RSS

Monthly Archives: พฤศจิกายน 2012

เปิดชื่อ 10คนดัง! สว.เลือกเป็น”กก.ตรวจสอบ 11กสทช.”ตามกม.รอคัดเหลือ 5 “ประเสริฐ”รองเลขาฯกสทช.ผ่านเข้ารอบด้วย

 

19 พ.ย.55 – วันนี้ วุฒิสภา ได้ประชุมลับ เพื่อลงคะแนนเลือกผู้เหมาะสม ดำรงตำแหน่งเป็น“คณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการผลการดำเนินการ และการบริหารงาน กสทช.” ตามตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ปี 2553 ในมาตรา 70

โดยการคัดเลือก จะเลือกจากผู้ผ่านคุณสมบัติรวม  67 คน จากทั้งหมดที่มาสมัคร 72 คน  ที่เปิดรับสมัครมาตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม 2555  โดยครั้งนี้ วุฒิสภาคัดเลือกรอบแรกให้เหลือ 10 คน หรือจำนวน 2 เท่า เพื่อนำไปสู่การสรุปคัดเลือกรายชื่อให้ได้จำนวน 5 คน ในวันที่ 23 พฤศจิกายนนี้ ได้แก่

 

1. ด้านกิจการกระจายเสียง 1 คน

พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก

นางสาวลักษมี ศรีสมเพช็ร กรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเชียงใหม่ หรือ กรอ.เชียงใหม่

 

2. ด้านกิจการโทรทัศน์

นายพิชัย อุตมาพินันท์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการกฎหมาย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ อดีตที่ปรึกษากรรมการบริษัทกิจการโทรทัศน์กองทัพบก

 

3. ด้านกิจการโทรคมนาคม

นายอนันต์ วรธิติพงศ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา สรรหา

นายอมรเทพ จิรัฐิติเจริญ นักวิชาการ ม.เทคโนโลยีมหานคร

 

4.ด้านคุ้มครองผู้บริโภค

นายพันธ์ศักดิ์ จันทร์ปัญญา อนุกรรมการกิจการกระจายเสียง บริการธุรกิจ

นายประเสริฐ อภิปุญญา ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการสำนักงาน กสทช.

 

5. ด้านกิจการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

พล.อ.บุญยวัจน์ เครือหงส์ ผอ.สำนักงบประมาณ กระทรวงกลาโหม

นายจเด็จ อินสว่าง อดีตปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

(ทั้งหมด วุฒิสภาจะคัดให้ได้ 5 คน 23พ.ย.55 โดยแต่ละด้าน จะต้องได้ 1 คน ตามกฎหมาย = 2 คน ชิงกันเอง)

 

อำนาจหน้าที่ “คณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการผลการดำเนินการ และการบริหารงาน กสทช.”

ให้ติดตามการและเมินผลการปฏบัติงาน ของ กสทช. กสท. กทค. สำนักงานกสทช. และเลขาธิการกสทช. แล้วแจ้งผลให้กสทช.ทราบภายใน 90 วัน นับแต่วันสิ้นปีบัญชี และให้ กสทช.นำรายงานดังกล่าวเสนอต่อรัฐสภา

พร้อมรายงานผลการปฏบัติงานประจำปีของกสทช. ตามมาตร 76 และเปิดเผยรายงานดังกล่าวส ให้ประชาชนทราบทางระบบเครื่อข่ายสารสนเทศของสำนักงานกสทช. หรือวิธีการอื่นที่เห็นสมควร

ทั้งนี้ การประเมิน จะต้องอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง และต้องรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้เสียประกอบด้วย

ซึ่งคณะกรรมการติดตามตรวจสอบฯ อาจมอบหมายให้หน่วยงาน หรือองค์กร ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และประเมินผลเพื่อประโยชน์ในการจัดทำรายงาน  ซึ่งการรายงานผลจะต้องมีเนื้อหาผลการปฎิบัติงาน, รายงานข้อเท็จจริง หรือ ข้อสังเกต, รวมถึงข้อเสนอแนะด้วย

 

สำหรับรายชื่อ ผู้สมัคร ทั้ง 72 คนก่อนหน้านี้  หลายคนเคยลงสมัคร เป็น กรรมการ กสทช.  อีกหลายคนเป็นนายทหารเกษียณราชการ, สมาชิกวุฒิสภา, อดีตคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  และบางคนทำงานอยู่สำนักงานกสทช.ในปัจจุบัน  และเป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้สมัครหลายราย มีอายุมากกว่า 50-70 ปี

 

 

โฆษณา
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 19, 2012 in กสทช.

 

คำชี้แจงของ! “ดร.สมเกียรติ”ปธ.TDRI เรื่อง”ไม่ให้ข้อมูล กก.สอบฮั้วฯ 3G”

คำชี้แจงของ ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

เรื่องการไม่ไปให้ข้อมูลแก่คณะทำงานตรวจสอบการประมูล 3G ของ กทค.

ตามที่ คณะทำงานตรวจสอบพฤติกรรมการเสนอราคาของผู้เข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ หรือใบอนุญาต 3G  ที่แต่งตั้งโดย กทค. ได้ประสานงานให้ผมไปให้ข้อมูลนั้น  ผมขอแจ้งให้ทราบว่า ผมประสงค์ที่จะไม่ไปให้ข้อมูลแก่คณะทำงานดังกล่าว ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังนี้

ประการที่หนึ่ง ผมเห็นว่า ขอบเขตของคณะทำงานดังกล่าวไม่ถูกต้อง ดังปรากฏในชื่อของคณะทำงาน เนื่องจากปัญหาใหญ่ที่สุดในการประมูลคลื่น 3G นั้น เกิดจากการออกแบบการประมูลโดย กทค. เอง มากกว่าเกิดจากพฤติกรรมการเสนอราคาของผู้เข้าร่วมประมูล  ซึ่งย่อมต้องเสนอราคาต่ำที่สุดเพื่อประโยชน์ของตน   ทั้งนี้ การเสนอราคาต่ำดังกล่าว จะไม่สามารถทำได้ หาก กทค ไม่ออกกฎการประมูลจำกัดให้แต่ละรายถือได้คลื่นไม่เกิน 15 MHz ตั้งแต่แรก    การตรวจสอบพฤติกรรมการเสนอราคาของผู้เข้าร่วมประมูล จึงเป็นการเบี่ยงเบนประเด็น ให้สังคมเข้าใจว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจาก กทค.

ประการที่สอง ผมเคยเข้าร่วมเป็นอนุกรรมการของ กทค. บางชุด เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของสัญญาประกอบกิจการด้านโทรคมนาคม และเห็นว่า กรรมการบางท่าน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ น่าจะไม่ได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาในการรักษาผลประโยชน์ของประชาชน  กรรมการรายเดียวกันนี้เองก็มีบทบาทสำคัญอยู่ในคณะทำงานตรวจสอบชุดนี้ ทำให้ผมไม่เชื่อมั่นในการทำงานของคณะทำงานชุดนี้

ประการที่สาม ที่ผ่านมา หลังการประมูล 3G ล้มเหลวและสร้างความกังขาแก่สังคม กทค. มักกล่าวอ้างว่า การตัดสินใจต่างๆ ของตนเกิดขึ้นจากการเสนอของคณะอนุกรรมการ 3G ซึ่งมีเพื่อนร่วมงานของผม และนักวิชาการอื่นร่วมอยู่ด้วย ทั้งที่ในความเป็นจริง  การเปลี่ยนหลักเกณฑ์การประมูลให้ผู้ประกอบการถือได้คลื่นไม่เกิน 15MHz ไม่ได้เป็นข้อเสนอของคณะอนุกรรมการฯ ตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด แต่เป็นการดำเนินการของ กทค. เอง    ในครั้งนี้ ผมจึงเชื่อว่า หากผมไปให้ข้อมูล ชื่อของผมก็จะถูกนำไปอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมของผลการตรวจสอบของคณะทำงานดังกล่าวในลักษณะเดียวกันอีก

ผมเห็นว่า วิธีการที่ผมจะสามารถให้ข้อมูลแก่ กทค. โดยจะไม่ถูกนำไปแอบอ้างอย่างไม่เหมาะสมคือ การให้ข้อมูลแก่สาธารณะผ่านสื่อมวลชน ดังที่ได้เคยให้ความเห็นมาโดยตลอด  ในครั้งนี้ ก็เช่นเดียวกัน หาก กทค. ประสงค์ที่จะได้รับข้อมูลจากผม ก็สามารถหาอ่านจากบทความที่ผมเคยเขียน และเคยให้สัมภาษณ์ ทางสื่อมวลชน หรือที่อยู่ในเว็บไซต์ของทีดีอาร์ไอ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 19, 2012 in ทั่วไป

 

ฉบับเต็ม! รายละเอียด 5 เดือน 128 ล้านบาท “NBTC Watch”เปิดงบ กสทช.ใช้พีอาร์ เน้นประมูล 3G ภารกิจเพื่อชาติ

NBTC Watch เปิดงบพีอาร์ กสทช. 5 เดือน 128 ล้าน หว่านกระจายองค์กรสื่อ เชื่อส่งผลถูกตรวจสอบน้อยลง
16พ.ย.55 คณะทำงานติดตาม กสทช.หรือ NBTC Watch ได้เผยแพร่รายงานสาธารณะ เรื่อง “รายงานตรวจสอบการใช้งบประชาสัมพันธ์ กสทช.” มีใจความว่า

ตามที่ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการ กสทช.และกรรมการ กทค.อ้าง ว่า เสียงวิจารณ์ก่อนและหลังการประมูล 3G เกิดจาก กสทช.ไม่ได้ทำประชาสัมพันธ์ให้สังคมเข้าใจถึงประเด็นที่มีความซับซ้อนอย่างการประมูลคลื่นความถี่ 2.1 GHz อย่างเพียงพอ คำสัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นการโยนปัญหาให้กับความไม่เข้าใจของสังคม และหลีกเลี่ยงการตอบข้อกังขาของสังคม เพราะเท่าที่ศึกษางบประมาณโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ปรากฏในเอกสารการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงาน กสทช. จะพบว่าคำพูดของ ดร.สุทธิพลนั้นไม่เป็นความจริง เนื่องจากสำนักงาน กสทช.ได้อนุมัติงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ระหว่างช่วงเดือน มิ.ย.2555 (นับตั้งแต่ กทค.เริ่มเตรียมการประมูล 3G ด้วยการกำหนดราคาตั้งต้น) จนถึง ต.ค.2555 รวมเป็นเงิน 128,663,324 ล้านบาท

โดยสามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก ได้แก่ 1.งบซื้อพื้นที่เนื้อหาสื่อ 16,036,615 บาท 2.งบซื้อพื้นที่สื่อซึ่งไม่สามารถระบุได้ชัดว่าเป็นพื้นที่โฆษณาหรือเนื้อหา 73,060,604 บาท 3.งบจัดกิจกรรม (งานสัมมนาและนิทรรศการ) 34,734,365 บาท 4.งบซื้อสื่อสำหรับเผยแพร่ข้อมูลสำคัญให้กับผู้มีส่วนได้เสียและสาธารณะ 1,490,510 และ 5.งบผลิตสื่อ 3,341,230 บาท

รายงานดังกล่าวยังระบุว่า รายงานของคณะทำงานฯ ฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์งบประมาณซื้อสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ของ สำนักงาน กสทช. โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการประมูล 3G โดยผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการใช้งบประมาณประชาสัมพันธ์ของสำนักงาน กสทช. และผลกระทบต่อการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของสื่อ ดังนี้
1.การซื้อเวลาและพื้นที่ในสื่อ การซื้อสื่อในกลุ่มนี้จะระบุไว้ชัดเจนว่าให้ประชาสัมพันธ์ผ่านเนื้อหาของรายการ และบางส่วนจากการตรวจสอบพบว่าเป็นการซื้อพื้นที่เนื้อหาสื่อ ไม่ใช่พื้นที่โฆษณา ซึ่งสำนักงาน กสทช.ควรถูกตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการซื้อเนื้อหาสื่อที่ถือเป็นการแทรกแซงองค์กรสื่อ ที่ควรทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของ กสทช. นอกจากนั้น เนื้อหาที่ปรากฏในสื่อบางส่วนมีลักษณะเป็นการโฆษณาตัวบุคคล โดยเฉพาะการถ่ายภาพขึ้นปกของ ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธาน กทค. ในนิตยสารหลายฉบับในเครือ ARIP และส่วนมากมีลักษณะเป็นการให้ข้อมูลและข้อโต้แย้งที่สนับสนุนการตัดสินใจทางนโยบายของ กทค.เพียงด้านเดียว
2. การซื้อสื่อที่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นพื้นที่โฆษณาหรือเนื้อหาในสื่อ แม้จะไม่สามารถตรวจสอบแน่ชัดว่าเป็นการใช้งบประมาณเพื่อซื้อพื้นที่โฆษณาหรือเนื้อหาสื่อเหมือนเช่นกรณีแรก เนื่องจากในเอกสารการจัดซื้อจัดจ้างไม่ได้ระบุแน่ชัดถึงวัตถุประสงค์ในการประชาสัมพันธ์ และไม่ได้ให้รายละเอียดว่าเป็นการซื้อพื้นที่สื่อไหนบ้างและช่วงเวลาใด รวมถึงมีการลงชื่อบริษัทที่รับจ้างซึ่งน่าจะผิดพลาดหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีข้อมูลชัดเจน ทว่างบประมาณที่ใช้ในส่วนนี้ ที่มีทั้งการจ้างบริษัทสื่อโดยตรงและผ่านบริษัทวางแผนสื่อ น่าจะส่งผลต่อการทำงานของสื่อต่อการตรวจสอบ กสทช. ดังที่ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา หนึ่งใน กทค. ที่ดูแลด้านผู้บริโภค ออกมาให้ข้อมูลว่า สำนักงาน กสทช. นำงบประมาณไปซื้อสื่อเพื่อหาโอกาสเข้าไปแทรกแซงกระบวนการบรรณาธิการข่าว เช่น สื่อบางฉบับถูกสั่งให้ไม่ลงข่าว กสทช. เสียงข้างน้อย สื่อวิทยุหรือโทรทัศน์บางแห่งถูกสั่งไม่ให้เชิญคนที่วิพากษ์วิจารณ์มาออกรายการ หรือมีการขอตรวจคำถามก่อนเข้ารายการ
จากการตรวจสอบงบประชาสัมพันธ์ส่วนนี้ ซึ่งเป็นก้อนใหญ่ที่สุด คณะทำงานฯ มีข้อสังเกตว่า นอกจากเป็นการอนุมัติงบให้กับบริษัทสื่อที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักและ/หรือไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับงานในกิจกรรมของ กสทช. ตัวอย่างเช่นนิตยสาร The Police Variety ซึ่งเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับตำรวจไทย การอนุมัติงบก้อนใหญ่ให้กับบริษัทสื่อหลายแห่ง น่าจะส่งผลต่อการทำงานของสื่อ ดังที่คณะทำงานฯ ศึกษาตรวจสอบผลของการซื้อสื่อต่อการทำงานของสื่อ โดยเลือกสื่อในเครือมติชนที่ได้งบประชาสัมพันธ์จากสำนักงาน กสทช.มากกว่าบริษัทสื่ออื่นๆ คือได้รับถึง 13,289,660 บาท ซึ่งพบว่า หลังจากได้งบสื่อหลักของเครือมติชน ได้แก่หนังสือพิมพ์มติชน มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับ กสทช.รวม 93 ข่าว บทความ สกู๊ป และข้อเขียนอื่นๆ รวม 44 ชิ้น และภาพกิจกรรมอีก 8 ภาพ โดยมีข้อน่าสังเกตดังนี้
(1) กรณีข่าว แม้จะให้น้ำหนักและพื้นที่ตามประเด็นสำคัญในช่วงเวลานั้นๆ แต่ไม่ค่อยปรากฎข่าวเชิงตรวจสอบ กสทช.มากนัก และมักมีพาดหัวเชิงบวกต่อ กสทช.และเชิงลบต่อฝ่ายตรวจสอบ กสทช. โดยเฉพาะหลังการประมูล 3G อาทิ “กสทช. ฉะคลัง จุ้นประมูล 3จี” ”กทค. รับรองไม่ขัดรธน. ชี้ฝ่ายต้านใช้อารมณ์ล้วนๆ” “กสทช. เดินสายท้าสอบ ธาริตชี้เบื้องต้นไม่พบพิรุธ” “ฉุนทีดีอาร์ไอ ปธ.กทค.ยัวะ ไม่เคยร่วมเวทีคิด ชอบค้านตอนจบ”

และ (2) กรณีบทความ สกู๊ป และข้อเขียนอื่นๆ พบว่ามีหลายบทความที่โน้มเอียงไปทาง กสทช.หรือไม่เห็นด้วยกับฝ่ายที่ตรวจสอบ กสทช. มีการเปิดพื้นที่ให้ฝ่าย กสทช.ได้ชี้แจงมากกว่าให้ฝ่ายตรวจสอบ นอกจากนี้ ยังตอกย้ำวาทกรรมคล้ายๆ กัน คือควรปล่อยให้การประมูล 3G เดินหน้าต่อไป แล้ว กสทช.ค่อยไปกำกับดูแลเรื่องค่าบริการจะดีกว่า เวลาเดียวกันก็มีการใช้ถ้อยคำเชิงลบต่อฝ่ายตรวจสอบ กสทช.ในหลายบทความอย่างต่อเนื่อง อาทิ “ฝันเฟื่องที่ไร้เหตุผล” “กลับไปนุ่งใบไม้…ส่งสัญญาณควันอยู่ตามถ้ำ” “ขบวนการเหล่าคนดี๊ดี…สร้างเรื่องขยายข่าวที่ไม่เป็นจริงขึ้นมาเป็นอาวุธ”
3.การใช้งบประมาณเพื่อจัดกิจกรรม พบว่า กิจกรรมเกือบทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการประมูล 3G โดยข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ การที่บริษัทสื่อเป็นผู้รับจัดกิจกรรมให้กับ กสทช. จะส่งผลกระทบต่อการรายงานเนื้อหามในสื่อของตนหรือไม่

4.งบประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารสำคัญให้กับสาธารณะ เช่น ประกาศของสำนักงาน กสทช.หรือการรับฟังความเห็นสาธารณะ ให้กับผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนได้รับทราบ ซึ่งถือเป็นหน้าที่อันพึงกระทำตามอำนาจหน้าที่ของ กสทช. อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของคณะทำงานฯ พบว่า งบประชาสัมพันธ์ส่วนนี้กลับมีเพียง 1,490,000 บาท หรือไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของงบประชาสัมพันธ์ของสำนักงาน กสทช.ทั้งหมด ในช่วงเวลาดังกล่าว และไม่ปรากฏงบประชาสัมพันธ์การรับฟังความเห็นสาธารณะต่อร่างประกาศเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ฯ 2.1 GHz แต่อย่างใด
รายงานดังกล่าวยังระบุว่า คณะทำงานฯ พบว่าการใช้งบประชาสัมพันธ์ของสำนักงาน กสทช. โครงการใดที่มีมูลค่าเกิน 1,000,000 บาท จะใช้วิธีการ “พิเศษ” ทั้งหมด ซึ่งตามระเบียบ กทค.ว่าด้วยการพัสดุ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 วิธีการดังกล่าวจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นต้องดำเนินการให้ทันต่อสถานการณ์และมีระยะเวลาอันจำกัดเท่านั้น แต่ในกรณีอนุมัติงบก้อนใหญ่ให้กับองค์กรสื่อหรือบริษัทวางแผนสื่อเพื่อให้ลงประชาสัมพันธ์ต่อเนื่องล่วงหน้า ไม่น่าจะใช้เป็นข้ออ้างได้ว่าเป็นกรณีที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน

“ปัญหาที่นำไปสู่การประมูลที่ล้มเหลวและการวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมจึงน่าจะไม่ได้อยู่ที่การอ่อนประชาสัมพันธ์ของ กสทช. แต่อย่างไร ความผิดปกติในออกแบบและการจัดการประมูลต่างหากที่น่าจะเป็นปัญหาที่ตามหลอกหลอน กสทช. อยู่จนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นไม่ว่าสำนักงาน กสทช. จะใช้งบกว้านซื้อใบบัวมาปิดช้างที่ตายทั้งตัวเพื่อลดข้อกังขาของสังคมอย่างไร ข้อสงสัยว่าการจัดประมูลทำให้ผู้ประกอบการได้รับผลประโยชน์มหาศาล ในขณะที่รัฐและประชาชนเสียหายนั้น ก็จะยังคงมีต่อไป” รายงานของคณะทำงานติดตาม กสทช.ระบุ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 16, 2012 in กสทช., เรื่องราว 3G

 

ป้ายกำกับ:

2 โปรเจกท์ยักษ์! รมว.คลัง-คมนาคม โรดโชว์”อังกฤษ”พรุ่งนี้ เน้นโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบ.-แก้ปัญหาน้ำ 3.5แสนลบ.

รมว.คลัง – คมนาคม นำทีมโรดโชว์”อังกฤษ”พรุ่งนี้ ชวนทำโปรเจกท์โครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท-แก้ปัญหาน้ำ 3.5แสนลบ.

12 พ.ย.55 – นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เตรียมนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนไทยพบนักลงทุนสถาบันต่างชาติชั้นนำ ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร กว่า 80 ราย หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการจัดโรดโชว์พบนักลงทุนสถาบันชั้นนำ ณ นครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา สภาธุรกิจตลาดทุนไทยได้รับความไว้วางใจจากกระทรวงการคลัง และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ให้เป็นผู้ร่วมจัดโรดโชว์พบนักลงทุนต่างชาติอีกครั้ง ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้

 

11:38 บรรยากาศจากขบวนรถไฟไทย ก่อนเข้าสู่สถานีแหลมฉบัง จ.ชลบุรี

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่าการจัดโรดโชว์ในครั้งนี้ ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนอย่างดีมาก มีผู้บริหารกองทุนกว่า 80 ราย แจ้งยืนยันร่วมงาน โดยการไปโรดโชว์ที่สหราชอาณาจักร ครั้งนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งภาครัฐและเอกชนจะได้ร่วมกันให้ข้อมูลและตอบข้อซักถามของนักลงทุนในเวทีเดียวกัน ซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้เป็นอย่างดี การนำเสนอข้อมูลจากผู้แทนภาครัฐนำทีมโดย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรมต. คลัง พร้อมด้วย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมนำเสนอข้อมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลไทย มูลค่า 2.27 ล้านล้านบาท

รวมทั้งโครงการสำคัญอื่นๆ เช่น โครงการลงทุนเพื่อป้องกันภัยน้ำท่วม มูลค่ากว่า 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมากเนื่องจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงที่รับผิดชอบเป็นผู้นำเสนอและตอบข้อซักถามอย่างละเอียดด้วยตนเอง

20.55 การลำเลียง VS การรอคอย @เชิงสะพานซังฮี้ ราว 18น. (30/10/2554) #Thaiflood

น้ำท่วม ปี  2554

11.34 ถ.วิภาฯ ขาเข้า พาหนะหลัก..รถใหญ่ และเรือ เท่านั้น หน้าสโมสรตำรวจ #Thaifood

นอกจากนี้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เตรียมไปนำเสนอข้อมูลภาพรวมเศรษฐกิจไทย และแนวทางการดำเนินโครงการสำคัญต่างๆ ทั้งในด้านโครงข่ายการขนส่งทางบก ทางน้ำ และอากาศ รวมทั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เสริมสร้างการเชื่อมโยงระหว่างกันในภูมิภาค และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตลอดจนนโยบายในการเสริมสร้างรายได้และลดรายจ่ายภาคครัวเรือน เสริมสร้างความแข็งแกร่งของอุปสงค์ภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการส่งออก ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้ดีภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ขณะเดียวกัน นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง จะนำเสนอข้อมูลเพื่อเสริมความเชื่อมั่นนักลงทุนต่งชาติในเรื่องเสถียรภาพการเงินและการคลังของประเทศ ตลอดจนนโยบายการเงินและการคลังในอนาคต เสริมด้วยนางสาวจุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ที่เตรียมฉายภาพการเติบโต พัฒนาการ สภาพคล่องและโอกาสในการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทย ด้านผู้แทนภาคเอกชนไทยนำโดย นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย จะนำเสนอข้อมูลผลประกอบการของตลาดหลักทรัพย์ไทยเปรียบเทียบกับตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาคและทั่วโลก โดยยืนยันผลการดำเนินงาน (Performance) ของตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนดีติดอันดับต้นของโลก พร้อมทั้งเตรียมนำเสนอผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนรอบ 9 เดือนของปีนี้ที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็นที่สนใจมากขึ้นจากนักลงทุนต่างประเทศ

 

นอกจากนี้ ตัวแทนภาคเอกชนไทยยังมี นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และ ดร.สมจินต์ ศรไพศาล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน ร่วมเข้าพบนักลงทุนเพื่อตอบข้อซักถามโดยตรงอีกด้วย นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณกระทรวงการคลังเป็นอย่างสูงที่ให้ความไว้วางใจสภาธุรกิจตลาดทุนไทยเพื่อเข้ามาร่วมจัดโรดโชว์ในครั้งนี้ ผมเห็นว่าการเตรียมการนำเสนอข้อมูล การตอบข้อซักถาม และการเชิญนักลงทุนเข้าร่วมงานในครั้งนี้ ทั้งภาครัฐและเอกชนมีความพร้อมสูงมาก และมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าการทำงานครั้งนี้จะประสบความสำเร็จและสามารถดึงเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศเข้าตลาดทุนและโครงการสำคัญของภาครัฐได้อย่างแน่นอน”

 

ขอสอบ 2 เดือน! กก.สอบฮั้วประมูล 3G ที่กสทช.ตั้ง สรุปผลไม่ทัน10พ.ย.เตรียมเรียก 3 ค่าย-17บริษัทรับซอง-ITU แจงเพิ่ม

ขอขยายเวลาสอบ 2 เดือน! อนุฯ สอบ3G ที่กสทช.ตั้งขึ้น สรุปผลไม่ทัน 10พ.ย.55 อ้างบุคคลเยอะ เตรียมเรียก 3 ค่าย แจง 13พ.ย.55

7  พ.ย.55 – นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฏร ในประธานฐานะคณะทำงานตรวจสอบพฤติกรรมการเสนอราคาของผู้เข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ใบอนุญาต 3จี ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ระบุว่า คณะทำงานมีข้อสรุปว่า จะเชิญ 3 บริษัท ที่เข้าร่วมประมูล ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด , บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด และบริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด รวมถึงบริษัท ที่มายื่นซอง เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2555 และไม่ผ่านการพิจารณา คือ บริษัท ทานตะวัน เทเลคอมมูนิเคชั่น จำกัด โดยอนุกรรมการฯ จะให้ทั้งหมดเข้ามาชี้แจงในวันที่ 13 พฤศจิกายน นี้ ตั้งแต่เวลา 16 นาฬิกา โดยวันนั้นคณะอนุฯ จะประชุมกันเองก่อนประมาณ 20 นาทีในวันนั้น ก่อนจะให้เอกชนเข้าชี้แจง

ส่วนประเด็นที่จะสอบถามเอกชนในวันนั้น ต้องการทราบว่า การประมูลว่ามีลักษณะอะไรบ้าง เกี่ยวกับสมยอมราคากันหรือไม่ โดยจะดูพฤติกรรมกาเกี่ยวกับในห้องประมูลวันนั้น หากมีอะไรบ่งชี้ว่าก่อนวันประมูลไปพูดคุยกันหรือไม่ และหลังวันประมูล มีการเลี้ยงฉลองกันหรือไม่ ซึ่งหากใครพบเห็นว่ามีการเลี้ยงกันหลังประมูล ก็สามารถร้องเรียนมาที่คณะอนุกรรมการฯ ได้ เพื่อจะนำมาประกอบการพิจารณา

“นอกจากเอกชนแล้ว กรอบที่คณะอนุกรรมการวางไว้ จะสอบใน 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มผู้เข้าประมูลที่อยู่ในห้องเคาะราคาทั้งหมด, เจ้าหน้าที่ กสทช.ที่อยู่หน้าห้องและพื้นที่การจัดประมูล รวมทั้งอีก 17 บริษัทมารับซองไปช่วงเดือนกันยายน เพราะทราบว่า มีการรับซองไป 17ราย แต่กลับมายื่นซองแค่ 4 บริษัท และไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ 1 บริษัท ก็จะเชิญมาถามด้วยว่า ทำไมไม่ยื่นประมูลด้วย หรือมันอาจเป็นความบังเอิญเลขาสภาผู้แทนราษฎร กล่าว

 Photo

สำหรับแนวทางการสอบสวน คาดว่าคณะอนุกรรมการ อาจต้องขอขยายเวลาการสรุปผลสอบสวน ตามกำหนดเดิมที่สำนักงานกสทช.วางกรอบไว้ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน หรือ ภายในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ ก็มีแนวโน้มอาจต้องขอขยายผลสอบให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน เนื่องจาก ผู้ที่ถูกเรียกสอบมีจำนวนมาก เพราะแค่บริษัทที่เข้าร่วมประมูล ก็มีประมาณ 10 คน เราก็ต้องสอบให้หมด และบางบริษัท มีคนต่างชาติร่วมหลายคน

ทั้งนี้ หลังจากวันที่ 13 นี้ แล้ว ทางคณะอนุกรรมการยังวางกรอบว่า อาจเชิญ ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะเกี่ยวกับการประมูลและการเคาะราคา เช่น บริษัทที่ปรึกษาการจัดประมูล และตัวแทนจากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ร่วมด้วย เพื่อให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะการฮั้วประมูล อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวไม่หนักใจ เพราะมีกติกาการประมูลที่กสทช.วางไว้แล้ว แต่คณุอนุกรรมการจะสอบวนแค่พฤติกรรม ตั้งแต่ก่อนเริ่มประมูล, ระหว่างประมุล และเสร็จสิ้นการประมูล ซึ่งการดูแค่พฤติกรรมการประมูล ก็ลำบากแล้ว เพราะจะหาหลักฐานหรือพฤติกรรมที่จะแสดงหรือส่อให้เห็นว่าการเกิดการฮั้วกันเป็นเรื่องยาก

Photo

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 8, 2012 in กสทช., เรื่องราว 3G

 

“นพ.ประวิทย์” กสทช.เตือน กทค. อย่าเบี้ยวผู้บริโภค ควรลดค่าดาต้าให้สมกับบริการ 3G

“นพ.ประวิทย์” กสทช.เตือน กทค. อย่าเบี้ยวผู้บริโภค ควรลดค่าดาต้าให้สมกับบริการ 3G

“หมอลี่” กสทช. เสียงข้างน้อยทักท้วงกรณีคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) กำหนดควบคุมราคาค่าบริการ 3จี เฉพาะในส่วนการโทรออก-รับสาย หรือในด้านของ voice ว่า ไม่เป็นการคุ้มครองผู้บริโภคจริง เนื่องจากหัวใจสำคัญของบริการ 3 จีคือเรื่องของการรับส่งข้อมูลหรือ data เรียกร้องเพื่อนกรรมการแสดงความจริงใจในการคุ้มครองผู้บริโภคและยึดถือสัจจะ โดยทำตามที่ให้สัญญาไว้กับสังคม รวมทั้งที่ได้รับปากกับ กมธ. ชุดต่างๆ

จากกรณีที่มีข่าวเมื่อวานนี้ (7 พ.ย. 2555) ว่า บอร์ดกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. มีมติเห็นชอบแนวทางการกำกับอัตราขั้นสูงของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จีที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยจะควบคุมค่าบริการประเภทเสียง (voice)ไม่ให้เกินนาทีละ 78 สตางค์นั้น นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา หนึ่งในกรรมการ กทค. เปิดเผยว่า ในความเป็นจริงแล้ว ที่ประชุม กทค. เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2555 มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวตามข้อเสนอของสำนักงาน กสทช. ซึ่งมีการเสนอในเรื่องของแนวทางและขั้นตอนการกำกับดูแลอัตราค่าบริการ โดยมีขั้นตอนสำคัญคือให้มีการหารือกับผู้ประกอบการ มีการพิจารณาต้นทุนและการศึกษาวิเคราะห์ทางวิชาการเพื่อกำหนดอัตราขั้นสูงที่เหมาะสม จากนั้นจึงกำหนดเป็นเงื่อนไขในการอนุญาต ซึ่งทั้งหมดมีกรอบระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จไม่เกินกลางเดือนธันวาคมนี้

“ในการพิจารณาเรื่องนี้ ที่ประชุม กทค. พิจารณาบนฐานข้อมูลและข้อเสนอของสำนักงาน กสทช. ซึ่งไม่ได้มีการลงลึกว่าราคาค่าบริการจะเป็นเท่าไร ผมเห็นข่าวจึงแปลกใจว่า เหตุใดประธาน กทค. จึงแถลงโดยมีการระบุราคาค่าโทรนาทีละ 78 สตางค์ และที่เป็นปัญหาอย่างยิ่งคือมีการระบุด้วยว่าจะกำหนดอัตราค่าบริการเฉพาะบริการประเภทเสียง เพราะเท่ากับเป็นการไม่รักษาสัญญาตามที่เคยประกาศเจตนารมณ์ต่อสาธารณะจำนวน 6 ประเด็น ไว้เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยเจตนารมณ์ประเด็นแรกนั้นบอกชัดเจนว่า จะกำกับดูแลค่าบริการ 3 จีทั้งประเภทวอยส์และดาต้าให้ลดลงไม่น้อยกว่า 15-20% ของค่าบริการปัจจุบัน นอกจากนี้ในการชี้แจงกับคณะกรรมาธิการต่างๆ ทั้งของวุฒิสภาและสภาผู้ทนราษฎรที่ตรวจสอบเรื่องการประมูล 3จี กทค. เสียงข้างมากแต่ละท่านก็เคยลั่นวาจาไว้เช่นเดียวกันว่า จะลดค่าบริการทั้งประเภทเสียงและข้อมูล”

กสทช. ประวิทย์วิจารณ์เพิ่มเติมว่า เมื่อในที่สุดมีการสรุปเรื่องการลดค่าบริการออกมาเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่เสียหายต่อ กทค. เอง และ กสทช. ในภาพรวม เนื่องจากเพียงเริ่มต้นทำตามเจตนารมณ์ข้อแรกก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า เป้าหมายการกำกับดูแลของ กทค. ไม่ได้มุ่งคุ้มครองผู้บริโภคจริงและเสมือนไม่ตระหนักต่อสภาพปัญหาที่แท้จริงของการให้บริการโทรคมนาคมปัจจุบัน ที่ผู้บริโภคแบกรับราคาค่าบริการดาต้าในอัตราที่สูงมากและมีความหวังต่อระบบ 3จี ทั้งในเรื่องความเร็วที่เพิ่มขึ้นและค่าบริการที่ถูกลง

นายประวิทย์ให้ข้อมูลด้วยว่า ตามหลักการแล้ว หากลดค่าบริการประเภทเสียงได้ก็สามารถลดค่าบริการรับ-ส่งข้อมูลได้เช่นกัน เพราะในทางธุรกิจใช้วิธีการคำนวณค่าบริการอื่นๆ จากค่าโทรออก-รับสายแทบทั้งสิ้น เมื่อค่าบริการที่เป็นตัวตั้งต้นลดลง ค่าบริการอื่นๆ ย่อมลดลงตามได้

“ในทางวิชาการและทางเทคนิคไม่มีปัญหา สิ่งสำคัญคือ กทค. ต้องทบทวนการทำงานให้มีความจริงใจมากขึ้น ทำอย่างไรให้การประกาศเจตนารมณ์ไม่เป็นเพียงเรื่องป่าหี่หรือเป็นอย่างที่มีเสียงวิจารณ์ ว่าเป็นการยกเอาผู้บริโภคมาบังหน้าเพื่อเอาตัวรอดจากการถูกตรวจสอบเท่านั้น นี่เป็นเรื่องที่ กทค. ต้องพิสูจน์ตัวเองกันต่อไป ว่าในการทำหน้าที่กำกับดูแลต่อจากนี้จะให้น้ำหนักกับการคุ้มครองผู้บริโภคจริงๆ ซึ่งผมยืนยันว่ามีหลายเรื่องที่ทำได้จากมุมการกำกับดูแลทางนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพบริการ เรื่องการลดราคาและขยายปริมาณการคงสิทธิเลขหมาย เรื่องการกำหนดค่าเชื่อมต่อโครงข่าย หรือ IC ให้เป็นธรรม ตลอดจนเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินการเรื่องร้องเรียน ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการและในส่วนของสำนักงาน กสทช.” นายประวิทย์กล่าวในที่สุด

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 7, 2012 in กสทช., เรื่องราว 3G

 

เครือข่ายตัวแทนผู้บริโภค 304 องค์กร! ออกคำชี้แจง เรื่อง”การประมูล 3 G ใครกันแน่ที่ทำให้ประเทศไทยมี 3G ช้า”ดังนี้

เครือข่ายตัวแทนผู้บริโภค 304 องค์กร! ออกคำชี้แจง เรื่อง”การประมูล 3 G ใครกันแน่ที่ทำให้ประเทศไทยมี 3G ช้า”ดังนี้

ตามที่กสทช. ได้จัดแบ่งคลื่นความถี่ 3จี สำหรับใช้ประมูลที่มีอยู่ 45 MHz ออกเป็น 9 ชุด ชุดละ 5 MHz ราคาประมูลตั้งต้นชุดละ 4,500 ล้านบาท โดยผู้ประมูลแต่ละราย จะประมูลได้ไม่เกิน 3 ชุด หรือ มีเพดาน 15 MHz ต่อราย

 

ผลจากการประมูลในครั้งนี้ สังคมได้ตั้งคำถามสำคัญหลายประการถึง ประเด็นที่ว่าราคาประมูลชุดความถี่ที่ตั้งต้นที่ชุดละ 4,500 ล้านบาทนั้นต่ำหรือสูงเกินไปหรือไม่ทั้งที่ทราบว่าไม่มีการแข่งขัน รวมถึงวิธีการประมูล เป็นการจัดฉาก ‘ฮั้วประมูล’ หรือไม่ เพราะเมื่อมีผู้เข้าประมูลเพียงสามราย ทุกรายก็น่าจะได้คลื่นไปรายละ 3 ชุด (15 MHz) ลงทุนเริ่มต้นรายละ 13,500 ล้านบาท ซึ่งผลของการประมูลที่ออกมายังสร้างข้อกังขาให้กับสังคมมากมายและเกิดคำถามจากการประมูลครั้งนี้ ต่อราคาประมูลไม่ได้ขึ้นไปสูง และการประมูลจบลงอย่างรวดเร็ว

 

สังคมไทยต่างเฝ้ารอคอยการใช้ 3G ในคลื่นความถี่ 2.1 GHz โดยมี กสทช.เป็นแม่งานใหญ่ในการดำเนินการให้เอกชนเข้ามาประมูล คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน ได้มีการจัดประชุมคณะกรรมการ ฯ และรับฟังความคิดเห็นจากองค์กรผู้บริโภคเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมา รวมทั้งได้มีมติในการจัดทำความเห็นและการจัดทำชุดข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจกับสาธารณะและผู้บริโภคที่ยังมีความเข้าใจที่คาดเคลื่อน เพราะการจัดการประมูลและผลการประมูลจะต้องคำนึงถึง “ประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่น ในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น รวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรมและต้องดำเนินการในลักษณะที่มีการกระจายการใช้ประโยชน์โดยทั่วถึงในกิจการด้านต่าง ๆ ให้เหมาะสมแก่การเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ต้นทุนการประมูลกับการกำหนดราคามีผลหรือไม่

 

?    หากประมูลแพงผู้บริโภคเสียประโยชน์จ่ายค่าบริการแพง – หากประมูลถูกผู้บริโภคจ่ายถูกหรือไม่

 

ความเห็นคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน

 

?   กรณีการประมูล 3G ครั้งนี้อาจจะแตกต่างจากเรื่องอื่นๆ เพราะผู้ประมูลทั้งหมดเป็นผู้ให้บริการในกิจการโทรคมนาคมในระบบ 2G และมีการให้บริการ 3G ที่จำกัดในปัจจุบัน ซึ่งผู้ให้บริการทั้งสามมีค่าใช้จ่ายที่สำคัญคือการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับรัฐจากการสัมปทานอยู่ไม่น้อยกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี นอกเหนือจากการลงทุน การทำการตลาด หรือค่าใช้จ่ายในการบริหารอื่นๆ ดังนั้นหากราคาการประมูลในครั้งนี้ไม่มากกว่าจำนวนนี้ย่อมไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อราคาค่าบริการของผู้บริโภค

?   ซึ่งพบว่า ราคาประมูลของบริษัท AIS(14,625 ล้านบาท) DTAC(13,500 ล้านบาท) และ TRUE(13,500 ล้านบาท) รวมกันแล้วได้จำนวน 41,625 ล้านบาท ต่อระยะเวลา 15 ปี ซึ่งทำให้บริษัททั้งสามจ่ายเพียง 2,775 ล้านบาทต่อปีเท่านั้นจากเดิมที่จ่ายถึง 40,000 ล้านบาท ชี้ให้เห็นว่า บริษัทได้ประโยชน์จากราคาประมูลคลื่นครั้งนี้เกือบ 15 เท่า

คณะกรรมการ ฯ มีความเห็นว่า การประมูลครั้งนี้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะ หรือรายได้อันควรพึงมีพึงได้ของประเทศอย่างชัดเจนจากข้อมูลข้างต้น และหากไม่มีการดำเนินการใดๆ ผลประโยชน์ที่ควรจะตกอยู่กับผู้บริโภคก็ไม่เกิดขึ้นจริง หรือไม่อย่างนั้นต้องปรับปรุงราคาขั้นต่ำในการประมูลตามข้อเสนอแนะของการศึกษาของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยที่ราคา 6,440 ล้านบาทเป็นราคาตั้งต้น

การคุ้มครองผู้บริโภคในเงื่อนไขการประมูล

 

?    การมีเงื่อนไขให้ผู้ใช้บริการใช้โครงข่ายร่วมกัน

 

?  ถึงแม้จะมีเงื่อนไขแต่ไม่มีกติกาบังคับ จากบทเรียนเรื่องอัตราค่าเชื่อมต่อโครงข่ายทั้งที่มีการให้ใช้โครงข่ายร่วมกัน แต่ไม่มีกติกาใดๆ บังคับ ทำให้เกิดข้อตกลงของบริษัทในการใช้โครงข่ายร่วมกันในกรณีโทรศัพท์ข้ามเครือข่ายที่เอาเปรียบผู้บริโภค คืออัตรา 1 บาท ขณะที่การเชื่อมต่อภายในเครือข่ายนั้นอยู่ที่ 0.25-0.50 สตางค์

 

ความเห็นคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน

 

?  ถึงแม้ที่ผ่านมา กสทช. ได้ประกาศที่จะกำกับอัตราค่าบริการ 3G ทั้งบริการเสียงและข้อมูลที่จัดเก็บจากผู้บริโภคให้ลดลงไม่น้อยกว่า 20% จากอัตราในปัจจุบันที่อยู่ในระดับเฉลี่ย 899 บาทต่อเดือน โดยจะกำหนดให้อัตราค่าบริการในปีแรกลดลง 10% ปีที่ 2 ลดลง 15% และปีที่ 3 ลดลง 20% นอกจากนี้ กสทช. ยังประกาศที่จะกำกับดูแลคุณภาพบริการและให้ผู้รับใบอนุญาตจัดทำแผน CSR และแผนคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนประกาศว่าจะปรับปรุงกระบวนการของตนในการรับและพิจารณาเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภค และถูกคัดค้านจากบริษัทว่าไม่เห็นด้วยกับกสทช.

 

?  การกำกับดูแล ผู้ประกอบการและคุ้มครองผู้บริโภคให้เข้มงวดขึ้น  เป็นหน้าที่ตามกฎหมายซึ่งกสทช.ต้องทำเป็นปรกติอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมา รูปธรรมปัญหากรณีระบบโทรศัพท์ในบัตรเติมเงินที่ผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบและกสทช.ได้มีคำสั่งทางปกครองปรับวันละ 100,000 บาท แต่ถูกบริษัทฟ้องร้องต่อศาลปกครอง แต่ไม่มีความคืบหน้าและมีการดำเนินการปรับทางปกครองแต่ประการใด

 

?  การอ้างมีบริการในระบบ 2G ดังนั้นจะไม่มีผลกระทบต่อผู้บริโภค คงไม่เป็นจริง เพราะความเป็นจริงนั้นผู้ประกอบการพยายามที่จะย้ายผู้ใช้บริการบนคลื่นความถี่เดิมมาสู่ระบบคลื่นความถี่ใหม่ ระบบ 3G ไม่ว่าจะการใช้กลยุทธ์ทางการตลาด การให้สิทธิประโยชน์ แต่ที่สำคัญ เพราะระบบสัมปทานใน 2G นั้นมีอายุในการให้สัมปทาน และจะมีผู้บริโภคจำนวน 19.6 ล้านคนของบริษัทแรกจะหมดอายุสัมปทานในเดือนกันยายน  2556

 

?  คณะกรรมการฯ จึงมีข้อเสนอต่อกทค.และ กสทช. ให้จัดการประมูลใหม่โดยเร็วและให้แล้วเสร็จภายใน 1 – 2 เดือน โดยให้ความสำคัญกับราคาตั้งต้นที่ไม่ทำให้ประเทศชาติเสียหายและรวมถึงมีการกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในการประมูลในครั้งใหม่นี้ด้วย”

 


[1]คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน เป็นคณะกรรมการ ฯ ที่จำลองการมีองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 61

มาตรา 61 สิทธิของบุคคล ซึ่งเป็นผู้บริโภค ย่อมได้รับการคุ้มครองในการได้รับข้อมูลที่เป็นความจริง และมีสิทธิร้องเรียนเพื่อให้ได้รับการแก้ไขเยียวยาความเสียหาย รวมทั้งมีสิทธิรวมตัวกันเพื่อพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค

ให้มีองค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนผู้บริโภค ทำหน้าที่ให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของหน่วยงานของรัฐในการตราและการบังคับใช้กฎหมายและกฎ และให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งนี้ ให้รัฐสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการขององค์การอิสระดังกล่าวด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ป้ายกำกับ: