RSS

Monthly Archives: มิถุนายน 2013

จัดหนัก! พรุ่งนี้ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค แถลงสัญญาไม่เป็นธรรม เอื้อผู้ประกอบการ ทางออกอยู่ที่ไหน? (กำหนดการ)

เรียนเชิญสื่อมวลชนร่วมทำข่าว

เมื่อสัญญาไม่เป็นธรรม เอื้อประโยชน์กับผู้ประกอบการ แล้วทางออกผู้บริโภคอยู่ที่ไหน? พบกับทางออกข้อเสนอของผู้บริโภค ในวันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน 2556 เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 2 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (อนุสาวรีย์ชัยฯ)

คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน
ที่ได้รับเลือกจากองค์กรผู้บริโภค จะแถลงข่าวการตรวจสอบการทำงานทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคของหน่วยงานรัฐ ดังนี้
• แถลงผลการดำเนินงานคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน ปี 2555
• การขึ้นท่าทางด่วน
• การตรวจสอบการทำหน้าที่ของหน่วยงานต่อความรับผิด กรณี ไฟฟ้าดับ
• การตรวจสอบการทำหน้าที่ของหน่วยงาน และข้อเสนอต่อ กรณี แคลิฟอร์เนียว้าว
• และกรณีร้อนอีกหลายกรณี

 

“สารี” จี้ค่ายมือถือรับประกันความเร็ว 3G ขั้นต่ำ แฉบางราย ล็อคความแรงสัญญาณ

20 มิถุายน 2556- นางสาวสารี อ๋องสมหวัง ประธานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม กสทช. เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยกับสำนักงานกสทช.ที่ให้ข่าวว่าไม่สามารถควบคุมความเร็วหลังหมดโปรโมชั่นได้ เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคยอมรับไม่ได้ เพราะอย่างน้อยกสทช.ต้องกำกับให้บริษัทรับประกันความเร็วและความเร็วขั้นต่ำต้องไม่น้อยกว่า 345 kbps ลักษณะของ FUP ที่ถือปฏิบัติกันทั่วไปคือ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ 3G จะอนุญาตให้ผู้บริโภคที่สมัครใช้ แพ็คเกจแบบไม่จำกัด สามารถดาวน์โหลด-อัดโหลดข้อมูลด้วยอัตราความเร็วสูงสุด 42 เมกะบิตต่อวินาที (mbps) ในปริมาณข้อมูลที่จำกัด เช่น 5 ,3 หรือ 1 กิกะไบต์ และเมื่อใช้ข้อมูลครบตามปริมาณที่กำหนดไว้แล้ว ความเร็วในการดาวน์โหลด-อัพโหลดข้อมูลจะลดลงจาก 42 เมกะบิตต่อวินาที เหลือ 384 กิโลบิตต่อวินาที (kbps)

นางสาวสารีกล่าวต่อไปว่า สำหรับ FUP ที่ใช้กันแบบสากลนั้น พบว่า บริษัท T Mobile ของประเทศเยอรมันและ Vodafone ของประเทศอังกฤษ นั้นจะกำหนดบริการที่ถูกควบคุมคือ การฟังเพลงและดูวิดีโผ่านอินเทอร์เน็ต การดาวน์โหลด-อัพโหลด งานที่ต้องใช้การรับส่งไฟล์ระหว่างผู้ใช้อินเทอร์เน็ตด้วยกัน (P2P file sharing)รวมถึงการใช้งานแอปพลิเคชั่นบางตัวที่ต้องใช้การถ่ายโอนข้อมูลจำนวนมาก ขณะที่การสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตยังคงใช้งานได้ตามปกติ

นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการกำหนด FUP ใหม่ๆ ที่ผู้ให้บริการในแถบยุโรปเริ่มนำมาใช้ คือ การจำกัดความเร็วของการถ่ายโอนข้อมูลในบางบริการเฉพาะช่วงที่มีคนใช้งานจำนวนมาก (peak hour)) แทนการจำกัดความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลทั้งหมดหลังจากผู้บริโภคใช้บริการข้อมูลครบตามปริมาณที่จำกัดไว้แล้ว เช่น บริษัท British Telecom ของประเทศอังกฤษกำหนดให้จำกัดความเร็วของการใช้ P2P file sharing ในช่วงเวลา 16.00-24.00 น. ของวันทำการ และเวลา 09.00-24.00 ของวันหยุด ขณะที่บริษัท Orange จากประเทศฝรั่งเศส ได้กำหนดช่วง peak hour ไว้ตั้งแต่ 17.00-23.30 น.ในวันทำการและ 18.00-23.30 ในวันหยุด เป็นต้น

“FUP มีการใช้จริงทุกประเทศ แต่ ที่สำคัญคือ เมื่อใช้งานปริมาณข้อมูลเต็มตามแพ็คเกจแล้ว เช่น 5 หรือ 3 กิกะไบต์ เขาจะไม่เตะผู้ใช้บริการออกจากระบบ3G ทั้งระบบ แต่จะห้ามใช้เฉพาะบริการที่ต้องใช้ปริมาณข้อมูลสูงเท่านั้น ส่วนการใช้บริการประเภทค้นคว้าข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต (web search)หรืออีเมล์ ยังสามารถใช้ความเร็วตามมาตรฐานของระบบ 3G ได้ ผู้ให้บริการของไทยจึงควรกำหนด FUP ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคบ้าง การที่ผู้ให้บริการของไทยกำหนด FUP สำหรับการให้บริการ3จีไว้ที่ 64 กิโลบิตต่อวินาที (kbps) ถือว่าต่ำมาก ทั้งที่เมื่อประมูลคลื่น 2.1 กิกะเฮิร์ตมานั้นก็เพื่อให้บริการ 3G แต่ความเร็วที่ผู้บริโภคได้รับเมื่อใช้บริการเต็มตามแพ็คเกจกลับสูงกว่า GPRS เพียงเล็กน้อยเท่านั้น (ความเร็วสูงสุดของGPRS คือ 40 kbps) และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ผู้บริโภคบางรายร้องเรียนว่าสมัครใช้บริการ3Gกับผู้ให้บริการรายหนึ่งแพ็คเกจราคา 799 บาท แต่เมื่อใช้จริงกลับได้รับความเร็วไม่ถึง 1mbps โดยบริษัทแจ้งกับผู้ร้องว่า ได้ล็อคความแรงของสัญญาณไว้หากต้องการความแรงสัญญาณมากขึ้นจะต้องสมัครแพ็คเกจที่ราคาสูงกว่านี้ ซึ่งเป็นการเอาเปรียบผู้ใช้บริการอย่างชัดเจน “

นาวสาวสารีกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ผู้ให้บริการมักโฆษณาอัตราความเร็วสูงสุด เช่น 42 mbps แต่ที่สำคัญควรต้องแสดงข้อมูลอัตราความเร็วที่ดาวน์โหลดได้จริง ซึ่งหมายถึงช่วงความเร็วของอัตราความเร็วที่ผู้บริโภคร้อยละ 50 ซึ่งอยู่ส่วนกลางของการกระจายตัวของอัตราความเร็วสามารถดาวน์โหลดได้จริง เช่น 2-5 mbps หรืออาจใช้อัตราความเร็วเฉลี่ย เพื่อให้ความเร็วในการดาวน์โหลดของผู้ใช้บริการแต่ละรายไม่แตกต่างกันมาก.

 

น่าสน! 24 มิ.ย.56 สภาอุตฯ เสวนา“เจาะลึกกรณีรถหรูเลี่ยงภาษี ต้นเหตุปัญหาระดับชาติ!” (กำหนดการ)

image

image

เรื่อง   ขอเชิญร่วมทำข่าว และร่วมวงสนทนา ถกปัญหาประเด็นร้อน หัวข้อ “เจาะลึก กรณีรถหรูเลี่ยงภาษี ต้นเหตุปัญหาระดับชาติ!”

 เรียน   บรรณาธิการข่าว และสื่อมวลชนทุกท่าน

 กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถหรูอย่างเป็นทางการ มีความยินดีขอเรียนเชิญท่านร่วมทำข่าว และร่วมวงสนทนา ถกปัญหาประเด็นร้อน หัวข้อ “เจาะลึกกรณีรถหรูเลี่ยงภาษี ต้นเหตุปัญหาระดับชาติ!” ในวันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน 2556 เวลา 14.00 – 15.30 น. ณ ห้องMeeting Room 3 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยในงานดังกล่าวจะมีตัวแทนจากผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถหรูอย่างเป็นทางการมาร่วมให้ข้อมูลด้วย

          ในการนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า กิจกรรมในครั้งนี้จะได้รับการตอบรับจากท่านเป็นอย่างดี และขอขอบคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้

ขอแสดงความนับถือ

นายศุภรัตน์  ศิริสุวรรณางกูร

ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

 
 

 

กังขา! 2 เสียงข้างน้อย กสทช. ค้าน(ร่าง) เยียวยาแก้ซิมดับ ซัดเอาปชช.บังหน้า-เอื้อเอกชน-ไม่ชอบด้วยกม.

20 มิถุนายน 2556- ภายหลังจากที่ประชุมบอร์ด กสทช. เมื่อวานนี้(19 มิ.ย.) มีมติว 7:2 เห็นชอบต่อ “ร่างประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการในกรณีสิ้นสุดอายุการอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญาณการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ…. ” ตามที่คลื่นความถี่ย่าน 1800MHz ซึ่งบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (กสท) ให้สัมปทานกับบริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด กำลังจะสิ้นสุดอายุสัมปทานลงในวันที่ 15 กันยายน 2556 นั้น โดยเนื้อหาหลักของร่างฯฉบับนี้ เป็นการให้อำนาจ กสทช. กำหนดให้มีผู้ให้บริการทำหน้าที่ให้บริการต่อไปโดยใช้คลื่นความถี่ที่หมดอายุตามสัญญาสัมปทาน โดยไม่ต้องประมูลคลื่นความถี่ตาม ม. 45 ของ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ฯ พ.ศ. 2553 โดยจะเปิดให้สาธารณะรับฟังความเห็นต่อไป โดยกรรมการ กสทช.ที่เป็นเสียงข้างน้อย 2 คนได้แก่ นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา และ นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์

วันนี้ นางสาวสุภิญญา ระบุว่า สาเหตุที่ต้องเห็นแย้งต่อการออก(ร่าง) ประกาศฯฉบับดังกล่าว นางสาวสุภิญญา เปิดเหตุ 3 ประเด็น ที่ตนไม่เห็นด้วยเพราะ 1. คำตอบที่ว่าประกาศฯดังกล่าวถือว่าเป็นการต่อสัญญาสัมปทานหรือไม่ ยังไม่ชัดเจนในมิติกฏหมายว่า กสทช.ต่อสัญญาสัมปทานลักษณะนี้ได้หรือไม่ 2. ก่อนหน้านี้มีเวลาถึง2ปี ในการเตรียมการประมูลคลื่น 1800 MHz นับจากวันที่รับตำแหน่ง เหตุใดจึงไม่เสนอก่อนหน้านี้ และ 3. ยังไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจนจากในการชดเชยกับผู้บริโภคหลังหมดสัญญาสัมปทาน อาทิ ลดราคา เป็นต้น

สุภิญญา กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่จะยืดระยะเวลาออกไปอีก1ปี เพื่อจัดประมูลคลื่นฯ เนื่องด้วยน่าจะมีการเตรียมประมูลก่อนหน้านี้ หากจะยืดอายุจริงๆควรมีเงื่อนไขที่มีฐานอธิบายทางกฎหมายเพิ่มขึ้น การหารือจากองค์คณะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายในการหาทางออก เพราะการจัดการกรณี 1800MHz ของ True คราวนี้ อาจจะกลายเป็นตัวอย่าง หรือส่งผลเป็นโดมิโนไปยังสัมปทานรายที่เหลืออย่าง AIS และ Dtac ในอนาคตที่กำลังจะหมดสัญญาสัมปทาน ดังนั้น ด้วยความที่ยังไม่ชัดเจนใน 3 ประเด็นและเหตุผลดังกล่าว ตนจึงสงวนความเห็นเป็นเสียงข้างน้อยในการโหวตไม่รับหลักการของร่างประกาศฯคลื่น 1800MHz ความต่อเนื่องในการให้บริการเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ควรมีปรากฎการณ์ซิมดับ แต่ขณะเดียวกันต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า ทำไมมีเวลา 2 ปี จึงไม่เตรียมการประมูลและแผนการเปลี่ยนผ่าน อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังกำลังออกไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ผู้บริโภคและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดสามารถเสนอความคิดเห็นได้ ซึ่งหลังการประชาพิจารณ์หากมีแนวทางที่ชัดเจนทั้งเรื่องข้อกฎหมาย และการคุ้มครองผู้บริโภค ตนอาจตันสินใจพิจารณาใหม่..

 

50 ปีหอการค้าไทย! จัดเสวนาฯ “อนาคตประเทศไทยฯ” 21 มิ.ย.56 /”ศุภชัย พานิชภักดิ์”ร่วมเวที (กำหนดการ)

เรื่อง เรียนเชิญร่วมงานสัมมนา อนาคตการค้าการลงทุนไทย ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์
เรียน ท่านบรรรณาธิการข่าวและสื่อมวลชน

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ฉลองวาระครบรอบก่อตั้ง 50 ปี โดยการจัดสัมมนาวิชาการ Thailand’s Future: How to lead Trade and Investment in the ASEAN’s Frontier? …Lessons & Learns from My Whole Life Experience โดยเรียนเชิญ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ UNCTAD เปิดวิสัยทัศน์และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและกระแสความท้าทาย พร้อมชี้แนวทางอนาคตประเทศไทย เพื่อเป็นแนวทางให้กับนักธุรกิจไทย พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในการขยายการค้าและการลงทุนในอนาคต

ในการนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จึงขอเรียนเชิญท่านร่วมงานและทำข่าวประชาสัมพันธ์ใน วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน 2556 เวลา 08.30 – 12.00 น. ณ ห้อง 10201 ตึก 10 ชั้น 2 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถนนวิภาวดีรังสิต หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ 02-697-6862-3

กำหนดการ
UTCC 50th Anniversary Academic Conference
“Thailand’s Future: How to lead Trade and Investment in the ASEAN’s Frontier? …Lessons & Learns from My Whole Life Experience”
วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน 2556 เวลา 08.30 – 12.00 น.
ณ ห้อง 10201 ตึก 10 ชั้น 2 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

———————————————————————————–
08.30 – 09.00 น. ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมงาน

09.00 – 09.10 น. วีดิทัศน์แนะนำงานสัมมนาวิชาการ เนื่องในโอกาส 50 ปี

09.10 – 09.20 น. กล่าวต้อนรับ โดย รองศาสตราจารย์ ดร. เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์
อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

09.20- 09.30 น. กล่าวเปิดสัมมนา โดย คุณอิสระ ว่องกุศลกิจ
ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

09.30 – 11.30 น. ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ Thailand’s Future: How to lead Trade and Investment in the ASEAN’s Frontier?
…Lessons & Learns from My Whole Life Experience โดย ดร. ศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการ UNCTAD

11.30 – 12.00 น. Q&A แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

 

