RSS

องค์กรวิชาชีพสื่อ และนักวิชาการ ร่วมประกาศจุดยืน จี้ กสทช.หยุดตะแบงให้ใบอนุญาต 12 ช่องทีวีสาธารณะ หากไม่ทบทวน จ่อฟ้องศาลปค.

31 มี.ค.

องค์กรวิชาชีพสื่อ และนักวิชาการ ร่วมประกาศจุดยืน จี้ กสทช.หยุดตะแบงให้ใบอนุญาต 12 ช่องทีวีสาธารณะ จี้หาก กสทช.ไม่ทบทวน พร้อมรวมตัวยื่นศาลปกครอง และยื่นถอดถอน กรรมการกสทช.ทั้ง 11 คน “สุภิญญา” ชง 7 ข้อเสนอบอร์ดพรุ่งนี้ เรียกร้อง “ไทยพีบีเอส”ไม่ร่วมสังฆกรรมครั้งนี้

image

31 มีนาคม 2556 – วันนี้ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ และสภาวิชาชีพวิทยุและโทรทัศน์ไทย จัดเสวนา”ประเคนทีวีดิจิตอลสาธารณะ..กสทช.รัฐประหารการปฏิรูปสื่อ” โดยเห็นว่า ขณะนี้ กสทช.กำลังเอาคลื่นความถี่สาธารณะไปให้ช่องทีวีที่ไม่ได้ทำในรูปแบบสาธารณะ โดย นายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ นายกสมาคมนักข่าวิทยุและโทรทัศน์ไทย ระบุว่า เวทีนี้ ได้ร่วมกันประกาศจุดยืนว่า หาก คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง ของ กสทช.ไม่ทบทวนหลักเกณฑ์ในการให้ใบอนุญาต ทางองค์กรวิชาชีพสื่อ อาจรวมตัวกับองค์กรภายนอก ยื่นฟ้องศาลปกครอง และยื่นถอดถอนกรรมการ กสทช.ทั้งคณะ ต่อสมาชิกวุฒิสภา โดยเห็นว่าควรต้องทบทวน และเปิดเวทีรับฟังความเห็นสาธารณะ และควรทำหลักเกณฑ์ต่างๆ ให้เรียบร้อยก่อนจะพิจารณาให้ใบอนุญาต โดยไม่จำเป็นต้องเร่งรีบให้ใบอนุญาต พร้อมเรียกร้องให้ไทยพีบีเอส ไม่ร่วมสังฆกรรมจนกว่าประกาศหลักเกณฑ์ชัดเจน

นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกสทช. ระบุว่า จากมติที่บอร์ดกระจายเสียง กสทช.สัปดาห์ที่แล้ว มีมติ 3 ต่อ 2 ให้สิทธิ์ ช่อง5,ช่อง 11 และไทยพีบีเอส ใช้คลื่นดิจิตอลนั้น เป็นไปอย่างรวบรัด ซึ่งการเปลี่ยนผ่านแม้ต้องการให้เป็นไปโดยความราบรื่น แต่การที่บอร์ดทำเช่นนี้ เสมือนเป็นการให้สิทธิ์พิเศษทั้ง 3 ช่อง โดยไม่เป็นธรรมกับช่องอื่นในการทำคลื่นความถี่ดิจิตอล โดยไม่ได้มีเงื่อนไขว่าการยุติระบบอะนาล็อกจะเร็วขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ ซึ่งหากบอร์ดกระจายเสียงฯ ปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป อาจถูกคนฟ้องร้องต่อศาลปกครองแน่นอน ทั้งนี้ ส่วนตัวได้เสนอให้ทบทวนในที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงวันพรุ่งนี้ รวม 7 ข้อ ได้แก่ 1. คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) ต้องกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการรายเดิม (ช่อง 5 ,NBT และ ThaiPBS ) ปรับตัวให้สอดคล้องกับคุณสมบัติของการเป็นผู้ประกอบกิจการสาธารณะ มิใช่ได้รับสิทธิในการออกอากาศในระบบดิจิตอลโดยอัตโนมัติ มิเช่นนั้นจะส่งผลต่อการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
2. กสท. ต้องสร้างเกณฑ์การตรวจสอบ “หน้าที่” และ “ความจำเป็น” ของผู้ประกอบการรายเดิม และหน่วยงานรัฐและองค์กรต่างๆ ที่ขอเข้ามาจัดสรรคลื่นความถี่โดยคำนึงถึงโครงสร้างความเป็นเจ้าของ
3. กสท.ต้องจัดทำคำนิยาม “บริการสาธารณะ” และเนื้อหารายการ รวมทั้งพันธกิจสำคัญในแต่ละช่องรายการให้ชัดเจน และขอให้ทบทวนการจัดกลุ่มตามวัตถุประสงค์ของทั้ง 12 ช่อง
4. กสท.ต้องคำนึงถึงความเป็นเจ้าของสำหรับภาคประชาชนเพื่อใช้คลื่นความถี่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ในทุกพื้นที่ของการประกอบกิจการ
5. กสท.ต้องกำหนดให้แต่ละช่องเสนอโครงสร้างการบริหารที่สะท้อนความเป็นอิสระจากภาคการเมืองและภาคธุรกิจ และมีแผนการจัดสรรและที่มาของงบประมาณที่ชัดเจน และสามารถตรวจสอบได้
6. กสท.ต้องมีเกณฑ์การคัดเลือกคุณสมบัติผู้ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ช่องบริการสาธารณะ (Beauty Contest) ที่ชัดเจน และผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ เนื่องจากเป็นแนวนโยบายที่มีผลกระทบต่อสาธารณะ
และ 7. กสท.ควรชะลอการพิจารณาการจัดสรรคลื่นความถี่บริการสาธารณะ 12 ช่อง จนกว่าจะสำรวจและรับความเห็นจากทุกภาคส่วนและศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อนำมาเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการใช้ดุลพินิจของ กสท.

image

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า จุดประสงค์ของการทำทีวี”ช่องสาธารณะ” เน้นการตอบโจทย์ในสิ่งที่ทีวีช่องพาณิชย์ไม่สามารถทำได้ หรือเป็นรายการเฉพาะกลุ่ม หรือ มีคุณภาพมากกว่ารายการแบบตลาด ซึ่งทีวีดิจิตอลเป็นโอกาสของการปฏิรูปสื่อ แต่หากมีการสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ก็จะมีความเสี่ยงในการแข่งขันมากขึ้น และหน่วยงานราชการจะพาเหรดมาทำทีวีสาธารณะ ซึ่งจะทำให้ช่องทีวีกลายเป็นประโยชน์ของราชการไม่ใช่ประโยชน์เพื่อสาธารณะ

ทั้งนี้ การที่บอร์ดกระจายเสียงฯ กสทช.ทำเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าเป็นการประเคนให้ช่องทีวี เพราะกสทช.ยังไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ แต่ทำท่าจะอนุญาตให้ประกอบกิจการแล้ว ซี่งหากทำเช่นนี้จริง ก็เสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการกำหนดผังรายการต้องมีเนื้อหาสาธารณะร้อยละ 70 ซึ่งคุณสมบัติของคนที่จะมาขอประกอบกิจการ ต้องดูว่า”มีหน้าที่” และ”ความจำเป็น”ตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เพราะกสทช.ยังไม่ได้กำหนด แล้วทราบได้อย่างไรว่า ช่องที่อนุมัติให้ไปมีหน้าที่ และความจำเป็นตามที่กฏหมายกำหนด

การทำเช่นนี้ นับเป็นการจัดสรรใบอนุญาตใหม่ โดยมาตรา 11 คนที่จะขอรับใบอนุญาต หากเป็นกระทรวง ทบวง กรม ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ ต้องมาขอใบอนุญาต และเห็นว่าเรื่องนี้ควรรับฟังความเห็นสาธารณะ แต่ขณะนี้ก็ยังไม่มีการรับฟังความเห็นเลย

“แม้กฎหมายฉบับนี้แม้จะออกมาในสมัยที่เกิดการรัฐประหาร แต่หัวใจสำคัญของการปฏิรูปสื่อมีมาตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งเนื้อหาโดยรวมมีความก้าวหน้า มุ่งมั่นในการปฏิรูปสื่อพอสมควร และอนุญาตให้หน่วยงานรัฐดำเนินการโดยมีโฆษณาได้ แต่สิ่งที่แย่คือ ประชาธิปไตยในปัจจุบัน ก็ยังมีการละเมิดการปฏิรูปสื่อ”

สำหรับข้อเสนอแนะ ต้องการเห็น กสทช.ทบทวนมติที่ออกไป และประชุมใหม่ เพื่อกำหนดเงื่อนไขการทำบิวตี้คอนเทส ตามหลักเกณฑ์ และต้องเพิ่มเติมจาก พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ว่า ถ้าเป็นทีวีช่องสาธารณะ จะต้องมีประโยชน์สาธารณะ สนองตอบกลุ่มผู้ฟังที่ถูกละเลยตามกลไกตลาด และเนื้อหารายการต้องมีความสมดุล, ฟังความเห็นรอบด้าน ไม่ใช่เผยแพร่ความเห็นของรัฐ หรือราชการอย่างเดียว และต้องมีกลไกรับเรื่องร้องเรียน โดยกสทช.ควรออกเงื่อนไขในการทำบิวตี้คอนเทส และออกใบอนุญาตที่ไม่ยาวเกิน 4 ปี และหากไม่ได้ทำตามเงื่อนไขบิวตี้คอนเทส ก็ควรเพิกถอนใบอนุญาต สำหรับผู้ที่ได้รับ

ส่วนข้อเสนอต่อหน่วยงานที่จะขอรับใบอนุญาตนั้น ทางช่อง 5 ควรปรับผังรายการ , ช่อง 11 ก็ต้องวางกลไกรับเรื่องร้องเรียน ขณะที่ ThaiPBS ต้องทบทวนดูว่ามีสิ่งใดที่ยังไม่ครบถ้วนก็ต้องพิจารณา

image

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ระบุว่า วันนี้มีการตีความที่ผิดเพี้ยนของกรรมการกสทช.ทั้ง 11 คน คือ แยกกันทำหน้าที่ฝั่งละ 5 คน ระหว่างบอร์ดโทรคม และบอร์ดกระจายเสียง แต่เรื่องนี้มีคณะกรรมการเพียง 3 คน อนุมัติโดยยังไม่มีใครขอ ซึ่งต้องเป็นเรื่องที่ควรตรวจสอบว่าผิดกฏหมายหรือไม่ โดยคณะกรรมาธิการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคฯ จะเชิญ พันเอกนที ศุกลรัตน์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงฯ มาชี้แจงเร็วๆ นี้

สำหรับกฎหมายที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการกระจายเสียงฯ ได้แบ่งชัดเจนเกี่ยวกับการประกอบกิจการ ซึ่งการที่กสทช.จะพิจารณาอนุมัติให้ใบอนุญาต ก็ควรดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย รวมถึงพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ 2553 ซึ่งกสทช.ถือเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ มีสิทธิ์ถูกตรวจสอบจาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ตามกฎหมาย และจะโดนตรวจสอบทั้งคณะ 11 คน ไม่ใช่แค่คณะกรรมการชุดใดชุดหนึ่ง

การที่กสทช.ไม่ได้กำหนดกติกา แต่อนุมัติคลื่นความถี่อย่างน้อย 4 คลื่น โดยยังไม่มีใครมาขอ เป็นที่น่าสังเกตว่าทางช่อง 5 นั้น แม้จะไม่สามารถตัดเรื่องช่องความมั่นคงออกไปได้ แต่จะมีช่องทางที่เหลืออยู่คือหากต้องการทำช่องธุรกิจ คือต้องเข้าประมูล แต่หากทำเป็นช่องเพื่อความมั่นคง จะเข้าข่ายต้องมีเนื้อหาสาระร้อยละ 70 ส่วนช่อง 11 ต้องเปลี่ยนไปสังกัดช่องรัฐที่ต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชน แต่กลับจัดอยู่ในกลุ่มสาธารณะ โดยเว้นในช่องความมั่นคง และช่องสร้างความเข้าใจของรัฐ

ส่วนช่องไทยพีบีเอส จะต้องทำตัวเองให้สมบูรณ์ก่อน โดยไม่เข้าใจว่า เอ็มโอยูจะอยู่เหนือกฎหมายได้อย่างไร ซึ่งไม่น่าจะเหนือกว่ากฎหมาย และไม่มีความจำเป็น ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้น เห็นด้วยกับข้อเสนอของนางสาวสุภิญญาในการนำข้อเสนอเข้าที่ประชุม 7 ข้อ นอกจากนี้ กสทช.ควรทำเงื่อนไขทุกกลุ่มให้ชัดเจน ทั้ง กลุ่มสาธารณะ,ธุรกิจ และชุมชน และควรทำประชาพิจารณ์ก่อนจะประกาศใช้ ซึ่งการตรวจสอบกสทช. สามารถทำได้ในช่องทางต่างๆ เช่น ส.ส.-สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 หรือ ประชาชนล่ารายชื่อไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคน รวมทั้งคณะกรรมาธิการติดตามและตรวจสอบกสทช. 5 คน ทั้งหมดสามารถยื่นถอดถอน กรรมการ กสทช.ได้

“การที่เรามีตัวแทนกสทช.ซึ่งเป็นอิสระ และหวังให้เข้าไปปฏิรูปสื่อชัดเจน แต่ไม่อยากเห็นการตีความกฎหมายแบบตะแบง ต้องเดินตามเจตรนารมย์ด้วย ไม่ใช่กฎหมายเขียนแค่นี้ก็ทำเท่านี้ อยากเห็นกรรมการคงความน่าเชื่อถือ เรามีปัญหาทางการเมืองมากอยู่แล้ว อย่าตะแบงตีความมาก และกสทช.มีอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้มีแผนแม่บทต่างๆ และแผนความถี่ต่างๆ ทั้งหมด จะต้องลงไปสู่การปฏิบัติซี่งเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงจะเกิดความลักลั่น โดยเฉพาะปัญหาวิทยุชุมชน ก็เป็นปัญหาใหญ่ แต่ไม่คืบหน้าเท่าที่ควร และเห็นว่ากสทช.ควรแก้ไขและปรับปรุง”

นางสาวเอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา หรือ มีเดียมอร์นิเตอร์ ระบุว่า ในภาคผนวก ที่กสทช.ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์นั้น มีข้อสังเกตว่า เมื่อกสทช.มีอำนาจแล้ว สามารถทำข้อกฎหมายให้มีความชัดเจนมากขึ้นได้ แต่กสทช.กลับไม่ได้ดูกฎหมายเลย โดยการแยกช่องรายการทั้ง 12 ช่อง ไม่มีเนื้อหาที่มีความสำคัญและจำเป็นกับกลุ่มคนดูเฉพาะ หรือที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความรู้ กสทช.ไม่สามารถทำได้เลย

ทั้งนี้ มีเดียมอร์นิเตอร์ เคยได้ศึกษาเดือนมกราคมที่ผ่านมา พบว่า เนื้อหาเกณฑ์ช่องทีวีสาธารณะนั้น พบว่าช่อง 5 มีการเสนอเนื้อหาสาระร้อยละ 44 ,รายการมีเนื้อหาบันเทิงสูง ,ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงตามคำอธิบาย ซี่งกสทช.ต้องทำหลักเกณฑ์ และต้องมีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่า ลักษณะการใช้คลื่นความถี่ และสภาพการประกอบกิจการของแต่ละสถานีเป็นอย่างไร ก่อนจะพิจารณาให้ใบอนุญาต

นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ระบุว่า ประเด็นที่ตั้งข้อสังเกต คือการให้คลื่นความถี่ โดยไม่กำหนดหลักเกณฑ์ชัดเจน เพราะควรต้องรับฟังความเห็นสาธารณะ เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อประชาชน รวมทั้งมีข้อกังวลว่าเป็นการยกคลื่นความถี่ให้หน่วยราชการ แม้พันเอกนที ชี้แจงไม่ได้ไม่เป็นเช่นนั้น แต่อ้างว่าได้ดำเนินการตามกฎหมายที่กำหนดเรื่องบริการสาธารณะ แต่หากมีการกำหนดเช่นนี้ ก็ควรพิจารณาว่า ใครจะเป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดหรือพิจารณาให้ใบอนุญาต ซึ่งการให้ใบอนุญาตเช่นนี้ ก็ไม่ต่างกับการที่จะมีช่อง 11 อีก 2 ช่อง

นอกจากนี้ ยังเห็นว่า ปัจจุบัน ช่อง 11 ไม่ได้ประกอบกิจการเองทั้งหมด แต่เปิดช่องให้บริษัทภายนอกเข้ามาร่วมผลิตรายการได้ แต่กฎหมายกำหนดว่าต้องเป็นผู้ประกอบกิจการเอง ซึ่งอนาคตเชื่อว่าจะต้องมีเอกชนไปรับจ้างผลิตกับหน่วยราชการที่เป็นเจ้าของช่องรายการ และเป็นที่ชัดเจนว่าไม่สามารถวิจารณ์ได้รอบด้าน ซี่งเจตนารมย์ของการปฏิรูปสื่อก็จะไม่เกิด ประเด็นเรื่องผังรายการ ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีการกำหนดว่าผังรายการเป็นอย่างไร

สำหรับข้อเสนอแนะ หากบอร์ดกระจายเสียงฯ ยังเดินหน้ากำหนดเงื่อนไขในรูปแบบการล็อกเสปคอยู่ ก็จะมีโอกาสถูกฟ้องร้องในอนาคต จากกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย คือ สถานีโทรทัศน์ที่ได้สัมปทานที่จะได้รับผลกระทบ เพราะส่วนแบ่งเม็ดเงินโฆษณาจะหายไป แต่ก็เชื่อว่ากลุ่มนี้ไม่กล้าจะไปฟ้อง และอนาคตจะยังสามารถถือครองส่วนแบ่งตลาดได้ ซี่งหากจะมีการฟ้องร้อง ก็ต้องรอไปจนถึงการเปิดให้ยื่นประมูลช่องดิจิตอลกลุ่มธุรกิจ

นายบัณฑิต จันทร์ศรีคำ หรือ แคน สาริกา บรรณาธิการเนชั่นสุดสัปดาห์ ระบุว่า ขณะนี้มีภาครัฐ ทำช่องรายการทีวีเองอยู่แล้วรวม 8 ช่อง และมีกระแสข่าวมีหลายหน่วยงานจะทำช่องทีวีเพิ่ม ซี่งทั้ง 8 ช่องที่ออกอากาศนั้น จะเห็นว่ามีเนื้อหาที่เกี่ยวกับหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งต้องจับตาดูว่า ทีวีดิจิตอลช่องสาธารณะใหม่ ที่จะออกมาจะเป็นอย่างไร และมีแนวโน้มว่าการทำช่องสาธารณะใหม่ การผลิตรายการจะตกไปเป็นของกลุ่มที่มีอยู่ในแวดวงสื่อทั้งหลาย จะต้องไปเสนอตัวกับหน่วยงานรัฐดำเนินการเพื่อขอผลิตรายการให้แน่นอน ที่ผ่านมาแม้จะเห็น กสทช.แจกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงไปบ้างแล้ว แต่ส่วนตัวก็ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ซี่งเรื่องที่เกิดขึ้น มันขึ้นอยู่กับว่า ผู้เกี่ยวข้องจะดำเนินการอย่างไร

นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ระบุว่า สิ่งที่กสทช.กำลังทำ เกิดการบิดเบือนเจตนารมย์ของการปฏิรูปสื่อ จึงขอเรียกร้องให้กสทช.ปรับท่าที แต่หากไม่เปลี่ยนก็อาจใช้ช่องทางฟ้องร้องทางกฎหมาย ตอนนี้ยังไม่สายไปหากกสทช.จะคิดทบทวน หรือวางมาตรการเพิ่มเติมขึ้นมาจากสิ่งที่ให้ใบอนุญาตไปแล้ว หรือการเยียวยา เช่น การปรับผังรายการให้มีสัดส่วนเป็นไปตามที่กำหนด ซี่งได้บอกพันเอกนทีว่า หากสิ่งใดที่ทำนอกเหนือจากสิ่งที่ปฏิรูปสื่อ คุณอาจโดนประนามจากสังคมได้ นี่คือ สิ่งที่เราส่งสัญญาณ แต่หากยังไม่มีทบทวน องค์กรวิชาชีพสื่อ จะร่วมกันกำหนดท่าที ผลักดันเรื่องนี้ต่อไป

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: