึก ร่างฯ นี้ ก็ยังออกมาไม่ได้ หน้าที่ของสื่อ คือ รักษาและสร้างหลักประกันในการสร้างสิทธิเสรีภาพของสังคม เมื่อใดที่ปล่อยให้มีการละเมิดสื่อ จะหมายถึงการละเมิดเสรีภาพของสังคมด้วย และจะมาเกิดในระบอบประชาธิปไตยแบบนี้ไม่ได้

แต่ฝ่ายวิชาชีพ ก็ต้องสร้างรูปธรรมให้เกิดขึ้นให้ได้ ต้องมีขั้นตอน และการกำกับดูแลกันเองว่ามีแนวทางอย่างไร ร่างนี้ มีการใช้ภาษาดูดี เป็นคำสวยทางหลักการ แต่การนำมาแปลงเพื่อปฏิบัติ หรือบังคับใช้ หากอยู่ภายใต้วิจารญาณของบุคคล (กสทช.) ก็จะเป็นปัญหา เพราะมันหมายถึงเรื่องความใจกว้างใจแคบของแต่ละคนที่ใช้วิจารณญาณ

ส่วนมาตราที่เกี่ยวกับการนำเสนอ ความเคลื่อนไหวในทางการเมือง มีการแตะไปถึง การแสดงออกทางการเมือง และแตะไปถึงเรื่องการวิจารณ์ข่าว เพราะหมายถึงการใช้หลักการและเหตุผลมาประกอบข่าว ซึ่งสังคมที่กลางๆ กลวงๆ ไปเรื่อยๆ จะทำให้สังคมสับสน เพราะไม่รู้ว่าจะตอบโจทย์ หรือ ทำให้ประชาชนตัดสินใจอย่างไร ต้องแยกระหว่างการรายงานข่าว และรายการวิเคราะห์วิจารณ์ ซึ่งรายการวิเคราะห์วิจารณ์ ต้องถูกยกให้เป็นรายการขั้นสูง เพราะสื่อที่จะทำหน้าที่วิเคราห์วิจารณ์ได้จะเป็นอีกระดับ แต่ขณะนี้ กลับถูกจัดอยู่ในรายการด้านลบในร่างฯนี้ และหมายถึงว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ จึงเป็นข้อที่อันตรายมาก

ร่างฯ ชุดนี้ ไม่ได้มีธงบอกว่า แนวทางการกำกับดูแลเนื้อหา นำไปสู่อะไร ธงอะไรในสังคม เรื่องจริยธรรม หรือมาตรฐานวิชาชีพ ที่ร้ายแรงที่สุด คือ การเซนเซอร์ตัวเองของผู้ได้รับใบอนุญาต และทำให้ประชาชน เสียโอกาสมากที่สุดในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งหากพูดถึงละคร จากนี้ ก็คงมีแต่ละคร ที่สร้างเสียงหัวเราะอย่างเดียว ร่างฯ ประกาศฉบับนี้ เกิดขึ้นจากคนคณะหนี่ง (กสทช.) มันไร้ซึ่งความมั่นคงและปลอดภัยมากสำหรับการประกอบการวิชาชีพสื่อสารมวชน หากชีวิตยังอยู่กับกฎ ข้อบังคับ จะเกิดความเครียดมาก และขยับทำอะไรลำบากมาก

image

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ ในฐานะ ประธานคณะอนุกรรมการกำกับดูแลกันเอง กสทช. ระบุว่า “ ส่วนตัวค้านร่างนี้ มาตลอด เพราะเห็นว่าจะส่งผลกระทบวงกว้าง และส่วนตัวทำงานด้านการปฏิรูปสื่อมาก่อน เมื่อมาเป็น กสทช.เห็น ร่างดังกล่าว ก็เตือนกสทช.แล้วว่า ไม่ควรไปแตะต้องเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อ ประเด็นนี้จึงเปรียบเป็นการ ลองของสื่อ และสังคมด้วยเหมือน เพราะกสทช.ทำงานมาปีกว่า จะเห็นว่ามีการใช้อำนาจเกินพอสมควร แม้ถูกคัดเค้านหลายครั้ง แต่สุดท้าย จะเห็นว่า ไม่มีใครทำอะไรได้ เช่น ก่อนหน้านี้ มีปัญหาเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ ( 3 จี ) แต่เเรื่องนี้เกี่ยวกับเสรีภาพของสื่อโดยตรง

องค์กร กสทช. มีคนในเครื่องแบบ (ทหาร ตำรวจ) เยอะ อาจคิดว่าจำเป็นต้องควบคุม เพราะปรารถนาดี แต่มันเป็นปรารถดีแต่ประสงค์ร้าย ร่างฯ นี้เป็นผลพวงจากความคิดแบบต้องการจัดแถว จะเห็นว่า ปีที่แล้ว กสทช.เอง ไม่ได้มาแตะต้องเรื่องสิทธิเสรีภาพเลย เพราะยุ่งแต่การจัดประมูล เรื่องนี้จึงถูกหยิบมาในเวลานี้ เรื่องนี้เป็นการย้อนแย้งว่า กสทช.กำลังเดินหน้าไปสู่การเปลี่ยนผ่านการแพร่ภาพโทรทัศน์เป็นระบบดิจตอล การวิสัยทัศน์การกำกับดูแลสวนทางกับการจัดสรรคลื่นความถี่ ข้อสรุปที่เห็นต่าง ในฐานะดิฉันเป็นประธานคณะอนุกรรมการกำกับดูแล ซึ่งหากพิจารณา ตาม ม. 37 พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงฯ แล้ว ได้ให้อำนาจ กสทช. เมื่อพบทำผิดกฎหมายร้ายแรง แต่เราก็ต้องอาศัยอำนาจ หรือ กระบวนการทางปกครอง ของหน่วยงานอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น กฏหมายอาหารและยา หรือ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ที่ต้องตรวจสอบ และนำไปสู่การบังคับ หรือระงับได้

มาตรา 37 ส่วนตัวคัดค้านมาตั้งแต่สมัย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ออกกฎหมายแล้ว ถึงขั้นปีนรั้วสภาคัดค้านกันเป็นกลุ่ม เพราะเห็นว่าให้อำนาจรัฐในการเซนเซอร์สื่อฯ แต่คดีนี้ยังอยู่ในชั้นศาล แต่เมื่อมาเป็นกสทช. ก็ยอมรับว่า ต้องใช้กฎหมายนี้ เพราะ กสทช.มีหน้าที่บังคับใช้ แต่ส่วนตัว คิดว่าต้องใช้อย่างมีกฎเกณฑ์ รอบคอบ ไม่พร่ำเพรื่อ

ที่ผ่านมาจะเห็นว่า จากกรณี รายการไทยแลนด์ก็อต ทาเล้นท์ (กสทช.ปรับ 5 แสน แพร่เทปสาวนู้ดโชว์ศิลปะ ส่วนเทป สิทธิทัตถะ สอบเรื่องละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์) ,รายการ ตอบโจทย์ (เทป สถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ) , ละครเหนือเมฆ2 (ทางช่อง แบนตัวเอง), รายการ ฮาร์ดคอข่าว ( ทางช่อง แบนเทปสกู๊ปข่าว เค-วอทเตอร์ ประมูลโครงการน้ำ), รายการ ปากโป้ง (ปรับ 5 แสนบาท โฟนอินแม่ของเด็กที่โดนข่มขืน) และ ละคร ฮอร์โมน ( เรียกสอบ+ดูเทป 5 ส.ค.56) และ รายการที่ผลิตต่อไปนี้ ก็อาจขัด ม. 37 ได้หมด ซึ่งการควบคุมที่เหมาะสมแต่ต้องไม่ละเมิดเสรีภาพสื่อและสังคม แต่ขณะนี้ กสทช.กำลังใช้ ม. 37 มาเป็นประชานิยม นำมาตรานี้ มาอ้างเพื่อดูแลสังคม ส่วนตัวคิดว่า กสทช.ตัดสินใจพลาด แต่ไม่สายเกินไปที่จะทบทวน และคิดว่าเสียงขององค์กรสื่อมีพลัง และหากกสทช.เดินหน้า ก็มั่นใจว่า จะโดนฟ้องร้อง และ กสทช.เป็นฝ่ายสร้างความขัดแย้งกับสื่อ และมั่นใจว่า แนวโน้มในอนาคต หากไม่จำกัดอำนาจของกสทช. ก็มีความเป็นไปได้ที่ การแทรกแซง เสรีภาพ จะขยายวงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง คณะอนุกรรมการส่งเสริมการกำกับดูแลกันเอง กสทช. ระบุว่า “ การบังคับใช้กฏหมาย คือ กำกับตามกฏหมาย แต่ไม่ใช่เป้าประสงค์เพื่อให้ไปร่างกฎหมายใหม่ เพื่อจำกัดคนส่วนใหญ่ ส่วนตัวเห็นว่า ร่างประกาศฯ ฉบับนี้ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องพิจารณา และต้องดูว่ากระบวนการ หรือที่มา มันถูกต้องหรือไม่ หากไม่ถูกต้อง ก็ควรทำให้มันถูก ซึ่งการจะควบคุมสื่อวันนี้ไม่ควรพูดแล้ว เพราะ รัฐธรรมนูญ ปี 2540 และ 2550 ได้ให้สิทธิเสรีภาพของสื่อมากเกินกว่าที่ จะมีหน่วยงานใดมากำกับดูแล

และสิ่งสำคัญ คือ สื่อก็ควรดูแลกันเอง ควบคู่กับจรรยาบรรณ จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นความผิดเกี่ยวกับ สถาบัน ความมั่นคง เสรีภาพ (ตาม มาตรา 37 ) มันก็มีกฎหมายอาญาควบคุมอยู่แล้ว ไม่ต้องตีความให้มาก มีกรอบส่วนหนึ่งในการควบคุมกำกับเพื่อไม่ให้เกินเลยอยู่แล้ว ตอนนี้ ผมคิดว่า องค์กรสื่อ ต้องใช้ทุกกลไก ทุกช่องทางในการต่อสู้ มีวิธีอะไรก็ควรใช้หมด จะไป ศาลรัฐธรรมนูญ (ให้ตีความบทบัญญัติขัด รธน.) หรือ ศาลปกครอง (กสทช.มีอำนาจออกร่างฯ นี้ไหรือไม่ )

กสทช.ควรกลับไปทบทวนใหม่ว่าจะออกหรือไม่ออกประกาศฉบับนี้ ส่วนตัวคิดว่าออกไม่ได้อยู่แล้ว และไม่คิดว่าจะต้องแก้ตรงไหน การทำแบบนี้เหมือนมีผลประโยชน์เป็นตัวตั้ง คือผู้รับใบอนุญาต หรือ นายทุน มีส่วนได้ส่วนเสีย สามารถไปครอบงำ หรือ ควบคุม จำกัดการออกเนื้อหารายการได้ ในหมวด 3 และ 4 ผมมองว่า ไม่ต้องการให้มีการออกกฎหมายใดๆ มาจำกัดพัฒนาการที่จะเกิดขึ้น โลกพัฒนาไปไกลแล้ว

image

นายปฏิวัติ วสิกชาติ กรรมการ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ระบุว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ กสทช.ไม่ควรละเลย เพราะบทเรียนของสื่อเรื่องสิทธิเสรีภาพที่สังคมได้เห็น เช่น ก่อนจะได้มาซึ่ง รัฐธรรมนูญ ปี 2540 ต้องผ่านความตายของคน กว่าจะได้เสรีภาพมาในปัจจุบัน ร่างฯ นี้ ทำให้เกิดความสงสัยว่า กสทช.ในฐานะผู้ร่างฯ เหตุใดมีแนวคิดออกมา เหมือนกับกฎกระทรวง มีเนื้อหาแบบเดียวกับ พ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรคม 2498 ซึ่งร่างที่กสทช.กำลังทำ เปิดช่องให้ผู้รับใบอนุญาต คือ คนเดียวกับ เจ้าของกิจการ เข้ามาดูแลเนื้อหาได้ อาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ กสทช.มีกฎหมาย ตามมาตรา 37 แต่ข้อปริศนา คือ ม.37 ไม่ได้ให้อำนาจเพิ่มเติม เพื่อให้กสทช.ออกกฏ หรือ ประกาศตามมาด้วย การทำเช่นนี้ จะมีปัญหาตามมา”

นายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ระบุว่า หลังจาก 4 องค์กรวิชาชีพ ยื่นขอให้ถอนประกาศฉบับนี้ แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณา ขณะนี้เรากำลังดูในแง่กฎหมายว่า มีสิทธิฟ้องคดีทางปกครองได้หรือไม่ เรื่องนี้ต้องเดินหน้า ไม่ใช่เฉพาะวงการสื่อ แต่วงวิชาการ และภาคสังคมต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วย และเราตัดสินใจในเบื้องต้น ว่าจะยื่นเรื่องไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน และ กรรมาธิการ สว.ชุดที่มี นายสมชาย แสวงการ เป็นประธาน ให้ตรวจสอบด้วย”

image

นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ระบุว่า “ที่มาของเรื่องนี้ มีเหตุจาก พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ มาตรา 37 ซึ่งมาตรานี้เป็นมาตราเดียวที่มีการกำกับด้านเนื้อหาของสื่อโทรทัศน์ ที่ผ่านมามีการตั้งข้อสังเกตว่า จำเป็นต้องมีการห้ามเรื่องเนื้อหาหรือไม่ และหลักสากล ไม่มีประเทศไหนในโลก ที่ให้อำนาจหน่วยงานของรัฐมากำกับแบบนี้ แต่ ม.37 มีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ , เรื่องลามกอนาจาร จึงเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายยอมรับได้ให้มีการควบคุมได้อยู่บ้าง มาตรา 37 จึงออกมาเป็นเช่นนี้

แต่ร่างประกาศฯ ฉบับที่กสทช.กำลังจะออกมา เป็นการขยายความตาม มาตรา 37 ให้ชัดเจนมากขึ้น และกสทช.ได้ให้ใบอนุญาตชั่วคราว สำหรับกิจการโทรทัศน์ ทั้งทีวีดาวเทียม เคเบิ้ลทีวี ซึ่งขณะนี้ใกล้ครบเวลา 1 ปีแล้ว ซึ่งการตรวจสอบสื่อ สามารถร้องเรียนที่สภาการวิชาชีพได้ แต่หากสภาวิชาชีพฯ ละเลย ก็ค่อยเป็นอำนาจของ กสทช.”

image

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: