RSS

(รายงานวิจัย) พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท: ผลกระทบต่อสภาพคล่องและดอกเบี้ย โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

29 มี.ค.

ประเด็นสำคัญ

* การเข้าสู่กระบวนการระดมเงินทุนของภาครัฐ เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ 2 ล้านล้านบาท ในช่วงปี 2556 – 2557 ผนวกกับการกู้เงินภายใต้โครงการบริหารจัดการน้ำในช่วงเวลาเดียวกัน น่าจะส่งผลให้ความต้องการสภาพคล่องในระบบการเงินไทยในปี 2556 – 2557 เพิ่มขึ้นจากระดับปกติราว 3.5 แสนล้านบาท

* อย่างไรก็ตาม ผลต่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงิน คงต้องประเมินเงื่อนไขอื่นๆ ประกอบด้วย ไม่ว่าจะเป็นแรงส่งเศรษฐกิจ กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ตลอดจนทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะจะมีอิทธิพลต่อความต้องการสภาพคล่องจากภาคธุรกิจและสถาบันการเงิน ตลอดจนปริมาณอุปทานสภาพคล่องด้วย

* ด้วยความต้องการระดมทุนจากภาครัฐที่คาดว่าจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ตลอดจนการประกาศแผนการระดมทุนของภาครัฐล่วงหน้า และเครื่องมือการดูแลสภาพคล่องของ ธปท. คาดว่าจะทำให้การเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงิน มีทิศทางที่สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และลดโอกาสการปรับตัวที่รุนแรงหรือผันผวนจนกระทบกระเทือนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวมลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. …. โดยหลักการสำคัญ คือ การให้อำนาจกระทรวงการคลังในการกู้เงินทั้งในรูปสกุลเงินบาทและสกุลเงินต่างประเทศ มูลค่าวงเงินรวมไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท และให้ดำเนินการภายในระยะเวลา 7 ปี หรือไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2563 เพื่อนำไปใช้จ่ายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศ ซึ่งหากกระบวนการตรากฎหมายเป็นไปได้อย่างราบรื่นแล้ว คาดว่า กระทรวงการคลังน่าจะเริ่มเข้ามาระดมเงินทุนเพื่อใช้ในโครงการต่างๆ ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2556 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ การระดมทุนดังกล่าว ถือว่าเป็นความต้องการสภาพคล่องส่วนเพิ่มของภาครัฐ นอกเหนือไปจากโครงการพิเศษอื่นๆ ที่บางโครงการคงจะปรากฏความก้าวหน้าที่ชัดเจนมากขึ้นในปี 2556 นี้เช่นกัน อย่างไรก็ดี เนื่องจากโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศดังกล่าวถือเป็นโครงการลงทุนระยะยาว ซึ่งอาจมีปัจจัยไม่แน่นอนที่กระทบต่อทิศทางของระบบการเงินและสภาพคล่องให้เปลี่ยนภาพไปจากปัจจุบัน

ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงเลือกประเมินผลกระทบของการกู้เงินจากภาครัฐต่อสภาพคล่องในรูปเงินบาทและทิศทางอัตราดอกเบี้ยตลาดการเงินไทยในระยะสั้นเฉพาะปี 2556-2557 โดยมีรายละเอียดดังนี้

การกู้เงินพิเศษของภาครัฐ…ทยอยกดดันสภาพคล่องของระบบอย่างค่อยเป็นค่อยไป

นอกเหนือจากความต้องการระดมทุนของภาครัฐ เพื่อใช้ในกิจกรรมปกติ อาทิ การกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ การลงทุนของรัฐวิสาหกิจ รวมถึงโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรซึ่งทำให้มีความต้องการสภาพคล่องรายปีไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาทแล้ว อีกจุดจับตาในปี 2556-2557 ที่สำคัญ คงอยู่ที่โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตาม ร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. …. วงเงินไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมายของสภาฯ และการกู้เงินภายใต้พ.ร.ก.บริหารจัดการน้ำ1 ซึ่งทั้ง 2 โครงการดังกล่าวจะเข้าสู่กระบวนการระดมทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2556

