RSS

Monthly Archives: มีนาคม 2013

ฉบับเต็ม! แถลงการณ์ สมาคมนักข่าววิทยุ&โทรทัศน์ไทย จี้ กสช.ทบทวนออกใบอนุญาต 12ช่องดิจิตอลสาธารณะ ดังนี้ …

แถลงการณ์สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

เรื่อง ขอให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

(กสทช.) ทบทวนมติเรื่องการกำหนดการออกใบอนุญาตทีวีดิจิทัลสาธารณะ 12 ช่อง

จากการที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ไทย (กสท.) มีมติเห็นชอบ 3 ต่อ 2 เสียง ในการกำหนดช่องรายการสำหรับกิจการบริการสาธารณะโทรทัศน์ระบบดิจิทัล จำนวน 12 ช่องรายการ ซึ่งมีการกำหนดประเภทและคุณสมบัติผู้มีสิทธิยื่นขอใบอนุญาตได้ตามมาตรา 10 ใน พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ทั้งนี้ทีวีดิจิทัลสาธารณะ 12 ช่องตามกำหนดของ กสท.แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจัดให้แก่ผู้ประกอบการรายเดิมคือช่อง 5,ช่อง 11 และไทยพีบีเอส (ในส่วนของไทยพีบีเอส นอกจากได้ช่องทีวีดิจิทัลสาธารณะตามสิทธิการเป็นผู้ประกอบการรายเดิมแล้ว ยังได้เพิ่มอีก 1 ช่องภายใต้บันทึกข้อตกลงเบื้องต้น(MOU) ที่ทำไว้กับคณะกรรมการกิจการเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ขณะที่อีก 8 ช่องนั้น กสท.จะพิจารณาออกใบอนุญาตตามคุณสมบัติ (Beauty Contest)

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เห็นว่ามติของ กสท. เป็นการละเมิดเจตนารมย์การปฏิรูปสื่อที่จะต้องกระจายคลื่นความถี่ที่อยู่ในการครอบครองของรัฐไปสู่สาธารณะ แต่มติของ กสท. กลับเป็นการมอบคลื่นความถี่ที่เป็นช่องบริการสาธารณะไปให้กับหน่วยงานของรัฐ โดยที่ กสท. ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ใดๆ

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จึงขอเรียกร้องให้

1. กสทช. ทบทวนมติในการออกใบอนุญาตทีวีดิจิทัลสาธารณะทั้ง 12 ช่อง เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมย์ของการปฏิรูปสื่อและเพื่อให้เป็นไปตามหลักการของทีวีสาธารณะอย่างแท้จริง

2. กสทช.ต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาการให้ใบอนุญาตตามคุณสมบัติ (Beauty Contest) ให้ชัดเจน โดยจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนของสังคมอย่างรอบด้าน

3.กสทช.ไม่ควรเร่งรีบการออกใบอนุญาตทีวีดิจิทัลสาธารณะพร้อมกันทั้ง 12 ช่องในครั้งเดียวกัน โดยขอให้พิจารณาจากความจำเป็น และคุณภาพของเนื้อหารายการที่จะนำเสนอเนื้อหาเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ

4.ในการออกใบอนุญาตทีวีจิดิทัลสาธารณะ กสทช. ต้องไม่ทำให้โครงสร้างการแข่งขันในอุตสาหกรรมสื่อโทรทัศน์บิดเบี้ยว เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน ทั้งนี้เนื่องจากการออกใบอนุญาตทีวีดิจิทัลสาธารณะไม่มีค่าใช้จ่ายในการประมูล, ค่าธรรมเนียมรายปี และสามารถหารายได้จากการโฆษณาได้โดยไม่จำกัด

ทั้งนี้สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และหาก กสทช.ไม่มีการแก้ไขทบทวนมติดังกล่าว สมาคมฯ จะใช้ช่องทางตามสิทธิในรัฐธรรมนูญต่อไป

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

31 มีนาคม 2556

 

องค์กรวิชาชีพสื่อ และนักวิชาการ ร่วมประกาศจุดยืน จี้ กสทช.หยุดตะแบงให้ใบอนุญาต 12 ช่องทีวีสาธารณะ หากไม่ทบทวน จ่อฟ้องศาลปค.

องค์กรวิชาชีพสื่อ และนักวิชาการ ร่วมประกาศจุดยืน จี้ กสทช.หยุดตะแบงให้ใบอนุญาต 12 ช่องทีวีสาธารณะ จี้หาก กสทช.ไม่ทบทวน พร้อมรวมตัวยื่นศาลปกครอง และยื่นถอดถอน กรรมการกสทช.ทั้ง 11 คน “สุภิญญา” ชง 7 ข้อเสนอบอร์ดพรุ่งนี้ เรียกร้อง “ไทยพีบีเอส”ไม่ร่วมสังฆกรรมครั้งนี้

image

31 มีนาคม 2556 – วันนี้ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ และสภาวิชาชีพวิทยุและโทรทัศน์ไทย จัดเสวนา”ประเคนทีวีดิจิตอลสาธารณะ..กสทช.รัฐประหารการปฏิรูปสื่อ” โดยเห็นว่า ขณะนี้ กสทช.กำลังเอาคลื่นความถี่สาธารณะไปให้ช่องทีวีที่ไม่ได้ทำในรูปแบบสาธารณะ โดย นายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ นายกสมาคมนักข่าวิทยุและโทรทัศน์ไทย ระบุว่า เวทีนี้ ได้ร่วมกันประกาศจุดยืนว่า หาก คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง ของ กสทช.ไม่ทบทวนหลักเกณฑ์ในการให้ใบอนุญาต ทางองค์กรวิชาชีพสื่อ อาจรวมตัวกับองค์กรภายนอก ยื่นฟ้องศาลปกครอง และยื่นถอดถอนกรรมการ กสทช.ทั้งคณะ ต่อสมาชิกวุฒิสภา โดยเห็นว่าควรต้องทบทวน และเปิดเวทีรับฟังความเห็นสาธารณะ และควรทำหลักเกณฑ์ต่างๆ ให้เรียบร้อยก่อนจะพิจารณาให้ใบอนุญาต โดยไม่จำเป็นต้องเร่งรีบให้ใบอนุญาต พร้อมเรียกร้องให้ไทยพีบีเอส ไม่ร่วมสังฆกรรมจนกว่าประกาศหลักเกณฑ์ชัดเจน

นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกสทช. ระบุว่า จากมติที่บอร์ดกระจายเสียง กสทช.สัปดาห์ที่แล้ว มีมติ 3 ต่อ 2 ให้สิทธิ์ ช่อง5,ช่อง 11 และไทยพีบีเอส ใช้คลื่นดิจิตอลนั้น เป็นไปอย่างรวบรัด ซึ่งการเปลี่ยนผ่านแม้ต้องการให้เป็นไปโดยความราบรื่น แต่การที่บอร์ดทำเช่นนี้ เสมือนเป็นการให้สิทธิ์พิเศษทั้ง 3 ช่อง โดยไม่เป็นธรรมกับช่องอื่นในการทำคลื่นความถี่ดิจิตอล โดยไม่ได้มีเงื่อนไขว่าการยุติระบบอะนาล็อกจะเร็วขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ ซึ่งหากบอร์ดกระจายเสียงฯ ปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป อาจถูกคนฟ้องร้องต่อศาลปกครองแน่นอน ทั้งนี้ ส่วนตัวได้เสนอให้ทบทวนในที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงวันพรุ่งนี้ รวม 7 ข้อ ได้แก่ 1. คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) ต้องกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการรายเดิม (ช่อง 5 ,NBT และ ThaiPBS ) ปรับตัวให้สอดคล้องกับคุณสมบัติของการเป็นผู้ประกอบกิจการสาธารณะ มิใช่ได้รับสิทธิในการออกอากาศในระบบดิจิตอลโดยอัตโนมัติ มิเช่นนั้นจะส่งผลต่อการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
2. กสท. ต้องสร้างเกณฑ์การตรวจสอบ “หน้าที่” และ “ความจำเป็น” ของผู้ประกอบการรายเดิม และหน่วยงานรัฐและองค์กรต่างๆ ที่ขอเข้ามาจัดสรรคลื่นความถี่โดยคำนึงถึงโครงสร้างความเป็นเจ้าของ
3. กสท.ต้องจัดทำคำนิยาม “บริการสาธารณะ” และเนื้อหารายการ รวมทั้งพันธกิจสำคัญในแต่ละช่องรายการให้ชัดเจน และขอให้ทบทวนการจัดกลุ่มตามวัตถุประสงค์ของทั้ง 12 ช่อง
4. กสท.ต้องคำนึงถึงความเป็นเจ้าของสำหรับภาคประชาชนเพื่อใช้คลื่นความถี่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ในทุกพื้นที่ของการประกอบกิจการ
5. กสท.ต้องกำหนดให้แต่ละช่องเสนอโครงสร้างการบริหารที่สะท้อนความเป็นอิสระจากภาคการเมืองและภาคธุรกิจ และมีแผนการจัดสรรและที่มาของงบประมาณที่ชัดเจน และสามารถตรวจสอบได้
6. กสท.ต้องมีเกณฑ์การคัดเลือกคุณสมบัติผู้ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ช่องบริการสาธารณะ (Beauty Contest) ที่ชัดเจน และผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ เนื่องจากเป็นแนวนโยบายที่มีผลกระทบต่อสาธารณะ
และ 7. กสท.ควรชะลอการพิจารณาการจัดสรรคลื่นความถี่บริการสาธารณะ 12 ช่อง จนกว่าจะสำรวจและรับความเห็นจากทุกภาคส่วนและศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อนำมาเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการใช้ดุลพินิจของ กสท.

image

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า จุดประสงค์ของการทำทีวี”ช่องสาธารณะ” เน้นการตอบโจทย์ในสิ่งที่ทีวีช่องพาณิชย์ไม่สามารถทำได้ หรือเป็นรายการเฉพาะกลุ่ม หรือ มีคุณภาพมากกว่ารายการแบบตลาด ซึ่งทีวีดิจิตอลเป็นโอกาสของการปฏิรูปสื่อ แต่หากมีการสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ก็จะมีความเสี่ยงในการแข่งขันมากขึ้น และหน่วยงานราชการจะพาเหรดมาทำทีวีสาธารณะ ซึ่งจะทำให้ช่องทีวีกลายเป็นประโยชน์ของราชการไม่ใช่ประโยชน์เพื่อสาธารณะ

ทั้งนี้ การที่บอร์ดกระจายเสียงฯ กสทช.ทำเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าเป็นการประเคนให้ช่องทีวี เพราะกสทช.ยังไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ แต่ทำท่าจะอนุญาตให้ประกอบกิจการแล้ว ซี่งหากทำเช่นนี้จริง ก็เสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการกำหนดผังรายการต้องมีเนื้อหาสาธารณะร้อยละ 70 ซึ่งคุณสมบัติของคนที่จะมาขอประกอบกิจการ ต้องดูว่า”มีหน้าที่” และ”ความจำเป็น”ตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เพราะกสทช.ยังไม่ได้กำหนด แล้วทราบได้อย่างไรว่า ช่องที่อนุมัติให้ไปมีหน้าที่ และความจำเป็นตามที่กฏหมายกำหนด

การทำเช่นนี้ นับเป็นการจัดสรรใบอนุญาตใหม่ โดยมาตรา 11 คนที่จะขอรับใบอนุญาต หากเป็นกระทรวง ทบวง กรม ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ ต้องมาขอใบอนุญาต และเห็นว่าเรื่องนี้ควรรับฟังความเห็นสาธารณะ แต่ขณะนี้ก็ยังไม่มีการรับฟังความเห็นเลย

“แม้กฎหมายฉบับนี้แม้จะออกมาในสมัยที่เกิดการรัฐประหาร แต่หัวใจสำคัญของการปฏิรูปสื่อมีมาตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งเนื้อหาโดยรวมมีความก้าวหน้า มุ่งมั่นในการปฏิรูปสื่อพอสมควร และอนุญาตให้หน่วยงานรัฐดำเนินการโดยมีโฆษณาได้ แต่สิ่งที่แย่คือ ประชาธิปไตยในปัจจุบัน ก็ยังมีการละเมิดการปฏิรูปสื่อ”

สำหรับข้อเสนอแนะ ต้องการเห็น กสทช.ทบทวนมติที่ออกไป และประชุมใหม่ เพื่อกำหนดเงื่อนไขการทำบิวตี้คอนเทส ตามหลักเกณฑ์ และต้องเพิ่มเติมจาก พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ว่า ถ้าเป็นทีวีช่องสาธารณะ จะต้องมีประโยชน์สาธารณะ สนองตอบกลุ่มผู้ฟังที่ถูกละเลยตามกลไกตลาด และเนื้อหารายการต้องมีความสมดุล, ฟังความเห็นรอบด้าน ไม่ใช่เผยแพร่ความเห็นของรัฐ หรือราชการอย่างเดียว และต้องมีกลไกรับเรื่องร้องเรียน โดยกสทช.ควรออกเงื่อนไขในการทำบิวตี้คอนเทส และออกใบอนุญาตที่ไม่ยาวเกิน 4 ปี และหากไม่ได้ทำตามเงื่อนไขบิวตี้คอนเทส ก็ควรเพิกถอนใบอนุญาต สำหรับผู้ที่ได้รับ

ส่วนข้อเสนอต่อหน่วยงานที่จะขอรับใบอนุญาตนั้น ทางช่อง 5 ควรปรับผังรายการ , ช่อง 11 ก็ต้องวางกลไกรับเรื่องร้องเรียน ขณะที่ ThaiPBS ต้องทบทวนดูว่ามีสิ่งใดที่ยังไม่ครบถ้วนก็ต้องพิจารณา

image

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ระบุว่า วันนี้มีการตีความที่ผิดเพี้ยนของกรรมการกสทช.ทั้ง 11 คน คือ แยกกันทำหน้าที่ฝั่งละ 5 คน ระหว่างบอร์ดโทรคม และบอร์ดกระจายเสียง แต่เรื่องนี้มีคณะกรรมการเพียง 3 คน อนุมัติโดยยังไม่มีใครขอ ซึ่งต้องเป็นเรื่องที่ควรตรวจสอบว่าผิดกฏหมายหรือไม่ โดยคณะกรรมาธิการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคฯ จะเชิญ พันเอกนที ศุกลรัตน์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงฯ มาชี้แจงเร็วๆ นี้

สำหรับกฎหมายที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการกระจายเสียงฯ ได้แบ่งชัดเจนเกี่ยวกับการประกอบกิจการ ซึ่งการที่กสทช.จะพิจารณาอนุมัติให้ใบอนุญาต ก็ควรดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย รวมถึงพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ 2553 ซึ่งกสทช.ถือเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ มีสิทธิ์ถูกตรวจสอบจาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ตามกฎหมาย และจะโดนตรวจสอบทั้งคณะ 11 คน ไม่ใช่แค่คณะกรรมการชุดใดชุดหนึ่ง

การที่กสทช.ไม่ได้กำหนดกติกา แต่อนุมัติคลื่นความถี่อย่างน้อย 4 คลื่น โดยยังไม่มีใครมาขอ เป็นที่น่าสังเกตว่าทางช่อง 5 นั้น แม้จะไม่สามารถตัดเรื่องช่องความมั่นคงออกไปได้ แต่จะมีช่องทางที่เหลืออยู่คือหากต้องการทำช่องธุรกิจ คือต้องเข้าประมูล แต่หากทำเป็นช่องเพื่อความมั่นคง จะเข้าข่ายต้องมีเนื้อหาสาระร้อยละ 70 ส่วนช่อง 11 ต้องเปลี่ยนไปสังกัดช่องรัฐที่ต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชน แต่กลับจัดอยู่ในกลุ่มสาธารณะ โดยเว้นในช่องความมั่นคง และช่องสร้างความเข้าใจของรัฐ

ส่วนช่องไทยพีบีเอส จะต้องทำตัวเองให้สมบูรณ์ก่อน โดยไม่เข้าใจว่า เอ็มโอยูจะอยู่เหนือกฎหมายได้อย่างไร ซึ่งไม่น่าจะเหนือกว่ากฎหมาย และไม่มีความจำเป็น ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้น เห็นด้วยกับข้อเสนอของนางสาวสุภิญญาในการนำข้อเสนอเข้าที่ประชุม 7 ข้อ นอกจากนี้ กสทช.ควรทำเงื่อนไขทุกกลุ่มให้ชัดเจน ทั้ง กลุ่มสาธารณะ,ธุรกิจ และชุมชน และควรทำประชาพิจารณ์ก่อนจะประกาศใช้ ซึ่งการตรวจสอบกสทช. สามารถทำได้ในช่องทางต่างๆ เช่น ส.ส.-สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 หรือ ประชาชนล่ารายชื่อไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคน รวมทั้งคณะกรรมาธิการติดตามและตรวจสอบกสทช. 5 คน ทั้งหมดสามารถยื่นถอดถอน กรรมการ กสทช.ได้

“การที่เรามีตัวแทนกสทช.ซึ่งเป็นอิสระ และหวังให้เข้าไปปฏิรูปสื่อชัดเจน แต่ไม่อยากเห็นการตีความกฎหมายแบบตะแบง ต้องเดินตามเจตรนารมย์ด้วย ไม่ใช่กฎหมายเขียนแค่นี้ก็ทำเท่านี้ อยากเห็นกรรมการคงความน่าเชื่อถือ เรามีปัญหาทางการเมืองมากอยู่แล้ว อย่าตะแบงตีความมาก และกสทช.มีอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้มีแผนแม่บทต่างๆ และแผนความถี่ต่างๆ ทั้งหมด จะต้องลงไปสู่การปฏิบัติซี่งเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงจะเกิดความลักลั่น โดยเฉพาะปัญหาวิทยุชุมชน ก็เป็นปัญหาใหญ่ แต่ไม่คืบหน้าเท่าที่ควร และเห็นว่ากสทช.ควรแก้ไขและปรับปรุง”

นางสาวเอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา หรือ มีเดียมอร์นิเตอร์ ระบุว่า ในภาคผนวก ที่กสทช.ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์นั้น มีข้อสังเกตว่า เมื่อกสทช.มีอำนาจแล้ว สามารถทำข้อกฎหมายให้มีความชัดเจนมากขึ้นได้ แต่กสทช.กลับไม่ได้ดูกฎหมายเลย โดยการแยกช่องรายการทั้ง 12 ช่อง ไม่มีเนื้อหาที่มีความสำคัญและจำเป็นกับกลุ่มคนดูเฉพาะ หรือที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความรู้ กสทช.ไม่สามารถทำได้เลย

ทั้งนี้ มีเดียมอร์นิเตอร์ เคยได้ศึกษาเดือนมกราคมที่ผ่านมา พบว่า เนื้อหาเกณฑ์ช่องทีวีสาธารณะนั้น พบว่าช่อง 5 มีการเสนอเนื้อหาสาระร้อยละ 44 ,รายการมีเนื้อหาบันเทิงสูง ,ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงตามคำอธิบาย ซี่งกสทช.ต้องทำหลักเกณฑ์ และต้องมีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่า ลักษณะการใช้คลื่นความถี่ และสภาพการประกอบกิจการของแต่ละสถานีเป็นอย่างไร ก่อนจะพิจารณาให้ใบอนุญาต

นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ระบุว่า ประเด็นที่ตั้งข้อสังเกต คือการให้คลื่นความถี่ โดยไม่กำหนดหลักเกณฑ์ชัดเจน เพราะควรต้องรับฟังความเห็นสาธารณะ เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อประชาชน รวมทั้งมีข้อกังวลว่าเป็นการยกคลื่นความถี่ให้หน่วยราชการ แม้พันเอกนที ชี้แจงไม่ได้ไม่เป็นเช่นนั้น แต่อ้างว่าได้ดำเนินการตามกฎหมายที่กำหนดเรื่องบริการสาธารณะ แต่หากมีการกำหนดเช่นนี้ ก็ควรพิจารณาว่า ใครจะเป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดหรือพิจารณาให้ใบอนุญาต ซึ่งการให้ใบอนุญาตเช่นนี้ ก็ไม่ต่างกับการที่จะมีช่อง 11 อีก 2 ช่อง

นอกจากนี้ ยังเห็นว่า ปัจจุบัน ช่อง 11 ไม่ได้ประกอบกิจการเองทั้งหมด แต่เปิดช่องให้บริษัทภายนอกเข้ามาร่วมผลิตรายการได้ แต่กฎหมายกำหนดว่าต้องเป็นผู้ประกอบกิจการเอง ซึ่งอนาคตเชื่อว่าจะต้องมีเอกชนไปรับจ้างผลิตกับหน่วยราชการที่เป็นเจ้าของช่องรายการ และเป็นที่ชัดเจนว่าไม่สามารถวิจารณ์ได้รอบด้าน ซี่งเจตนารมย์ของการปฏิรูปสื่อก็จะไม่เกิด ประเด็นเรื่องผังรายการ ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีการกำหนดว่าผังรายการเป็นอย่างไร

สำหรับข้อเสนอแนะ หากบอร์ดกระจายเสียงฯ ยังเดินหน้ากำหนดเงื่อนไขในรูปแบบการล็อกเสปคอยู่ ก็จะมีโอกาสถูกฟ้องร้องในอนาคต จากกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย คือ สถานีโทรทัศน์ที่ได้สัมปทานที่จะได้รับผลกระทบ เพราะส่วนแบ่งเม็ดเงินโฆษณาจะหายไป แต่ก็เชื่อว่ากลุ่มนี้ไม่กล้าจะไปฟ้อง และอนาคตจะยังสามารถถือครองส่วนแบ่งตลาดได้ ซี่งหากจะมีการฟ้องร้อง ก็ต้องรอไปจนถึงการเปิดให้ยื่นประมูลช่องดิจิตอลกลุ่มธุรกิจ

นายบัณฑิต จันทร์ศรีคำ หรือ แคน สาริกา บรรณาธิการเนชั่นสุดสัปดาห์ ระบุว่า ขณะนี้มีภาครัฐ ทำช่องรายการทีวีเองอยู่แล้วรวม 8 ช่อง และมีกระแสข่าวมีหลายหน่วยงานจะทำช่องทีวีเพิ่ม ซี่งทั้ง 8 ช่องที่ออกอากาศนั้น จะเห็นว่ามีเนื้อหาที่เกี่ยวกับหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งต้องจับตาดูว่า ทีวีดิจิตอลช่องสาธารณะใหม่ ที่จะออกมาจะเป็นอย่างไร และมีแนวโน้มว่าการทำช่องสาธารณะใหม่ การผลิตรายการจะตกไปเป็นของกลุ่มที่มีอยู่ในแวดวงสื่อทั้งหลาย จะต้องไปเสนอตัวกับหน่วยงานรัฐดำเนินการเพื่อขอผลิตรายการให้แน่นอน ที่ผ่านมาแม้จะเห็น กสทช.แจกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงไปบ้างแล้ว แต่ส่วนตัวก็ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ซี่งเรื่องที่เกิดขึ้น มันขึ้นอยู่กับว่า ผู้เกี่ยวข้องจะดำเนินการอย่างไร

นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ระบุว่า สิ่งที่กสทช.กำลังทำ เกิดการบิดเบือนเจตนารมย์ของการปฏิรูปสื่อ จึงขอเรียกร้องให้กสทช.ปรับท่าที แต่หากไม่เปลี่ยนก็อาจใช้ช่องทางฟ้องร้องทางกฎหมาย ตอนนี้ยังไม่สายไปหากกสทช.จะคิดทบทวน หรือวางมาตรการเพิ่มเติมขึ้นมาจากสิ่งที่ให้ใบอนุญาตไปแล้ว หรือการเยียวยา เช่น การปรับผังรายการให้มีสัดส่วนเป็นไปตามที่กำหนด ซี่งได้บอกพันเอกนทีว่า หากสิ่งใดที่ทำนอกเหนือจากสิ่งที่ปฏิรูปสื่อ คุณอาจโดนประนามจากสังคมได้ นี่คือ สิ่งที่เราส่งสัญญาณ แต่หากยังไม่มีทบทวน องค์กรวิชาชีพสื่อ จะร่วมกันกำหนดท่าที ผลักดันเรื่องนี้ต่อไป

 

(รายงานวิจัย) พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท: ผลกระทบต่อสภาพคล่องและดอกเบี้ย โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ประเด็นสำคัญ

* การเข้าสู่กระบวนการระดมเงินทุนของภาครัฐ เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ 2 ล้านล้านบาท ในช่วงปี 2556 – 2557 ผนวกกับการกู้เงินภายใต้โครงการบริหารจัดการน้ำในช่วงเวลาเดียวกัน น่าจะส่งผลให้ความต้องการสภาพคล่องในระบบการเงินไทยในปี 2556 – 2557 เพิ่มขึ้นจากระดับปกติราว 3.5 แสนล้านบาท

* อย่างไรก็ตาม ผลต่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงิน คงต้องประเมินเงื่อนไขอื่นๆ ประกอบด้วย ไม่ว่าจะเป็นแรงส่งเศรษฐกิจ กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ตลอดจนทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะจะมีอิทธิพลต่อความต้องการสภาพคล่องจากภาคธุรกิจและสถาบันการเงิน ตลอดจนปริมาณอุปทานสภาพคล่องด้วย

* ด้วยความต้องการระดมทุนจากภาครัฐที่คาดว่าจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ตลอดจนการประกาศแผนการระดมทุนของภาครัฐล่วงหน้า และเครื่องมือการดูแลสภาพคล่องของ ธปท. คาดว่าจะทำให้การเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงิน มีทิศทางที่สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และลดโอกาสการปรับตัวที่รุนแรงหรือผันผวนจนกระทบกระเทือนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวมลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. …. โดยหลักการสำคัญ คือ การให้อำนาจกระทรวงการคลังในการกู้เงินทั้งในรูปสกุลเงินบาทและสกุลเงินต่างประเทศ มูลค่าวงเงินรวมไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท และให้ดำเนินการภายในระยะเวลา 7 ปี หรือไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2563 เพื่อนำไปใช้จ่ายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศ ซึ่งหากกระบวนการตรากฎหมายเป็นไปได้อย่างราบรื่นแล้ว คาดว่า กระทรวงการคลังน่าจะเริ่มเข้ามาระดมเงินทุนเพื่อใช้ในโครงการต่างๆ ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2556 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ การระดมทุนดังกล่าว ถือว่าเป็นความต้องการสภาพคล่องส่วนเพิ่มของภาครัฐ นอกเหนือไปจากโครงการพิเศษอื่นๆ ที่บางโครงการคงจะปรากฏความก้าวหน้าที่ชัดเจนมากขึ้นในปี 2556 นี้เช่นกัน อย่างไรก็ดี เนื่องจากโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศดังกล่าวถือเป็นโครงการลงทุนระยะยาว ซึ่งอาจมีปัจจัยไม่แน่นอนที่กระทบต่อทิศทางของระบบการเงินและสภาพคล่องให้เปลี่ยนภาพไปจากปัจจุบัน

ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงเลือกประเมินผลกระทบของการกู้เงินจากภาครัฐต่อสภาพคล่องในรูปเงินบาทและทิศทางอัตราดอกเบี้ยตลาดการเงินไทยในระยะสั้นเฉพาะปี 2556-2557 โดยมีรายละเอียดดังนี้

การกู้เงินพิเศษของภาครัฐ…ทยอยกดดันสภาพคล่องของระบบอย่างค่อยเป็นค่อยไป

นอกเหนือจากความต้องการระดมทุนของภาครัฐ เพื่อใช้ในกิจกรรมปกติ อาทิ การกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ การลงทุนของรัฐวิสาหกิจ รวมถึงโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรซึ่งทำให้มีความต้องการสภาพคล่องรายปีไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาทแล้ว อีกจุดจับตาในปี 2556-2557 ที่สำคัญ คงอยู่ที่โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตาม ร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. …. วงเงินไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมายของสภาฯ และการกู้เงินภายใต้พ.ร.ก.บริหารจัดการน้ำ1 ซึ่งทั้ง 2 โครงการดังกล่าวจะเข้าสู่กระบวนการระดมทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2556

image

ทั้งนี้ แม้ว่าวงเงินตามโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท และโครงการบริหารจัดการน้ำจะเป็นวงเงินขนาดใหญ่ แต่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การเข้าระดมเงินทุนของภาครัฐภายใต้กฎหมายพิเศษทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว คงเป็นในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยในช่วงปี 2556 – 2557 น่าจะมีการระดมทุนจาก 2 โครงการดังกล่าวเป็นจำนวนราว 3.5 แสนล้านบาท กล่าวคือ การกู้ยืมสำหรับโครงการ 2 ล้านล้านบาท คงเข้าสู่กระบวนการระดมทุนอย่างเร็วภายในไตรมาส 4/2556 ด้วยวงเงินตามแผนใช้จ่ายราว 30,000 ล้านบาท และทยอยระดมเงินทุนอย่างหนาแน่นขึ้นในช่วงปี 2557 เป็นต้นไป จนถึงกรอบท้ายสุดของโครงการในปี 2563 ขณะที่ โครงการบริหารจัดการน้ำจะทยอยเข้าสู่กระบวนการระดมทุนและเบิกใช้จริงในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 อย่างไรก็ดี ในระยะเริ่มต้นของทั้ง 2 โครงการข้างต้น คาดว่าความต้องการสภาพคล่องส่วนใหญ่น่าจะอยู่ในรูปเงินบาท และคงยังเข้าสู่กระบวนการระดมทุนไม่มากนัก เนื่องจากยังรอกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการย่อยต่างๆ ในทางปฏิบัติ เพื่อรองรับการจัดการพื้นที่และการก่อสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเริ่มโครงสร้างที่ซับซ้อนขึ้นในขั้นตอนถัดไป

ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงมองว่าการทยอยเข้าระดมทุนของภาครัฐในช่วงปี 2556 – 2557 คงมีผลกระทบต่อสภาพคล่องของระบบการเงินไทยให้ตึงตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าที่จะกดดันตลาดอย่างรุนแรงจนทำให้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยตลาดให้พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี แนวโน้มการระดมทุนของภาครัฐและแรงกดดันต่อสภาพคล่องยังขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าของการดำเนินโครงการต่างๆ ในทางปฏิบัติด้วยเช่นกัน

ผลกระทบต่อสภาพคล่อง และอัตราดอกเบี้ยตลาดในท้ายที่สุด…ยังต้องประเมินปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย

แม้ความต้องการสภาพคล่องจากภาครัฐส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาในระบบการเงิน จะมีจำนวนไม่น้อย แต่ผลกระทบท้ายสุดต่อความเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยตลาดและสภาพคล่องของระบบการเงินไทย คงต้องประเมินตัวแปรและเงื่อนไขที่สำคัญอื่นๆ ร่วมด้วย ได้แก่

image

* ภาวะเศรษฐกิจไทย โดยในกรณีที่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจแกนหลักของโลกที่ประคองตัวได้นั้น คาดว่าจะมีผลหนุนความต้องการสภาพคล่องจากภาคเอกชน ทั้งจากภาคธุรกิจผ่านการระดมทุนในตลาดหุ้นและตราสารหนี้ ตลอดจนจากภาคสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (เพื่อรองรับความต้องการสินเชื่อของภาคครัวเรือน ธุรกิจ และรัฐ) อันถือเป็นภาคส่วนหลักที่มีน้ำหนักมากกว่าภาครัฐ ในการดึงสภาพคล่องของระบบการเงิน ซึ่งย่อมจะมีอิทธิพลต่อเนื่องมายังทิศทางอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ยืมของสถาบันการเงินได้

* อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ซึ่งผูกโยงกับเงื่อนไขการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและแรงกดดันเงินเฟ้อของไทย โดยแม้จะเป็นที่คาดหมาย

ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อาจทรงตัวอยู่ที่ระดับปัจจุบันที่ร้อยละ 2.75 ไปจนถึงสิ้นปี 2556 เพื่อประคองการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางหลากปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก และแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศที่ยังไม่น่ากังวล อย่างไรก็ดี คงต้องติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะมีผลต่อการพิจารณาทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธปท.ในระยะถัดไป

* กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหากนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของสหรัฐฯ ใกล้สิ้นสุดลง ซึ่งคาดว่าอาจเป็นช่วงกลางปี 2557 ทั้งนี้ เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ท่ามกลางสถานการณ์ที่เศรษฐกิจแกนหลักของโลกเผชิญกับภาวะซบเซาและปัญหาหนี้สาธารณะนั้น มีผลในการเพิ่มสภาพคล่องระยะ

สั้นให้กับระบบการเงินไทย (แม้ว่าจะไม่ได้มีบทบาทมากนักในการเป็นแหล่งเงินทุนให้กับภาคธุรกิจ หรือเป็นอุปทานสภาพคล่องในรูปเงินฝากให้กับสถาบันการเงิน) และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้ไทยทรงตัวในระดับค่อนข้างต่ำ ใกล้เคียงกับระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

นั่นหมายความว่า ในกรณีที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศแกนหลัก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ค่อยๆ ทยอยฟื้นตัวขึ้นทั้งในภาคแรงงานและอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ ผลจากการปรับลดรายจ่ายทางการคลังของสหรัฐฯ ไม่เหนือไปจากความคาดหมายแล้ว เฟดอาจพิจารณาทยอยลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ลงในปี 2557 อันย่อมจะกระตุ้นให้กระแสเงินทุนจากต่างชาติทยอยไหลกลับเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ได้ ซึ่งจะกดดันอัตราผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้ไทยให้ปรับตัวขึ้นอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

ดังนั้น หากปัจจัยด้านเศรษฐกิจไทยและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย รวมถึงการระดมทุนส่วนเพิ่มจากภาครัฐ ส่งผลสนับสนุนไปในทิศทางที่ลดสภาพคล่องในระบบการเงินไทย ควบคู่กับการส่งสัญญาณทิศทางนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นแล้ว ก็มีความเป็นไปได้ที่อาจเริ่มเห็นอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงิน โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนพันธบัตร และอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก-เงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์ ขยับสูงขึ้นไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน อย่างไรก็ตาม หากเงื่อนไขเศรษฐกิจไทยและโลก ยังคงไม่เอื้ออำนวย ก็คงจะลดความจำเป็นในการดำเนินนโยบายการเงินในลักษณะเข้มงวดลง เช่นเดียวกับความต้องการสภาพคล่องเพื่อการลงทุนจากภาคธุรกิจและสถาบันการเงิน ดังนั้น การระดมทุนส่วนเพิ่มของภาครัฐ ในภาวะดังกล่าว ก็คงจะมีผลที่ค่อนข้างจำกัดต่อสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ย

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขใด คาดว่าความต้องการสภาพคล่องจากภาครัฐที่คงมีลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับแนวทางการประกาศแผนการก่อหนี้ของภาครัฐล่วงหน้า น่าจะทำให้ตลาด โดยเฉพาะสถาบันการเงินที่รับฝากเงิน สามารถบริหารจัดการและวางแผนความต้องการสภาพคล่องของตนล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน นอกจากนี้ การที่ธปท.ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการระดมทุนของภาครัฐไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการยกเลิกการออกพันธบัตรระยะยาว ลดวงเงินพันธบัตรระยะกลาง และเน้นการออกพันธบัตรระยะสั้นแทนนั้น ทำให้การบริหารสภาพคล่องผ่านพันธบัตรของ ธปท.ที่ปัจจุบันมียอดคงค้างราว 3.07 ล้านล้านบาท น่าจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับดูแลสภาพคล่องของระบบการเงินไทยในระยะถัดไป รวมถึงอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ในแต่ละช่วงจังหวะอายุ และอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก-เงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและสอดคล้องกับระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงนั้นๆ ท้ายที่สุดแล้ว ก็น่าจะช่วยคลายความกังวลต่อโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยตลาดการเงินจะถีบตัวสูงขึ้นจนกระทบต่อการกู้ยืมของภาคครัวเรือน ธุรกิจ ตลอดจนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศลงได้

—————————————-

 

ThaiPBS ทำ MOU กสทช.ใช้เทคโนโลยีดิจิตอล หนุนกลุ่มคนพิการ เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ขณะดูโทรทัศน์ได้มากขึ้น เริ่มชมได้ พ.ค.56

image

29 มีนาคม2556- สถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีอส ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ร่วมกับสำนักงาน กสทช. และหลายหน่วยงาน เกี่ยวกับการพัฒนาระบบการสื่อสาร เพื่อให้กลุ่มผู้พิการ มีโอกาสเข้าถึงในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเพิ่มขึ้นในการติดตามข่าวสารผ่านทางโทรทัศน์

โดยพิธีลงนามบึนทึกขกตกลงความร่วมมือ จะแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ เพื่อให้บริการกลุ่มผู้พิการ ได้แก่ การให้บิรการคำบรรยายเป็นเสียง , คำบรรยายภาพเป็นอักษร และ การใช้ภาษามือ โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงาน กสทช. , สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส, สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย , สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย, สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย, มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต,มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และบริษัท ทรูวิชั่นฯ

นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ระบุว่า การให้บริการทั้ง 3 รูปแบบ จะช่วยให้กลุ่มคนพิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาคนให้ความสำคัญกับกลุ่มคนพิการไม่มากเท่าที่ควร แต่ในระยะยาว การให้ใบอนุญาตทีวีดิจิตอล กลุ่มสาธารณะ 12 ช่อง ก็จะมีความสำคัญด้วยเช่นกัน ว่า ทั้ง 12 ช่อง มีการสนับสนุนให้กลุ่มคนพิการเข้าถึงการสื่อสารทางโทรทัศน์ได้อย่างไร และในอนาคต หากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 เรื่องการให้บริการผู้พิการในกิจการกระจายเสียงก็จะเป็นสิ่งสำคัญ

“ในระบบทีวีดิจิตอลนับเป็นภาระกิจสำคัญ ของคนที่จะเข้ามาถือใบอนุญาต 12 ช่องสาธารณะ หรือแม้แต่ 24 ช่องธุรกิจเองก็ให้ความสำคัญได้ เพระาไม่ใช่แค่ผู้พิการจะได้ แต่คนทั่วไปอาจได้ฝึกภาษาจากคำบรรยายใต้ภาพ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องความสมัครใจของแต่ละช่อง และเป็นอย่างที่อยู่ในยุทธศาตร์ตามแผนแม่บทของกสทช.อยู่แล้ว”

image

นายสมชัย สุวรรณบรรณ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ระบุว่า สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ได้ตระหนักถึงภาระกิจที่จะต้องเปิดพื้นที่ให้กลุ่มคนทุกกลุ่ม รวมถึงกลุ่มคนพิการ ให้ได้รับโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้จากในช่วงที่ผ่านมา ไทยพีบีเอสได้ให้บุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการใช้ภาษามือ เป็นล่ามแปลภาษาสำหรับคนพิการขึ้นบนจอโทรทัศน์ในช่วงข่าวภาคหลักของทางสถานี ควบคู่ในการรายงานข่าว ซึ่งบริการที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือครั้งนี้ คาดว่าผู้ชมซึ่งเป็นกลุ่มผู้พิการจะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ในเดือนพฤษภาคมนี้

“กลุ่มคนพิเศษ เป็นหน้าที่โดยตรงของไทยพีบีเอสในความเป็นสื่อสาธารณะ ถือเป็นภาระกิจสำคัญ ไม่ใช่เรื่องทีเป็นภาระ โดยไทยพีบีเอสเปิดพื้นที่ให้กลุ่มคนพิเศาในหลายรายการ เช่น พื้นที่ในอาคารสถานที่ ส่วนการรับชมสื่อโทรทัศน์ ก็มีแผนงานที่ชัดเจนและร่วมมือกับหลายหน่วยงานในการดำเนินการเพือให้กลุ่มคนพิการ รับชมการออกอากาศได้ ซึ่งการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเป็นเรื่องสำคัญ และกลุ่มคนพิเศษ มีอุปสรรคบางอย่างที่ทำให้เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร แต่ภารกิจของไทยพีบีเอส ก็คือการเปิดพืนที่ให้คนกลุ่มนี้เข้าถึงได้มากขึ้น ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เทคโนโลยีดิจิตอล เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตของคนกลุ่มนี้ทัดเทียมกับบุคคลทั่วไป”

image

image

พันเอกนที ศุกลรัตน์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กสทช. ระบุว่า สิ่งที่สื่อสารมวลชนควรรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับคนพิการในแต่ละมิติมีความแตกต่างกัน 2 มิติใหญ่ คือ กลุ่มคนพิการต้องการเสพสื่อโทรทัศน์ทุกประเภท และทุกรูปแบบในเวลาที่หลากหลายเช่นเดียวกับคนทั่วไป ได้แก่ คนพิการด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว ที่ไม่มีความผิดปกติทางสมอง สามารถรับรู้จากสื่อโทรทัศน์ได้เหมือนคนทั่วไป , กลุ่มคนพิการทางจิต มีความหลากหลายในการรับรู้และเข้าใจรายการโทรทัศน์ ขึ้นอยู่กับระดับ และสาเหตุของความพิการทางจิต แต่คนพิการทางจิตที่มีอาการทุเลาแล้ว มักรับรู้และเข้าใจสื่อโทรทัศน์เช่นเดียวกับคนทั่วไป , กลุ่มคนออทิสติก มีความหลากหลายในการรับรู้และเข้าใจสื่อโทรทัศน์ ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงเช่นเดียวกับคนพิการทางจิต คนออทิสติกบางคนดูไม่ออกว่าเขาสนใจ รับรู้ และเข้าใจสื่อโทรทัศน์หรือไม่ เพราะไม่เห็นการตอบสนองของคนออทิสติก

อีกมิติคือ กลุ่มคนพิการแต่ละประเภทรับรู้สื่อโทรทัศน์แตกต่างกัน โดยมีเทคโนโลยีที่จะช่วยส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของคนพิการ แบ่งออกเป็น 4 ลักษณะคือ AD, CC, SL, SS โดย
1. AD = Audio Description (เสียงบรรยายภาพ)
2. SS = Spoken Subtitling ( การบรรยายด้วยเสียงตามข้อความ)
3. CC = Closed Caption (คำบรรยายแทนเสียง)
4. SL = Sign Language (การบรรยายโดยใช้ภาษามือ)

ทั้งนี้ การผลิตรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับคนพิการ หากคนพิการเป็นผู้ร่วมผลิตสื่อ คนพิการจะสามารถให้ข้อมูลเรื่องคนพิการที่เป็นประโยชน์ต่อการผลิตสื่อได้ แต่จะสามารถให้ข้อมูลครอบคลุมถึงคนพิการทุกประเภทหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของคนพิการแต่ละคน สำหรับกรณีที่คนพิการได้ศึกษา มีความรู้หรือมีทักษะเกี่ยวกับการผลิตสื่อโทรทัศน์ คนพิการอาจสะท้อนมุมมองของคนพิการในกระบวนการผลิตสื่อได้ และผู้ผลิตสื่อควรรับรู้ด้วยว่า คนพิการแต่ละคนมีความคิดเห็น ความเชื่อ และค่านิยมแตกต่างกัน ฉะนั้น การรับข้อมูลจากคนพิการเพียง 1 คน หรือน้อยคน ไม่อาจอ้างว่าเป็นความเห็นของคนพิการส่วนใหญ่

image

สำหรับข้อมูลของกสทช. ยังพบว่า สื่อโทรทัศน์เป็นสื่อที่ใกล้ตัวคนพิการและคนพิการสามารถเข้าถึงได้มากที่สุด ดังนั้นคนพิการจึงมีความคาดหวังต่อสื่อโทรทัศน์ในด้านต่างๆ 5 ด้าน ประกอบด้วย 1. ด้านปริมาณ ปัจจุบันมีสถานีโทรทัศน์รูปแบบต่างๆมากมาย แต่ทั้งคนพิการที่สามารถรับรู้สื่อโทรทัศน์กระแสหลักได้เช่นเดียวกับคนทั่วไปและคนพิการที่มีข้อจำกัดในการรับรู้ยังมีสื่อที่เข้าถึงและสามารถใช้ประโยชน์กับคนพิการเหล่านี้ในปริมาณที่น้อยมาก จึงควรมีการพัฒนาบริการสื่อโทรทัศน์เพื่อกำหนดแนวทางเพื่อให้ผู้พิการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น

2. ด้านเนื้อหา ตามแนวคิด “การสร้างสังคมที่ทุกคนอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน” คือ การสนับสนุนให้คนพิการดำรงชีวิตในสังคมร่วมกับคนทั่วไป ฉะนั้น คนพิการจึงควรรับรู้เนื้อหาในสื่อโทรทัศน์เหมือนคนทั่วไปซึ่งมีให้เลือกมากมาย ทั้งนี้เนื้อหาที่มีน้อยมากและควรเพิ่มเติม คือ เนื้อหาเกี่ยวกับคนพิการ เพื่อให้คนพิการได้เรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง ในขณะเดียวกัน สังคมก็ได้เรียนรู้และนำไปสู่เจตคติเชิงสร้างสรรค์ต่อคนพิการซึ่งจะช่วยส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในอีกทางหนึ่งด้วย

3. ด้านรูปแบบ เมื่อสังคมสนับสนุนให้คนพิการดำรงชีวิตในสังคมร่วมกับคนทั่วไป คนพิการจึงควรเรียนรู้การดูสื่อโทรทัศน์ในรูปแบบที่คนทั่วไปดู โดยไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบแปลกแยกเฉพาะคนพิการ เพียงแต่ อาจปรับรูปแบบสื่อโทรทัศน์บางรายการเป็นครั้งคราวเพื่อสนับสนุนให้คนพิการได้มีส่วนร่วมในรายการได้

4. ด้านเทคนิคการนำเสนอ การใช้เทคนิคในการนำเสนอจะต้องคำนึงเสมอว่าต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสื่อโทรทัศน์ของคนพิการทุกประเภท

และ 5. ด้านการมีส่วนร่วม ควรส่งเสริมคนพิการให้มีส่วนร่วมผลิตสื่อโทรทัศน์ในทุกรูปแบบ อีกทั้งการเปิดโอการให้คนพิการมีส่วนร่วมในกิจกรรมใดๆ ยังถือเป็นการพัฒนาทักษะชีวิตให้คนพิการด้วย

 

เวทีภัยพิบัติ กสทช. ทางศูนย์เตือนภัย ฯ จี้ ICT ออกกม.คุ้มครอง หลังติดกล่องแจ้งเตือนภัยอัตโนมัติ ครบทุกช่องทีวี เกือบ 1 ปี แต่ใช้งานจริงไม่ได้

ศูนย์เตือนภัย ฯ จี้ ก.ไอซีที ออกกฎหมายคุ้มครอง หลังตั้งกล้องเตือนภัยอัตโนมัติที่สถานีโทรทัศน์ทุกแห่งเสร็จ พร้อมแจ้งเตือนภัยสด ระหว่างออกาอกาศ แต่ยังใช้จริงไม่ได้เกือบ 1ปี เพราะไม่มีกม.รองรับ
20130328_131726

28 มีนาคม 2556- สำนักงานกสทช. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการแนวทางปฏิบัติของสื่อมวลชน เกี่ยวกับการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉิน ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ นายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการ กสทช. ระบุว่า ในปัจจุบันสถานการณ์ภัยพิบัติ ที่ประเทศไทยต้องประสบนั้น ได้สร้างความเสียหายต่อชิวิต และทรัพย์ สิทธิและเสรีภาพของประชาชนในวงกว้าง ซึ่งการมีแผนปฏิบัติงานของผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ จึงมีความสำคัญมาก เพราะจะทำให้ช่วยเผยแพร่และนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นต่อการเตรียมพร้อม,ป้องกัน,แก้ไข และบรรเทาเหตุภัยพิบัติ หรือเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้น หรือในอนาคต

ซี่งแผนแนวทางปฏิบัติของสื่อมวลชน เป็นไปตาม ประกาศของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ปี 2553 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติงานของผู้ประกอบกิจการฯ ในกรณีเกิดเหตุภัยพิบัติ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ เนื่องจากปัจจุบันการรับรู้ข้อมูลข่าวสารมีช่องทางหลากหลาย อาจทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อ ไม่สอดคล้องกับหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลโดยตรง และเห็นว่าในทางปฏฺบัติของสื่อ อาจเกิดอุปสรรคและปัญหาหลายประการที่ไม่สามารถปฏิบัติตามเกณฑ์ของหน่วยงานภาครัฐได้ กสทช.ในฐานะผู้กำกับดูแลกิจการกระจายเสียงฯ จึงได้กำหนดแนวทางปฏิบัติดังกล่าว

ทั้งนี้ เห็นว่า แม้การพัฒนาทางเทคโนโลยี จะช่วยทำให้ระบบเตือนภัยมีความทันสมัย และอนาคตหากมีทีวีดิจิตอลเกิดขึ้นก็จะยิ่งทำให้ระบบการเตือนภัยเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้นด้วย โดยกสทช.ให้อำนาจเต็มที่กับผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์มีอำนาจขาดในการตัดสิน เช่น ประเทศญี่ปุ่น หากเกิดเหตุ จะใช้เวลาหลังจากนั้นประมาณ 6 นาที สถานีโทรทัศน์ NHK จะตัดสัญญาณเข้าเป็นช่วยเตือนภัยได้ทันที โดยมีพิธีกรหรือผู้ประกาศพร้อมรายงานเหตุฉุกเฉิน

แต่อีกมุมหนี่ง หากเกิดภัยพิบัติจนถึงขั้นระบบไฟฟ้าใช้การไม่ได้ ก็จะทำให้ระบบการเตือนภัยล้มเหลวไปด้วย ซึ่งสิ่งสำคัญทุกสุดคือ การฝึกซ้อมและเตรียมการให้คนในพื้นที่มีความรู้ความเข้าใจ และเตรียมพร้อมหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

นาวาเอกสอง เอกมหชัย(รน.) ช่วยราชการตำแหน่งผอ.กลุ่มงานเตือนภัยและเผยแพร่ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ระบุว่า เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น ขึ้นตอนจะเริ่มจากการใช้ดาวเทียมส่งไปยังหอเตือนภัยทั่วประเทศ รวม 328 หอ และที่ศาลากลางจังหวัด ,หอกระจายข่าว จำนวน 654 หอ, แจ้งทางเครื่องวิทยุสื่อสารเตือนภัยของผู้ใหญ่บ้านจำนวน 1,590 เครื่อง ในแต่ละปีมีค่าใช้จ่ายเฉพาะหอเตือนภัย ปีละ 43 ล้านบาท ซี่งทุกรัฐบาลสนับสนุนเต็มที่ สามารถส่งกระจายเสียงได้ในรัศมี 4 กิโลเมตร โดยภาษาที่ใช้แจ้งเตือนภัย จะมีด้วยกัน 5 ภาษา ขึ้นอยู่ใน ไทย อังกฤษ เยอรมัน จีน และญี่ปุ่น

ปัจจุบัน ศูนย์เตือนภัยได้ติดตั้งกล่องเตือนภัยไว้ที่สถานีโทรทัศน์ทุกแห่ง ซี่งมีความพร้อมในการตัดเข้าสัญญาณเตือนภัยได้ทันที ในระหว่างที่สถานีโทรทัศน์ออกอากาศสด และอนาคตหากการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิตอลเรียบร้อย ก็จะยิ่งช่วยสนับสนุนในการแจ้งเตือนภัยได้ แต่ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับ เพราะหากดำเนินการไปแล้วเกิดความผิดพลาดก็จะเกิดปัญหาการฟ้องร้อง หรือร้องเรียนตามมาได้ ซึ่งตอนนี้ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)จะต้องออกกฎหมายรองรับการปฏิบัติงานของศูนย์เตือนภัยในประเด็นนี้

ทั้งนี้ การเตือนโดยใช้กล่องเอ็คเดค จะใช้เตือนสาธารณะภัยระดับใหญ่ ประชาชนได้รับผลกระทบเป็นบริเวณกว้าง และต้องแจ้งให้ทราบถึงผลกระทบดังกล่าว พร้อมคำแนะนำว่าควรจะทำอย่างไร แต่หากเป็นภัยเล็กๆ ระบบได้เตรียมสนับสนุนเช่นกัน เช่น เป็นตัววิ่งแจ้งไปภายใน 1-2 นาที ซึ่งทางสถานีสามารถพิจารณาเองว่าจะแจ้งประชาชน หรือสาธารณะต่อไปอย่างไร

“ในสถานีโทรทัศน์ที่ต่างประเทศ เช่น สหรัฐเมริกา, แคนนาดา และบางประเทศของยโรป ได้ติดตั้งกล่องอัตโนมัติตัวนี้เพื่อใช้รายงานได้ทันท่วงที ซึ่งของไทยตอนนี้ติดตั้งเสร็จแล้ว ตั้งแต่หลังช่วง 11 เมษายน 2555 หลังเกิดเหตุเตือนภัยสึนามิ 6 จังหวัดภาคใต้ ฝั่งทะลอันดามัน แต่ไม่สามารถใช้ได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับการทำหน้าที่ของศูนย์เตือนภัยฯ แม้จะติดตั้งครบทุกช่องสถานีโทรทัศน์แล้ว แต่ก็ไม่มีใครกล้าใช้ปฏิบัติจริง ซึ่งภาพรวมการติดตั้งระบบเตือนภัยด้วยกล่องนี้ ศูนย์เตือนภัยฯ ใช้งบประมาณทั้งโครงการ 28 ล้านบาท”

สำหรับหัวข้อ”แผนขั้นตอนการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อกรณีเกิดภัยพิบัติ หรือเหตุฉุกเฉิน” นางสาวอัมพวา เจริญกุล รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เปิดเผยว่า เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติสื่อแขนงต่างๆ รายงานผิดพลาดเรื่องจำนวนคนเสียชีวิต เช่น เหตุการเพลิงไหม้ศูนย์พักพิง ที่อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน เนื่องจากเกิดจากระบบการสื่อสารที่เข้าถึงยากและอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเหตุการณ์นี้แม้จะเป็นภัยพิบัติเล็กของประเทศ เนื่องจากเกิดเฉพาะในจังหวัดนั้นๆ แต่สำหรับในจังหวัดแม่ฮ่องสอนแล้วนับว่าเป็นเหตุใหญ่ ดังนั้น ศูนย์กรมประชาสัมพันธ์ที่อยู่ในพื้นที่จะต้องเป็นแกนหลักในการรายงานหรือให้ข้อมูลเพื่อให้ส่วนกลางรับทราบจากเหตุการณ์คลี่คลาย

ส่วนภาพรวมเมื่อเวลาเกิดภัยพิบัติ เครื่องวิทยุสื่องสารจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการายงานข้อมูลเพื่อรับข้อมูลจากหน่วยที่รับผิดชอบโดยตรง ซึ่งระดับชาติ, ภูมิภาค ซึ่งจะต้องมีพันธมิตร เพื่อจัดหาการจัดเก็บอุปกรณ์ในการรายงานข่าว โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ทางการเมือง หรือ ถูกปิดล้อมสถานี เช่น กรณีไทยพีบีเอสล่าสุด ก็ได้ประสานทางกรมประชาสัมพันธ์เพื่อขอพื้นที่ในการจอดรถ หรือ กรณีที่ ช่อง 11 โดนปิดล้อมจาการชุมนุมทางการเมืองหลายปีก่อน กรมประชาฯ ก็ต้องปฏิบัติตามแผนที่วางไว้

ซึ่งหน่วยงานจะมีแผนเฉพาะในยามวิกฤต เรียกว่า แผนพิทักษ์องค์กร หรือ แผนพระอินทร์ เพื่อให้คนในองค์กรเข้าใจง่ายๆ ในยามเกิดวิกฤต เพราะที่ผ่านมาเกิดปัญหาว่า กรมประชาสัมพันธ์จะเป็นหน่วยที่โดนจับตาและเสี่ยงต่อการถูกปิดล้อมมากที่สุด แต่แผนเหล่านี้จะมีความยืดหยุ่นเสมอ ซึ่งแผนพระอินทร์จะแบ่งตามลำดับความรุนแรง ดังนี้

สำหรับ”แผนพระอินทร์หนึ่ง” ใช้ในภาวะปกติ บุคคลากรปฏิบัติงานตามปกติ แต่ต้องมีการฝึกซ้อม เตรียมข้อมูล ก่อนจะมีเหตุไม่ปกติตามมา เจ้าหน้าที่ต้องตื่นตัวเสมอ ทดสอบอุปกรณ์สื่อสารกับภายนอกสม่ำเสมอ ส่วนอุปกรณ์ที่ศูนย์เตือนภัยติดตั้ง จะต้องทดสอบเป็นระยะๆ ว่าใช้ได้หรือไม่ การหาข้อมูลบุคคลที่เป็นแหล่งข้อมูล เบอร์โทรศัพท์ สถานที่ติดต่อ ที่ไม่ถูกต้องจะมีปัญหาทันที และหาที่แปะในจุดที่ประชาชน หรือคนในองค์กร จะรับรู้ได้ทันที

“แผนพระอินทร์ท2” คือ เหตุการณ์รุนแรงระดับเล็ก ผู้มีหน้าที่จะต้องทำหน้าที่ปกติ เช่น รายการข่าว ติดตามข้อมูล แต่การจัดตั้งศูนย์จะต้องเกิดขึ้นมาทันที ตั้งบุคคลากรว่าใครรับผิดชอบ จัดเวรยาม ปรับผังรายการให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ หรือ ทำรายการพิเศษหรือไม่ รวมทั้งติดต่อกับสื่อมวลชนในเครือข่ายพื้นที่ เช่น เคเบิ้ล หรือวิทยุชุมชน ที่ต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารไปด้วย

“แผนพระอินทร์3” เป็นเหตุการณ์ ระดับกลาง ภูมิภาค อาจเกี่ยวข้องกับในหลายจังหวัด เช่น น้ำท่วม การระดมกำลังในการช่วยเหลือในพื้นที่อื่นๆ อย่างไร ทำแผนร่วมกัน จัดตั้งหน่วยงานในแต่ละจังหวัด และทำแผนประชาชนสัมพันธ์ รับบริจาค ทำอีเว้นท์ เพื่อส่งเข้ามาช่วยเหลือส่วนกลาง โดยศูนย์ที่กรุงเทพฯ จะเป็นแผนเผชิญเหตุ แต่ต่างจังหวัดต้องทำแผนสนับสนุนด้วย ในกรณีที่ต้องล้มผังรายการระดับใหญ่ ส่วนภูมิภาคจะต้องล้มผังด้วย ถ้าผังที่กรุงเทพฯ ล้ม ซึ่งผู้อำนวยการแต่ละพื้นที่จะต้องประเมินสถานการณ์ว่าจะต้องนำแผนไหนมาใช้

แผนใหญ่สุด คือ “พระอินทร์4” การรายงานข่าวกรมประชาฯ ต้องร่วมกับโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ (ทีวีพูล), สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสื่อทุกแห่ง และต้องเกาะติดข้อมูลจากหน่วยราชการเพื่อไม่ให้เป็นภาพลบต่อประเทศไทย ที่ผ่านมาหลายครั้งเกิดปัญหาการตื่นตัวของสื่อในภาวะวิกฤต เพราะไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งนักสื่อสารมวลชนต้องใส่ใจเรื่องภัยพิบัติให้มาก ต้องดูว่าหน่วยอื่นสั่งมาอย่างไร ต้องปฏิบัติตามนั้น และหากแข่งขันทำข่าวกันมากเกินไป ผลเสียหายที่จะเกิดประเทศชาติก็จะเกิดขึ้นตามมาด้วย เช่น น้ำท่วมครั้งใหญ่ พบว่าข้อมูลกระจัดกระจาย และนักวิชาการที่ใช้คิดว่าเป็นคนที่มีความสามารถ ข้อมูลก็จะกระจายมาก และจะส่งผลเสียออกไปมาก ส่งผลทำให้คนไม่เดินทางเข้าประเทศ แต่หากเรารับมือกับภัยพิบัติ และรับผิดชอบร่วมกันการ โหมดของการสิ้นสุดของเหตุการณ์ก็จะยุติเร็วขึ้น ความรู้สึกไม่เชื่อมั่น ตื่นตระหนกของประชาชนจะลดลงทันทีจากการทำงานของสื่อ

“การเตรียมพร้อมเป็นเรื่องสำคัญ หน่วยหน้าหน่วยงานต้องอยู่ในพื้นที่ และเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ถ่ายทอดสดต้องวางแผนรองรับแล้ว ระหว่างเกิดเหตุต้องมีกล้องวงจรปิด และมองมุมต่างๆ ได้โดยง่าย บางครั้งการรายงานเหตุการณ์เป็นเรื่องสำคัญ ซี่งบางครั้งการมองสถานการณ์ในพื้นที่ยังอ่านไม่ขาดจึงต้องใช้บุคคลที่อยู่ระดับสูงไว้ตัดสินใจ และสิ่งสำคัญคือการวางเครือข่ายในพื้นที่เพื่อจะช่วยเหลือกันได้มาก และเวลาเกิดเหตุใหญ่ อุปกรณ์เชยๆ อย่าง วิทยุวอร์คกี้ทอล์กกี้ ก็มีความสำคัญมากเมื่อระบบการสื่อสารถูกตัดขาด ในยามฉุกเฉินแม้แต่รปภ.ของเราก็ต้องมารับโทรศัพท์รับข้อมูลที่หลั่งไหลมากจากภายนอกได้”

นายธาม เชื้อสถาปนศิริ สถาบันวิชาการสื่อสารธารณะ ThaiPBS ระบุว่า สื่อประเทศไทยนำเสนอข่าวแบบขาดองค์ความรู้ และสถานบันการศึกษาก็ไม่ได้มีวิชาการทำข่าวในภาวะวิกฤต หรือ ภัยพิบัติ สื่อขาดการเตรียมพร้อม เพราะดูจากสถานีโทรทัศน์แต่ละช่องว่ามีแผนรับมือภัยพิบัติหรือไม่ , แผนกระบวนการดำเนินการ ว่าจะต้องมีทีมข่าวรับมือข่าววิกฤต ต้องเป็นทีมเร็วว่าใครจะต้องทำอะไรต่อไปเมื่อเกิดเหตุ, แนวปฏิบัติในการทำสิ่งต่างๆ ของไทยพีบีเอส มีการถอดบทเรียน มีกระบวนการที่ชัดเจนในการบอกว่าจะทำอย่างไรในการนำเสนอข่าวเมื่อเกิดภัยพิบัติ

เรื่องสำคัญของสื่อในการทำข่าวน้ำท่วม คือ อย่าถามผู้ประสบภัยด้วยคำถามว่า”น้ำท่วม..รู้สึกอย่างไร” หรือการทำข่าวของทีมข่าว ควรต้องเอาข้าวไปทานในรถโอบี หรือ ไม่ให้ผู้ประสบภัยเห็น เพราะจะเกิดการเปรียบเทียบ, การห้ามคุยกันเองว่าพื้นที่ไหนประสบภัยหนักกว่าอย่างไร เพราะจะทำให้ผู้ประสบภัยรู้สึกไม่ดี

เมื่อเกิเหตุการณ์ภัยพิบัติ นักข่าวต้องตระหนักว่าจะวางตำแหน่งตัวเองอยู่ตรงไหน ระหว่าง เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ หรือนำเสนอข้อมูลเพื่อนำไปสู่การแก้ไข สื่อฯ ไม่ควรแข่งขันกันเพื่อทำยอดเงินบริจาค หรือ แจกสิ่งของ เพราะบางพื้นที่อาจสร้างความสับสนให้เจ้าหน้าที่ในการเข้าพื้นที่ได้ และในช่วงวิกฤต ผังรายการที่เป็นรายการตลกควรต้องระงับออกอากาศ

“นักข่าว ต้องระลึกว่าจะทำข่าวเพื่อให้คนตื่นตระหนก หรือ ตื่นตระหนัก โดยเฉพาะสมัยนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก นักข่าวที่มีความเป็นมืออาชีพจะต้องทำให้เร็วและถูกต้อง ต้องสู้กับข้อมูลข่าวสารที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ต้องสู้กับข่าวลือให้ทันท่วงที ที่ผ่านมาสื่อละเลยหลักการพื้นฐานความเป็นวิชาชีพของสื่อสารมวลชน ซึ่ง 1นาทีในการรายงานข่าววิกฤต จะสำคัญมากกว่าการถือป้ายข้อความเงินบริจาคช่วยเหลือจากองค์กรไหน”

ผศ. พิจิตรา สึคาโมโต้ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า เมื่อเกิดภัยพิบัติ สื่อมวลชน จะทำข่าวได้แค่เหตุเฉพาะหน้า ซี่งการทำข่าวในปัจจุบันจะคาบเกี่ยวกับการทำประชาสัมพันธ์ช่องหรือองค์กรสื่อด้วย เมื่อเกิดวิกฤตสิ่งที่เป็นห่วง คือ การให้ความสำคัญหรือนำเสนอในช่องโทรทัศน์เชิงพาณิชย์ คือ เรื่องสปอนเซอร์ที่แจกของ มากกว่านำเสนอเรื่องข้อมูลในพื้นที่ภัยพิบัติ ทั้งนี้สื่อมวลชนต้องปรับตัว ว่า หน้าที่ของสื่อคืออะไร และที่สำคัญคือ สื่อต้องไม่แย่งซีนผู้ประสบภัย ซี่งสื่อต้องปรับบทบาท และดูลงไปว่าภาคประชาสังคมจะช่วยกันอย่างไร ทำข่าวเพื่อปกป้องทรัพย์สินของผู้ประสบภัย ไม่ใช่ช่วงชิงเรตติ้ง

นายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการ กสทช. ระบุว่า ที่ผ่านสื่อได้แต่ถอดบทเรียนประสบการณ์หลายอย่าง แต่สำหรับการทำงานของสื่อเอง กลับไม่มีใครเคยถอดประสบการณ์ ซึ่งเห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญและมองว่าอาจต้องมีหน่วยงานเข้ามาถอดบทเรียนการทำงานของสื่อ ซึ่งสื่อต้องคิดถึงจริยธรรมในยามวิกฤตด้วย

นายธฤต ธนสิวะวงษ์ ผู้จัดรายการ”มิสเตอร์วอป ยามเฝ้าโลก” ทางสถานีโทรทัศน์ช่องระวังภัย ระบุว่า สิ่งสำคัญคือ รู้ไว รู้จริง รู้ว่าข่าวไหนจริง หรือข่าวไหนเป็นข่าวลือ เตรียมตัวให้พร้อม อย่าประมาท เตรียมอุปกรณ์ยังชีพ และยาให้พร้อม และต้องซ้อมอพยพบ่อย

นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกสทช.ระบุว่า การเกิดภัยพิบัติ หัวใจสำคัญ สื่อต้องคำนึงตลอดเวลาเพราะร่างประกาศฉบับนี้ ได้ให้อำนาจเต็มที่ รวมถึงการซักซ็อมแผนการรายงานเหตุภัยพิบัติสม่ำเสมอเพื่อให้มีความพร้อมในการรายงานข้อมูลตลอดเวลา เพราะเรื่องภัยพิบัติเป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดการได้ล่วงหน้า รวมทั้งสื่อควรนำเสนอด้วยความรอบคอบ และมีจริยธรรม อะไรที่เกิดขอบเขตกฎหมาย และถูกร้องเรียนมา กสทช.ก็จะต้องเข้าไปตรวจสอบ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มีนาคม 28, 2013 in กสทช., ภัยพิบัติ

 

รับสงกรานต์! การบินไทย เพิ่มที่นั่ง 4,800 ที่นั่ง พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ราคาตั๋ว 9 เส้นทาง

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพิ่มเที่ยวบินเส้นทางภายในประเทศ เพื่อรองรับผู้โดยสารในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พร้อมจัดโปรโมชั่นบัตรโดยสารเที่ยวบินภายในประเทศราคาสุดพิเศษ ต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ 2556

นายดนุช บุนนาค รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2556 การบินไทยได้เพิ่มเที่ยวบินภายในประเทศ ทั้งเที่ยวบินของการบินไทยและการบินไทยสมายล์ ได้แก่ เส้นทางไป – กลับ กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ กรุงเทพฯ – ภูเก็ต และกรุงเทพฯ – กระบี่ รวมมีจำนวนที่นั่งเพิ่มขึ้นกว่า 4,800 ที่นั่ง เพื่ออำนวยความสะดวกและรองรับปริมาณการเดินทางของผู้โดยสารที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2556  และเพื่อเป็นการสมนาคุณลูกค้าที่เดินทางกับการบินไทยและการบินไทยสมายล์ บริษัทฯ ได้จัดโปรโมชั่น “Songkran Celebration 2556”จำหน่ายบัตรโดยสารเครื่องบินชั้นประหยัดราคาพิเศษเที่ยวเดียว เส้นทางภายในประเทศ จากทุกจุดบินของการบินไทยและการบินไทยสมายล์ในต่างจังหวัดที่บินเข้ากรุงเทพฯ  ระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2556 โดยมีรายละเอียดดังนี้

 1. เส้นทางบินเชียงใหม่ – กรุงเทพฯ                ราคาเริ่มต้นที่   1,435 บาท

2. เส้นทางบินเชียงราย – กรุงเทพฯ                ราคาเริ่มต้นที่   1,570 บาท

3. เส้นทางบินขอนแก่น – กรุงเทพฯ                 ราคาเริ่มต้นที่  1,215 บาท

4. เส้นทางบินอุดรธานี – กรุงเทพฯ                 ราคาเริ่มต้นที่   1,260 บาท

5. เส้นทางบินอุบลราชธานี – กรุงเทพฯ            ราคาเริ่มต้นที่   1,320 บาท

6. เส้นทางบินกระบี่ – กรุงเทพฯ                    ราคาเริ่มต้นที่   1,545 บาท

7. เส้นทางบินภูเก็ต – กรุงเทพฯ                    ราคาเริ่มต้นที่   1,605 บาท

8. เส้นทางบินสุราษฎร์ธานี – กรุงเทพฯ            ราคาเริ่มต้นที่   1,480 บาท

9. เส้นทางบินหาดใหญ่ – กรุงเทพฯ                ราคาเริ่มต้นที่   1,755 บาท

* ราคาดังกล่าวรวมค่าภาษี และค่าธรรมเนียมทุกประเภทแล้ว ซึ่งมีที่นั่งจำนวนจำกัดในแต่ละเที่ยวบิน และเป็นบัตรโดยสารแบบมีเงื่อนไข *

 นอกจากนี้ การบินไทยยังจำหน่ายบัตรโดยสารเครื่องบินชั้นประหยัดราคาพิเศษเที่ยวเดียวเฉพาะเที่ยวบินขาออกจากกรุงเทพฯ ไปยังทุกจุดบินของการบินไทยและการบินไทยสมายล์ในต่างจังหวัด ระหว่างวันที่ 15 – 17 เมษายน 2556 โดยใช้อัตราราคาบัตรโดยสารและเงื่อนไขดังกล่าวเช่นเดียวกัน ซึ่งบัตรโดยสารราคาพิเศษนี้ รวมค่าภาษีสนามบิน และค่าธรรมเนียมทุกประเภทแล้ว ผู้โดยสารสามารถออกบัตรโดยสารได้ตั้งแต่ วันที่ 30 มีนาคม – 17 เมษายน 2556 ทั้งนี้ สามารถสอบถามเงื่อนไขของบัตรโดยสาร และรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมทั้งสำรองที่นั่งได้ที่สำนักงานขายการบินไทย หรือตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือ THAI Contact Center (02) 356-1111 (ตลอด 24 ชั่วโมง) หรือ เว็บไซต์ www.thaiairways.com

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มีนาคม 27, 2013 in คมนาคม, ทั่วไป

 

ระบบล่ม! สนง.กสทช.สั่ง 3ค่ายมือถือ,ไทยคม ส่งรถโมบายลงพท.เพลิงไหม้ศูนย์อพยพ อ.ขุนยวม ใช้โทรผ่านเน็ต-WIFI แทน

26 มีนาคม 2556- จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ศูนย์อพยพชั่วคราวผู้หนีภัยจากการสู้รบบ้านแม่สุรินทร์ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ที่เป็นแหล่งพักพิงชาวกะเหรี่ยงกว่า 3,000 คน เหตุเกิดเมื่อช่วงเย็นวันที่ 22 มีนาคม มีผู้เสียชีวิต มีทั้งหมด 36 ราย เป็นผู้ชาย 21 คน ผู้หญิง 15 คน บาดเจ็บสาหัส 13 ราย บาดเจ็บเล็กน้อย 96 ราย และบ้านเรือนเสียหายทั้งหมดกว่า 400 หลัง รวมทั้ง ที่ทำการของเจ้าหน้าที่ยังถูกเพลิงไหม้เสียหายไปด้วย ทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างยากลำบาก

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. เปิดเผยว่า รับทราบจากทางผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประสบปัญหาระบบการสื่อสารอย่างมาก ในพื้นที่ศูนย์อพยพชั่วคราวผู้หนีภัยจากการสู้รบบ้านแม่สุรินทร์ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน จึงประสานผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายให้จัดส่งรถสื่อสัญญาณเข้าไปให้บริการในพื้นที่ แต่พบว่าเป็นจุดอับสัญญาณ และอยู่ห่างจากตัวอำเภอเมือง 80 กิโลเมตร จึงแก้ปัญหาด้วยการใช้ระบบสื่อสัญญาณดาวเทียมแทน โดยประสานให้บริษัท ไทยคม นำรถสื่อสัญญาณให้บริการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต หรือระบบ VOIP พร้อมทั้งให้บริการอินเทอร์เน็ต และWiFi ในพื้นที่ ซึ่งทราบว่าจะเข้าในพื้นที่ในวันนี้ ขณะที่เครือข่ายผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ค่าย จะทยอยนำรถสัญญาณเข้าพื้นที่ได้วันพรุ่งนี้ และจะมีเครื่องโทรศัพท์โทรฟรีให้บริการด้วย นอกจากนี้ กสทช.ยังได้เปิด “ศูนย์สื่อสาร กสทช. เพื่อผู้ประสบภัย” เพื่อเป็นส่วนกลางอำนวยความสะดวกด้านการสื่อสารให้กับประชาชน

“สำนักงานรับทราบจากผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนว่า การเดินทางเข้าถึงพื้นที่ศูนย์อพยพฯ เป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะอยู่ห่างไกลติดแนวชายแดนไทย-พม่า เมื่อไม่มีสัญญาณโทรศัพท์รวมถึงระยะทางจากศูนย์อพยพฯ ที่อยู่ห่างจากตัวอำเภอเมือง 80 กิโลเมตร และต้องใช้เวลาในการเดินทางถึงกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง เพราะเป็นเส้นทางขึ้นเขา คดเคี้ยวและต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อ หรือ โฟว์วีล เท่านั้น จึงเป็นอุปสรรคสำคัญในการติดต่อกับเจ้าหน้าที่พื้นที่ ซึ่งขณะนี้มีเพียงวิธีการสื่อสารผ่านวิทยุของทหารเป็นหลักเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้นับเป็นภัยพิบัติ และกสทช.ไม่ได้นิ่งนอนใจ” 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนอกจากผู้อพยพแล้ว ยังพบว่า เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ รวมทั้งสื่อมวลชนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ที่ปักหลักทำข่าวรายงานเหตุการณ์ในพื้นที่จำนวนมาก ประสบปัญหาการติดต่อสื่อสารด้วย