RSS

Monthly Archives: กุมภาพันธ์ 2013

คำชี้แจงเต็มๆ! จาก “ศ.สมบัติ จันทรวงศ์”พัวพันเงินสด 18 ล้านบาท ที่ลูก-เมีย อดีตปลัดกลาโหมฝากไว้ ในคดีปปช.อายัด 65ลบ.

image

สัมภาษณ์พิเศษ : ภัทราพร ตั๊นงาม ไทยพีบีเอส

27 กุมภาพันธ์ 2556 – หลังจากมีชื่อเข้าไปพัวพันในคดี ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. สั่งอายัดเงินจำนวน 65 ล้านบาทชั่วคราว คดีอดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ร่ำรวยผิดปกติ วันนี้ ศาสตราจารย์ สมบัติ จันทรวงศ์ นักวิชาการชื่อดัง ให้สัมภาษณ์พิเศษไทยพีบีเอส ยืนยันว่า ภรรยาและลูกอดีตปลัดกลาโหม เดินทางมาหาที่บ้านพร้อมขอให้ช่วยรับฝากเงิน จำนวน 18 ล้านบาท และขอลาออกจากทุกตำแหน่งทางวิชาการ ในทุกองค์กร เพื่อแสดงความรับผิดชอบ

ศาสตราจารย์ สมบัติ จันทรวงศ์ เปิดเผยถึงกรณีป.ป.ช.มีมติอายัดเงินและทรัพย์สิน จำนวน 65 ล้านบาท พลเอกเสถียร เพิ่มทองอินทร์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม โดยในจำนวนนี้ มีจำนวน 11 ล้าน 9 แสนบาท ที่อายัดได้จากบัญชีของ ศาสตราจารย์ สมบัติ ว่า เงินจำนวนดังกล่าว เป็นของ นางณัฐณิชาช์ และ ร้อยเอกหญิง ณิชาพัฒน์ ภรรยา และ บุตรบุธรรมของ พลเอกเสถียร โดยทั้งคู่เดินทางมาหาที่บ้านพักแห่งนี้เมื่อปลายปี2554 ด้วยสีหน้าไม่สู้ดี พร้อมกระเป๋าเดินทาง 1 ใบ มีเงินจำนวน 18 ล้านบาท โดยบอกว่า มีปัญหาครอบครัว และขอให้ช่วยรับฝากไว้ โดยไม่ได้เกิดความสงสัยว่า จำนวนเงินก้อนดังกล่าวจะเป็นเงินร้อน หรือ ได้มาโดยความไม่ชอบหรือไม่ เพราะเท่าที่รู้จักกับ ภรรยา และบุตรบุญธรรม ของพลเอกเสถียร มาประมาณ 6 ปี ก็ไม่เคยได้ยินประวัติในด้านไม่ดี

หลังจากที่นำเเงินเข้าธนาคารแล้ว ทั้งคู่จึงขอเงินคืนเพื่อนำไปลงทุนที่ดิน และขอยืมชื่อศาสตราจารย์สมบัติเป็นหุ้นส่วนในการซื้อที่ดิน และศาสตร์จารย์สมบัติ จ่ายเงินคืนเป็นเช็ค แต่ปรากฎว่าผู้ที่ซื้อที่ดินต่อคือบริษัทสยามโกลบอลเฮ้าท์ มหาชนแห่งหนึ่ง จ่ายเป็นเช็คตามชื่อสัดส่วนของผู้เป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งมีขื่อของศาสตราจารย์สมบัติอยู่ด้วย มูลค่า 27 ล้านบาท จึงนำไปเข้าฝากไว้ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ประมาณ 4 บัญชี และทะยอยถอนเงินคืนให้ภรรยาและบุตรบุญธรรม พลเอก เสถียร มาเรื่อยๆ โดยภรรยาและลูก เดินทางมารับเงินที่บ้านศาสตราจารย์สมบัติทุกสัปดาห์ จนกระทั่งต้นเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ได้รับแจ้งจาก ป.ป.ช.ว่า เกิดความสงสัยเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวเงินในบัญชีของ ศาสตราจารย์สมบัติ

image

(บ้านพัก ศ.สมบัติ จันทรวงศ์ ละแวกเสนานิคม)

“มันคิดนานไม่ได้มันดึกแล้ว ผมเชื่อโดยบริสุทธ์ใจว่า ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับเงินทุจริต เพราะหาเป็นเงินทุจริตจริงใครจะไปรับมาฝากไว้ ตอนนั้นคิดว่าเป็นปัญหาครอบครัวจริงๆ และอีกแง่หนึ่งผมทำเปิดเผยโดยการนำเข้าธนาคาร เค้าเดือดร้อนมาเราก็ช่วย ซึ่งเงินที่มี 18 ล้านเป็นเงินสด ผมก็เอาไปฝากไว้ตามธนาคารต่างๆ แถวบ้านผม แต่ครั้งหลังมันมาเป็นเช็คใบเดียว 20 กว่าล้าน ก็เอาไปเข้าสหกรณ์ เรื่องนี้คนอาจมองว่ามันง่ายมากที่จะไม่ทำอย่างนั้น ไม่ฉลาด ไม่รอบคอบแต่มันเลยตรงนั้นไปแล้ว เราอาจพลาดตรงนี้ไป เราไม่ได้เฉลียวใจ เพราะตอนนั้นไม่ไม่เคยมีข่าวออกสื่อใดๆ เลยว่า มีการตรวจสอบเกี่ยวกับครอบครัวนี้ ผมคิดแต่ว่ามันเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของครอบครัวๆ หนึ่ง ในแง่หนึ่งผมมองว่าเงินไม่มาก เพราะไม่ใช่ของผม และเราทำให้สิ่งที่ปลอดภัยที่สุด คือนำเข้าธนาคาร แต่หากอนาคตจะมีใครมาฝากแบบนี้อีก ผมบอกได้เลยว่าไปห่างๆ ผมเลย ไม่เอาแล้ว เข็ดแล้ว เพราะทำให้ชีวิตวุ่นวาย ซึ่งสังคมมีสิทธิ์ที่จะมองผมเปลี่ยนไป แต่ผมรู้ดีที่สุดว่าผมทำอะไรไป”

ทั้งนี้ ส่วนตัวแล้วไม่รู้จักส่วนตัวกับพลเอกเสถียร ซึ่งส่วนตัวรู้จักแค่ชื่อ แต่ไม่เคยพูดคุยกัน เพราะจะคุัยกับภรรยาและลูกกับพลเอกเสถียรมากกว่า เพราะภรรยาพลเอกเสถียร เรียนปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยเกริก ส่วนลูกนั้นตัวเองเป็นที่ปรึกษาทำวิทยานิพนธ์ ปริญญาเอก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนตัวแล้วได้ได้ทำธุรกรรมร่วมกัน คือ การซื้อที่ดินกับครอบครัวนี้ 1 ล้านบาทเป็นชื่อภรรยาของศาสตราจารย์สมบัติ และได้แจ้งป.ป.ช.รับทราบแล้ว ซึ่งส่วนตัวทราบว่าภรรยาพลเอกเสถียรทำธุรกิจที่ดินมานานแล้ว และมีโรงแรมอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี รับทราบเพียงเท่านี้

“ผมเจอพลเอกเสถียร แค่ครั้งเดียวที่บ้านของพลเอกเสถียร ช่วงที่โดนปลดออกจากปลัดกลาโหม ซึ่งแม่ลูกมารับผมไปที่บ้าน แล้วปรึกษาว่าจะทำอย่างไร ซึ่งเจอหน้ากัน ก็สวัสดีกัน ผมบอกว่าผมไม่มีความรู้เรื่องนี้ แต่แนะนำได้เรื่องเดียวว่า ถ้าโดนปลดให้ไปฟ้องศาลปกครอง จากนั้นก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีกเลย”

พร้อมกันนี้ ได้แจ้งขอลาออกจากตำแหน่งทางวิชาการทุกตำแหน่ง ในทุกองค์กร เพื่อขอแสดงความรับผิดชอบทางจริยธรรม เพราะเห็นว่าผู้เป็นครูบาอาจารย์ หากถูกสังคมกังขา แม้จะไม่ได้ทำผิด แต่แค่ทำให้สังคมได้สงสัย ก็ไม่ควรจะสอนหนังสือให้ใคร เพราะเค้าอาจไม่นับถือ หรือเชื่อถือ และไม่อยากทำให้คนที่ผมทำงานด้วยลำบากใจ โดยจะยื่นหนังสือลาออกกับอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 6 มีนาคมนี้ ซึ่งการทำงานตรวจสอบของป.ป.ช. ก็ต้องสนับสนุนการทำงาน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า มีบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องมาก ก็อยากให้มองในภาพรวมมากว่า

ส่วนวันพรุ่งนี้ ศาสตราจารย์สมบัติ จะเดินทางไป ชี้แจงกับคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. พร้อมนำเอกสารที่เกี่ยวข้องทุกอย่างไปแสดง เพื่อยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนี้

Advertisements
 

รายละเอียด! ป.ป.ช.สั่งอายัด 65ลบ.เมีย-ลูก อดีตปลัดกลาโหม รวมบัญชีของ ศ.สมบัติ จันทรวงศ์ อาจารย์มธ.ชื่อดัง 10 ล้านบาท

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีมติสั่งอายัดทรัพย์สิน และบัญชีเงินฝาก คดี พลเอกเสถียร เพิ่มทองอินทร์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ร่ำรวยผิดปกติ เป็นมูลค่ารวม 65 ล้านบาท

image

image

image

image

ทั้งนี้ บัญชีเงินฝากที่โดน ป.ป.ช.อายัดทรัพย์สินที่ถูกอายัดประกอบด้วย บัญชีเงินฝาก 5 บัญชี , โฉนดที่ดิน 7 แปลงในจังหวัดอุบลราชธานี และเขต บางเขน กรุงเทพมหานคร , นส.3 ก จำนวน 2 แปลง , รถยนต์ 2 คัน , ทั้งหมดอยู่ในบัญชีของ นางณัฐณิชาช์ และ นางสาว ร้อยเอกหญิง ณิชาพัฒน์ ภรรยา และบุตรบุธรรมของพลเอกเสถียร นอกจากนี้ยังมีเงินสดจำนวน 10 ล้านบาท ซึ่งเป็นบัญชีของ ศาสตรจารย์ สมบัติ จันทรวงศ์ อดีตอาจารย์ คณะสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทั้งนี้พบว่า ศาสตรจารย์สมบัติ เป็นอาจารย์สอนปริญญาเอกให้กับบุตรสาวพลเอกเสถียร ซึ่งนางณัฐณิชาช์ ได้ร้องขอให้ช่วยรับฝากเงินจำนวน 20 ล้านบาท โดยอ้างว่ามีปัญหาครอบครัว

จากนี้ ป.ป.ช. จะเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจง และยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินโดยละเอียดภายใน 30 วัน

คดีนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบพบว่า มีการเคลื่อนไหวของเงินจำนวน 100 ล้านบาทของพลเอกเสถียรและครอบครัวแบบผิดปกติ จึงได้ตรวจสอบ และเป็นที่มาของการสั่งอายัดทรัพย์สินทั้งหมดวันนี้

นอกจากนี้ ป.ป.ช.จะสืบเส้นทางการเงินว่า เงินจำนวนดังกล่าวมีการโอนไปถึงใครบ้าง

 

โดนป่วน! กสทช.สั่ง 5 ค่ายมือถือ ให้ข้อมูล สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน หลังพบหลายสายก่อกวน สายด่วน 1669

24 กุมภาพันธ์ 2556- นายฐากร  ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ การทรวงสาธารณสุข  ว่าปัจจุบัน มีประชาชนโทรศัพท์ไปที่สายหมายเลขฉุกเฉิน 1669  ในลักษณะหลอกลวง, แจ้งเหตุ หรือก่อกวนเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาการให้บริการประชาชนใน กรณี มีเหตุฉุกเฉินที่ไม่อาจดำเนินการให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีและขอให้สำนักงาน กสทช.พิจารณาดำเนินการกับประชาชนที่กระทำการดังกล่าวตามอำนาจหน้าที่ด้วย

สำนักงาน กสทช. จึงได้ประสานงานขอผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานและโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายคือ  TOT CAT AIS DTAC และ TRUEให้ความร่วมมือกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ดำเนินการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ที่โทรเข้าไปหลอกลวงหรือก่อกวนเพื่อหาตัวบุคคลและแหล่งที่ใช้โทรศัพท์หลอกลวงหรือก่อกวนเพื่อที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติจะดำเนินการตามกฎหมายกับบุคคลดังกล่าวต่อไปแล้ว

สำนักงาน กสทช.ขอแจ้งให้ประชาชนทราบโดยทั่วกันว่าระบบสายด่วนเจ็บป่วยฉุกเฉินโทรศัพท์หมายเลข 1669เป็นหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้บริการเพื่อสาธารณะ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยที่มีเหตุฉุกเฉินซึ่งมีความจำเป็นต้องได้รับการบริการเร่งด่วนการโทรศัพท์เข้าไปหลอกลวง หรือก่อกวนมีผลกระทบทำให้เจ้าหน้าที่ไม่อาจให้บริการผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินอย่างทันท่วงทีอันอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตหรือพิการได้  นับว่าเป็นภัยต่อสาธารณะที่ร้ายแรงอันมีมูลเป็นการกระทำความผิดทางอาญา ซึ่งสำนักงาน กสทช. เห็นว่าเรื่องดังกล่าวมีความสำคัญที่ประชาชนผู้ใช้บริการโทรศัพท์สายด่วนหมายเลข1669จักต้องมีจิตสำนึก ให้ความสำคัญรวมทั้งตระหนักถึงความเดือดร้อนและความเสียหายของผู้ป่วยฉุกเฉินที่ต้องได้รับการบริการอย่างทันท่วงทีและทันต่อเหตุการณ์ จึงขอแจ้งให้ประชาชนทราบทั่วกัน

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 24, 2013 in กสทช., ทั่วไป

 
รูปภาพ

AIS ประกาศ แผนรับมือ วิกฤตพลังงานไฟฟ้า เมษายน 2556 ดังนี้..

image

20 เมษายน 2556- นายวิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอส ให้ความสำคัญกับการเตรียมแผนสำรองด้านพลังงานเป็นปกติอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่มีการใช้พลังงานสูงสุดของแต่ละปีอย่างฤดูร้อน หรือ ในช่วงที่เกิดภัยธรรมชาติ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถใช้งานได้โดยมีผลกระทบน้อยที่สุด แม้จะมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ดังนั้น กรณีที่ประเทศไทยอาจต้องมีการเตรียมการรองรับการงดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากประเทศเมียนมาร์ในช่วง 4 – 12 เม.ย. ตามที่เป็นข่าว เอไอเอส ซึ่งดูแลระบบสื่อสารจึงเตรียมแผนงานอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น โดยมีแผนดำเนินการ ดังนี้

1. ดำเนินการ Preventive Maintenance อุปกรณ์ต่างๆ ในระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรอง ให้พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา ซึ่งจะดำเนินการในรอบนี้ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม

2. ปรับอุปกรณ์ให้สามารถรองรับการใช้งานท่ามกลางอุณหภูมิที่สูงขึ้นของฤดูร้อน อาทิ ผนังห้อง, แอร์ประหยัดพลังงาน, ฯลฯ เพื่อให้สามารถลดปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าลง รวมถึงทำการ Preventive Maintenance อุปกรณ์ทำความเย็นซึ่งใช้พลังงานไฟฟ้าสูงให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

3. สำรองเชื้อเพลิง เพื่อใช้กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าประจำชุมสาย

4. พิจารณาจัดแบ่งพื้นที่ที่เป็น Strategic Area ของการใช้ระบบสื่อสาร เพื่อเตรียมแผนสำรองรองรับกรณีเกิดเหตุขัดข้อง โดยใช้รถสถานีฐานเคลื่อนที่ (Satellite Mobile Car) นำไปให้บริการ รวมถึงการจัดเตรียมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเคลื่อนที่ จ่ายไฟให้กับสถานีฐานใน Strategic Area ด้วย

5. เปลี่ยน Battery ที่เริ่มเสื่อมสภาพที่สถานีฐานเพื่อให้สามารถสำรองไฟฟ้าไว้ใช้เมื่อเกิดเหตุไฟฟ้าขัดข้องได้

6. ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับภาครัฐ อาทิ การไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อประสานการบริหารการใช้กระแสไฟฟ้าอย่างสอดคล้องกับแผนงานของรัฐบาล

7. Stand by ทีมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อทำการ monitor และเข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ทันที

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 20, 2013 in คมนาคม, ทั่วไป

 

เส้นทางใหม่! บขส.เปิด 2 เส้นทางใหม่ ไปเสียมราฐ และ พนมเปญ พรุ่งนี้วันแรก ค่ารถ 750 และ 900 บาท

20 กุมภาพันธ์ 2556- นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวว่า บขส. พร้อมเปิดให้บริการเดินรถโดยสารระหว่างประเทศ ไทย – กัมพูชา เส้นทางกรุงเทพฯ – อรัญประเทศ – ปอยเปต – เสียมราฐ และเส้นทางกรุงเทพฯ – อรัญประเทศ – ปอยเปต – พนมเปญ แล้ว ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (21 ก.พ. 56) เป็นต้นไป โดยเส้นทางกรุงเทพฯ – อรัญประเทศ – ปอยเปต – เสียมราฐ มีระยะทาง 424 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 7 ชั่วโมง ด้วยรถมาตรฐาน 1 (ข) ฝ่ายละ 1 คัน ระยะแรกเดินรถฝ่ายละ 1 เที่ยวต่อวัน ออกจากกรุงเทพฯ เวลา 09.00 น. ออกจากเสียมราฐ เวลา 08.00 น. อัตราค่าโดยสารตลอดเส้นทาง 750 บาท หรือ 25 ดอลลาร์สหรัฐ

และเส้นทางกรุงเทพฯ – อรัญประเทศ – ปอยเปต – พนมเปญ มีระยะทาง 719 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 11 ชั่วโมง ด้วยรถมาตรฐาน 1 (ข) ฝ่ายละ 1 คัน ระยะแรกเดินรถฝ่ายละ 1 เที่ยวต่อวัน ออกจากกรุงเทพฯ เวลา 08.15 น. ออกจากพนมเปญ เวลา 07.00 น. อัตราค่าโดยสารตลอดเส้นทาง 900 บาท หรือ 30 ดอลลาร์สหรัฐ

“บขส.พร้อมเปิดให้บริการในเส้นทางระหว่างประเทศ ไทย – กัมพูชาแล้วตั้งแต่วันพรุ่งนี้ หลังจาก บขส. ทดลองเดินรถในเส้นทางดังกล่าวมาตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2555 และต้องหยุดเดินรถชั่วคราว ด้วยปัญหาความไม่พร้อมของฝ่ายกัมพูชา ประกอบกับเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่ให้ไทย – กัมพูชา เดินรถสวนทางกัน จึงทำให้ บขส.ต้องหยุดเดินรถไปด้วย”

นายวุฒิชาติ กล่าว กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. เชื่อว่าการเปิดเดินรถโดยสารเส้นทางระหว่างประเทศในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศให้ดียิ่งขึ้น สอบถามข้อมูลเดินทางเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1490 ตลอด 24 ชั่วโมง

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 20, 2013 in คมนาคม, ทั่วไป

 

เนื้อหาเต็มๆ .. ส.นักข่าววิทยุฯ-สภาวิชาชีพฯ จี้ กสทช.เลื่อนออกใบอนุญาตTVดิจิตอล 12ช่องสาธารณะ จนกว่าเกณฑ์ชัด

image

image

 

องค์กรสื่อ-นักวิชาการ ประสานเสียง จี้กสทช.เลื่อนแจกใบอนุญาต”12ช่องสาธารณะดิจิตอล” พฤษภาคมนี้ หวั่นเอื้อรัฐ ใช้โปรโมทผลงานตัวเอง ขัดเจตนารมย์ปฏิรูปสื่อ

image

 

17 กุมภาพันธ์ 2556- วันนี้ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กำหนดให้มีการจัดงานเสวนาเรื่อง ทีวีสาธารณะ (ดิจิทัล) เพื่อใคร? ” ณ ห้องอิศรา อมันตกุล อาคารสมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน (ตรงข้าม รพ.วชิระ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างความตระหนักรู้ ในกระบวนการปฏิรูปสื่อและการจัดสรรคลื่นความถี่ที่เป็นธรรมและเป็นประโยชน์กับประเทศชาติมากที่สุด ใน กระบวนการเปิดประมูลฟรีทีวีดิจิทัล สาธารณะ โดยมีนักวิชาการสื่อ นักกฎหมาย สื่อมวลชนและตัวแทนองค์กรวิชาชีพ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปสื่อและการจัดสรรคลื่นความถี่ ด้วยการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีและระบบต่างๆ ทั้งการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคม และ การจัดสรรคลื่นความถี่ด้านกิจการวิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเตรียมเพื่อเปลี่ยนผ่านทั้งด้านเทคโนโลยีและเนื้อหา โดยเฉพาะการนำคลื่นความถี่ซึ่งเป็นสมบัติของคนไทยทุกคน ปรับเปลี่ยนจากระบบอนาล็อกไปเป็นระบบฟรีทีวีดิจิทัล จำนวน 48 ช่อง โดยแบ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ ดิจิทัล 3 ประเภทหลักดังนี้ สถานีโทรทัศน์ดิจิทัลชุมชน 12 ช่อง, สถานีโทรทัศน์ดิจิทัลธุรกิจ 24 ช่อง และ สถานีโทรทัศน์ดิจิทัล สาธารณะ 12 ช่อง

ทั้งนี้ สถานีโทรทัศน์ดิจิทัลเพื่อสาธารณะ จำนวน 12 ช่อง กำลังเป็นประเด็นที่ สังคมตั้งคำถามกับผู้มีอำนาจในการจัดสรรคลื่นความถี่และพิจารณาให้ใบอนุญาต ซึ่งก็คือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เป็นอย่างมากเกี่ยวกับการเปิดให้ยื่นขอฟรีทีวีดิจิทัลเพื่อการบริการสาธารณะ ด้วยวิธี Beauty Contest ในเดือนพฤษภาคมนี้ เพราะการกำหนดคุณสมบัติและวัตถุประสงค์ขององค์กรที่จะยื่นขอใบอนุญาตฟรีทีวีดิจิทัล สาธารณะ 12 ช่อง ทั้ง 3 ประเภท ยังขาดรายละเอียด รวมทั้งถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องความโปร่งใสและผลประโยชน์ทับซ้อน

โดยเห็นว่า สาธารณะทั้ง 12 ช่องนั้น จะต้องเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการ กำหนดคุณสมบัติขององค์กร หลักเกณฑ์ ตลอดจนวิธีการที่จะยื่นขอจัดสรรและประมูลฟรีทีวีดิจิทัล สาธารณะ 12 ช่อง

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ระบุว่า  ปัญหาหลักของการปฏิรูปสื่อ คือ โครงสร้างความเป็นเจ้าของ ซึ่งปัจจุบันจะเห็นว่า เรามีสถานีวิทยุ จำนวน 526 สถานี แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าถูกครอบครองโดยหน่วยงานของรัฐ เช่น กองทัพ ,กรมประชาสัมพันธ์ และอสมท. แต่จะเห็นว่าการผลิตรายการเทป หรือข่าว เป็นการไปเช่าช่วงผลิตทั้งสิ้น  ซึ่งกสทช.ควรเปิดโอกาสให้สังคมมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นคิด และควรดูเจตนารมย์ของหลักการร่างกฎหมายพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ปี2553

นอกจากนี้ ยังเห็นว่า กสทช.มีกรรมการ 11 คน ฉะนั้นโครงการใดๆ ที่เป็นโครงการใหญ่ กรรมการที่แบ่งกันเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายละ 5 คน ไม่ควรพิจารณาหรือตัดสินใจกันฝ่ายเดียว เพราะเป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับอนาคตประเทศ

นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ระบุว่า รู้สึกแปลกใจว่า การจัดทำหลักเกณฑ์ ช่องทีวีสาธารณะ 12 ช่อง ที่จนถึงขณะนี้ กสทช.ยังไม่มีกระบวนการใดๆ ที่เปิดโอกาสให้สังคม หรือสาธารณะ มีส่วนร่วมพิจารณา

ทั้งนี้ หากแม้กฏหมายจะกำหนดให้ กระทรวง หรือหน่วยราชการ  มีสิทธิ์ขอใบอนุญาตได้ และโดยเฉพาะช่องที่ทำเพื่อความมั่งคง ยังเปิดโอกาสให้หากำไรจากการโฆษณาได้  แต่กฎหมาย องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ปี 53 ก็เปิดช่องให้อำนาจ  กสทช.เช่นกันว่า สามารถกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมในการออกใบอนุญาตได้  ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเฉพาะประเด็นช่องรายการทีวีสาธารณะ 12 ช่อง ส่วนตัวเห็นว่า  กสทช.ควรมีกลไกล โดยการเปิดรับฟังความเห็น จากประชาชน และควรให้สถาบันการศึกษา ที่มีหลักสูตรการเรียนการสอนด้านนิเทศศาสตร์ร่วมพิจารณาด้วย เพราะนิยามทีวีสาธาณะ คือการส่งเสริมให้ความรู้กับทุกคน และต้องมีอิสระเพียงพอ

“หากกสทช.สร้างกลไกลเหล่านี้ได้ ผมเชื่อว่าจะป้องกันข้อครหาที่จะเกิดขึ้นได้ ซึ่งผมเองก็มั่นใจว่า ในช่วงพิจารณาออกใบอนุญาต กสทช.จะลำบากใจ เพราะจะมีคนยื่นขอเข้ามาเป็นร้อยๆ คำขอ และต้องอธิบายให้ได้ว่า Beauty Contest ของกสทช.มันเป็นยังไง เพราะหากพูดถึงการพิจารณาความสวยมันแล้ว มันขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน  หากเป็นไปได้ กสทช.ยังไม่ควรจะรีบพิจารณา ควรเปิดให้ทุกคนมีส่วนร่วม”

ทั้งนี้ เห็นว่า หากหน่วยงานราชการ หรือ กระทรวง ได้ครอบครองช่องสาธารณะ ทั้ง 12 ช่อง จะเปรียบเสมือนการย้อนยุค และ ขัดต่อเจตนารมย์ของการปฏิรูปสื่อ ที่ต้องการให้รัฐถือครองคลื่นน้อยลง กระจายอำนาจให้สาธารณะมากขึ้น ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ จะย้อนกลับไปยุคที่สื่อ เป็นสื่อของรัฐ

ดร.นิพนธ์ นาคสมภพ นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม ระบุว่า  หากช่องสาธารณะดำเนินการอย่างไม่มีประสิทธิภาพ หรือเจตนารมย์ของการปฏิรูปสื่อ ก็จะส่งผลให้จากนี้ คนดูจะได้รับชมโฆษณาชวนเชื่อเพิ่มอีก 12ช่อง  ทั้งนี้ กสทช.ควรพิจารณาว่า จะมีเป้าหมายการคัดสรรอย่างไร  และไม่อยุ่ในอิทธิพล และการเข้าถึงนโยบายของประชากรผู้รับสารอย่างไร

ดร.สุภาพร โพธิ์แก้ว อาจารย์ภาควิชาสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ระบุว่า ก่อนการให้ใบอนุญาต หรือ เปิดประมูล สิ่งสำคัญ คือการทำวิจัยเชิงวิชาการให้ชัดเจนว่า สิ่งที่กำลังดำเนินการ จะให้ใครทำ, ทำไปเพื่ออะไร และจะทำอย่างไร วิสัยทัศน์ของประเทศเป็นอย่างไร ซึ่งทุกวันนี้ ยังไม่มีความชัดเจน หรือการทำวิจัยในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งกสทช.กำหนดจะดำเนินการเรื่องนี้ประมาณเดือนมีนาคม ส่วนตัวเห็นว่าควรถอยเรื่องนี้ออกมาก่อน ทั้งนี้ การพัฒนาเทคโนโลยี ยุคดิจิตอลของไทยนั้น ยังไม่มีพูดคุยกันว่าจะนำดิจิตอลไปใช้อย่างไร เพื่อให้เกิดช่องทางที่กว้างมากขึ้น ซึ่งแนวทางของตนเอง เห็นว่า  ช่องทีวีช่องสาธารณะ ควรทำวิจัยให้เสร็จก่อนให้ใบอนุญาต เพราะไม่เช่นนั้น จะเปิดโอกาสให้ใครที่ได้ครอบครอง ใช้เป็นกระบอกเสียงแล้ว และยังใช้เอาไปเป็นเครื่องมือหากินได้ด้วยหลังจากได้ใบอนุญาต

ผศ.ดร. ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ กสทช. ระบุว่า จะนำเรื่องทั้งหมดไปเสนอเพื่อแก้ไข ซึ่งการทำงานของกรรมการกระจายเสียง 5 คนที่รับผิดชอบ ต่างมีความเห็นแตกต่างกัน แต่การรับฟังความเห็นสาธารณะ คิดว่าจะช่วยให้ได้ข้อมูลรอบด้านมาก และคิดว่าเสียงจากสาธารณะจะมีคามสำคัญ เพราะจะเป็นตัวช่วยกำหนดให้เกิดการแฟร์ และส่วนตัวก็เห็นว่า กสทช.ควรถอยเรื่องนี้ออกมาก่อนเพื่อให้เกิดความพร้อมมากที่สุด

 

image

image

image

image

image

image