image

ทั้งนี้ แม้ว่าวงเงินตามโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท และโครงการบริหารจัดการน้ำจะเป็นวงเงินขนาดใหญ่ แต่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การเข้าระดมเงินทุนของภาครัฐภายใต้กฎหมายพิเศษทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว คงเป็นในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยในช่วงปี 2556 – 2557 น่าจะมีการระดมทุนจาก 2 โครงการดังกล่าวเป็นจำนวนราว 3.5 แสนล้านบาท กล่าวคือ การกู้ยืมสำหรับโครงการ 2 ล้านล้านบาท คงเข้าสู่กระบวนการระดมทุนอย่างเร็วภายในไตรมาส 4/2556 ด้วยวงเงินตามแผนใช้จ่ายราว 30,000 ล้านบาท และทยอยระดมเงินทุนอย่างหนาแน่นขึ้นในช่วงปี 2557 เป็นต้นไป จนถึงกรอบท้ายสุดของโครงการในปี 2563 ขณะที่ โครงการบริหารจัดการน้ำจะทยอยเข้าสู่กระบวนการระดมทุนและเบิกใช้จริงในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 อย่างไรก็ดี ในระยะเริ่มต้นของทั้ง 2 โครงการข้างต้น คาดว่าความต้องการสภาพคล่องส่วนใหญ่น่าจะอยู่ในรูปเงินบาท และคงยังเข้าสู่กระบวนการระดมทุนไม่มากนัก เนื่องจากยังรอกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการย่อยต่างๆ ในทางปฏิบัติ เพื่อรองรับการจัดการพื้นที่และการก่อสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเริ่มโครงสร้างที่ซับซ้อนขึ้นในขั้นตอนถัดไป

ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงมองว่าการทยอยเข้าระดมทุนของภาครัฐในช่วงปี 2556 – 2557 คงมีผลกระทบต่อสภาพคล่องของระบบการเงินไทยให้ตึงตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าที่จะกดดันตลาดอย่างรุนแรงจนทำให้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยตลาดให้พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี แนวโน้มการระดมทุนของภาครัฐและแรงกดดันต่อสภาพคล่องยังขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าของการดำเนินโครงการต่างๆ ในทางปฏิบัติด้วยเช่นกัน

ผลกระทบต่อสภาพคล่อง และอัตราดอกเบี้ยตลาดในท้ายที่สุด…ยังต้องประเมินปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย

แม้ความต้องการสภาพคล่องจากภาครัฐส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาในระบบการเงิน จะมีจำนวนไม่น้อย แต่ผลกระทบท้ายสุดต่อความเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยตลาดและสภาพคล่องของระบบการเงินไทย คงต้องประเมินตัวแปรและเงื่อนไขที่สำคัญอื่นๆ ร่วมด้วย ได้แก่

image

* ภาวะเศรษฐกิจไทย โดยในกรณีที่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจแกนหลักของโลกที่ประคองตัวได้นั้น คาดว่าจะมีผลหนุนความต้องการสภาพคล่องจากภาคเอกชน ทั้งจากภาคธุรกิจผ่านการระดมทุนในตลาดหุ้นและตราสารหนี้ ตลอดจนจากภาคสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (เพื่อรองรับความต้องการสินเชื่อของภาคครัวเรือน ธุรกิจ และรัฐ) อันถือเป็นภาคส่วนหลักที่มีน้ำหนักมากกว่าภาครัฐ ในการดึงสภาพคล่องของระบบการเงิน ซึ่งย่อมจะมีอิทธิพลต่อเนื่องมายังทิศทางอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ยืมของสถาบันการเงินได้

* อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ซึ่งผูกโยงกับเงื่อนไขการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและแรงกดดันเงินเฟ้อของไทย โดยแม้จะเป็นที่คาดหมาย

ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อาจทรงตัวอยู่ที่ระดับปัจจุบันที่ร้อยละ 2.75 ไปจนถึงสิ้นปี 2556 เพื่อประคองการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางหลากปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก และแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศที่ยังไม่น่ากังวล อย่างไรก็ดี คงต้องติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะมีผลต่อการพิจารณาทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธปท.ในระยะถัดไป

* กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหากนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของสหรัฐฯ ใกล้สิ้นสุดลง ซึ่งคาดว่าอาจเป็นช่วงกลางปี 2557 ทั้งนี้ เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ท่ามกลางสถานการณ์ที่เศรษฐกิจแกนหลักของโลกเผชิญกับภาวะซบเซาและปัญหาหนี้สาธารณะนั้น มีผลในการเพิ่มสภาพคล่องระยะ

สั้นให้กับระบบการเงินไทย (แม้ว่าจะไม่ได้มีบทบาทมากนักในการเป็นแหล่งเงินทุนให้กับภาคธุรกิจ หรือเป็นอุปทานสภาพคล่องในรูปเงินฝากให้กับสถาบันการเงิน) และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้ไทยทรงตัวในระดับค่อนข้างต่ำ ใกล้เคียงกับระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

นั่นหมายความว่า ในกรณีที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศแกนหลัก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ค่อยๆ ทยอยฟื้นตัวขึ้นทั้งในภาคแรงงานและอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ ผลจากการปรับลดรายจ่ายทางการคลังของสหรัฐฯ ไม่เหนือไปจากความคาดหมายแล้ว เฟดอาจพิจารณาทยอยลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ลงในปี 2557 อันย่อมจะกระตุ้นให้กระแสเงินทุนจากต่างชาติทยอยไหลกลับเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ได้ ซึ่งจะกดดันอัตราผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้ไทยให้ปรับตัวขึ้นอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

ดังนั้น หากปัจจัยด้านเศรษฐกิจไทยและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย รวมถึงการระดมทุนส่วนเพิ่มจากภาครัฐ ส่งผลสนับสนุนไปในทิศทางที่ลดสภาพคล่องในระบบการเงินไทย ควบคู่กับการส่งสัญญาณทิศทางนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นแล้ว ก็มีความเป็นไปได้ที่อาจเริ่มเห็นอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงิน โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนพันธบัตร และอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก-เงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์ ขยับสูงขึ้นไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน อย่างไรก็ตาม หากเงื่อนไขเศรษฐกิจไทยและโลก ยังคงไม่เอื้ออำนวย ก็คงจะลดความจำเป็นในการดำเนินนโยบายการเงินในลักษณะเข้มงวดลง เช่นเดียวกับความต้องการสภาพคล่องเพื่อการลงทุนจากภาคธุรกิจและสถาบันการเงิน ดังนั้น การระดมทุนส่วนเพิ่มของภาครัฐ ในภาวะดังกล่าว ก็คงจะมีผลที่ค่อนข้างจำกัดต่อสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ย

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขใด คาดว่าความต้องการสภาพคล่องจากภาครัฐที่คงมีลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับแนวทางการประกาศแผนการก่อหนี้ของภาครัฐล่วงหน้า น่าจะทำให้ตลาด โดยเฉพาะสถาบันการเงินที่รับฝากเงิน สามารถบริหารจัดการและวางแผนความต้องการสภาพคล่องของตนล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน นอกจากนี้ การที่ธปท.ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการระดมทุนของภาครัฐไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการยกเลิกการออกพันธบัตรระยะยาว ลดวงเงินพันธบัตรระยะกลาง และเน้นการออกพันธบัตรระยะสั้นแทนนั้น ทำให้การบริหารสภาพคล่องผ่านพันธบัตรของ ธปท.ที่ปัจจุบันมียอดคงค้างราว 3.07 ล้านล้านบาท น่าจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับดูแลสภาพคล่องของระบบการเงินไทยในระยะถัดไป รวมถึงอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ในแต่ละช่วงจังหวะอายุ และอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก-เงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและสอดคล้องกับระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงนั้นๆ ท้ายที่สุดแล้ว ก็น่าจะช่วยคลายความกังวลต่อโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยตลาดการเงินจะถีบตัวสูงขึ้นจนกระทบต่อการกู้ยืมของภาคครัวเรือน ธุรกิจ ตลอดจนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศลงได้

—————————————-

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: