RSS

บทวิเคราะห์ : นายกฯ ญี่ปุ่น เยือนไทย 17-18 ม.ค.56 จับตา 1ใน 3เป้าหมายลงทุนหลักในอาเซียน โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

16 ม.ค.

นายกฯ ญี่ปุ่นเยือนไทย  ชี้ ญี่ปุ่นมองบทบาทไทยสำคัญในอาเซียน

ประเด็นสำคัญ

* พัฒนาการหลังนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง มี 2 ประเด็นที่ต้องจับตา ได้แก่ การเยือนเวียดนาม ไทย และอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ หลังการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในรอบทศวรรษ 

* การเยือนไทยในครั้งนี้ย่อมสะท้อนนัยว่าญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับประเทศไทยในฐานะมิตรประเทศทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในการเป็นเป้าหมายการลงทุนที่สำคัญ

* หัวข้อหารือในการเยือนประเทศไทย คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

* ปัจจุบัน แม้นักลงทุนญี่ปุ่นยังให้ความสนใจลงทุนในไทย แต่ไทยกำลังเผชิญการแข่งขันดึงดูดการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนที่รุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม การกระจายการลงทุนของญี่ปุ่นในอาเซียน นับเป็นโอกาสที่ธุรกิจไทยอาจติดตามบริษัทลูกค้าชาวญี่ปุ่นเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน

* การเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจร่วมกันระหว่างไทยกับญี่ปุ่น บวกกับความคาดหมายว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นในปี 2556 น่าจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในญี่ปุ่นให้ขับเคลื่อนไปได้ดีขึ้น น่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนการส่งออกของไทยไปยังญี่ปุ่นให้ขยายตัวได้ดีขึ้นในปี 2556

การเข้ารับตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีญี่ๅปุ่น มาพร้อมกับโจทย์มากมายที่ต้องเร่งแก้ไข ทั้งการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เผชิญปัญหาเรื้อรังจากความอ่อนแอของตลาดภายในประเทศ ภาวะเงินฝืด และหนี้สาธารณะที่พอกพูนขึ้นจนเกิน 2 เท่าของขนาดเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องวางยุทธศาสตร์ในการพัฒนานวัตกรรมที่จะยกระดับศักยภาพการแข่งขันของภาคธุรกิจเอกชนที่นับวันยิ่งถดถอยลงเป็นลำดับ

พัฒนาการหลังนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่นเข้ารับตำแหน่ง มี 2 ประเด็นน่าสนใจที่ต้องจับตา เนื่องจากอาจมีผลต่อไทย ได้แก่ การเดินทางเยือนเวียดนาม ไทย และอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 16-19 ม.ค. หลังจากที่เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ที่ผ่านมา ได้ประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นครั้งใหญ่ มูลค่ารวม 20.2 ล้านล้านเยน 

การเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 17-18 ม.ค. 2556 :คาดว่าจะมีการหารือประเด็นสำคัญ อาทิ 

– การลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ในโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง 

– การลงทุนในโครงการป้องกันน้ำท่วม 

– โครงการความร่วมมือด้านเทคโนโลยีไอซีที 

นอกจากนี้ อาจมีการเจรจาประเด็นเกี่ยวกับการทบทวนหรือเจรจาเปิดตลาดเพิ่มเติมในกรอบ JTEPA รวมถึงอาจมีการหารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการลงทุนอื่นๆ ตลอดจนการหารือร่วมกันถึงนโยบายเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อให้เกิดความร่วมมือและดำเนินนโยบายไปในทิศทางที่สอดคล้องกันระหว่างทั้ง 2 ประเทศ

นายกฯ ญี่ปุ่นเยือนไทย …  1 ใน 3 เป้าหมายการลงทุนหลักในอาเซียน 

การเยือนอาเซียนของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เป็นนัยที่บ่งบอกถึงความสำคัญของภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะบทบาทในการเป็นฐานรองรับการลงทุนของธุรกิจญี่ปุ่น โดยในปัจจุบัน อาเซียนเป็นหนึ่งในตลาดเกิดใหม่ที่ญี่ปุ่นสนใจเข้าไปลงทุน จากที่ในภาวะปัจจุบัน ธุรกิจในญี่ปุ่นต้องเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่กดดันต่อผลประกอบการของบริษัท ตลอดจนต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง และกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแรงลง ส่งผลให้ธุรกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มออกไปลงทุนยังหลายภูมิภาคทั่วโลกมากขึ้นในระยะข้างหน้า อาทิ อเมริกาเหนือ (ยานยนต์, Precision machinery, เครื่องจักรไฟฟ้า, ยาและเคมีภัณฑ์, ภาคการเงิน และค้าส่งค้าปลีก) อเมริกากลาง (ยานยนต์ เหล็กและโลหการ) และเอเชียรวมถึงอาเซียน (หลายอุตสาหกรรมในภาคการผลิต, ภาคการเงิน และอสังหาริมทรัพย์) โดยแนวโน้มที่น่าจับตามองคือ การให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นแก่ประเทศตลาดเกิดใหม่ต่างๆ ที่มีความพร้อมรองรับการลงทุน 

โดยในระยะกลาง คาดว่าการลงทุนของญี่ปุ่นในอาเซียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากปัจจัยด้านค่าจ้างแรงงานที่ไม่สูงนัก ตลาดที่ยังมีโอกาสขยายตัวอีกมากจากการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 และโอกาสการใช้เป็นฐานการผลิตส่งออกไปยังตลาดใกล้เคียงที่สำคัญ อย่างจีน และออสเตรเลีย โดยไทยยังคงเป็นเป้าหมายการลงทุนที่สำคัญของญี่ปุ่น แต่โครงการใหม่ๆ มีแนวโน้มกระจายไปยังประเทศอื่นๆ ด้วย เช่น อินโดนีเซีย (ยานยนต์) เวียดนาม (เครื่องจักรที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีซับซ้อนมากนัก) รวมถึง กัมพูชา (เครื่องจักรที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีซับซ้อนมากนัก และภาคการเงิน) เมียนมาร์ (อุตสาหกรรมพลังงาน ค้าส่งค้าปลีก โลจิสติกส์ รวมถึงการสร้างนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน) และสปป.ลาว (การเกษตร และการก่อสร้าง)

 

ผลเชื่อมโยงของพัฒนาการหลังการเข้ารับตำแหน่งของนายกฯ ญี่ปุ่น ต่อไทย 

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ออกมาในรอบล่าสุด ซึ่งมีทั้งมาตรการกระตุ้นในระยะสั้น และการปฏิรูปโครงสร้างระยะยาว เช่น งบประมาณลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (โดยส่วนหนึ่งเป็นการบูรณะโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายจากภัยพิบัติสึนามิ และการปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคที่เริ่มมีสภาพเก่าลง) รวมถึงการสนับสนุนสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ต้องการออกไปซื้อกิจการหรือขยายการลงทุนในต่างประเทศ1 นับเป็นความหวังว่าจะช่วยดึงให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นพ้นจากภาวะถดถอยได้ โดยสำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นมีการประเมินว่างบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวจะช่วยเพิ่มจีดีพีได้ราวร้อยละ 2 และสร้างงานราว 6 แสนตำแหน่ง 

ซึ่งด้วยมาตรการดังกล่าว น่าจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในญี่ปุ่นให้ขับเคลื่อนไปได้ดีขึ้นในปี 2556 และช่วยหนุนการส่งออกของไทยไปยังญี่ปุ่นให้ขยายตัวได้ดีขึ้นในปี 2556 หลังจากที่ใน 11 เดือนแรกของปี 2555 หดตัวลงที่ร้อยละ 2.0 (YoY) จากที่เคยขยายตัวในระดับ 2 หลักมาอย่างต่อเนื่องในปี 2553-2554 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การส่งออกของไทยไปยังญี่ปุ่นอาจขยายตัวประมาณร้อยละ 8 (YoY) ในปี 2556 ดีขึ้นจากที่คาดว่าจะหดตัวในปี 2555 ที่ร้อยละ 0.7 (YoY) ทั้งนี้ สินค้าส่งออกของไทยไปญี่ปุ่นที่น่าจะได้รับอานิสงส์ ได้แก่ กลุ่มวัตถุดิบอุตสาหกรรม เช่น อุปกรณ์และส่วนประกอบยานยนต์, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ รวมถึงสินค้าเพื่อการบริโภค เช่น ไก่แปรรูป, อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้จะทำให้ค่าเงินเยนในปี 2556 เริ่มโน้มไปในทางอ่อนค่าลงกว่าในปี 2555 ที่ผ่านมา แต่แนวโน้มการเคลื่อนทัพนักลงทุนญี่ปุ่นยังออกไปลงทุนในต่างประเทศน่าจะยังดำเนินต่อเนื่องต่อไป เพื่อวางรากฐานธุรกิจในภูมิภาคหรือประเทศที่เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยจากการคาดการณ์ของ JBIC3 สัดส่วนธุรกิจญี่ปุ่นในต่างประเทศทั้งการผลิตและยอดขายยังมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากคงปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงจูงใจในการออกไปทำธุรกิจในต่างแดนโดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ ยังคงมีมากกว่าเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจภายในของญี่ปุ่นที่อยู่ในภาวะอ่อนแอ

โดยการลงทุนของญี่ปุ่นในไทย นอกจากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่แล้ว ยังมีกลุ่ม SMEs ที่มีแนวโน้มจะเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น ตามนโยบายสนับสนุนของรัฐบาลญี่ปุ่น โดยเฉพาะผู้รับช่วงผลิตต่อ (Tier 2 และ 3) ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักร ชิ้นส่วนโลหะ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทั้งนี้ใน 11 เดือนแรกของปี

2555 มีนักลงทุนญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI รวม 714 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 43.9 (YoY) เป็นมูลค่าเงินลงทุน 312,185 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2554 ราว 85 เท่า

 

ทั้งนี้กลยุทธ์การลงทุนของญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนในอาเซียน มีนัยต่อไทยทั้งด้านบวกและด้านที่ต้องระวัง โดยสิ่งที่ไทยต้องตระหนักคือนักลงทุนญี่ปุ่น แม้ยังให้ความสนใจลงทุนในไทย (จากการสำรวจโดย JBIC) แต่อันดับความน่าสนใจของไทยลดลง โดยมีอินโดนีเซียแซงขึ้นมา สะท้อนถึงการแข่งขันดึงดูดการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนซึ่งไทยกำลังเผชิญคู่แข่งมากรายขึ้น อย่างไรก็ตาม การวางเป้าหมายปักหลักลงทุนในอาเซียนของญี่ปุ่นนี้ อาจมีผลดีต่อไทยในทางอ้อม เนื่องจากอุตสาหกรรมไทยเป็นส่วนหนึ่งใน Supply Chain ของอุตสาหกรรมญี่ปุ่นมาช้านาน จึงเป็นโอกาสที่ธุรกิจไทยอาจติดตามบริษัทลูกค้าชาวญี่ปุ่นเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนด้วย เช่น ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ปัจจัยนี้จะเป็นบวกต่อไทยก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการไทยเองก็ต้องมีความพร้อมออกไปดำเนินธุรกิจและแข่งขันกับคู่แข่งในต่างประเทศด้วยเช่นกัน 

 

 

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: