RSS

Monthly Archives: มิถุนายน 2013

แถลงการณ์..! สมาคมโรงสีข้าวไทย กรณี จนท.ตรวจสอบโรงสี และ โกดังกลางกว่า 2พันแห่ง เมื่อ 27 มิ.ย.56 ดังนี้..

30 มิถุนายน 2556 – วันนี้ สมาคม โรงสีข้าว ออกแถลงการณ์ ระบุว่า สืบเนื่องจากการประชุมคณะกรรมการสมาคมโรงสีข้าวไทย เมื่อวันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน 2556 คณะกรรมการสมาคมโรงสีข้าวไทย มีมติให้ออกแถลงการณ์ ดังนี้ หลังจากรัฐบาลดำเนินการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดกว่า 2 ปีที่ผ่านมา และเกิดความกังวลสงสัยถึงความโปร่งใสของโครงการรับจำนำที่ผ่านมา และมีการคาดการณ์ว่า มีการขาดทุนเป็นเงินจำนวนมาก จนมีการส่งทีมเข้าตรวจสต็อกโรงสีข้าว และโกดังกลางกว่า 2,100 แห่งทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2556

และผลการตรวจปรากฏว่า มีความผิดปกติเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียกับจำนวนโรงสีข้าว และปริมาณข้าวที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมดนั้น แสดงว่าการเข้าร่วมโครงการรับจำนำของโรงสี ไม่มีนัยยะที่ทำให้เกิดความเสียหาย แก่โครงการรับจำนำ ซึ่งดรงสีข้าว ก็เห็นด้วยกับการตรวจสอบลักษณะนี้

สมาคมโรงสีข้าวในฐานะตัวแทนผู้ประกอบการโรงสีข้าวทั่วประเทศ มีจุดยืนอย่างมั่นคงในการส่งเสริมการประกอบธุรกิจ ที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล ไม่เห็นด้วยกับการทุจริตทุกรูปแบบของโรงสีข้าว ทั้งที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ และไม่เป็นสมาชิก ในการเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเปลือก และการประกอบธุรกิจปกติ รวมถึงไม่สนับสนุนการทุจริตในขบวนการรับจำนำทุกขั้นตอน

อนึ่งการตรวจสอบสต็อกข้าวของโรงสีนั้น เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการปฏิบัติ การตรวจสอบสต็อกของเจ้าหน้าที่ ที่คลาดเคลื่อนไปจากเอกสาร ยกตัวอย่าง กรณีที่ตรวจสอบแล้ว มีปริมาณข้าวเกินจากตัวเลขทางบัญชี (ขป.1) โรงสีก็จะถูกกล่าวหาว่า โรงสีนั้น เตรียมการทุจริตโดยไม่เปิดโอกาสให้โรงสีชี้แจงข้อเท็จจริงใดๆ

หรือกรณี สูตรคำนวณปริมาณข้าวเปลือก ไม่สอดคล้องกับสภาพข้าวเปลือกในปัจจุบัน อันมีผลให้ปริมาณข้าวเปลือกในโรงสีน้อยกว่าปริมาณที่ควรจะเป็น ส่งผลให้ปริมาณข้าวเปลือกคลาดเคลื่อนไป

ยิ่งกว่าน้้่น ในการเข้าตรวจสอบสต็อกที่ผ่านมา ไม่มีการชี้แจงถึงหลักการ และวิธีการ ขั้นตอนในการตรวจสอบ ทั้งที่โรงสีข้าวเป็นคู่สัญญา และเป็นองค์กรที่รัฐบาลใช้เป็ฯกลไกที่สำคัญในการทำโครงการับจำนำฯ ซึ่งโรงสีข้าว เป็นธุรกิจหนึ่งที่มีเกียรติ และมีศักดิ์ศรีเช่นเดียวกับอาชีพ หรือธุรกิจอื่นๆ ทั่วไป จึงมีผลให้สังคมมองภาพพจน์ของผู้ประกอบการโรงสีข้าวในทางลบ

สมาคมฯ จึงอยากชี้แจงให้ทราบโดยทั่วกันว่า การเข้าตรวจสอบสต็อกข้าวเปลือกในโรงสีข้าว ตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ผ่านมานั้น โรงสีข้าวส่วนใหญ่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาวนา และสังคมเป็นสำคัญ ซึ่งการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล สมาคมโรงสีข้าว ไม่ได้มีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการ แต่กับต้องมารับผลกระทบของการกระทำของโรงสีข้าวบางรายที่ทำผิด

สมาคมโรงสีข้าว ขอสนับสนุน ให้รัฐบาลดำเนินการตรวจสอบโครงการรับจำนำ อย่างสม่ำเสมอแและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการทุจริตที่อ่านเกิดขึ้นได้ในทุกขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำ ด้วยสมาคมโรงสีข้าว ไม่มีอำนาจในการให้คุณและโทษกับโรงสีข้าว ที่เข้าร่วมโครการรับจำนำ

Advertisements
 

พรุ่งนี้! 11 โมง “ศรีสุวรรณ”ยื่นปปช.สอบเพิ่ม”กิตติรัตน์-รองปลัดคลัง”ทำสัญญากู้เงินโครงการน้ำเกว่า 3แสนล้าน

30 มิถุนายน 2556 – นายศรีสุวรรณ  จรรยา
นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่า ตามที่ นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ รองปลัดกระทรวงการคลัง  หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน ได้อ้างว่าได้รับการมอบอำนาจจาก  นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ได้ลงนามในสัญญาเงินกู้ (Term Loan) กับธนาคาร 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) วงเงินรวม 324,606 ล้านบาทไปแล้ว ภายหลังจากที่ศาลปกครองกลาง ได้อ่านคำพิพากษา ตามคดีหมายเลขแดงที่ 1025/2556 ระหว่างสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนกับพวกรวม 45 คน และนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการ กยน. คณะกรรมการ กนอช. และคณะกรรมการ กบอ.

การกระทำของบุคคลทั้งสอง เข้าข่ายเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐและประชาชน หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต อันเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 165 โดยชัดแจ้ง ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่ามีคำพิพากษาอันเป็นคำสั่งของศาลปกครองกลาง อันเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของหน่วยงานผู้บังคับบัญชาของทั้งสองอันเกี่ยวพันกับการไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 57 วรรคสอง และมาตรา 67 วรรคสอง ในโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน

การกระทำของ ทั้งสองคน จึงเข้าข่ายการกระทำที่เป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 275 สมาคมฯ จึงจะนำเรื่องดังกล่าวพร้อมพยานหลักฐานไปยื่นเป็นคำร้อง เพิ่มเติม ต่อคณะกรรมการ ปปช. พร้อมกับกล่าวโทษเพิ่มเติม ต่อ ปปช. เพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 250 (2) และ (3) ประกอบ พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ปปช. พ.ศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติม กับนายกิตติรัตน์  ณ ระนอง       ตำแหน่ง         รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้สั่งการ และนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์  รองปลัดกระทรวงการคลัง

 ในวันจันทร์ที่  1  กรกฎาคม พ.ศ.2556 เวลา  11.00 น. ณ.สำนักงาน ปปช. ถนนสนามบินน้ำ นนทบุรี

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 30, 2013 in ทั่วไป

 

2 ก.ค.56! วิศวกรรมสถานฯ เสวนา”ขั้นตอนถูกต้องฯ โครงการน้ำ” หลังคำพิพากษา (กำหนดการ)

เรื่อง ขอเรียนเชิญเข้าร่วมเสวนา “ขั้นตอนที่ถูกต้องทางวิศวกรรมและกระบวนการรับฟัง
ความคิดเห็นของประชาชนในการเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำ”

28 มิถุนายน 2556- ตามที่วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้ทักทวงในการดำเนินการโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 350,000 ล้านบาท เป็นลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการดำเนินงานที่ผิดหลักขั้นตอนที่ถูกต้องตามมาตรฐาน และตามหลักวิชาการวิศวกรรม ซึ่งทำให้การบริหารจัดการโครงการฯ ดังกล่าวมิอาจคาดหวังความสำเร็จและมิอาจเห็นผลสัมฤทธิ์ของงานได้นั้น ขณะนี้ศาลปกครองกลางได้สั่งให้ภาครัฐจัดทำกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชนก่อนจะลงมือดำเนินการในแต่ละโมดูล เพื่อให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

ในการนี้ วสท. ขอเรียนเชิญท่านและผู้ที่สนใจเข้าร่วมเสวนา ขั้นตอนที่ถูกต้องทางวิศวกรรมและกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำในวันอังคารที่ 2 กรกฎาคม 2556 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 3 อาคาร วสท. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำบทสรุปข้อคิดเห็นของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ (วสท.) เสนอต่อรัฐบาลเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการต่อไป
ดำเนินการต่อไป

กำำหนดการ

13.00-13.30 ลงทะเบียน

13.30 เปิ ดการเสวนา โดย นายสุวัฒน์ เชาว์ ปรีชา นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ

13.30-16.30 เสวนา “ ขั้นตอนที่ถูกตอ้งทางวศิวกรรมและกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชนในการเดินหน้า โครงการบริหารจดั การน้ำ”

ผู้เข้าร่วมเสวนา
• นายสุวฒัน์ เชาวป์รีชา นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ
• นายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน
• นายประเสริฐ โพธิวิเชียร วิศวกรอาวุโส
• รศ.ดร.สุวัฒนา จิตตลดากร ประธานคณะอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมแหล่งนํ้า
• รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
• ผศ.ทีฆวุฒิ พุทธภิรมย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน
• ผศ.ดร.คมสัน มาลีสี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
• นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิการจัดการนํ้าแบบบูรณาการ
• นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
• นายปรเมศวร์ มินศิริ เครือข่ายภาคประชาชน

ผู้ดำเนินรายการ ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน

(งานนี้ ใครสนใจ..ร่วมฟังได้ฟรี)

 

ผลศึกษา! “ขยายเวลาคืนคลื่น 1800MHz: เพื่อผู้บริโภค-เพื่อใคร?” / NBTC Watch

NBTC Policy Watch ชี้ มาตรการขยายระยะเวลาคลื่น 1800 MHz ละเมิดกฎหมาย และเป็นการเยียวยาผู้ประกอบการมากกว่าผู้บริโภค

28 มิถุนายน 2556-โครงการติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม หรือ NBTC Policy Watch ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ(มสช.) ได้แถลงรายงานศึกษาในหัวข้อ “ขยายระยะเวลาคืนคลื่น 1800 MHz: เพื่อผู้บริโภคหรือเพื่อใคร?”

นายวรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง นักวิจัยประจำโครงการ และอาจารย์ประจำคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า กรณีการหมดอายุสัมปทานของคลื่น 1800 MHz ซึ่งบริษัท ทรูมูฟ จำกัด (ทรูมูฟ) และบริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด (ดีพีซี) ได้รับสัมปทานมาจากบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (กสท) ในเดือนกันยายนนี้ หากพิจารณาจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะพบว่า คลื่นดังกล่าวจะต้องกลับคืนมาสู่มือสาธารณะในฐานะทรัพยากรสื่อสารของชาติ และนำไปจัดสรรใหม่โดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผ่านระบบใบอนุญาตด้วยวิธีการประมูลเท่านั้น ดังนั้น การที่ กสทช. มีมติเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่องการคุ้มครองผู้ใช้บริการในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. ….. (ประกาศคุ้มครองผู้ใช้บริการฯ)

ซึ่งมีใจความสำคัญที่การขยายระยะเวลาให้บริการบนคลื่นที่จะหมดอายุสัมปทานต่อไปเป็นการชั่วคราว โดยอ้างว่าเป็นการเยียวยาผู้บริโภคจากเหตุการณ์ “ซิมดับ” จึงไม่สามารถทำได้ตามฐานอำนาจทางกฎหมาย และถือเป็นการละเมิดเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานซึ่งขาดความโปร่งใสและสร้างกฎกติกาในการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม ไปสู่ระบบใบอนุญาตซึ่งโปร่งใสและส่งเสริมการแข่งขันที่เท่าเทียมมากกว่า

ที่จริงแล้ว กสทช. โดยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) รับรู้ถึงภารกิจในการจัดการให้การเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาตของคลื่น 1800 MHz เป็นไปอย่างราบรื่นตามกรอบเวลา ตั้งแต่รับตำแหน่งในเดือนตุลาคม 2554 (มีเวลาเกือบ 2 ปี) หรืออย่างน้อยก็ตั้งแต่แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาในต้นเดือนเมษายน 2555 (มีเวลาเกือบ 18 เดือน) ดังนั้น กทค. จึงมีเวลาเตรียมตัวเพียงพอสำหรับ 1) การจัดตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน 2) ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้บริการทราบถึงวันสิ้นสุดอายุสัมปทาน 3) ขยายขีดความสามารถในการให้บริการคงสิทธิเลขหมาย (mobile number portability หรือการย้ายค่ายเบอร์เดิม) รวมถึงเพิ่มช่องทางในการขอใช้บริการย้ายค่ายเบอร์เดิม (เช่น ผ่านเอสเอ็มเอสหรือเว็บไซต์) และ 4) จัดประมูลให้ทันล่วงหน้าก่อนหมดสัญญาสัมปทานอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อให้ผู้รับใบอนุญาตรายใหม่สามารถให้บริการรองรับลูกค้าคงค้างได้อย่างต่อเนื่อง หรือไม่เกิดเหตุการณ์ “ซิมดับ”

แต่ กทค. กลับละเลยต่อหน้าที่โดยไม่ทำสิ่งที่กล่าวมาจนล่วงเลยสู่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2556 ซึ่งทำให้ไม่สามารถจัดประมูลได้ทันจนนำไปสู่มาตรการขยายระยะเวลา
นายวรพจน์กล่าวต่อว่า ที่จริงแล้ว กทค. สามารถพิจารณาแนวทางอื่นๆ ที่ทั้ง “เยียวยาผู้บริโภค” และ “ไม่ละเมิดกฎหมาย” ไปพร้อมๆ กัน เช่น การนำคลื่น 1800 MHz ในช่วงคลื่นที่ยังว่างอยู่ ซึ่งดีแทคทำสัญญากับ กสท มาใช้รองรับลูกค้าคงค้างเป็นการชั่วคราว ทว่า กทค. กลับไม่เคยสำรวจความเป็นไปได้ของทางเลือกดังกล่าว

การที่ กทค. ไม่สามารถดำเนินการจัดประมูลล่วงหน้าทั้งที่มีเวลาพอเพียง และการไม่พิจารณาความเป็นไปได้ของแนวทางที่อาจช่วยเยียวยาผู้บริโภคไปพร้อมๆ กับรักษาเจตนารมณ์ในกฎหมาย ย่อมทำให้อดตั้งข้อกังขาไม่ได้ว่า มาตรการขยายระยะเวลาคืนคลื่นดังกล่าวอาจไม่ได้พุ่งเป้าไปที่การเยียวยาผู้บริโภค (เพราะผู้บริโภคไม่เสียหายอะไรตราบเท่าที่แนวทางที่ใช้สามารถทำให้ใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง) แต่เป็นการเยียวยาผู้ประกอบการรายเดิมจากการสูญเสียฐานลูกค้ามากกว่า โดยผู้ประกอบการรายเดิมอย่างทรูมูฟและดีพีซีสามารถยืดเวลารักษาฐานลูกค้าของตนบนคลื่น 1800 MHz ออกไปได้ (โดยเฉพาะทรูมูฟซึ่งมีผู้ใช้บริการมากกว่า 17 ล้านราย)

อีกทั้งอาจได้ประโยชน์จากการไม่ต้องเสียค่าสัมปทานร้อยละ 30 ของรายได้ให้กับ กสท ซึ่งมีมูลค่าหลายพันล้านบาท (เพราะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานไปแล้ว) รวมถึงอาจไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมต่างๆ เกือบร้อยละ 6 ของรายได้ให้กับ กสทช. (เนื่องจากไม่ใช่เป็นการให้บริการในระบบใบอนุญาต)

นายวรพจน์กล่าวทิ้งท้ายว่า สังคมมีราคาต้องจ่ายจากมาตรการขยายระยะเวลาคืนคลื่น 1800 MHz นั่นคือ โอกาสในการสร้างมาตรฐานที่ดีสำหรับการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาต โอกาสในการสร้างการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมในกิจการโทรคมนาคม โอกาสที่ประเทศชาติเสียไปจากการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสาร และโอกาสที่ผู้บริโภคเสียไปจากการได้ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ๆ อย่าง 4G ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและพัฒนาศักยภาพในการแข่งขัน ดังนั้น กทค. ไม่ควรใช้มาตรการขยายเวลาโดย “จับผู้บริโภคเป็นตัวประกัน” ทั้งที่เป็นความผิดพลาดในการดำเนินงานของตนเอง และ กทค. ต้องตอบคำถามกับสังคมให้ได้ว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการเยียวยาผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการกันแน่

อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ http://www.nbtcpolicywatch.org

 

เปิดเนื้อหา! เอกสาร”ด่วนที่สุด” จาก วอชิงตัน ดี.ซี. แจงปม ข้าวไทยโดนกัก ดังนี้…

เอกสาร”ด่วนที่สุด” จาก สนง.ปรึกษาการเกษตร ตปท.ของไทย ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.  ชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีกระแสข่าวข้าวไทยโดนกัก ที่สหรัฐฯ ดังนี้… เอกสารชุดนี้ ส่งถึง  รมว.เกษตร / พาณิชย์ และ มกอช.เรียบร้อยแล้ว   (2 หน้า) /

บ่าย 2 วันนี้ื ยุคล รมว.เกษตรฯ จะแถลงแจงเรื่องข้าว เวลา 14 นาฬิกา ที่ทำเนียบรัฐบาล

image

image

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 28, 2013 in ทั่วไป

 

คำชี้แจง! จาก ป.ป.ช. กรณี ชาวนา-กลุ่มเกษตรกร ภาคเหนือ แจ้งความเอาผิด”ป.ป.ช.”ทั้งคณะ ดังนี้..

เรื่อง ขอชี้แจงข้อมูลข่าวกรณีผู้แทนชาวนาจาก จ.พิษณุโลก และกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือแจ้งความกล่าวโทษให้ ดำเนินคดีต่อนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ

25 มิถุนายน 2556 – ตามที่มีข่าวแพร่หลายในสื่อมวลชนว่า นายหนึ่งดิน วิมุตตินันท์ ทนายความ พร้อมด้วยผู้แทนชาวนาจาก จ.พิษณุโลก และกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ เข้าพบ พ.ต.ท.ทองศูนย์ อุ่นวงศ์ พนักงานสอบสวน กก. 1 บก.ป.เพื่อแจ้งความกล่าวโทษให้ดำเนินคดีต่อนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะ รวม 13 คน ที่รับคำร้องขอให้สอบโครงการรับจำนำข้าว ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยทำหนังสือร้องทุกข์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องมอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาดำเนินคดี

สำนักงาน ป.ป.ช. ขอเรียนชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า ข่าวดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์การทำงานของสำนักงาน ป.ป.ช. เนื่องจากสำนักงาน ป.ป.ช. ยึดมั่นการทำงานด้วยความเป็นกลาง อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงตามกฎหมายและปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย สำนักงาน ป.ป.ช. ขอเรียนชี้แจงกรณีดังกล่าวข้างต้น ดังนี้

1. การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับคำร้องขอให้สอบโครงการรับจำนำข้าวนั้น เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับเรื่องกล่าวหานี้ไว้ เพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ มิใช่เป็นการกระทำที่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากไม่รับเรื่องถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157

2. การให้ข่าวในลักษณะนี้เป็นการทำลายระบบการทำงานขององค์กรอิสระซึ่งเป็นองค์กรตรวจสอบ

3. การให้ข่าวในลักษณะนี้อาจเข้าข่ายเป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และแจ้งความเท็จได้ ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา

จึงขอประชาสัมพันธ์มาให้ทราบโดยทั่วกัน

 

(บทวิเคราะห์) : ครม.ปรับลดราคารับจำนำข้าว โดย ศูนย์วิจัยฯ ไทยพาณิชย์

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ไทยพาณิชย์ วิเคราะห์ กรณี ครม. มีมติเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2556 ปรับลดราคารับจำนำข้าวนาปรัง และจำกัดวงเงินรับจำนำข้าวต่อครัวเรือน

ครม. มีมติปรับลดราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้านาปรัง สำหรับปีการผลิต 2013 จาก 15,000 บาทต่อตัน เป็น 12,000 บาทต่อตัน โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย. 2013 พร้อมทั้งมีมติจำกัดวงเงินในการรับจำนำข้าวของเกษตรกรไว้ที่ 500,000 บาทต่อครัวเรือน จากเดิมที่ไม่จำกัดวงเงิน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ทันที

โดยเบื้องต้น EIC ประมาณการว่า ในกรณีที่ดีที่สุด (best-case scenario) รัฐบาลจะสามารถลดภาระขาดทุนจากข้าวนาปรังปีการผลิต 2013 ที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวและคาดว่าจะเข้าสู่โครงการรับจำนำได้ราว 7,400 ล้านบาท การรับจำนำข้าวเปลือกเจ้าที่ตันละ 15,000 บาท ทำให้มีต้นทุนการผลิตข้าวสารอยู่ที่ราว 23,200 บาทต่อตัน (รวมค่าสี และค่าวัตถุดิบ โดยการผลิตข้าวสาร 1 ตัน จะต้องใช้ข้าวเปลือกประมาณ 1.5 ตัน) ซึ่งหากรัฐบาลสามารถขายข้าวได้ที่ราคาส่งออกข้าวขาว 5% (F.O.B price) ณ ปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ราว 16,400 บาทต่อตัน รัฐบาลจะมีภาระขาดทุนเกือบ 6,800 บาทต่อตัน แต่หากรัฐบาลปรับลดราคารับจำนำลงมาอยู่ที่ 12,000 บาทต่อตัน จะทำให้มีต้นทุนการผลิตลดลงเหลือเพียงประมาณ 18,700 บาทต่อตัน ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีภาระขาดทุนอยู่ที่ราว 2,300 บาทต่อตัน หรือมีผลขาดทุนลดลงจากราคารับจำนำเดิมประมาณ 4,500 บาทต่อตัน ทั้งนี้ EIC คาดการณ์ว่า จะมีปริมาณข้าวเปลือกนาปรังเข้าสู่โครงการรับจำนำเพิ่มเติมจากผลผลิตข้าวที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวอีกประมาณ 2.5 ล้านตัน หรือคิดเป็นข้าวสาร 1.6 ล้านตัน ซึ่งการปรับลดราคารับจำนำดังกล่าวจะช่วยให้รัฐบาลสามารถลดภาระขาดทุนลงได้ราว 7,400 ล้านบาท

EIC มองว่า เกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวมากที่สุดคือ เกษตรกรในเขตภาคกลางและภาคเหนือ เนื่องจากผลผลิตข้าวนาปรังส่วนใหญ่ของไทยกว่า 90% มาจากพื้นที่ภาคกลาง (48%) และภาคเหนือ (42%) ในขณะที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น ผู้ประกอบการโรงสีข้าวที่เข้าร่วมโครงการไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากคาดว่าผลผลิตข้าวนาปรังส่วนที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวน่าจะเข้าสู่โครงการรับจำนำเกือบทั้งหมด

ราคาส่งออกข้าวไทยมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ปัจจุบันทั่วโลกมีผลผลิตข้าวอยู่ในระดับสูงทำให้ราคาส่งออกข้าวของประเทศต่างๆ ปรับตัวลดลง ยกตัวอย่างเช่น ราคาส่งออกข้าวขาว 5% ของเวียดนามที่ปรับตัวลดลงราว 10% (YOY) ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ในขณะที่ราคาส่งออกข้าวขาว 5% ของไทยกลับปรับตัวเพิ่มขึ้น 4% ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายรับจำนำข้าว ดังนั้น การปรับลดราคารับจำนำข้าวลงจะช่วยให้ต้นทุนของผู้ส่งออกและราคาส่งออกข้าวไทยปรับตัวลดลงตามไปด้วย

ราคาข้าวไทยที่ปรับตัวลดลง จะช่วยให้ความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกข้าวในระยะต่อไป การที่ราคาข้าวไทยปรับตัวลดลงจะทำให้ส่วนต่างราคาส่งออกข้าวขาวของไทยกับประเทศคู่แข่งปรับตัวลดลงตามไปด้วย ทั้งนี้ปัจจุบันส่วนต่างราคาส่งออกข้าวขาวของไทยกับเวียดนามอยู่ที่ 162 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน จากเดิมที่เคยมีส่วนต่างราคาราว 60-70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว ส่งผลให้ประเทศผู้นำเข้าหันไปนำเข้าข้าวจากประเทศคู่แข่งอื่นที่มีราคาถูกกว่าเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีคุณภาพข้าวที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ซึ่ง EIC คาดการณ์ว่า การปรับลดราคารับจำนำข้าวจะทำให้ส่วนต่างระหว่างราคาข้าวไทยและเวียดนามมีแนวโน้มปรับลดลง ซึ่งจะช่วยให้ความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยปรับตัวดีขึ้น และน่าจะช่วยให้ไทยสามารถส่งออกข้าวได้สูงกว่าปริมาณที่หลายหน่วยงานได้เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 20, 2013 in ทั่วไป