ห่วงจำนำข้าว! หอการค้าไทย เสนอ 3 แนวทางแก้ไม่โปร่งใส หวั่นกระทบส่งออกข้าว

16 มิถุนายน 2556- นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารหอการค้าไทยและสภาหอฯ เห็นว่าแนวทางการจัดตั้งโครงการเพื่อช่วยเหลือชาวนาของภาครัฐเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะสามารถช่วยเหลือชาวนาที่ยากจน สามารถลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ อย่างไรก็ตาม ในฐานะภาคเอกชน ก็รู้สึกห่วงใยในกระแสข่าวที่เกิดขึ้น อาทิ ปัญหาตัวเลขการซื้อ-ขาย สต๊อกข้าว และผลกำไร-ขาดทุนที่แท้จริง ที่ไม่ชัดเจน ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการขาดความมั่นใจ อีกทั้งจากข่าวที่ว่า มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ ได้ออกมาเตือนว่าอาจจะมีการลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย เนื่องจากการขาดทุนของโครงการฯ จำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนในการกู้เงินของรัฐบาลและผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ การกำหนดราคารับจำนำข้าวของภาครัฐยังส่งผลต่อกลไกราคาตลาดที่แท้จริง และกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการส่งออก ทำให้ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน ซึ่งคณะกรรมการฯ รู้สึกเป็นห่วงกับปัญหานี้ จึงได้มีมติเห็นชอบให้จัดตั้งคณะทำงานขึ้น 1 ชุด เพื่อติดตามเรื่องนี้โดยเฉพาะ โดยมีคุณวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทยเป็นประธานคณะทำงานฯ

ทั้งนี้ หอการค้าไทย อยากให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ออกมาชี้แจงให้ชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสังคมทุกภาคส่วน โดยขอให้มีการเปิดเผยตัวเลขการรับจำนำข้าวโดยละเอียด ไม่มีความลับ ทั้งปริมาณและมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงินที่ใช้ไปในการรับซื้อสต๊อกข้าวและค่าใช้จ่ายการบริหารและจัดเก็บ รวมถึงราคาที่ระบาย พร้อมกันนี้ ยังได้เสนอแนะให้รัฐบาลทบทวนและปรับปรุงโครงการรับจำนำข้าว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกภาคส่วน 3 ข้อ ได้แก่

1. ขอให้รัฐบาลรับจำนำข้าวในราคาตลาดและรับจำนำเฉพาะข้าวนาปีเท่านั้น รวมถึงต้องจำกัด
การรับจำนำข้าวต่อครอบครัวในจำนวนที่เหมาะสม (ดูจากพื้นที่ของแต่ละรายและผลผลิตเฉลี่ยของพื้นที่นั้นๆ) นอกจากนั้น หากมีราคารับจำนำใกล้เคียงกับราคาตลาด เกษตรกรที่ประกอบการปลูกพืชชนิดอื่นจะไม่สามารถต่อว่ารัฐบาลได้ และนำไปเป็นเงื่อนไขสำหรับพืชผลการเกษตรชนิดอื่น

ทั้งนี้ ขอให้รัฐบาลจัดงบประมาณเข้าไปสนับสนุนในการพัฒนาประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการผลิต อาทิ การจัดหาแหล่งน้ำ ปุ๋ย พันธุ์ข้าว การส่งเสริมการรวมแปลง เพื่อให้ชาวนาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในระยะยาวและรองรับการเปิด AEC ในปีพ.ศ.2558

2.ขอให้รัฐบาลมีการจัดโซนนิ่งพื้นที่เพาะปลูกข้าวอย่างจริงจัง มีการแบ่งแยกคุณภาพ และ พันธุ์ข้าวให้ชัดเจน ซึ่งข้าวคุณภาพดีจะต้องมีราคารับจำนำที่แตกต่างจากข้าวที่มีคุณภาพต่ำหรือด้อยกว่า พร้อมส่งเสริมให้ชาวนาควบคุมคุณภาพของพันธุ์ข้าว

และ 3.ขอให้มีการเร่งระบายข้าวอย่างเปิดเผยและให้มีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม โดยเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายข้าวมาเข้าร่วมการประมูล เพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด ซึ่งจะเป็นการช่วยเร่งระบายสต๊อกข้าวที่มีอยู่ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของข้าว รวมถึงค่าใช้จ่ายและสถานที่ในการจัดเก็บ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ

“หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเป็นองค์กรหลักทางด้านธุรกิจของภาคเอกชน มีหน้าที่ในการส่งเสริมการค้าและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมานอกจากจะทำหน้าที่ในการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการของไทยแล้ว ยังได้ทำหน้าที่ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส มีจรรยาบรรณ และธรรมาภิบาล ทั้งนี้เพื่อความยั่งยืนของธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เราจึงอยากเห็นความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานของรัฐทุกขั้นตอน ในโครงการฯ มีการปรับเปลี่ยนวิธีการให้กระทบกลไกตลาดให้น้อยที่สุด และมีการแก้ไขระเบียบปฏิบัติที่ขัดต่อธรรมาภิบาลที่ดี” นายอิสระกล่าวในที่สุด

 

7 ปมร้อน! วิศวกรรมสถานฯ จี้ทบทวน โครงการน้ำ 3.5 แสนลบ. กระทบชุมชนรุนแรง-ผิดระเบียบ

17 มิถุนายน 2556- วันนี้ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) นำโดย นายสุวัฒน์ เชาว์ปรีชา นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ (วสท.) ร่วมกับ รศ.ดร. สุวัฒนา จิตตลดากร ประธานอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมแหล่งน้ำ (วสท.) ผศ. คมสัน มาลีสี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และ ทีมวิศวกร และนักวิชาการอาวุโส ได้แถลงสรุปความเห็นต่อการบริหารจัดการน้ำ และอุทกภัยของรัฐบาล มูลค่า 350,000 ล้านบาท หลังจากประกาศผลการคัดเลือกบริษัทผู้รับจ้าง โครงการฯ ดังกล่าวแล้ว ว่า

ตามที่ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้ทักท้วงในการดำเนินการโครงการ บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 350,000 ล้านบาทมาเป็นลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการดำเนินงานที่ผิดหลักขั้นตอนที่ถูกต้องตามมาตรฐาน และตามหลักวิชาการวิศวกรรม ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการโครงการฯ ดังกล่าวมิอาจคาดหวังความสำเร็จ และมิอาจเห็นผลสัมฤทธิ์ของงานได้นั้น อย่างไรก็ตามผู้บริหารจัดการโครงการ ฯ ก็ยังเดินหน้าดำเนินการจนถึงขั้นประกาศผลการคัดเลือกผู้รับจ้างเพื่อดำเนินงานในแต่ละโมดูล และเตรียมลงนามในสัญญากับผู้รับจ้างแล้วนั้น

ทั้งนี้ด้วยความเป็นห่วงต่อการดำเนินการโครงการฯ ในขั้นตอนต่อ ๆ ไป และเพื่อให้ผู้บริหาร
จัดการโครงการฯ ได้ตระหนักถึงประเด็นสำคัญที่ไม่อาจละเลย และเป็นประเด็นทักท้วงที่ควรรับฟังจากผู้มีประสบการณ์ ทั้งในด้านวิชาการ และวิชาชีพ วสท. จึงขอแถลงข่าวสรุปประเด็นความเห็นที่สำคัญไว้ดังนี้

1. การดำเนินการที่ผิดหลักขั้นตอน กล่าวคือ ในภาพรวมของการแก้ปัญหายังขาดการศึกษา
ผลกระทบสิ่งแวดล้อมรวมของระบบลุ่มน้ำซึ่งสัมพันธ์กันของแต่ละโมดูล และบางโครงการหรือบางโมดูลยังมิได้มีการศึกษาความเหมาะสม รวมถึงการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งยังมิได้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อโครงการ ก่อนทำการออกแบบ

โดยระยะเวลาในการดำเนินงานดังกล่าวจะต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก ไม่สามารถดำเนินงานแล้วเสร็จในระยะเวลาการทำงานที่กำหนดเพียง 3 ถึง 5 ปีได้ จะทำให้ไม่มีหลักประกันเบื้องต้นของความสำเร็จของงาน เพราะอาจเกิดกรณีการต่อต้านของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ และจะทำให้มีผลต่อระยะเวลาของสัญญา ทำให้เกิดการเรียกร้องค่าชดเชยจากผู้รับจ้าง ซึ่งราคา Guarantee Maximum Price (GMP) ไม่อาจรวมถึงค่าชดเชยนี้ได้

2. การดำเนินการด้วยวิธี Design and Built ตามที่กล่าวอ้างและกำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้ ควรจะเลือกใช้กับโครงการที่มีความชัดเจน ผ่านการศึกษาความเหมาะสม การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของประชาชนแล้วเท่านั้น เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพดีที่สุด ได้แก่สามารถควบคุมราคาและระยะเวลาการก่อสร้างได้ ดังนั้นไม่ควรอย่างยิ่งในการนำมาใช้กับโครงการที่ยังมิได้ศึกษาใดๆ เลย เช่น โครงการโมดูล A5 และบางโครงการ ในโมดูล A1

3. ในการจัดการเชิงวิศวกรรมด้านบริหารงานก่อสร้าง เห็นได้ว่ากรอบระยะเวลาดำเนินการให้แล้ว
เสร็จภายใน 3 ถึง 5 ปี ของทุกสัญญาทั้ง 9 โมดูลซึ่งเป็นสัญญาขนาดใหญ่แทบจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากข้อจำกัดของจำนวนวัสดุก่อสร้าง เครื่องจักร เครื่องมือ แรงงานทีมีทักษะ และนอกจากนี้จะส่งผลกระทบต่อวงการก่อสร้างในภาพรวมของประเทศ

4. โครงการย่อยในโมดูลต่าง ๆ ที่ดำเนินการอยู่ขณะนี้ ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่หน่วยงานประจำได้มี
การดำเนินการไว้แล้วตามแผนงบประมาณปกติ มิได้มีโครงการใหม่ ๆ ที่ได้มาจากกรอบแนวคิด ( TOR ฉบับแรกที่มีการเชิญชวน) ตามที่กล่าวอ้าง โดยโครงการเหล่านี้ส่วนมากที่ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ มักติดปัญหาการยอมรับของมวลชนซึ่งเป็นปัญหาทางด้านสังคม มิใช่ ปัญหาทางด้านเทคนิคแต่อย่างใด ถึงแม้จะดำเนินการโดยบริษัทต่างชาติที่อ้างว่ามีเทคนิคการก่อสร้างชั้นสูงก็มิอาจแก้ปัญหาได้ ในทางตรงกันข้าม ขั้นตอนในภาพรวมของโครงการนี้กลับละเลยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ตั้งแต่เริ่มโครงการ ซึ่งจะทำให้ปัญหาดังกล่าวรุนแรงมากยิ่งขึ้น

5. ในเชิงระบบการแก้ปัญหาน้ำท่วม ความสัมพันธ์ของแต่ละโมดูล มิได้มีการพิจารณาแบบบูรณาการ
ร่วมกัน ว่าหากดำเนินการโมดูลใดโมดูลหนึ่งแล้ว จะจำเป็นต้องดำเนินการในโมดูลอื่นหรือไม่อย่างไร เช่น หากก่อสร้างแก้มลิง อ่างเก็บน้ำ และขยายลำน้ำแล้ว อาจไม่จำเป็นต้องก่อสร้างทางผันน้ำที่มีผลกระทบอย่างรุนแรง อีกทั้งตัวเลขและข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์ในโมดูลต่างๆ ได้มีผลการศึกษาอย่างชัดเจนโดยมีการยืนยันความถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว
หรือไม่

6. การดำเนินการโมดูล A5 เป็นการดำเนินงานที่สุ่มเสี่ยงต่อความสำเร็จมากที่สุด จากสาเหตุดังนี้

6.1 โครงการที่มีการผันน้ำข้ามลุ่มในฝั่งตะวันตกเป็นเรื่องที่อ่อนไหวมากในเชิงวิศวกรรม
เชิงพื้นที่ และความขัดแย้งของประชาชน ตัวอย่างเช่น หากนำปริมาณน้ำตามแนวคิดที่
กำหนดขนาดไม่น้อยกว่า 1,200 ลูกบาศ์กเมตรต่อวินาที (ประมาณขนาดใกล้เคียงกับ
แม่น้ำแม่กลอง หรือประมาณ 3 เท่าของแม่น้ำท่าจีน ) ออกจากแม่น้ำปิง ในฤดูน้ำหลาก
และผันไปยังลุ่มน้ำท่าจีนและแม่กลอง ประเด็นคือ ประชาชนในลุ่มน้ำท่าจีน และแม่กลอง
จะยอมรับได้หรือไม่ ในทางตรงกันข้ามช่วงฤดูแล้ง ประชาชนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะ
ยอมรับได้หรือไม่เช่นกัน ฯลฯ

6.2 การผันน้ำข้ามลุ่มสำหรับโครงการฝั่งตะวันตกนี้ เส้นทางการลำเลียงต้องผ่านลุ่มน้ำที่
สำคัญประมาณ 3 ลุ่มน้ำได้แก่ สะแกกรัง ท่าจีน และแม่กลอง ซึ่งในขณะนี้เส้นทาง
ดังกล่าวเหมือนได้วางแผนกำหนดเส้นทางไว้แล้ว หากผลการศึกษาความเหมาะสมที่จะ
ดำเนินการในภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงแนวเส้นทาง หรือถูกต่อต้านจากประชาชน
โครงการดังกล่าวจะไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จ และจะดำเนินการต่อไปหรือไม่ใน
ทิศทางใด

6.3 ความสำเร็จของโครงการผันน้ำฝั่งตะวันตก หากมีส่วนหนึ่งส่วนใดในระยะทางเกือบ
300 กิโลเมตร ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ นอกจากจะไม่สามารถช่วยบรรเทาอุทกภัยตามแผนที่
ฝันไว้ได้แล้ว แต่กลับเป็นการสร้างปัญหาใหม่ที่แก้ไขได้ยากขึ้นให้กับพื้นที่และชุมชน

6.4 กระบวนการเวณคืนที่ดิน โยกย้ายที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของประชาชน ตลอดระยะทาง
เกือบ 300 กิโลเมตรที่จะก่อสร้างนับเป็นหมื่นหลังคาเรือน จะเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน
และมิอาจดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี ได้อย่างแน่นอนซึ่งจะทำให้เกิด
การเรียกร้องค่าชดเชยเกิดเป็นค่าโง่ตามมา

7. ข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง ผลการคัดเลือกผู้รับจ้างที่ผ่านเกณฑ์ทางด้านเทคนิคแล้ว จึงมาเปิดซอง
ด้านราคา โดยทั่วไปจะเป็นกระบวนการดำเนินการจ้างบริษัทที่ปรึกษามิใช่กระบวนการของการจ้างผู้รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งขั้นตอนตามปกติจะต้องมีการแข่งขันราคา ด้วยวิธีการประมูล (E-auction) เพื่อให้ได้ราคาต่ำสุดบนพื้นฐานรูปแบบเดียวกัน แต่โครงการนี้ไม่สามารถดำเนินการประมูลได้ จึงทำให้ราคาของโครงการสูงเกือบเท่ากับกรอบวงเงินกู้ที่จัดเตรียมไว้

จากประเด็นข้างต้น วสท. จึงขอเรียกร้องให้ผู้บริหารจัดการโครงการฯ ทบทวน และชะลอโครงการในบางโมดูล ทั้งที่ไม่มีความชัดเจน และที่มีผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่อย่างรุนแรง รวมถึงโครงการที่มีแนวโน้ม ขัดต่อระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง นอกจากนี้อาจขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญในด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน