RSS

จดหมายเปิดผนึก! กรณ์ -วิรัตน์ ปชป.ยื่นศาลรธน.กรณี รบ.ออกพ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนลบ.และเตรียมออกพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน บ.

28 ม.ค.

การติดตามผลการบริหารงานของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.๒๕๕๕

ด้วยความเคารพในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๕ – ๗/๒๕๕๕ ข้าพเจ้าและคณะฯ มีความประสงค์ที่จะยื่นหนังสือฉบับนี้ต่อประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตามหน้าที่ในฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทยและในฐานะประชาชนชาวไทยคนหนึ่งที่ต้องการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและของประชาชน เพื่อชี้แจงให้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้เห็นว่า ตามที่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณีการตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.๒๕๕๕ ขึ้นใช้บังคับ โดยมีสาระสำคัญว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่ายและป้องกันภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวมีวงเงินต้องใช้จ่ายจำนวนมากและต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนภายใน ๖ เดือนแรกของปี ๒๕๕๕ หากดำเนินการล่าช้าย่อมก่อให้เกิดความเสียหายมากขึ้นทวีคูณ ประกอบกับไม่อาจทำในรูปงบประมาณประจำปีได้ ด้วยเหตุดังกล่าวรัฐบาลจึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดฉบับนี้ขึ้นใช้บังคับนั้น รัฐบาลได้ให้ข้อมูลต่อศาลที่ไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง และรัฐบาลก็มิได้ดำเนินการตามที่ได้ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด แสดงให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ของรัฐบาลได้อย่างชัดแจ้งว่าการที่รัฐบาลตราพระราชกำหนดฉบับนี้ขึ้นใช้บังคับนั้นเป็นไปเพื่อหลีกเลี่ยงวิธีการเบิกจ่ายงบประมาณตามระบบปกติ ตาม ให้เปลี่ยนมาใช้วิธีการตามพระราชกำหนดฉบับนี้แทน เพื่อที่รัฐบาลจะไม่ถูกติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดินโดยรัฐสภา อันเป็นการใช้อำนาจตราพระราชกำหนดขึ้นโดยไม่สุจริตและใช้ดุลพินิจบิดเบือนหลักการของรัฐธรรมนูญ ส่อว่ารัฐบาลมีเจตนาที่จะนำเงินจำนวนมหาศาลไปใช้ในกิจการอันมิชอบโดยที่ไม่มีผู้ใดสามารถตรวจสอบได้ โดยเฉพาะการนำไปใช้จ่ายในโครงการประชานิยมของรัฐบาลที่ได้สร้างภาระทางการคลังให้กับประเทศจำนวนมหาศาล อันเป็นการกระทำที่ส่งผลเสียต่อระบบวินัยทางการเงินการคลังและงบประมาณของประเทศเป็นอย่างยิ่ง ดังมีข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่อไปนี้

 ๑. ตามที่รัฐบาลได้ตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.๒๕๕๕ (พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท) ในวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๕ โดยให้เหตุผลในการตรากฎหมายว่า เนื่องจากในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้เกิดอุทกภัยอย่างร้ายแรงในหลายพื้นที่ของประเทศ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง รัฐบาลมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องบูรณะและฟื้นฟูประเทศ เยียวยาความเสียหายให้แก่ประชาชน รวมทั้งดำเนินการวางระบบการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่องเพื่อป้องกันการเกิดภัยพิบัติในอนาคต รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินในการดำเนินการดังกล่าวจำนวนมาก แต่การกู้เงินตามกฎหมายในปัจจุบันมีข้อจำกัดบางประการ จึงสมควรให้มี พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท เพื่อให้กระทรวงการคลังมีอำนาจกู้เงินนำมาใช้จ่ายในการดำเนินการได้ทันที จึงจำเป็นต้องตรา พ.ร.ก.นี้

 ๒. ข้าพเจ้าและคณะ ส.ส.ฝ่ายค้าน (ผู้ร้อง) มีความเห็นว่าการตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท ของรัฐบาล มิได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ จึงเข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๕ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย มีสาระสำคัญ คือ

  ๒.๑ พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท มิได้เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องด้วยเหตุที่ว่า

   ๒.๑.๑ สภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้นมิได้อยู่ในขั้นวิกฤตหรือมีภยันตรายที่มีความจำเป็นเร่งด่วนจนต้องตรา พ.ร.ก.เพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งในข้อนี้รัฐบาลเองก็ได้ระบุไว้ในเอกสารงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๕๕ อย่างชัดแจ้งว่า เศรษฐกิจไทยในปี ๒๕๕๕ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในและนอกประเทศอยู่ในเกณฑ์ดี คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี ๒๕๕๕ ยังสามารถขยายตัวได้อีกร้อยละ ๔.๕ ถึง ๕.๕ และอัตราเงินเฟ้อก็อยู่ในเกณฑ์ดี ประกอบกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก “มูดีส์” ได้จัดอันดับให้ประเทศไทยอยู่ที่ระดับ “เสถียรภาพ” เนื่องจากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งและสถานการณ์การคลังของรัฐมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้ร้องจึงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนใดๆ ที่รัฐบาลจะต้องตรา พ.ร.ก.ฉบับนี้ และหากเปรียบเทียบกับสภาวะเศรษฐกิจในสมัยที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตรา พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง แล้ว ย่อมเห็นถึงความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากในขณะนั้นได้เกิด “วิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลก” 

   ๒.๑.๒ การตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท ทำลายความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ เนื่องจาก

    ๒.๑.๒.๑ รัฐบาลยังไม่มีแผนรองรับการใช้จ่ายเงินที่ชัดเจน ไม่มีโครงการในการบริหารจัดการน้ำที่เป็นรูปธรรม ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่น ไม่กล้าตัดสินใจลงทุนในประเทศ

    ๒.๑.๒.๒ เป็นการสร้างภาระของงบประมาณให้คลังของประเทศที่จะต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้โดยไม่มีเหตุอันควร เนื่องจากการกู้เงินในจำนวนมากมาเก็บไว้ในคลังของประเทศโดยที่ยังไม่มีแผนรองรับการใช้จ่ายเงินดังกล่าวย่อมเป็นเหตุให้เงินจำนวนมากค้างอยู่ในคลังโดยไร้ประโยชน์ และกระทรวงการคลังก็ต้องรับภาระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่กู้เงินมาซึ่งเป็นดอกเบี้ยจำนวนมหาศาล จึงเป็นการทำลายความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ

    ๒.๑.๒.๓ เป็นการทำลายระบบวินัยทางงบประมาณและการคลัง กล่าวคือ แม้ว่ารัฐบาลจะมีความจำเป็นต้องใช้เงินในจำนวนดังกล่าวจริง แต่รัฐบาลก็สามารถนำยอดเงินดังกล่าวบรรจุไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ได้ตั้งแต่แรกโดยที่ไม่ต้องตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท แต่อย่างใด 

  ๒.๒ พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท มิได้กระทำในกรณีที่ฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ กล่าวคือ

   ๒.๒.๑ การกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท เป็นการกู้เงินมาใช้ในโครงการระยะยาวที่มิใช่โครงการเร่งด่วน ซึ่งในโครงการเร่งด่วนที่รัฐบาลระบุนั้น รัฐบาลได้ใช้เงินจำนวน ๑๗,๑๒๖ ล้านบาทจากงบประมาณปี ๒๕๕๕ แล้ว

   ๒.๒.๒ รัฐบาลสามารถกู้เงินตาม พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.๒๕๔๘ ได้ โดยไม่ฝ่าฝืนกรอบความยั่งยืนทางการคลัง กล่าวคือ รัฐบาล (โดย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ / รมว.คลัง) แถลงว่า “ในปี ๒๕๕๕ คาดว่าต้องใช้งบประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท” ผู้ร้องพบว่าความต้องการใช้เงินในจำนวนดังกล่าวนี้ รัฐบาลสามารถใช้วิธีการกู้เงินตามกฎหมายที่มีอยู่คือ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.๒๕๔๘ มาตรา ๒๑ (๑) และ (๒) ซึ่งหากรัฐบาลกู้เงินมาเต็มยอดตามกรอบของกฎหมายฉบับนี้แล้วรัฐบาลจะมีเงินเหลือให้ใช้ได้อีก ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนตามที่รัฐบาลต้องการใช้ 

   นอกจากนั้น การกู้เงินตามกรอบของ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.๒๕๔๘ ข้างต้น จะมีผลทำให้หนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ร้อยละ ๔๕ เท่านั้น ซึ่งต้องไม่เกินร้อยละ ๖๐ ตามกรอบความยั่งยืนทางการคลัง และไม่มีผลเปลี่ยนแปลงภาระดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะต่องบประมาณปี ๒๕๕๕ ที่อยู่ร้อยละ

๙.๓๓ ซึ่งต้องไม่เกินร้อยละ ๑๕ ตามกรอบความยั่งยืนทางการคลัง เนื่องจากภาระดอกเบี้ยเงินกู้จำนวนดังกล่าวจะเป็นภาระดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะต่องบประมาณปี ๒๕๕๖ ไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณปี ๒๕๕๕ และภาระดอกเบี้ยดังกล่าวรัฐบาลก็สามารถจัดสรรให้ไม่เกินอัตราร้อยละ ๑๕ ต่องบประมาณปี ๒๕๕๖ ได้ โดยที่ไม่มีความจำเป็นต้องตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท แต่อย่างใด

   ๒.๒.๓ การกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท รัฐบาลวางกรอบว่าจะเริ่มกู้เงินในปี ๒๕๕๖ และจะต้องกู้ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา ๑ ปี ๖ เดือน ฉะนั้นเมื่อรัฐบาลระบุว่าจะเริ่มกู้เงินในปี ๒๕๕๖ รัฐบาลย่อมไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนใดๆ ที่จะต้องตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท ในต้นปี ๒๕๕๕ รัฐบาลสามารถเสนอเป็นร่าง พ.ร.บ.เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาได้ นอกจากนั้น การที่รัฐบาลกำหนดว่าจะต้องกู้เงินให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา ๑ ปี ๖ เดือน ด้วยระยะเวลาดังกล่าวรัฐบาลย่อมสามารถตรากฎหมายในรูปพระราชบัญญัติได้ โดยที่ไม่ต้องตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท แต่อย่างใด

   ๒.๒.๔ รัฐบาลยังไม่มีแผนงานหรือโครงการที่ชัดเจนรองรับการใช้จ่ายเงินกู้จำนวน ๓.๕ แสนล้านบาท กรณีดังกล่าวนี้ นายสมิท ธรรมสโรช และนายปราโมทย์ ไม้กลัด กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) กล่าวตรงกันว่ารัฐบาลยังไม่มีแผนที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการใช้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแต่อย่างใด นอกจากนั้น นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ยังให้สัมภาษณ์ด้วยว่าการกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะดำเนินโครงการลงทุนด้านใดก่อน โดยระบุกว้างๆ ว่า เป็นโครงการพัฒนาลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เท่านั้น แต่โครงการที่เป็นรูปธรรมชัดเจนรัฐบาลกลับยังไม่สามารถให้คำตอบได้

   ๒.๒.๕ สภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะที่รัฐบาลตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท อยู่ในสภาวะที่ดี มิได้อยู่ในภาวะวิกฤต ทั้งนี้ ตามเอกสารงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๕๕ รัฐบาลระบุไว้ชัดแจ้งว่า เศรษฐกิจไทยในปี ๒๕๕๕ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในและนอกประเทศอยู่ในเกณฑ์ดี คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี ๒๕๕๕ ยังสามารถขยายตัวได้อีกร้อยละ ๔.๕ ถึง ๕.๕ และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ ๓.๐ ถึง ๔.๐ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดี ประกอบกับ “มูดีส์” ได้ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยจาก “เชิงลบ” มาเป็น “เสถียรภาพ” และปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศของไทยขึ้นอีกหนึ่งขั้นสู่ระดับ A2 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งและสถานการณ์การคลังของรัฐมีประสิทธิภาพ 

   เห็นได้ว่า สภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะที่รัฐบาลตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท อยู่ในสภาวะที่ดี มีเสถียรภาพ ซึ่งต่างจากในสมัยที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตรา พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง ที่เกิด

วิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลก ฉะนั้น เมื่อสภาวะเศรษฐกิจมิได้อยู่ในขั้นวิกฤต จึงไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนใดๆ ที่รัฐบาลจะต้องตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท  

  โดยสรุปแล้ว ผู้ร้องเห็นว่าการที่รัฐบาลตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท ฉบับนี้ขึ้นเป็นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐสภา เป็นการการะทำที่ฝ่าฝืนต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหมวด ๘ ว่าด้วย การเงิน การคลัง และงบประมาณ อันเป็นกรอบวินัยทางการเงินการคลังของประเทศที่มุ่งหมายให้การใช้จ่ายเงินแผ่นดินนั้นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย ต้องกระทำอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และใช้จ่ายเงินแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพ การกระทำของรัฐบาลจึงเป็นการตรา พ.ร.ก.ขึ้นมาโดยไม่สุจริต บิดเบือนหลักการของรัฐธรรมนูญ เป็นการก้าวล่วงเข้าไปใช้อำนาจนิติบัญญัติเกินกว่าขอบเขตที่รัฐธรรมนูญยินยอมให้กระทำได้ ขัดต่อหลักกานแบ่งแยกอำนาจตามการปกครองในระบอบประชาธิปไตย 

 ๓. รัฐบาลชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ มีสาระสำคัญว่า 

 เหตุผลที่ต้องตรา  พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท เนื่องจากการเกิดมหาอุทกภัยในปี ๒๕๕๔ ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์การฟื้นฟูและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน รวมทั้งจัดทำแผนยุทธศาสตร์และสร้างอนาคตประเทศ และเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวมีวงเงินต้องใช้จ่ายจำนวนมาก และไม่อาจทำในรูปงบประมาณประจำปีได้ ด้วยข้อจำกัดทางงบประมาณและเงื่อนเวลาของการจัดสรรงบประมาณ และ ครม.ได้มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วนและยุทธศาสตร์การบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำแบบบูรณาการและยั่งยืน ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางกฎหมายเพื่อการดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตรา พ.ร.ก.ฉบับนี้

 การตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท เป็นไปเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่ง กล่าวคือ การให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อใช้จ่ายในการบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศย่อมสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่ายและเป็นการป้องกันภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แม้จะมีการตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๕ แล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการดำเนินการ และการดำเนินการดังกล่าวมีวงเงินสูงมาก ไม่อาจตั้งไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ได้ ดังนั้น การตรา พ.ร.ก.ฉบับนี้จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศแล้ว

 การตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท ได้กระทำในกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ วรรคสอง กล่าวคือ การวางระบบบริหารจัดการน้ำ เป็นการลงทุนที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นานาประเทศและสาธารณชน หากดำเนินการล่าช้าย่อมทำให้ความเชื่อมั่นหายไป ย่อมกระทบต่อฐานการผลิต ความเสียหายก็จะมากขึ้นทวีคูณ และการดำเนินการแผนยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศจำเป็นต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนภายใน ๖ เดือนแรกของปี ๒๕๕๕ จึงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะดำเนินการได้ ทั้งวิกฤตอุทกภัยที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยตรงและเกิดความเสียหายยิ่งกว่าเหตุการณ์อื่นที่ผ่านมา จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลียงได้อย่างเห็นได้ชัด

 เกียวกับสถานการณ์โดยรวมของประเทศที่มีผู้เห็นว่ายังไม่ถึงขั้นวิกฤตหรือมีภยันตรายที่จะอ้างความมั่นคงในทางเศรษฐกิจได้นั้น รัฐบาลเห็นว่า

  ๑) การประเมินความเสียหายในช่วงที่มีการจัดทำงบประมาณปี ๒๕๕๕ เป็นเพียงการประเมินความเสียหายในเบื้องต้น ยังไม่รวมความเสียหายด้านอื่นที่เกิดขึ้นและรวมถึงผลกระทบจากการขาดความมั่นใจในการบริหารจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่น

  ๒) การประเมินความเสียหายของรัฐบาลไม่ได้เกินความจริงแต่อย่างใด ซึ่งธนาคารโลกก็ได้ประเมินความเสียหายด้านเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่า ๑,๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท

  ๓) การใช้จ่ายเงินกู้ ๓.๕ แสนล้านบาท จะได้นำไปใช้จ่ายตามแผนงานที่ผ่านการอนุมัติจาก กยน.

  ๔) ความจำเป็นที่จะต้องมี พ.ร.ก.เพื่อให้มีความชัดเจนในวงเงินที่จะสามารถนำมาใช้จ่ายตามแผนที่กำหนดไว้ทุกขั้นตอนและสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีนับแต่ พ.ร.ก.มีผลใช้บังคับในเดือนมกราคม ๒๕๕๕

  ๕) รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการบรรจุโครงการต่างๆ ไว้ในงบประมาณปี ๒๕๕๕ ได้ เนื่องจากการเพิ่มวงเงินขาดดุลงบประมาณ ๑.๕ แสนล้านบาท ไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณปี ๒๕๕๕ ไม่สามารถกระทำได้ และรัฐบาลจะไม่กำหนดนโยบายขาดดุลงบประมาณเท่ากับกรอบวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการบริหารการคลัง

  ๖) กรณีไม่เสนอเพิ่มงบประมาณปี ๒๕๕๕ ในรายการงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยนั้น เนื่องจากในช่วงเวลาที่เสนอขอเพิ่มงบประมาณ ยังไม่สามารถประมาณการได้ชัดเจนว่าวงเงินงบประมาณที่ตั้งไว้จำนวน ๑.๒ แสนล้านบาท จะเพียงพอหรือไม่

  ๗) หากรัฐบาลจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติม ปี พ.ศ.๒๕๕๕ จะทำให้รัฐบาลมีวงเงินสูงสุด ๑.๔ แสนล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอกับความจำเป็นเร่งด่วนที่กำหนดไว้ในวงเงิน ๓.๕ แสนล้านบาท

 นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ชี้แจงเพิ่มเติมต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุทกภัย ตามที่ JICA และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้จัดทำรายงานไว้ แต่ยังไม่เคยมีการดำเนินการตามแผนของหน่วยงานทั้งสองแต่อย่างใด ซึ่งในขณะนี้ กยน.ก็ได้เห็นชอบกับแผนการดำเนินการแล้ว และเป็นแผนที่สอดรับกับแผนแม่บทพัฒนาลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

 เหตุที่ไม่ออก พ.ร.ก.ระหว่างปิดสมัยการประชุมสภาเพราะต้องการพิจารณาเนื้อหาและวงเงินที่จะต้องกู้ยืมให้รอบคอบก่อนออก พ.ร.ก. และการจัดทำงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ก็ล่าช้า หากนำเงินที่จะต้องลงทุน ๓.๕ แสนล้านบาท ไปรวมกับงบประมาณประจำปี รัฐบาลก็จะต้องดำเนินการบรรจุไว้ในงบประมาณปี ๒๕๕๖ ซึ่งหมายถึงเดือนตุลาคม ๒๕๕๕ อันเป็นการล่าช้าอย่างมาก

 ๔ ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยในสาระสำคัญว่า

 ในปี ๒๕๕๔ ได้เกิดมหาอุทกภัยในประเทศและก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนหลายล้านครัวเรือน ซึ่งธนาคารโลกได้ประเมินความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจในเบื้องต้นมีมูลค่าสูงถึง ๑,๔๐๐,๐๐๐ล้านบาท ความเสียหายดังกล่าวทำให้ภาวะเศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ หลายหน่วยงานมีการปรับลดประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี ๒๕๕๔ ลงเหลือร้อยละ ๑.๑ จากเดิมที่ประมาณการไว้ร้อยละ ๔.๐ ดังนั้นเศรษฐกิจไทยจึงอยู่ในภาวะวิกฤตหรือมีภยันตรายอย่างใหญ่หลวง 

 การตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท ก็เพื่อป้องกันและบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากปัญหาอุทกภัย รวมทั้งการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและประชาชนดดยทั่วไป หากรัฐบาลไม่มีมาตรการป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนแล้ว ผู้ประกอบการก้อาจตัดสินใจย้ายสถานประกอบการไปอยุ่ต่างประเทศ อันจะเกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความมั่นคงมนทางเศรษฐกิจของประเทสโดยส่วนรวม จึงเห็นว่าการตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท เป็นไปเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่ง

 ประกอบกับปัญหาอุทกภัยในช่วงปลายปี ๒๕๕๔ มีผลกระทบต่อทรัพย์สินของประชาชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง รัฐบาลได้ดำเนินการเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าวโดยใช้ทรัพยากรและงบประมาณไปเป็นจำนวนมาก แม้รัฐบาลจะมี พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๕๕ เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะในงบกลางจำนวน ๑.๒ แสนล้านบาท นั้น รัฐบาลก็ได้อนุมัติเงินบางส่วนของงบประมาณดังกล่าวไปบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยเป็นการเฉพาะหน้าไปแล้ว อีกทั้งการจะให้รัฐบาลเพิ่มวงเงินขาดดุลงบประมาณอีก ๑.๕ แสนล้านบาท ไว้ในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวก็ไม่สามารถกระทำได้ เพราะล่วงเลยระยะเวลาที่หน่วยงานจะส่งคำของบประมาณให้สำนักงบประมาณ และเกินกรอบวงเงินและประมาณการรายจ่ายประจำปีที่กำหนดไว้ หรือจะจัดทำเป็นร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี ๒๕๕๕ ก็ต้องใช้ระยะเวลาพิจารณาค่อนข้างนาน ไม่ทันต่อสถานการณ์ที่รัฐบาลต้องดำเนินการเพื่อป้องกันภัยพิบัติอันเกิดจากอุทกภัย ฉะนั้น การตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ วรรคสอง

 ๕. ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่งและวรรคสองแล้ว มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินของรัฐบาล ดังต่อไปนี้

  ๕.๑ ข้อเท็จจริง

  พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท มีผลใช้บังคับในวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๕ และจะครบรอบ ๑ ปี ที่ พ.ร.ก.มีผลใช้บังคับ ในวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๖ 

  การกู้เงินตาม พ.ร.ก.ดังกล่าว ให้กระทำได้ภายในกำหนดเวลาไม่เกินวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖

  โดยในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๕ รัฐบาลได้ลงนามในสัญญาเงินกู้วงเงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท สรุปแล้วในปีงบประมาณ ๒๕๕๕ รัฐบาลได้กู้เงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่านั้น และนับจากวันนี้เหลือเวลาอีกประมาณ ๕ เดือน ที่รัฐบาลสามารถกู้เงินส่วนที่เหลืออีกประมาณ ๓.๔ แสนล้านบาท ได้

  ในส่วนของการเบิกจ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท นั้น จากข้อมูลของกรมบัญชีกลาง ณ วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๖ พบว่า ยอดรวมการเบิกจ่ายเงินกู้ภายในปี ๒๕๕๕ อยู่ที่ ๔,๖๓๙.๓๔ ล้านบาท จากเงินที่กู้มาแล้ว ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนอีกประมาณ ๕ พันกว่าล้านบาท ยังไม่มีการ

เบิกจ่ายแต่อย่างใด และหากเทียบกับยอดเงินกู้ ๓.๕ แสนล้านบาท แล้วก็เท่ากับเบิกจ่ายไปประมาณร้อยละ ๑ เท่านั้น ซึ่งนับเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับวงเงินกู้ทั้งหมด และกับระยะเวลาที่ล่วงเลยมาถึง ๑ ปี 

  ๕.๒ เมื่อพิจารณาคำชี้แจงของผู้ร้องและคำชี้แจงของรัฐบาลเกี่ยวกับการตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท ประกอบกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เห็นได้ว่า

   ๕.๒.๑ การตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท มิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่ง

   ๑) ผู้ร้องชี้แจงว่า สภาวะเศรษฐกิจของประเทศมิได้อยู่ในขั้นวิกฤตหรือมีภยันตรายที่มีความจำเป็นเร่งด่วนจนต้องตรา พ.ร.ก.เพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในและนอกประเทศอยู่ในเกณฑ์ดี คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี ๒๕๕๕ ยังสามารถขยายตัวได้อีกร้อยละ ๔.๕ ถึง ๕.๕ อัตราเงินเฟ้ออยู่ในเกณฑ์ดี อันดับความน่าเชื่อถือของไทยก็อยู่ในระดับเสถียรภาพ

   รัฐบาลชี้แจงว่า เหตุการณ์มหาอุทกภัยในปี ๒๕๕๔ ก่อให้เกิดความเสียหายมหาศาล ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวมีวงเงินต้องใช้จ่ายจำนวนมาก และไม่อาจทำในรูปงบประมาณประจำปีได้ ดังนั้น การให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อใช้จ่ายในการบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศย่อมสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่ายและเป็นการป้องกันภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้น การตรา พ.ร.ก.ฉบับนี้จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ

   ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น  ผลจากมหาอุทกภัยในปลายปี ๒๕๕๔ สุดท้ายแล้วก็สามารถฟื้นฟูเยียวยาทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจได้ด้วยเงินในระบบงบประมาณปกติดังที่ปรากฏ ประกอบกับยังไม่มีเงินกู้ตาม พ.ร.ก.ฉบับนี้ที่เข้าไปช่วยกระตุ้นภาคอุตสาหกรรมและเยียวยาผลกระทบในจำนวนที่มีนัยยะสำคัญแต่อย่างใด นอกจากนั้น ในปี ๒๕๕๕ รัฐบาลได้ลงนามในสัญญาเงินกู้วงเงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท และมีการเบิกจ่ายเงินกู้ไปเพียง ๔,๖๓๙.๓๔ ล้านบาท เท่ากับว่ารัฐบาลเบิกจ่ายเงินกู้เพื่อใช้ในโครงการบริหารจัดการน้ำไปประมาณร้อยละ ๑ ของวงเงินกู้ทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งไม่เป็นไปตามที่รัฐบาลได้ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำ  

   ๒) ผู้ร้องชี้แจงว่า การตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท ทำลายความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ เนื่องจากรัฐบาลยังไม่มีแผนรองรับการใช้จ่ายเงินที่ชัดเจน ไม่มีโครงการในการบริหารจัดการน้ำที่เป็นรูปธรรม ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่น ไม่กล้าตัดสินใจลงทุนในประเทศ และเป็นการสร้าง

ภาระของงบประมาณให้คลังของประเทศที่จะต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้โดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นการทำลายความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ

   รัฐบาลชี้แจงว่า การใช้จ่ายเงินจากการกู้จำนวน ๓.๕ แสนล้านบาท จะได้นำไปใช้จ่ายตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้ในแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำที่ได้ผ่านการอนุมัติจาก กยน.

   ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ๑.แผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำที่ผ่านการอนุมัติจาก กยน.นั้น เป็นแผนกว้างๆ ยังไม่มีความเป็นรูปธรรมชัดเจน การดำเนินการตามแผนดังกล่าวต้องให้หน่วยงานต่างๆ เสนอโครงการเพื่อขออนุมัติงบประมาณจากเงินกู้อีกครั้งหนึ่ง 

      ๒.ประกอบกับรัฐมนตรีบางคนในรัฐบาลมีแนวคิดไม่ตรงกับกรรมการ กยน. และไม่เห็นด้วยกับแนวทางการทำงานของ กยน. ดังนั้น ในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ นายกรัฐมนตรีจึงได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ขึ้นมาทำหน้าที่ดูแลการบริหารจัดการน้ำแทน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (นายปลอดประสพ สุรัสวดี) เป็นประธานกรรมการ ซึ่งแนวทางการทำงานของ กบอ.นั้นมิได้เป็นไปตามแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำที่ผ่านการอนุมัติจาก กยน.แต่อย่างใด นอกจากนั้นข้อเท็จจริงยังปรากฏอีกว่า เมื่อนายปลอดประสพ สุรัสวดี พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมาดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีแล้วนั้น ในวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้งให้นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี กลับมาเป็นประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) อีกครั้ง จากเดิมที่ประธาน กบอ.จะต้องเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยตำแหน่ง กรณีดังกล่าวจึงเห็นได้ว่าการพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ของคณะรัฐมนตรีนั้นมิได้พิจารณาจากผู้ดำรงตำแหน่งที่มีความรู้เชี่ยวชาญแต่อย่างใด แต่เป็นการพิจารณาแต่งตั้งโดยอาศัยความสัมพันธ์ในตัวบุคคลเป็นการเฉพาะ

      ๓.และปรากฏว่าในปัจจุบันมีโครงการที่จะมาขอใช้เงินกู้ไม่ถึงร้อยละ ๑๐ ของวงเงินทั้งหมดเท่านั้น แสดงให้เห็นถึงความไม่พร้อมของรัฐบาลในการเตรียมแผนงานหรือโครงการรองรับการใช้จ่ายเงินกู้ก้อนนี้ จากสภาพการณ์ดังกล่าวจึงส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่น ไม่กล้าตัดสินใจลงทุนในประเทศ และมีการย้ายฐานการผลิตและเปลี่ยนฐานการลงทุนไปยังต่างประเทศจำนวนมาก

   ๓) ผู้ร้องชี้แจงว่า รัฐบาลสามารถนำยอดเงินดังกล่าวบรรจุไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ได้ตั้งแต่แรกโดยที่ไม่ต้องตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท แต่อย่างใด การตรา พ.ร.ก.ฉบับนี้จึงเป็นการทำลายระบบวินัยทางงบประมาณและการคลัง

   รัฐบาลชี้แจงว่า รัฐบาลไม่สามารถบรรจุโครงการต่างๆ ไว้ในงบประมาณปี ๒๕๕๕ ได้ เนื่องจากการเพิ่มวงเงินขาดดุลงบประมาณ ๑.๕ แสนล้านบาท ไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณปี ๒๕๕๕ ไม่สามารถกระทำได้

   ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น นับแต่ พ.ร.ก.ฉบับนี้มีผลใช้บังคับกลับปรากฏว่ามีการเบิกจ่ายเงินกู้เพื่อใช้ในโครงการบริหารจัดการน้ำไปเพียง ๔,๖๓๙.๓๔ ล้านบาท และในปัจจุบันรัฐบาลมีโครงการที่จะมาขอใช้เงินกู้ไม่ถึงร้อยละ ๑๐ ของวงเงินทั้งหมดเท่านั้น การดำเนินการของรัฐบาลจึงเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าไม่เป็นไปตามที่รัฐบาลได้ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าไม่สามารถบรรจุโครงการต่างๆ ไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณปี ๒๕๕๕ ได้ จึงจำเป็นต้องตรา พ.ร.ก.ฉบับนี้ขึ้น เพื่อใช้ในโครงการบริหารจัดการน้ำที่ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล ประกอบกับการเบิกจ่ายเงินของรัฐบาลเพื่อใช้ในโครงการบริหารจัดการน้ำเพียงจำนวน ๔,๖๓๙.๓๔ ล้านบาท นั้นที่จริงแล้วรัฐบาลสามารถใช้ช่องทางการกู้เงินตาม พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.๒๕๔๘ มาตรา ๒๑ หรือออกเป็น พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมเฉพาะในส่วนที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ ก็ได้ โดยที่ไม่จำต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท แต่อย่างใด

   ๕.๒.๒ การตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท มิได้กระทำในกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ วรรคสอง

   ๑) ผู้ร้องชี้แจงว่า การกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท เป็นการกู้มาใช้ในโครงการระยะยาว มิใช่โครงการเร่งด่วน ซึ่งโครงการเร่งด่วนนั้นรัฐบาลได้ใช้เงินจำนวน ๑๗,๑๒๖ ล้านบาท จากงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ แล้ว

   รัฐบาลชี้แจงว่า การดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ จำเป็นต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนภายใน ๖ เดือนแรกของปี ๒๕๕๕

   ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น การดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศนั้นมีกระบวนการขั้นตอนอยู่หลายขั้นซึ่งกว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จก็กินระยะเวลาไปเกือบถึงเดือนมิถุนายน ๒๕๕๖ และข้อเท็จจริงก็ปรากฏชัดเจนว่าในช่วง ๖ เดือนแรก หรือแม้จนกระทั่งครบรอบ ๑ ปี ที่ พ.ร.ก.มีผลใช้บังคับนั้น ไม่ปรากฏโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลที่ชัดเจนและสำเร็จเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่

เป็นไปตามที่รัฐบาลได้ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญว่ามีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำโดยเร่งด่วนภายใน ๖ เดือนแรกของปี ๒๕๕๕ นอกจากนั้น ในส่วนของการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการดังกล่าวก็ยังปรากฏอีกว่าในปี ๒๕๕๕ รัฐบาลได้กู้เงินไปเพียง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท และมีการใช้จ่ายเงินไปเพียง ๔,๖๓๙.๓๔ ล้านบาท เท่านั้น ทั้งยังปรากฏด้วยว่าเงินในส่วนที่เบิกจ่ายไปนั้นเป็นการเบิกจ่ายไปใช้ในส่วนของแผนยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ มิได้ใช้ในโครงการบริหารจัดการน้ำแต่อย่างใด

   ๒) ผู้ร้องชี้แจงว่า รัฐบาลสามารถกู้เงินตาม พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.๒๕๔๘ หรือเสนอเป็นร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติมปี ๒๕๕๕ ได้ โดยไม่จำต้องตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท 

   รัฐบาลชี้แจงว่า การกู้เงินตาม พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.๒๕๔๘ จะทำให้การขาดดุลงบประมาณเท่ากับกรอบวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งรัฐบาลจะไม่กำหนดนโยบายเช่นนั้น เพราะต้องการให้เกิดความยืดหยุ่นในการบริหารการคลัง และหากรัฐบาลจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติม ปี พ.ศ.๒๕๕๕ จะทำให้รัฐบาลมีวงเงินกู้สูงสุด ๑.๔ แสนล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอกับความจำเป็นเร่งด่วนที่กำหนดไว้ในวงเงิน ๓.๕ แสนล้านบาท

   ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ระยะเวลาผ่านมา ๑ ปี รัฐบาลได้กู้เงินตาม พ.ร.ก.ไปเพียง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท และมีการใช้จ่ายเงินไปเพียง ๔,๖๓๙.๓๔ ล้านบาท เท่านั้น ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่น้อยมากเมื่อเทียบกับวงเงิน ๓.๕ แสนล้านบาท ที่รัฐบาลได้ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องใช้สำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจึงเห็นได้ว่าหากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินจริง รัฐบาลก็สามารถใช้วิธีการกู้เงินตาม พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.๒๕๔๘ มาตรา ๒๑ ได้ โดยทำการกู้เงินเฉพาะในส่วนที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ และทยอยกู้เป็นรายปี โดยที่ไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงินทั้งจำนวน ๓.๕ แสนล้านบาท ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๖ นี้ แล้วนำมากองทิ้งไว้แต่อย่างใด

   ๓) ผู้ร้องชี้แจงว่า รัฐบาลยังไม่มีแผนงานหรือโครงการที่ชัดเจนรองรับการใช้จ่ายเงินกู้จำนวน ๓.๕ แสนล้านบาท

   รัฐบาลชี้แจงว่า จำเป็นที่จะต้องมี พ.ร.ก.เพื่อให้มีความชัดเจนในวงเงินที่จะสามารถนำมาใช้จ่ายตามแผนงานที่ผ่านการอนุมัติจาก กยน. และสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีนับแต่ พ.ร.ก.มีผลใช้บังคับในเดือนมกราคม ๒๕๕๕

   ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ๑. นับแต่ พ.ร.ก.มีผลใช้บังคับ และมีความชัดเจนว่าวงเงินกู้ตาม พ.ร.ก.อยู่ที่ ๓.๕ แสนล้านบาทแล้ว กลับปรากฏว่ารัฐบาลมิได้เริ่มดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำในทันทีแต่อย่างใด โดยรัฐบาลเพิ่งจะลงนามในสัญญาเงินกู้วงเงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๕ และในปี ๒๕๕๕ ก็ปรากฏการเบิกจ่ายเงินกู้ไปเพียง ๔,๖๓๙.๓๔ ล้านบาท เท่านั้น มิได้เป็นไปตามที่รัฐบาลได้ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าจะเริ่มดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำในทันทีนับแต่ พ.ร.ก.มีผลใช้บังคับในเดือนมกราคม ๒๕๕๕ 

      ๒. นอกจากนั้น โดยที่แผนงานของ กยน.เป็นแผนกว้างๆ ไม่มีความเป็นรูปธรรมชัดเจน ต้องให้หน่วยงานต่างๆ เสนอโครงการเพื่อขออนุมัติงบประมาณจากเงินกู้อีกครั้งหนึ่ง จึงปรากฏข้อเท็จจริงให้เห็นว่าในปัจจุบันมีโครงการที่จะมาขอใช้เงินกู้ไม่ถึงร้อยละ ๑๐ ของวงเงินทั้งหมดเท่านั้น แสดงให้เห็นถึงความไม่พร้อมของรัฐบาลในการเตรียมแผนงานหรือโครงการรองรับการใช้จ่ายเงินกู้ก้อนนี้

      ๓.อีกทั้งการลงทุนในโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลนั้นมีลักษณะเป็นการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๗ วรรคสอง กำหนดว่ารัฐจะดำเนินโครงการดังกล่าวมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม (EIA) และสุขภาพของประชาชนในชุมชน (HIA) และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน ซึ่งการทำ EIA และ HIA นั้นมิใช่เรื่องที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จได้โดยฉับพลันทันทีแต่ต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาทำความเข้าใจและต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่พอสมควร ทั้งยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลนั้นจะผ่านการประเมิน EIA และ HIA ได้ในทุกโครงการหรือไม่ เมื่อรัฐบาลยังไม่มีแผนการใช้จ่ายเงินกู้จำนวน ๓.๕ แสนล้านบาท ที่ชัดเจน ประกอบกับการลงทุนในโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลก็จะต้องผ่านกระบวนการประเมิน EIA และ HIA ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการอีกพอสมควร ดังนั้นการที่รัฐบาลอ้างว่าสามารถเริ่มดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำได้ทันทีนับแต่ พ.ร.ก.มีผลใช้บังคับในเดือนมกราคม ๒๕๕๕ จึงไม่มีทางเป็นไปได้

 ๖. ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท ของรัฐบาล

 การที่รัฐบาลตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท โดยที่ไม่มีแผนรองรับการใช้จ่ายเงินที่ชัดเจน ไม่มีโครงการในการบริหารจัดการน้ำที่เป็นรูปธรรม ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่น ไม่กล้าตัดสินใจลงทุนในประเทศ และทำให้มีการย้ายฐานการผลิตและเปลี่ยนฐานการลงทุนไปยังต่างประเทศจำนวนมาก

 นอกจากนั้น การที่รัฐบาลกู้เงินตาม พ.ร.ก.ก้อนแรกจำนวน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่มีการเบิกจ่ายไปประมาณ ๔ พันล้านบาท ส่วนอีกประมาณ ๕ พันล้านบาท ยังไม่มีการเบิกจ่ายไปใช้ในโครงการใดๆ ยังคงกองอยู่เฉยๆ และต้องเสียดอกเบี้ยเงินกู้จำนวนดังกล่าว จึงเป็นการสร้างภาระของงบประมาณให้คลังของประเทศที่จะต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้ไปโดยเปล่าประโยชน์และโดยไม่มีเหตุอันจำเป็น

 ประกอบกับการที่ พ.ร.ก.มีผลใช้บังคับมากว่า ๑ ปี แต่รัฐบาลกู้เงินมาเพียง๑๐,๐๐๐ ล้านบาท และมีการใช้จ่ายเงินไปเพียง ๔,๖๓๙.๓๔ ล้านบาท เท่านั้น ด้วยยอดเงินกู้และยอดการใช้จ่ายเงินนี้ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดว่ารัฐบาลสามารถบรรจุรายการใช้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณ ปี ๒๕๕๕ หรือกู้เงินตาม พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.๒๕๔๘ ได้ตั้งแต่แรกโดยที่ไม่ต้องตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท แต่อย่างใด แต่รัฐบาลกลับไม่ยอมดำเนินการตามวิถีทางดังกล่าว ดังนั้น การที่รัฐบาลตรา พ.ร.ก.ฉบับนี้จึงเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดินโดยรัฐสภา เป็นการทำลายระบบวินัยทางงบประมาณและการคลังตามรัฐธรรมนูญ ก้าวล่วงเข้าไปใช้อำนาจนิติบัญญัติเกินกว่าขอบเขตที่รัฐธรรมนูญยินยอมให้กระทำได้ อันเป็นการใช้ดุลพินิจตรา พ.ร.ก.ขึ้นมาโดยไม่สุจริต บิดเบือนหลักการของรัฐธรรมนูญ

 ๗. จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท มีผลใช้บังคับมาเป็นเวลากว่า ๑ ปี แล้วนั้น ย่อมแสดงให้เห็นได้อย่างประจักษ์ชัดว่า ข้อกล่าวอ้างของรัฐบาลที่ว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่จะต้องตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัยนั้น  รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการตามที่ตนได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับสาธารณชนได้เลยแม้แต่น้อย

 ในทางกลับกัน ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ให้สาธารณชนได้เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ ผู้ร้องหาได้กระทำไปเพียงเพราะเป็นเกมการเมืองหรือเพื่อทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองแต่อย่างใด แต่เป็นการกระทำตามหน้าที่ของผู้ร้องใน

ฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทยที่มีหน้าที่ปกปักษ์รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและของประชาชนอย่างเต็มที่

 และแสดงให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ของรัฐบาลในการตรา พ.ร.ก.ฉบับนี้ได้อย่างชัดแจ้งว่า เป็นไปเพื่อหลีกเลี่ยงวิธีการเบิกจ่ายงบประมาณตามระบบปกติที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.๒๕๐๒ ให้เปลี่ยนมาใช้วิธีการตาม พ.ร.ก.ฉบับนี้แทน เพื่อที่จะไม่ต้องถูกติดตามตรวจสอบการใช่จ่ายเงินแผ่นดินโดยรัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย ส่อว่ามีเจตนาที่จะนำเงินจำนวนมหาศาลไปใช้ในกิจการอันมิชอบโดยที่ไม่มีผู้ใด สามารถตรวจสอบได้ อันเป็นการใช้อำนาจตรา พ.ร.ก.ขึ้นโดยขัดต่อระบบวินัยทางงบประมาณและการคลังตามรัฐธรรมนูญ ที่มุ่งหมายให้การใช้จ่ายเงินของแผ่นดินนั้นจะต้องกระทำอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

 ๘. ผู้ร้องขอประทานกราบเรียนต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมว่า ในขณะนี้มีความเคลื่อนไหวจากฟากฝั่งของรัฐบาลว่ามีแผนการที่จะเดินหน้ากู้เงินอีกระลอกใหญ่ เพื่อลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในปี ๒๕๕๖ ด้วยการออก “พระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พ.ศ. ….” วงเงิน ๒ ล้านล้านบาท สำหรับระยะเวลา ๗ ปี (ปี ๒๕๕๖ – ๒๕๖๓)

 ทั้งๆ ที่การดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัยของรัฐบาลภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท ในรอบปีที่ผ่านมาก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้สาธารณชนได้เห็นว่าการกู้เงินนอกระบบงบประมาณนั้นขาดประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายและขาดความโปร่งใสอย่างไร และรัฐบาลก็ไม่สามารถทำตามคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้กับสาธารณชนได้ รัฐบาลไม่มีความพร้อมในการเตรียมแผนงานหรือโครงการบริหารจัดการน้ำที่ชัดเจนจึงไม่สามารถเบิกจ่ายเงินกู้เพื่อใช้ในโครงการบริหารจัดการน้ำได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่งผลให้ประชาชนไม่มีโอกาสได้เห็นโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลที่สำเร็จเป็นรูปธรรม และไม่มีหลักประกันใดๆ ให้สาธารณชนมั่นใจได้เลยว่าในสภาวะที่ความแปรปรวนของดิน ฟ้า อากาศเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นดังที่ปรากฏในทุกวันนี้ เครื่องมือของรัฐที่จะใช้รับมือกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นมีเพียงพอที่จะช่วยให้ตนอยู่รอดปลอดภัย โดยไม่ต้องเอาชะตากรรมของตนไปแขวนไว้กับกับสภาวะดิน ฟ้า อากาศ ที่ไม่มีความแน่นอนได้หรือไม่

 ตามแผนการของรัฐบาลที่ต้องการตรา “พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พ.ศ. ….” วงเงิน ๒ ล้านล้านบาท สำหรับระยะเวลา ๗ ปี (ปี ๒๕๕๖ – ๒๕๖๓) (พ.ร.บ.กู้เงิน

๒ ล้านล้านบาท) นั้น รัฐบาลอ้างว่าไม่สามารถนำยอดเงินจำนวนดังกล่าวบรรจุไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้เพราะจะทำให้งบประมาณรายจ่ายของประเทศเกิน “กรอบความยั่งยืนทางการคลัง” จึงจำเป็นต้องออกกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินมาใช้จ่ายเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแยกต่างหากจากการตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายของประเทศ โดยจะทำการกู้เงินเป็นรายปี ตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ – ๒๕๖๓ รวมทั้งหมด ๗ งวด ซึ่งรัฐบาลอ้างว่าเมื่อดำเนินการตามวิธีดังกล่าวนี้แล้วจะมีผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศเมื่อรวมกับการกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท ด้วยแล้ว อยู่ที่ไม่เกินร้อยละ ๕๐ ต่อ GDP เท่านั้น ซึ่งยังไม่เกินกรอบความยั่งยืนทางการคลัง

 การกู้เงินของรัฐบาลโดยการออก พ.ร.บ.กู้เงิน ๒ ล้านล้านบาท เมื่อเฉลี่ยเป็นรายปีแล้ว ก็เท่ากับรัฐบาลกู้เงินประมาณ ๓ แสนล้านบาทต่อปี (๒.๘ – ๒.๙ แสนล้านบาทต่อปี)

  ๘.๑ การกู้เงินจำนวนประมาณ ๓ แสนล้านบาทต่อปีในระบบงบประมาณจำนวน ๗ ปีติดต่อกันนั้นสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.บ.กู้เงิน ๒ ล้านล้านบาท และการที่รัฐบาลกล่าวอ้างว่ากฎหมายการเงินการคลังของประเทศฉบับอื่นๆ ที่มีอยู่แล้วไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะช่วยรัฐบาลได้เลยนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด 

  ยิ่งไปกว่านั้นจากการที่รัฐบาลตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท ในปี ๒๕๕๕ ก็ปรากฏให้เห็นมาแล้วว่ารัฐบาลไม่สามารถใช้จ่ายเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วการที่รัฐบาลจะกู้เงินเฉลี่ย ๓ แสนล้านบาทต่อปีเป็นเวลา ๗ ปี รัฐบาลจะสามารถใช้จ่ายเงินอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร และยิ่งเป็นการกู้เงินจำนวนถึง ๒ ล้านล้านบาทอีกด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นการนำเอาความมั่นคงทางการเงิน การคลัง และงบประมาณของประเทศชาติซึ่งมาจากภาษีอากรของประชาชนไปแขวนไว้กับการบริหารการใช้จ่ายเงินที่ไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลเพิ่มเข้าไปอีก

  หากรัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินจำนวน ๒ ล้านล้านบาท เพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ จริง รัฐบาลก็มีช่องทางตาม พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.๒๕๔๘ ที่จะช่วยให้รัฐบาลสามารถบรรลุความมุ่งหมายได้

  ตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ มาตรา ๒๑ (๑) และ (๒) รัฐบาลสามารถกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ได้ร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณร่ายจ่ายประจำปีบวกกับอีกร้อยละ ๘๐ ของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้สำหรับคืนต้นเงิน

  โดยวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๖ อยู่ที่ ๒.๔ ล้านล้านบาท เป็นการขาดดุลงบประมาณ ๓ แสนล้านบาท ซึ่งตามปกติแล้วงบประมาณรายจ่ายของประเทศในปีถัดๆ ไป ก็จะเพิ่มมากขึ้นกว่าปีก่อนๆ ดังนั้น เพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณ ผู้ร้องจึงของตั้งฐานเฉลี่ยว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีของไทยในช่วงปี ๒๕๕๖ – ๒๕๖๓ ซึ่งเป็น ๗ ปี ที่รัฐบาลต้องการกู้เงิน เฉลี่ยอยู่ที่ปีละ ๒.๕ ล้านล้านบาท และเป็นการขาดดุลงบประมาณเฉลี่ยปีละ ๓ แสนล้านบาท

  หากรัฐบาลกู้เงินมาเต็มกรอบของ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ มาตรา ๒๑ (๑) และ (๒) เมื่อคำนวณแล้วจะได้ยอดเงินกู้อย่างน้อย ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีงบประมาณหรือมากกว่านั้นในปีถัดๆ ไป 

  จะเห็นได้ว่า พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.๒๕๔๘ เป็นกฎหมายที่ตอบโจทย์ความต้องการของรัฐบาลได้อย่างดีที่สุด โดยที่รัฐบาลไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องออก พ.ร.บ.กู้เงิน ๒ ล้านล้านบาท เลยแม้แต่น้อย ทั้งการกู้เงินตามกรอบของกฎหมายดังกล่าวก็ยังช่วยประคับประคองให้ประเทศไทยไม่ต้องสุ่มเสี่ยงที่จะต้องเสียวินัยทางการเงิน การคลัง และงบประมาณ ดังเช่นที่ประเทศภาคในแถบภาคพื้นพื้นยุโรปกำลังเผชิญกับวิกฤตกันอย่างแสนสาหัสในทุกวันนี้

  การที่รัฐบาลต้องการกู้เงินประมาณ ๒ ล้านล้านบาท โดยใช้วิธีการออกกฎหมายฉบับใหม่ ทั้งๆ ที่กฎหมายเดิมที่มีอยู่แล้วก็เปิดช่องให้รัฐบาลสามารถกระทำได้ ย่อมมีผลทำให้ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะฯ ต้องกลายเป็นหมัน ไร้ผล มีอยู่อย่างไร้ค่า ไร้ความหมาย

  ๘.๒ ความพยายามของรัฐบาลที่จะออก พ.ร.บ.กู้เงิน ๒ ล้านล้านบาท ก็เพราะต้องการ “ล็อคโครงการ” และ “ล็อคเงินลงทุน” ไว้ให้กับรัฐบาล เป็นการใช้อำนาจพิเศษผ่านกลไกรัฐสภาที่ตนมีเสียงข้างมากและสามารถชี้นำ บงการ ได้โดยง่าย

  เท่ากับเป็นการเปลี่ยนรูปแบบในการจัดทำงบประมาณตามระบบปกติที่จะต้องออกเป็น “พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ….” ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบโดยรัฐสภา ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ บังคับไว้ว่า ในการนำเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี จะต้องมีเอกสารประกอบซึ่งรวมถึงประมาณการรายรับ และวัตถุประสงค์ กิจกรรม แผนงานโครงการในแต่ละรายการของการใช้จ่ายงบประมาณให้ “ชัดเจน” 

  ประกอบกับการออกเป็น พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น มีอุปสรรคอยู่ตรงที่ว่าวิธีการใช้จ่ายเงินจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง

  ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องออกเป็น พ.ร.บ.กู้เงิน ๒ ล้านล้านบาท เพื่อหลีกเลี่ยงวิธีการเบิกจ่ายงบประมาณตามระบบปกติ แล้วสร้างระบบการเบิกจ่ายเงินในรูปแบบใหม่ขึ้นมา โดยกำหนดให้นำเงินที่กู้ไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ในการกู้โดยไม่ต้องนำส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง เพื่อที่จะไม่ให้ผู้ใดสามารถติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลได้โดยง่าย ดังเช่นที่รัฐบาลเคยทำมาแล้วในคราวที่ออก พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท

  จึงเป็นการมองข้ามหลักเกณฑ์และวิธีการใช้จ่ายเงินแผ่นดินตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.๒๕๐๒ และตาม พ.ร.บ.เงินคงคลัง พ.ศ.๒๔๙๑ ไปพร้อมๆ กัน การที่รัฐบาลออก พ.ร.บ.กู้เงิน ๒ ล้านล้านบาท จึงมีผลทำให้สถานะของกฎหมาย ๒ ฉบับดังกล่าวไม่ต่างอะไรไปจาก พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.๒๕๔๘

  ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ วรรคสาม บัญญัติให้มี “กฎหมายการเงินการคลัง” ของรัฐเพื่อกำหนดกรอบวินัยการเงินการคลังฯ ซึ่งจะต้องใช้เป็นกรอบในการจัดหารายได้ กำกับการใช้จ่ายเงินตามหลักการรักษาเสถียรภาพ พัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และความเป็นธรรมในสังคม ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะเป็นเงินรายได้ของรัฐใดที่ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน แต่รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗๐ วรรคสอง ก็ยังกำหนดให้การใช้จ่ายเงินรายได้ดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังตามรัฐธรรมนูญหมวด ๘ ว่าด้วย การเงิน การคลัง และงบประมาณ ด้วยเช่นกัน แสดงถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างประจักษ์ชัดว่ามุ่งหมายให้การใช้จ่ายเงินแผ่นดินนั้นเป็นไปโดยเคร่งครัดตามกรอบวินัยการเงินการคลัง

  ซึ่ง พ.ร.บ.เงินคงคลัง พ.ศ.๒๔๙๑, พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.๒๕๐๒ และ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.๒๕๔๘ กฎหมายทั้งสามฉบับดังกล่าวก็คือกฎหมายการเงินการคลังของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ วรรคสาม ที่เป็นตัวกำหนดกรอบวินัยการเงินการคลังนั่นเอง แต่รัฐบาลกลับจงใจไม่ปฏิบัติตามที่รัฐธรรมนูญและตามที่กฎหมายทั้งสามฉบับข้างต้นได้กำหนดไว้

  ๘.๓ กรอบการใช้เงินลงทุนตาม พ.ร.บ.กู้เงิน ๒ ล้านล้านบาท ของรัฐบาลประกอบด้วย

   ๑) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งด้วยระบบราง ๑,๑๘๕,๖๙๒ ล้านบาท

   ๒) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งทางบก ๔๒๙,๗๙๔ ล้านบาท

   ๓) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งทางน้ำ ๑๒๖,๔๓๕ ล้านบาท

   ๔) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งทางอากาศ ๖๖,๙๘๙ ล้านบาท

   ๕) โครงสร้างพื้นฐานด้านอื่นๆ ๓๙๒,๗๘๖ ล้านบาท

  ทั้งนี้ รัฐบาลให้กระทรวงการคลังร่วมกับสำนักงบประมาณจัดทำรายละเอียดแผนการลงทุนทั้งหมด โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอโครงการเข้ามายังสำนักงบประมาณ

  เห็นได้ว่าแผนการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลจำนวน ๒ ล้านล้านบาท เป็นเพียงกรอบการลงทุนกว้างๆยังไม่มีความเป็นรูปธรรมชัดเจนที่จะพร้อมรองรับการใช้จ่ายเงินกู้ก้อนดังกล่าวได้แต่อย่างใด ซึ่งไม่ได้แตกต่างไปจากในคราวที่รัฐบาลตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท เลยแม้แต่น้อย

  อีกทั้งการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ นั้น มีลักษณะเป็นการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๗ วรรคสอง กำหนดว่ารัฐจะดำเนินโครงการดังกล่าวมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม (EIA) และสุขภาพของประชาชนในชุมชน (HIA) และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อนฯ

   การทำ EIA และ HIA มิใช่เรื่องที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จได้โดยฉับพลันทันที แต่ต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาทำความเข้าใจและต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเสียก่อน ทั้งยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าโครงการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ ของรัฐบาลนั้นจะผ่านการประเมิน EIA และ HIA ได้ในทุกโครงการหรือไม่ 

  เมื่อรัฐบาลยังไม่มีแผนการใช้จ่ายเงินกู้จำนวน ๒ ล้านล้านบาทที่ชัดเจน ประกอบกับการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ ของรัฐบาลก็จะต้องผ่านกระบวนการประเมิน EIA และ HIA ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการอีกพอสมควร ดังนั้นการออก พ.ร.บ.กู้เงิน ๒ ล้านล้านบาท จึงเท่ากับเป็นการ “เซ็นเช็คเปล่า” ให้กับรัฐบาล พฤติการณ์ดังกล่าวจึงส่อไปในทางที่อาจมีการนำเงินจำนวนมหาศาลไปใช้จ่ายในกิจการที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการนำไปใช้จ่ายในโครงการประชานิยมของรัฐบาลที่ได้สร้างภาระทางการคลังให้กับประเทศจำนวนมหาศาล อันเป็นการกระทำที่ส่งผลเสียต่อวินัยทางการเงินการคลังและงบประมาณของประเทศอย่างยิ่ง

อาศัยเหตุที่ดังได้ประทานกราบเรียนมาข้างต้น ข้าพเจ้าและคณะฯ ขอเรียนว่า

 การดำเนินการของรัฐบาลกรณีการตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาทขึ้นใช้บังคับ และการที่รัฐบาลกำลังจะตรา พ.ร.บ.กู้เงิน ๒ ล้านล้านบาท ขึ้นใช้บังคับอีกฉบับหนึ่งนั้น แสดงให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ของรัฐบาลได้อย่างชัดแจ้งว่า รัฐบาลต้องการที่จะหลีกเลี่ยงวิธีการเบิกจ่ายงบประมาณตามระบบปกติ ตาม พ.ร.บ. วิธีการ

งบประมาณ พ.ศ.๒๕๐๒ ให้เปลี่ยนมาใช้วิธีการตาม พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท หรือตาม พ.ร.บ.กู้เงิน ๒ ล้านล้านบาทแทน เพื่อที่รัฐบาลจะไม่ต้องถูกติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดินโดยรัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย อันเป็นกรณีที่รัฐบาลใช้อำนาจตรากฎหมายขึ้นโดยไม่สุจริตและใช้ดุลพินิจบิดเบือนหลักการของรัฐธรรมนูญ ส่อว่ามีเจตนาที่จะนำเงินจำนวนมหาศาลไปใช้ในกิจการอันมิชอบโดยที่ไม่มีผู้ใดสามารถตรวจสอบได้ โดยเฉพาะการนำไปใช้จ่ายในโครงการประชานิยมของรัฐบาลที่ได้สร้างภาระทางการคลังให้กับประเทศจำนวนมหาศาล อันเป็นการกระทำที่ส่งผลเสียต่อระบบวินัยทางการเงินการคลังและงบประมาณของประเทศเป็นอย่างยิ่ง และจะมีผลทำให้ประเทศต้องประสบกับสภาวะวิกฤตทางการเงินการคลังได้ในเร็ววันดังที่ประเทศในแถบภาคพื้นยุโรปกำลังประสบกันอยู่ในขณะนี้ ฉะนั้น ข้าพเจ้าและคณะฯ จึงใคร่ขอให้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้โปรดใช้ดุลพินิจพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นดังที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อเป็นบรรทัดฐานประกอบการพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญในภายภาคหน้าต่อไป เพื่อรักษาไว้ซึ่งหลักวินัยทางการเงิน งบประมาณ และการคลัง และหลักนิติรัฐ นิติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์           

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย  พรรคประชาธิปัตย์

Advertisements
 

One response to “จดหมายเปิดผนึก! กรณ์ -วิรัตน์ ปชป.ยื่นศาลรธน.กรณี รบ.ออกพ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนลบ.และเตรียมออกพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน บ.

  1. Antonny wellinton

    มิถุนายน 5, 2013 at 05:17

    Dear Sir / Madam

    เราเป็นผู้ให้กู้สินเชื่อที่รัฐบาลได้รับการอนุมัติและได้รับการรับรอง บริษัท ของเราทำเงินให้สินเชื่อส่วนบุคคลที่ข้อเสนอจากเงินให้สินเชื่ออุตสาหกรรมเพื่อผู้ที่สนใจหรือ บริษัท ที่กำลังแสวงหาความช่วยเหลือด้านการเงินมีอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันมี 3%
    สมัครขอสินเชื่อของคุณตอนนี้ผู้ที่สนใจควรติดต่อเรา
    ผ่าน: k.antonywellinton@yahoo.nl

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมดูรายละเอียดข้อมูลเงินกู้ของเรา:

    เรานำเสนอต่อไปนี้ประเภทของเงินให้กู้ยืม

    สินเชื่อส่วนบุคคล (ปลอดภัย และไม่มีประกัน)

    สินเชื่อธุรกิจ (การรักษาความปลอดภัยและไม่มีประกัน)

    สินเชื่อรวม

    เงินกู้ต่างประเทศ

    การรีไฟแนนซ์

    การปรับปรุงหน้าแรก

    สินเชื่อการลงทุน

    สินเชื่อรถยนต์

    รวมหนี้

    กู้ยืมเพื่อการศึกษา

    ใบสมัคร

    ข้อมูลของผู้กู้

    (1) ชื่อเต็ม:

    (2) ประเทศ:

    ที่อยู่ (3):

    (4) เมือง:

    ออฟไลน์ (5):

    (6) สถานภาพ:

    (7) อาชีพ:

    หมายเลขโทรศัพท์ (8) มือถือ:

    รายได้ (9):

    (10) การกู้ยืมเงินจำเป็นต้องใช้:

    (11) ระยะเวลาของเงินกู้:

    (12) วัตถุประสงค์ของการกู้ยืมเงิน:

    ขอบคุณสำหรับความเข้าใจของคุณในขณะที่เราหวังว่าจะได้ยินจากคุณเร็ว ๆ นี้

    ขอแสดงความนับถือ

    Antonny wellinton
    เจ้าหน้าที่สินเชื่อ
    ทั่วโลก intl เงินกู้บริการ
    เงินกู้บริการครอบคลุมทั่วโลก intl.@2013

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: