RSS

Monthly Archives: กุมภาพันธ์ 2013

จี้คืนคลื่น! กสทช.ทำหนังสือด่วนที่สุด ถึง CAT ขอคืนคลื่น1800MHz สั่ง CAT-TRUE ทำแผนเยียวยาลูกค้า 17ล้านเบอร์

image

15 กุมภาพันธ์ 2556- นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ สทช 5011/04492 ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2556 เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับคลื่นความถี่ภายหลังจากสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ถึง กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เพื่อขอให้คืนคลื่นความถี่ดังกล่าวแก่ กสทช. เพื่อ กสทช. จะได้นำคลื่นความถี่ดังกล่าวไปจัดสรรใหม่ โดยวิธีการประมูลคลื่นความถี่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ต่อไป และขอให้นำส่งมาตรการเยียวยาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อผู้ใช้บริการพร้อมแนวทางการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้บริการทราบต่อสำนักงาน กสทช. ด้วย

นายฐากร กล่าวว่า ขณะนี้ กสทช. ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมสำหรับการบริหารคลื่นความถี่วิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า DIGITAL PCN (PERSONAL COMMUNICATION NETWORK) 1800 ซึ่งได้ทำการศึกษา และเสนอความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการในส่วนของ กสทช. มาแล้ว และจะได้มีการประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันดำเนินการเตรียมการรองรับกรณีสัญญาสัมปทานสิ้นสุดให้เกิดความเรียบร้อยและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะต่อไป

สำหรับคลื่น 1800 จะเป็นคลื่นที่ กสทช.กำหนดไว้ว่า หากเรียกคืนคลื่นจาก บริษัท กสท.แล้ว ก็จะนำไปจัดประมูล 4 จี ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีหน้า

image

image

image

image

โฆษณา
 

จัดหนักกสทช.! ส.นักข่าววิทยุ-โทรทัศน์ฯ เสวนา “ทีวีสาธารณะดิจิทัล เพื่อใคร?” 17ก.พ.56

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กำหนดให้มีการจัดงานเสวนาเรื่อง “ทีวีสาธารณะ (ดิจิทัล) เพื่อใคร? ” ขึ้น ในวันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 10.00-12.00 น. ณ ณ ห้องอิศรา อมันตกุล อาคารสมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน (ตรงข้าม รพ.วชิระ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างความตระหนักรู้ ในกระบวนการปฏิรูปสื่อและการจัดสรรคลื่นความถี่ที่เป็นธรรมและเป็นประโยชน์กับประเทศชาติมากที่สุด ใน กระบวนการเปิดประมูลฟรีทีวีดิจิทัล สาธารณะ โดยมีนักวิชาการสื่อ นักกฎหมาย สื่อมวลชนและตัวแทนองค์กรวิชาชีพ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

กำหนดการ

 

เวทีเสวนา “ทีวีสาธารณะ (ดิจิทัล) เพื่อใคร?”

โดย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 10.00 – 12.00 น.
ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล อาคารสมาคมนักข่าวฯ (ตรงข้าม รพ.วชิระ)

9.30 น. ลงทะเบียน

10.00 น. นายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงาน

10.05 น. เวทีเสวนา “ทีวีสาธารณะ (ดิจิทัล) เพื่อใคร?”
วิทยากร
– ผศ.ดร. ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ กสทช.

– นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา

– ดร.นิพนธ์ นาคสมภพ นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม(ประเทศไทย)

– นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

– ดร.สุภาพร โพธิ์แก้ว ภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้ดำเนินการเสวนา นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย 

12.00 น. จบเวทีเสวนา


นายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปสื่อและการจัดสรรคลื่นความถี่ ด้วยการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีและระบบต่างๆ ทั้งการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคม และ การจัดสรรคลื่นความถี่ด้านกิจการวิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเตรียมเพื่อเปลี่ยนผ่านทั้งด้านเทคโนโลยีและเนื้อหา โดยเฉพาะการนำคลื่นความถี่ซึ่งเป็นสมบัติของคนไทยทุกคน ปรับเปลี่ยนจากระบบอนาล็อกไปเป็นระบบฟรีทีวีดิจิทัล จำนวน 48 ช่อง โดยแบ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ ดิจิทัล 3 ประเภทหลักดังนี้ สถานีโทรทัศน์ดิจิทัลชุมชน 12 ช่อง, สถานีโทรทัศน์ดิจิทัลธุรกิจ 24 ช่อง และ สถานีโทรทัศน์ดิจิทัล สาธารณะ 12 ช่อง (แบ่งเป็น 3 ประเภท)

“ในจำนวนฟรีทีวีดิจิทัลทั้ง 48 ช่องนั้น สถานีโทรทัศน์ดิจิทัลเพื่อสาธารณะ จำนวน 12 ช่อง กำลังเป็นประเด็นที่ สังคมตั้งคำถามกับผู้มีอำนาจในการจัดสรรคลื่นความถี่และพิจารณาให้ใบอนุญาต ซึ่งก็คือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เป็นอย่างมากเกี่ยวกับการเปิดให้ยื่นขอฟรีทีวีดิจิทัลเพื่อการบริการสาธารณะ ด้วยวิธี Beauty Contest ในเดือนพฤษภาคมนี้ เพราะการกำหนดคุณสมบัติและวัตถุประสงค์ขององค์กรที่จะยื่นขอใบอนุญาตฟรีทีวีดิจิทัล สาธารณะ 12 ช่อง ทั้ง 3 ประเภท ยังขาดรายละเอียด รวมทั้งถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องความโปร่งใสและผลประโยชน์ทับซ้อน”

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ร่วมกับสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยจึงจัดเวทีเสวนา “ทีวีสาธารณะ(ดิจิทัล) เพื่อใคร?” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างความตระหนักรู้ในกระบวนการปฏิรูปสื่อและการจัดสรรคลื่นความถี่ที่เป็นธรรมเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับผู้บริโภคสื่อและประเทศชาติมากที่สุด และเพื่อให้ กสทช. และ กสท. ได้ตระหนักว่ากระบวนการเปิดประมูลฟรีทีวีดิจิทัล สาธารณะทั้ง 12 ช่องนั้น จะต้องเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการ กำหนดคุณสมบัติขององค์กร หลักเกณฑ์ ตลอดจนวิธีการที่จะยื่นขอจัดสรรและประมูลฟรีทีวีดิจิทัล สาธารณะ 12 ช่อง โดยเวทีเสวนา “ทีวีสาธารณะ (ดิจิทัล) เพื่อใคร?” จะมีนักวิชาการและนักวิชาชีพด้านสื่อสารมวลชน นักกฎหมายและตัวแทนองค์กรวิชาชีพ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จึงขอเชิญ สื่อมวลชน นักวิชาการและประชาชนที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมเวทีสัมมนา “ทีวีสาธารณะ (ดิจิทัล) เพื่อใคร?” ในวันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ อาคารสมาคมนักข่าวฯ ชั้น 3 ถนนสามเสน

 

องค์กรผู้บริโภคโวย! กทค.แอบทำมติลับ”พรีเพด” ลดวันใช้งาน-ให้สิทธิบริษัทไม่ต้องคืนเงินสดหากเลิกสัญญา

องค์กรผู้บริโภคโวย กทค.แอบทำมติลับพรีเพด ลดวันใช้งานแถมให้สิทธิบริษัทไม่ต้องคืนเงินสดหากยกเลิกสัญญา

13 กุมภาพันธ์ 2556-  นางสาวบุญยืน ศิริธรรม  ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ได้เปิดเผยถึงการกำหนดระยะเวลาโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบชำระค่าบริการล่วงหน้า  หรือพรีเพดว่า ขณะนี้เกิดความสับสนสำหรับผู้บริโภคเป็นอย่างมากเนื่องจากมีการออกมาให้ข่าวผ่านสาธารณะของกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) บางท่านว่า บอร์ดกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.)  ได้มีมติให้มีการกำหนดระยะเวลาการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบชำระค่าบริการล่วงหน้าแล้ว คือ เติมเงินแต่ละครั้งสามารถใช้บริการได้ 30 วัน  ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงเหตุใดมติดังกล่าวจึงไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะให้เป็นที่ชัดแจ้งกว่าที่เป็นอยู่นี้

“ถ้ายังจำได้เมื่อประมาณ 1 ปีที่แล้ว ๘ ก.พ. ๕๕  กทค. ได้จัดให้มีการประชุมร่วม ๓ ฝ่าย ระหว่าง กทค. ตัวแทนผู้ให้บริการ และตัวแทนผู้บริโภค เพื่อหาข้อยุติและแนวทางแก้ไขปัญหานี้ และจากนั้น ทรูมูฟ ได้เสนอให้มีการกำหนดวันใช้งาน ๖๐ วัน  แต่ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้รับการอนุมัติจากบอร์ด กทค. พอมาปีนี้ เดือนกุมภาพันธ์เช่นกัน เมื่อบริษัทเดียวกันนี้เสนอมาที่ ๓๐ วันต่อการเติมเงินหนึ่งครั้ง  กทค. กลับรีบมีมติอนุมัติ โดยไม่มีการเชิญตัวแทนผู้บริโภคเพื่อหารือด้วยเลย มันแปลกไหม ครั้งนี้ บริษัทเสนอ กทค.ก็รีบสนอง แล้วบอกว่าเป็นปีเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคแต่เรื่องที่มีผลกระทบกับผู้บริโภคจำนวนกว่า ๗๐ ล้านเลขหมายกลับไม่ให้มีการประชุมร่วม ๓ ฝ่ายเพื่อหาข้อยุติร่วมกันเหมือนเช่นที่ผ่านมา และหากมีมติจริง ขอให้ กทค.ชี้แจงเหตุผล และการอนุญาติให้ผู้ประกอบการบังคับให้ผู้บริโภคต้องใช้บริการตามเวลาที่ผู้ประกอบการกำหนด. มันคุ้มครองผู้บริโภคตรงไหน ”ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคกล่าว

นางสาวบุญยืนกล่าวต่อไปว่า ยังมีประเด็นที่เห็นว่ามติกทค.ครั้งนี้ถอยหลังลงคลองคือ กรณีที่ระบุว่า หากผู้บริโภคเลิกใช้บริการพรีเพด หรือเมื่อเลิกสัญญากันแล้ว กทค.ได้มีมติให้ผู้ให้บริการสามารถกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ใช้บริการโอนเงินค่าบริการที่ชำระล่วงหน้าไว้ไปยังเลขหมายอื่นที่อยู่ในโครงข่ายเดียวกันด้วยก็ได้ ซึ่งหมายความว่า หากสัญญาเลิกกันอย่างไรเสียเงินที่อยู่ในระบบก็ยังเป็นของบริษัท และบริษัทไม่จำเป็นต้องคืนเป็นเงินสดให้กับผู้บริโภค ทั้งที่เป็นเงินที่ผู้บริโภคชำระค่าบริการล่วงหน้าให้กับบริษัทและเป็นการขัดต่อ ประกาศ กทช.  เรื่องมาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๓๔ ซึ่งระบุว่า เมื่อสัญญาเลิกกัน ในกรณีที่ผู้ให้บริการมีเงินค้างชำระแก่ผู้ใช้บริการ ผู้ให้บริการต้องคืนเงินนั้นให้แก่ผู้ใช้บริการ โดยการคืนเงินค้างชำระแก่ผู้ใช้บริการ อาจคืนด้วยเงินสด เช็ค หรือนำเข้าบัญชีเงินฝากของผู้ใช้บริการ หรือตามวิธีการที่ผู้ใช้บริการได้แจ้งความประสงค์ไว้

“พิจารณากันอย่างไรถึงมีมติที่ถอยหลังเช่นนี้ ทั้งที่ประกาศที่มีอยู่ก็ก้าวหน้าและคุ้มครองผู้บริโภคไว้อย่างดี ถ้าเช่นนี้เท่ากับท่านมีมติที่ขัดต่อประกาศของตัวเองอีกทั้ง ยังเป็นมติที่ทำให้ผู้บริโภคเสียหายกว่าเดิม เพราะเดิมเมื่อสัญญาเลิกกันผู้บริโภคพรีเพดสามารถไปขอเงินในระบบคืนจากผู้ให้บริการได้” นางสาวบุญยืนกล่าว

ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค กล่าวต่อไปว่า หลักการสำคัญของการแก้ไขปัญหาการกำหนดระยะเวลาการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่พรีเพด คือ การไม่เร่งรัดให้ผู้บริโภคต้องเร่งเติมเงินเข้าสู่ระบบ หรือไม่เร่งรัดผู้บริโภคเพื่อใช้บริการมากเกินไป ซึ่งหากผู้บริโภคยังคงมีเงินเหลืออยู่ในระบบและยังมีการใช้งานอยู่ต้องสามารถใช้บริการได้ ถึงแม้บริษัทจะมีสิทธิขออนุมัติจาก กรรมการกิจการโทรคมนาคมเพื่อกำหนดระยะเวลาการใช้บริการ แต่การกำหนดวันในการใช้งานก็สมควรอยู่ในหลักการที่ไม่เร่งรัดให้ผู้บริโภคต้องใช้บริการ

“อีกประการที่อยากฝาก กทค. และสำนักงาน กสทช. คือ ให้เร่งรัดการดำเนินงานนำมติของ กสทช.และ กทค. เผยแพร่ให้สาธารณะรับทราบบ้าง ไม่ทราบว่า ท่านได้เคยเข้าเว็บไซต์ขององค์กรท่านเองหรือไม่ ตอนนี้ก็เดือนกุมภาพันธ์เข้าไปแล้ว แต่มติ กทค. ที่เผยแพร่ผ่ายเว็บไซต์ยังเป็นเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วอยู่เลย ศักยภาพตกต่ำลงอย่างมาก หากเทียบกับตอนเป็น กทช. ที่จะลงมติเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ทันที ดังนั้นหากมีมติแล้วก็กล้าๆเผยแพร่กันหน่อยให้ประชาชนเค้ารู้บ้างว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเค้าในการใช้บริการโทรคมนาคม” นางสาวบุญยืนกล่าว..

 

จัดหนัก! พรุ่งนี้ วิศวกรรมสถานฯ เสวนาอภิมหาโปเจกท์ประมูลน้ำ 3.5 แสนล้านบ. ความเสียหายที่รัฐไม่ควรมองข้าม

นายกวิศวกรรมสถานฯ กับมุมมอง อภิมหาโปเจกท์ประมูลน้ำ 3.5 แสนล้านบาท
ความเสียหายที่รัฐไม่ควรมองข้าม..ฝากความหวังบริษัทใหญ่ ผู้กุมชะตากรรมโครงการชาติ

ดาวน์โหลด 20130208_155229-1.jpg (57.5 กิโลไบต์)

 
 
12 กุมภาพันธ์ 2556 – นายสุวัฒน์
เชาวน์ปรีชานายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยวิศวกรรมสถาน แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ให้สัมภาษณ์ กรณีรัฐบาลอยู่ระหว่างเดินหน้าผลักดันโครงการประมูลขนาดใหญ่ มูลค่า 3 แสน 5 หมื่นล้านบาท ว่า วสท.เป็นองค์กรวิชาชีพด้านวิศวกรรมซึ่งที่ผ่านมา วสท.เห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นในงานก่อสร้างเชิงวิศกรรมมากมายเช่นโครงการก่อสร้างทางยกระดับโฮปเวลล์ซึ่งยังปรากฏเป็นหลักฐานให้ประชาชนหรือผู้พบเห็นไม่สบายใจ,โครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย คลองด่าน จังหวัดสมุทปราการ หรือกรณีล่าสุด โครงการก่อสร้างโรงพัก 396 แห่งทั่วประเทศซึ่งโครงการเหล่านี้ล้วนเป็นโครงการพัฒนาประเทศขนาดใหญ่ที่ดำเนินการโดยภาครัฐและเป็นโครงการที่ทำถูกขั้นตอนทั้งหมดเพราะผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) จนนำไปสู่การจัดซื้อจัดจ้งหาผู้รับเหมาแต่เหตุใดโครงการเหล่านี้ถึงมีปัญหาและเมื่อเกิดปัญหา มันไม่ใช่แค่เสียหายเชิงวิศวกรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงด้านเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ประเทศด้วย
 
 
ประเด็นที่ วสท.ตระหนักคือแม้โครงการนี้รัฐบาลมีแนวคิดจากแก้ปัญหาจากวิกฤตน้ำท่วมเมื่อปี 2554 และบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนซึ่งโครงการระยะสั้นและระยะกลางทาง วสท.ไม่ได้แสดงความเห็นมากนัก เพราะเห็นว่าเป็นโครงการเฉพาะหน้าที่ต้องทำเร่งรีบ แต่สำหรับโครงการนี้ เป็นโครงการระยะยาวแม้วิธีดำเนินการจะถูกกฎหมายเพราะผ่านครม.แล้ว ซึ่งหากไม่ถูกกฎหมายก็คงดำเนินการไม่ได้และมีขั้นตอนจัดซื้อจดจ้างถูกต้องแต่เท่านี้ไม่ไม่ได้หมายความว่าโครงการจะเกิดขึ้นได้ เพราะรัฐต้องมองถึงมิติความสำเร็จด้วย เพราะมันยังมีอีกหลายมิติ
 
 
“ผมยกตัวอย่างโครงการนี้ ก็จะคล้ายๆ กับโครงการก่อสร้างโรงพักทั่วประเทศ คำถามก็คือ เราเอาความไว้วางใจไปไว้ที่บุคคลเพียงกลุ่มเดียวให้มารับโครงการไปดำเนินการถูกต้องหรือไม่ แต่การตรวจสอบคู่ขนานว่าขีดความสามารถในการดำเนินการเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดและวันนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการโครงการ 3 แสน 5 หมื่นล้านบาทซึ่งคัดเลือกผู้ที่เสนอกรอบแนวคิดมาแล้ว 6 บริษัท โดยให้เวลา 3เดือนเพื่อออกแบบแนวความคิดและหากพิจารณาดูข้อเท็จจริงแล้ว จะเห็นว่า มีกลุ่มใหญ่อยู่ 2 กลุ่ม (เกาหลีใต้ และจีน) เสนองานผ่านทั้ง 10 แผนงาน (โมดูล)”
 
 
ซึ่งหากสมมติว่า ผลการคัดเลือกออกมาว่ากลุ่มเหล่านี้ ได้งานไป 8-9 แผนงาน นั่นหมายถึงรัฐบาลกำลังฝากเอาความสำเร็จของโครงการไปไว้กับกลุ่มบริษัทเพียง 1-2 กลุ่มเท่านั้นแทนที่จะให้งานกระจายไปทั้งประเทศที่มีลักษณะงานที่หลากหลายและแตกต่งกันเยอะตั้งแต่การอ่างเก็บน้ำ,เขื่อน,ฟลัดเวย์,คันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาและระบบป้องกันน้ำท่วมซึ่งมีความหลากหลายแตกต่างกันไปกว่าครึ่งประเทศและยังมีลุ่มน้ำอื่นๆอีก 17 ลุ่มน้ำทั้งภาคใต้ภาคอีสานมันจะไปเข้าลักษณะเดียวกับการก่อสร้างโรงพักหรือไม่ซึ่งส่วนตัวไม่ได้ดูถูกความสามารถของบริษัทหรือลบหลู่กรรมการคัดเลือกแต่อยากให้ตระหนักมากๆเพราะแค่งานสร้างโรงพักก็ยังเกิดความเสียหายได้
 
 
สำหรับวสท.เอง ก็ไม่ได้รู้เรื่องเฉพาะด้านวิศวกรรมเท่านั้นแต่วสท.ยังอบรมเกี่ยวกับการบริหารจัดการโครงการก่อสร้างด้วยโดยเมื่อเริ่มโครงการใดๆ ก็ต้องเริ่มศึกษาความเป็นไปได้และควมคุ้มทุนในการทำงานรวมถึงวิธีปฏิบิติซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าโครงการใหญ่ 1 โครงการ จะแยกออกเป็นโครงการย่อยได้อีกหลายโครงการ ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ วสท.เคยท้วงติงและออกแถลงการณ์ไปแล้ว 2 ฉบ้บ ซึ่งเป็นหลักการทางวิศวกรรมที่ได้นำเสนอ เพราะเราเองก็อยากให้รัฐทำแบบประสบความสำเร็จ แต่หากสิ่งที่เกิดขึ้นมีข้อสังสัย และหาก วสท.ไม่ทำอไรเลย ปล่อยให้เป็นไปตามที่รัฐบาลเสนอก็จะถูกตำหนิจากสมาชิก และประชาชนได้
 
 
ทั้งนี้ วันพรุ่งนี้ (13 กุมภาพันธ์ 2556) เวลา13.00-16.00น. วิศวกรรมสถานฯ จัดเสวนาเชิงวิพากษ์ต่อโครงการประมูลน้ำ 3 หมื่น 5 พันล้านบาท โดยมีผู้ร่วมเสวนาจากหลายแวดวงเข้าร่วม เช่น นายปราโมทย์ ไม้กลัด ,นายประเสริฐ โพธิวิเชียร, ดร.สุบิน ปิ่นขยัน, ดร.อภิชาติ อนกูลอำไพ, รศ.ดร.ไกรวุฒิ เกียรติโกมล, รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน, รศ.ดร.สุวัฒนา จิตตลดา และผศ.ทีฆาวุฒิ พุทธภิรมย์ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นคณะทำงานเรื่องแหล่งน้ำ, เป็นวิศวกรที่ทำให้กับภาครัฐก็จะร่วมเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองกัน รวมทั้งสะท้อนว่ามีมุมมองอย่างไรต่อโครงการที่เกิดขึ้น ซึ่งการสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำสักแห่งต้องศึกษาถึงผลที่จะเกิดขึ้นทั้งโครงสร้างวิศวกรรม,สิ่งแวดล้อมและภาคประชาชน ให้ได้รับความเห็นชอบไม่ใช่อยู่ๆ บอกว่าจะทำโครงการเช่นแก่งเสือเต้นแต่เราก็เห็นว่ามันใช้เวลาเป็น 10ปีมาแล้ว เพราะปัญหาใหญ่ คือ รัฐไม่ได้สร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกเริ่มที่ควรทำ
 

แต่ในเชิงการก่อสร้าง เราอยากให้แยกลักษณะงานออกจากกัน ทั้งขั้นตอนศึกษาความเป็นไปได้ หรือ การออกแบบก็ให้กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาที่สำรวจออกแบบก็ทำงานด้านออกแบบไปบริษัทที่คุมงานก่อสร้างหรือ บริษัทก่อสร้างก็เป็นคนละชุดจะได้ตรวจสอบและคานอำนาจกันได้แต่สิ่งที่รัฐกำลังทำคล้ายๆกับว่าบริษัทผู้รับเหมาบริษัทที่สำรวจออกแบบและที่ปรึกษามาจับมือกันเพื่อทำงานดีไซท์บิ้วจริงๆมันก็ทำได้แต่อีกมุมคือเมื่อท่านออกแบบกันเองก่อสร้างกันเองควบคุมงานกันเอง คิดว่าเหมาะสมแล้วหรือในเมื่อความเบ็ดเสร็จมันอยู่ตรงนั้น
 
“อยากคำนึงถึงว่า หากเอาโครงการเดียวมาประเคนให้บริษัทเดียว
ซึ่งในโครงการที่ทำ ก็มีทั้งฟลัดเวย์,อ่างเก็บน้ำ หรืออื่นๆ และมันเป็นพื้นที่ความรับผิดชอบในหลายๆ จังหวัด หากโครงการเกิดปัญหาที่จุดใดจุดหนึ่ง การพิจารณาต่อสัญญาหรือแก้ปัญหา มันจะเป็นอย่างไร แม้รัฐจะออกสื่อ ประกาศว่าจะรับผิดชอบ แต่ถามว่าจะรับผิดชอบยังไงเวลาเกิดความเสียหายมันก็ภาษีเราทั้งหมดนี่คือสิ่งที่เราควรตระหนัก
 
อีกประเด็นคือ การควบคุมค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเพราะทุกๆงานก็ต้องมีการปรับรูปแบบเสมอเวลาลงพื้นที่จริง มันไม่เหมือนกับตอนคิดหรือออกแบบ หรือตอนสำรวจ ซึ่งหากจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงรายการจริงๆ ก็ต้องใช้เงินแล้วใครจะเป็นคนตัดสินใจว่าทำได้หรือไม่โครงการนี้ไม่ใช่เล็กๆมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท และยิ่งเป็นเงินกู้ เงินประชาชนด้วยทำอะไรก็ต้องรอบคอบ”

 

กสท.กสทช.รุดถก”ทรูวิชั่นส์” จี้แก้ปัญหา หลังโดนสมาชิกร้องเรียน 269 ราย ด้านผู้บริหารทรูฯ รับปากพร้อมปรับปรุง

กสท.ถก”ทรูวิชั่นส์” แก้ปัญหา หลังโดนสมาชิกร้องเรียน 269 ราย

 ดาวน์โหลด true1.jpg (447.0 กิโลไบต์)
12 กุมภาพันธ์ 2556-  นางสาวสุภิญญา  กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. ในฐานะประธานอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ของ กสทช. หารือกับผู้บริหารบริษัททรูวิชั่นส์ หลังจากมีผู้ร้องเรียนกสทช.ตลอดปี 2555 จำนวน 269 ราย  เกี่ยวกับการให้บริการของทรูวิชันส์ ซึ่งเป็นกิจการโทรทัศน์เคเบิ้ลระบบบอกรับสมาชิกรายใหญ่ และเป็นรายเดียวที่มีสัญญาครบถ้วน ได้แก่ ไม่สามารถรับชมรายการได้ / ไม่สามารถยกเลิกบริการก่อนกำหนดโดยไม่เสียค่าปรับ/ ถูกยึดเงินประกัน/ หรือได้รับเงินคืนในส่วนที่ยังไม่ได้ใช้บริการ กรณียกเลิกบริการแล้วแต่ไม่ได้รับเงินคืน/ คืนเงินประกันล่าช้า กรณีถูกคิดค่าบริการเพิ่มโดยไม่ทราบล่วงหน้า/ถูกเก็บค่าบริการเกินจริง กรณีผู้ให้บริการยกเลิกรายการโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า/ โฆษณาหลอกลวง กรณีถูกคิดค่าบริการทั้งที่ไม่ได้ใช้บริการ และกรณีข่มขู่ทวงหนี้อย่างไม่เป็นธรรม
 
 
นอกจากนี้  ยังพบเรื่องร้องเรียนโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพเกินจริงที่ออกอากาศผ่านทางเคเบิ้ลทรู ซึ่งรายการดังกล่าวไม่ได้เป็นช่องรายการของทรูวิชั่นส์โดยตรง  อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการฯที่ทำหน้าที่พิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาเรื่องร้องเรียน เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นช่องว่างของสัญญา จึงทำให้มีผู้ร้องเรียนเข้ามาที่สำนักงาน กสทช. โดยที่ผู้ร้องเรียนส่วนใหญ่ยังประสงค์อยากเป็นสมาชิกของทรู ดังนั้นจึงหวังว่าการมาหารือในครั้งนี้จะส่งผลให้ทางทรูวิชั่นส์สามารถนำไปปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการบริการรวมถึงมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับสัญญา ซึ่งในขณะนี้กสทช.กำลังอยู่ระหว่างการร่างประกาศที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานสัญญาและบริการดังกล่าว

ขณะที่ นายองอาจ ประภากมล  ผู้บริหารทรูวิชั่นส์ ระบุว่า พร้อมรับข้อเสนอเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข ซึ่งบางเรื่องยอมรับว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันเวลา อย่างเช่นเรื่องคุณภาพสัญญาณ กรณีที่เกิดจากเหตุหรือภัยพิบัติ ซึ่งผู้บริโภคเองสามารถร้องเรียนได้เองโดยตรงที่แผนกช่วยเหลือลูกค้าสมาชิก ทรูวิชั่นส์แคร์ และเร็วๆนี้ทรูวิชันส์เตรียมชี้แจงให้สมาชิกทราบเรื่องการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกด้วย

สำหรับ กสทช. ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำประกาศ เรื่อง มาตรฐานสัญญาการให้บริการในกิจการโทรทัศน์ และแบบสัญญาที่บังคับใช้กับผู้ให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิก ซึ่งจะมีการจัดทำ Focus Group ระดมความคิดเห็นกับผู้ประกอบการโทรทัศน์เรื่องแนวทางและกลไกการรับและพิจารณาเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภค และ นอกจากนี้งานอีกส่วนหนึ่งคือเตรียมจัดทำ Code of practice หรือแนวปฏิบัติทางจรรยาบรรณเพื่อการกำกับกันเองของวิชาชีพ ของกิจการโทรทัศน์ผู้ซึ่งรับใบอนุญาตรายใหม่ด้วย ทั้งนี้ต้องขอความร่วมมือกับทรูวิชั่นส์ในฐานะผู้ประกอบการรายเดิมที่มีฐานลูกค้ากว้างและมีประสบการณ์ในเรื่องนี้มาก่อน

 

 

ธอส.ชี้แจง กรณี ม็อบเกษตรกรชุมนุม เรียกร้องแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ

ธอส.ชี้แจง กรณี กลุ่มเกษตรกรชุมนุม เรียกร้องแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ

12 ก.พ.2556- จากกรณีที่มีกลุ่มเกษตรกรสภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศไทยชุมนุมที่บริเวณธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) สำนักงานใหญ่ ถนนพระราม 9 เพื่อเรียกร้องให้ ธอส. ตัดลดหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยให้กับเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พร้อมอ้างว่ามีเกษตรกรถูก ธอส. ฟ้องร้องดำเนินคดีเป็นจำนวนมากนั้น

นางไลวรรณ ปองเสงี่ยม รองกรรมการผู้จัดการ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)  กล่าวว่า จากการตรวจสอบรายชื่อเกษตรกรตามข้อมูลที่ได้รับจากสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พบว่ามีจำนวนเกษตรกรสมาชิกสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ ที่เป็น ลูกหนี้ของ ธอส. จำนวน 1,767 ราย คิดเป็นมูลหนี้เงินต้นประมาณ 500 ล้านบาท แต่ ธอส. ได้ดำเนินคดีกับลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้และมีสถานะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) ของธนาคารเพียง 550 รายเท่านั้น

โดยวานนี้ (11 ก.พ.56) ธนาคารได้เจรจากับผู้แทนเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ตั้งแต่เวลา 15.00 น. จนถึงเวลาประมาณ 18.00 น. การประชุมยุติลง โดยกลุ่มเกษตรกรได้จัดทำ “ข้อเรียกร้อง” เพื่อให้ธนาคารเร่งรัดการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งธนาคารจะนำข้อ เรียกร้องไปพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป ที่ผ่านมา ธอส. ได้ให้ความร่วมมือกับสภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศไทยเพื่อหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรลูกหนี้ของ ธอส. มาตลอด อาทิ ชะลอการฟ้องดำเนินคดี ชะลอการยึดทรัพย์ ชะลอการขายทอดตลาด ส่วนกรณีที่เป็นทรัพย์รอการขาย(NPA) ที่ซื้อมาไม่ถึง 5 ปี ให้ชะลอการขายให้กับบุคคล ภายนอกภายใน 5 ปี เป็นต้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2555 ธอส. ยังได้ทำบันทึกข้อตกลง หรือ MOU ร่วมกับสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาการเกษตร และกลุ่มเกษตรกรสภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศไทย ซึ่งตกลงร่วมกันว่าธนาคารจะชะลอการขายทอดตลาดทรัพย์รอการขาย(NPA) เป็นระยะเวลา 6 เดือนนับตั้งแต่สิ้นเดือนธันวาคม 2555 พร้อมให้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาการเกษตรซื้อคืนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) และทรัพย์รอการขาย (NPA) ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2556 ซึ่งในขณะนี้อยู่ในช่วงเวลาที่ทั้ง 3 ฝ่ายจะดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว

ทั้งนี้ ธนาคารยังเปิดให้บริการลูกค้าที่มาติดต่อทำธุรกรรมได้ตามปกติ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร.0-2645-9000

 

ผู้บริโภค จี้ กสทช.-เอกชน เร่ง 5 มาตรการ แก้ปัญหาลูกค้าTRUE กระทบสัมปทาน กสท.สิ้นสุด ก.ย.56

11 ก.พ.2556-  ดร. เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ และคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม เสนอแนวทางเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคลูกค้าทรู และ DCPประมาณ 17 ล้านเลขหมาย จากกรณีที่บริษัท กสท. สิ้นสุดสัญญาสัมปทานคลื่น 1800 เมกกะเฮิร์ต ในเดือนกันยายน 2556

1. กสทช. ต้องแจ้งให้ผู้บริโภคทราบว่าบริการของทั้งสองบริษัทจะสิ้นสุดลงภายในวันที่ 15 กันยายน 2556 อย่างเร่งด่วนเนื่องจากมีเวลาเหลืออีกเพียง 8 เดือน และ ดำเนินการผู้บริโภคสามารถเลือกโอนย้ายค่ามือถือตามความประสงค์

2. กสทช. ต้องมีมาตรการในการโอนย้ายลูกค้าที่ต้องการรักษาเลขหมายเดิม (number portability) โดยดำเนินการให้ผู้ประกอบการเพิ่มขีดวามสามารถของบริการโอนย้ายเลขหมายให้เพิ่มจากในปัจจุบันที่  4,000   เลขหมายต่อวัน เป็น 40,000 เลขหมายต่อวันตามศักยภาพของ clearing house  เพื่อรองรับจำนวนลูกค้า True กว่า 17 ล้านรายที่จะได้รับผลกระทบจากการโอนย้าย (หากโอนย้ายได้วันละ 40,000 เลขหมายจะยังคงใช้เวลา 425 วัน)

3. ผู้ประกอบการต้องดำเนินการตรวจสอบรายชื่อผู้ใช้บริการที่ไม่ ได้ลงทะเบียนทาง SMS เพื่อแจ้งใหใทราบและให้แสดงเจตจำนงค์ในการย้ายเครือข่าย

4. ผู้ประกอบการต้องระงับและปรับ package ที่ผูกพันหลักการสิ้นสุดสัญญาโดย กสทช. ให้ความเห็นชอบ  มิฉะนั้นแล้ว จะต้องกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการรายใหม่จะต้องรับผิดชอบ package โดยต้องเจรจาร่วมกับ ผู้ประกอบการรายเดิมเรื่องการโอนย้ายรายได้

5. กสทช. จะต้องออกประกาศ หลักการในการโอนย้ายผู้ใช้บริการ (migration rules) อย่างเร่งด่วน ซึ่งจะกำหนดแผนงานในการดำเนินการของผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อ ง เพื่อมิให้เกิดปัญหา “จอดำ” ในวันที่ 16 กันยายน 2556 แผนดังกล่าวจะต้องมีรายละเอียดดังนี้

5.1. หลักการในการโอนย้ายผู้ใช้บริการที่ไม่เลือกปฏิบัติ

5.2. หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ให้บริการที่สัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดลง

5.3. แผนการรองรับการโอนย้ายที่มีขั้นตอนและระยะเวลาที่ชัดเจน  เช่น ประกาศกำหนดวันที่ผู้ประกอบการจะหยุดให้บริการ การแจ้งเตือนผู้ใช้บริการ  

5.4. วิธีการดำเนินการสำหรับลูกค้าที่ไม่ต้องการย้าย (non order disconnection or transfer)

5.5. วิธีการโอนเงินคงค้างในระบบให้แก่ผู้ประกอบการรายใหม๋

5.6. แนวทางในการระงับข้อพิพาทที่เกิดจากการโอนย้าย (มีผู้กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องมีระบบรองรับ)